“ยา…..” อรเอ่ยชื่อที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของร่างซึ่งถูกผีร้ายสิงสู่ เสียงของเธอเรียบนิ่ง ทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่น “กลับมา……อึก” ถ้อยคำสั้น ๆ นั้นเปล่งออกมาพร้อมกับแรงใจสุดท้ายที่เธอพยายามส่งไปถึงวิญญาณของเพื่อน
“ฮึ ฮึ” เสียงหัวร่อแผ่วต่ำดังลอดออกมาจากลำคอผีร้าย มันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ดุจดั่งมองอรเป็นเพียงคนโง่ที่ดิ้นรนท่ามกลางความสิ้นหวัง
อรไม่หยุด เธอยังคงเพียรเรียกชื่อของยาอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับคำสวดภาวนา เสียงนั้นสั่นสะท้านด้วยความหวังและความกลัวในคราเดียวกัน เธอต้องการให้วิญญาณของยาตื่นขึ้น สู้กับเงามืดที่เกาะกินจิตใจอยู่ภายในร่างนั้น เพื่ออย่างน้อย หากเธอต้องประกอบพิธีลงอาคม ผีร้ายจะถูกทำลายไปเพียงฝ่ายเดียว โดยมิอาจดึงวิญญาณของยาลงสู่ความพินาศไปด้วย
สายตาของทั้งคู่ประสานมองกัน สายตาแห่งความหวังของอร เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ สายตาที่ยังคงห่วงคนตรงหน้ามาโดยตลอดไม่เสื่อมคลาย แม้ในยามที่ความตายแผ่เงาทมิฬปกคลุมอยู่รอบตัวก็ตาม หญิงสาวยังคงเชื่อมั่นหมดหัวใจ ว่าเรื่องราวน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นฝีมือของเพื่อนผู้บริสุทธิ์ หากแต่เป็นเพียงเงามืดที่สิงสู่อยู่ในร่างนั้น
สายตาของความจริงใจนั้นดูท่าจะเริ่มสั่นคลอนกำแพงมืดมนในวิญญาณของยา แววตาที่เคยแข็งกระด้าง ตาแดงเรืองน่าเกลียดน่ากลัว ค่อย ๆ กระพริบช้า ๆ ราวกับมีแรงบางสิ่งดึงให้ย้อนคืนสู่ความเป็นตัวตน ร่างกายกระตุกเป็นระยะ ๆ เหมือนกำลังต่อสู้ภายใน น้ำเสียงแผ่วเบาแผ่วลอดออกจากลำคอ เสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นของผีร้ายหรือของยากันแน่
ยามองหน้าอรนิ่ง ก่อนหยาดน้ำตาใสเอ่อคลอและหลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย ดวงตาที่เคยถูกกลบด้วยความมืด เริ่มเผยประกายความเจ็บปวดออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ภาพที่อรยังคงโอบกอดร่างไร้วิญญาณของก้านพลูเอาไว้แน่นมิยอมปล่อยมือไป แม้ร่างนั้นจะปราศจากลมหายใจแล้วก็ตาม ความผูกพันและความจริงใจในดวงตาของอรเป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยังคงเป็นอรคนเดิม คนที่ไม่เคยทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง แม้กระทั่งในห้วงสุดท้ายของชีวิต
“ยา…..” อรเอ่ยเสียงสั่นเครือ เรียกขานชื่อเพื่อนรักอีกครั้ง ราวกับจะดึงวิญญาณของอีกฝ่ายกลับมาสู่แสงสว่าง
“อึก………” เสียงสั้นขาดห้วง หลุดรอดจากริมฝีปากซีดจาง คล้ายเป็นสัญญาณตอบรับจากส่วนลึกของจิตใจที่ยังไม่ถูกกลืนกินไปทั้งหมด
“ยา…ใช่ไหม….”
ฟึ่บ…ฟึ่บ…
เสียงใบไม้พริ้วไหวสะท้อนรับกับความเงียบงันของค่ำคืน ทว่าเสียงนั้นไม่ใช่เพียงลม หากแต่เป็นสัญญาณของการมาถึง ร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากความมืดเบื้องหลัง ก้าวย่างช้า ๆ แต่เต็มไปด้วยอำนาจอันน่าสะพรึง ยามเมื่ออรกับยาเหลียวมองตามเสียง กลับได้เห็นเงาร่างของ ‘แม่ใหญ่’ ก้าวออกมาจากความมืด
แสงจันทร์อาบเงาให้ใบหน้านั้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน ยิ้มที่ไม่ได้มีความเมตตา หากแต่เปี่ยมไปด้วยความโหดร้ายและอำมหิต ราวกับกำลังชื่นชมกับความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทุกย่างก้าวของเธอคือการตอกย้ำว่า ผู้ที่แท้จริงแล้วอยู่เบื้องหลังเหตุสยองนี้ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนาง
เธอหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของยา พลางโน้มตัวลงช้า ๆ มือเหี่ยวย่นแต่แฝงพลังดำมืดเอื้อมมาลูบศีรษะของยา ยาทำได้เพียงยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาไหลรินขณะมองหน้าอร
อรค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยพลันกลายเป็นแววกร้าวแข็งราวเหล็กกล้า เธอเผชิญหน้ากับ ‘ผีปอบ’ ที่กำลังแผ่อำนาจชั่วร้ายอยู่เบื้องหลังยาด้วยความโกรธและไม่เกรงกลัว ถึงแม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความโศกเศร้า แต่จิตใจกลับแข็งแกร่งไม่ยอมพ่าย
มันยังคงยิ้มเยาะ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการดูแคลน เสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับเยาะเย้ยอรว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวโง่เขลาที่กำลังพยายามต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่เกินกำลัง บรรยากาศโดยรอบพลันกดทับ ความมืดราวกับปิดล้อมให้เหลือเพียงสนามประลองที่ไม่อาจถอยหลังได้อีกต่อไป
“โอม อาคูรี รามี หมัญญา….”
เสียงสวดมนต์ดังก้องออกจากริมฝีปากของอร เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อร่ายอาคมที่ถูกพร่ำสอนมาในบทบัญชาปราบปอบ คำท่องนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความตั้งใจ แม้ใจยังสั่นระรัว แต่เธอก็ไม่อาจปล่อยให้ผีร้ายตรงหน้ามีอำนาจเหนือไปมากกว่านี้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” เสียงหัวเราะแผ่วต่ำ ยิ่งอรท่องอาคมเท่าไร เสียงหัวเราะของมันกลับยิ่งทวีความสะใจ
“อาลี ภติมันต์ ยะทามะ…”
เสียงของอรยังไม่หยุด เธอยังคงบังคับใจให้สวดต่อ แม้หูจะได้ยินเสียงเย้ยหยันอันน่าสะอิดสะเอียนก็ตาม ความมุ่งมั่นในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ ไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความมืด
ทว่า
“อร!….”
เสียงร้องเรียกแผ่วสั่น แต่เต็มไปด้วยแรงสะท้านใจ ทำให้อรต้องลืมตาขึ้นอย่างตกใจ ร่างเธอสั่นสะท้านเมื่อพบว่าน้ำเสียงนั้นมิใช่ของใครอื่น แต่เป็นเสียงของยา
อรชะงัก หยุดการท่องอาคมชั่วขณะ
“คาถาที่มึงกำลังท่อง…อึก….มันไม่ใช่คาถาปราบปอบหรอกนะ”
เสียงของยาสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากขณะเอ่ยคำ ร่างกายพยายามประคองตัวเองให้ยืนหยัดอยู่ตรงหน้าอร ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมปนสิ้นหวัง
“ยา….” อรเอ่ยชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงแตกพร่า ราวกับหัวใจถูกฉีกขาด
“มันคือคาถาชุมนุมวิญญาณ….อึก ฮือออออ มันคือคาถาเรียกพวกมันมา อร…..ฮืออออ”
คำพูดของยากรีดลึกเข้าไปในใจอรยิ่งกว่ามีดคม เธอเหมือนถูกฟาดกลางอก หัวใจพลันหนักอึ้ง ความจริงอันโหดร้ายนี้ทำให้ขาแทบยืนไม่ไหว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
เสียงหัวเราะของผีร้ายดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่า ราวกับกองทัพวิญญาณกำลังหัวเราะพร้อมกัน เสียงนั้นปนสะใจ อำมหิต และเย้ยหยันต่อความสิ้นหวังของทั้งอร ความมืดรอบด้านสั่นสะเทือนราวกับโลกทั้งใบกำลังตอบรับเสียงหัวเราะแห่งความวิปลาสนั้น
ว่าจบผีร้ายที่ยืนซ้อนหลังยาอยู่นั้นก็หัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจ มันลูบหัวยาที่ยืนร้องไห้ต่อหน้าอรอย่างช้า ๆ ราวกับสิ่งที่ยาทำอยู่นั้น ถูกใจมันเสียอย่างยิ่ง
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ
เสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นป่าแห้งแล้งเต็มไปด้วยใบไม้และกิ่งไม้หักดังขึ้นไม่ขาดสาย คล้ายกลองประโคมที่ปลุกความสยดสยองให้ก้องกังวานในอกอร ยิ่งฟังยิ่งเหมือนเสียงนั้นบีบคั้นหัวใจให้สั่นระรัวไม่หยุด เสียงแกรกกรากจากบนยอดไม้ก็ประสานตามมา กิ่งไม้สั่นสะท้านราวกับมีฝูงลิงป่ากำลังโลดโผน
อรค่อย ๆ หันมองไปโดยรอบผืนป่าลึก แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยังสั่นคลอนจากคำตอบของยา วิญญาณและสัมภเวสีมากมาย ทั้งใบหน้าที่เคยเห็น ทั้งผู้คนที่อรไม่อาจลืม และใบหน้าที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในความทรงจำมาก่อน ต่างทยอยปรากฏขึ้นราวกับถูกคำสั่งเดียวกัน บ้างเดินกระย่องกระแย่งออกมาจากความมืดมิด บ้างโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินที่ร่วนซุยราวกับถูกขุดขึ้นจากหลุมศพ บ้างโลดโผนพุ่งตัวจากกิ่งไม้สูงลงมากระแทกพื้น ดวงตาของพวกมันไร้แววแห่งความเป็นมนุษย์ มีเพียงความเคียดแค้นรุนแรงที่สุมอยู่ในนัยน์ตาดำมืดจนสะท้อนแสงเพียงเล็กน้อยก็ดูคล้ายเปลวเพลิงนรก
เสียงหอบหายใจของอรแผ่วสั่น ขณะที่เธอหันมองพวกมันสลับกับสายตาของยา ผู้ซึ่งยังคงยืนร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม แต่กลับไม่เคยละสายตาไปจากอรเลยแม้แต่วินาทีเดียว ความจริงที่บีบคั้นหัวใจนั้นเจ็บปวดเกินกว่าจะเอ่ยถ้อยคำใดออกมา
อรเห็นดังนั้น ความผิดหวัง ความเจ็บปวด ความโกรธ และความสิ้นหวัง ค่อย ๆ พูนขึ้นในใจราวกับทะเลคลื่นลมแรงถาโถมใส่หัวใจจนแทบแตกสลาย มันชัดเจนในบัดนี้ ไม่มีข้อสงสัยอีกแล้วว่า ยา ได้กลายเป็นพวกเดียวกับมันไปแล้ว…
“ยา……”
“กูบอกแล้วแม่นบ่ ว่ามึงหนะปึกหลายแม่หมอ…” ร่างปอบร้ายค่อย ๆ เดินขึ้นมาตรงหน้าของยา เสียงของมันก้องทุ้มต่ำแฝงด้วยความเย้ยหยัน มันก้าวย่างเชื่องช้า พลางเดินวนรอบร่างของอรอย่างช้า ๆ ดวงตาสีแดงฉานฉายแสงวิปลาสในความมืด คำพูดแต่ละคำของมันนั้นบิดเบือนจิตใจของผู้ฟัง
“หมู่บ่?”
ทันใดนั้น มันก็ยื่นมือที่เย็นเยียบเหมือนซากศพมาจับไหล่ทั้งสองข้างของอรจากด้านหลัง นิ้วโครงกระดูกกดลงบนผิวจนขนทั่วร่างลุกชัน มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหู แล้วสายตากลับหันไปจ้องตรงไปยังยาที่กำลังยืนนิ่ง น้ำตานองแต่ยังไม่ละสายตาจากอรเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“หมู่แม่หมอน่ะ เพิ้นเป็นไผฮู้บ่?”
คำถามที่มันเอ่ย ทำให้อรหัวใจแทบหล่นวูบ ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างจนปลายมือปลายเท้าชา เธอมองหน้ายา ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสสะท้อนถึงความเจ็บปวด แต่สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับยากจะเชื่อ ความจริงกำลังคืบคลานเข้ามาเหมือนเงามืด
“หมู่แม่หมอนั่น บ่แม่นถืกข่อยสิง หรือบ่ถืกข่อยบงการดอกเด้…”
น้ำเสียงหัวร่อที่ตามมาชวนให้เลือดในกายเย็นเฉียบ มันบีบไหล่อรแน่นขึ้น ร่างอรสั่นสะท้าน ใบหน้าของยาที่อาบด้วยน้ำตากลายเป็นภาพที่แทงทะลุหัวใจ
“เพิ้นน่ะ ทายาทของข่อยเอง…..” คำพูดนั้นดังขึ้นชัดเจนราวฟ้าผ่า ความหมายของมันหนักหน่วง ความจริงที่อรไม่อยากรับรู้ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
“หรือสิเว้าให้แม่หมอฮู้เรื่อง…เพิ่นน่ะ เป็นปอบมาแต่โดนแล้วล่ะแม่หมอ….ฮึ ฮึ”
เสียงหัวเราะต่ำลึกดังสะท้อนในป่ามืด ดังก้องราวเสียงกู่ร้องจากนรก ลมเย็นยะเยือกพัดกระหน่ำจนใบไม้ไหวซู่ซ่าเหมือนเสียงคร่ำครวญของวิญญาณนับร้อยรอบตัว ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่มันเอ่ยได้เปลี่ยนความหมายของทุกสิ่ง ทุกหยดน้ำตาและทุกสายตาที่อรเคยยึดมั่นว่าเต็มไปด้วยความจริงใจ กลับกลายเป็นดั่งหนามพิษที่ทิ่มแทงจนหัวใจปริแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
เสียงเป่าหูอันเหม็นสาปพร่ามเล่าเรื่องราวให้อรฟัง กระทบไปจนถึงความรู้สึกของเธอ แต่แววตายังคงมองร่างของยาที่คอยเฝ้าฟังเรื่องราวที่แม่ใหญ่ของเธอด้วยเสียงสะอึกร่ำไห้อยู่ด้วยเช่นกัน
“ฮู้บ่ว่าเพิ่นมาม่องนี่ซื่อมื่อซื่อคืน เพราะหยัง”
อรไม่ตอบ เพียงแต่มองไปรอบ ๆ ความเงียบของผืนป่ากลับถูกแทนที่ด้วยสายตานับร้อยคู่จากเหล่าสัมภเวสีที่มุงล้อมเข้ามา แววตาเหล่านั้นวาวโรจน์เต็มไปด้วยความกระหายและความแค้น มันจ้องมองมาที่พวกเธอราวกับกำลังรอคำตัดสินจากปอบผู้เป็นเจ้าเหนือหัว
“เพิ่นกะเอิ้นอยู่ ว่านี่เขากาฬภพ ‘ห่าก้อม’ ปอบชั้นสูงจั่งเพิ่น กะต้องมาแพร่พลังให้เหล่าบริวารเพิ่นนั่นเด้ แม่หมอ…”
เสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกขึ้นในความมืด มันไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาเพื่อความขบขัน แต่เป็นเสียงเย้ยหยันที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายต่อหน้าของอร ร่างตรงหน้าของเธอ เพื่อนที่เคยไว้ใจ หาใช่เพียงปอบธรรมดาอย่างที่เธอเข้าใจเมื่อครู่ หากแต่กลับกลายเป็น ‘ปอบชั้นสูง’ ปอบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์ดำและอาถรรพ์ ปอบที่อยู่เหนือกว่าปอบใด ๆ และเหนือสัมภเวสีทั้งหลาย ความจริงนั้นถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นมืดซัดใส่จิตใจ เพราะเหตุนี้เองหนะหรอ…ที่อาคมพ่อของเธอถึงไม่สามารถทำอันตรายยานี้ได้เลยแม้แต่น้อย
“ยา….งั้นที่ผ่านมา…เจมส์ แพรวา เมย์ รวมถึง….เด็ก ๆ ในหมู่บ้าน แล้วก็น้องแตงโม…เป็นเพราะยาหรอ?”
เสียงของอรสั่นเครือ แทบกลืนคำพูดไม่ลง เธอเอ่ยถามทั้งที่หัวใจไม่อยากเชื่อ ไม่อยากรับรู้ หวังเพียงว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ความจริง หวังว่ายาจะส่ายหัวปฏิเสธ บอกว่าเป็นเพียงคำลวงของผีร้าย
“กะแม่นน่ะเด้…อั่น ถ้าเพิ่นบ่เฮ็ดจั่งซั่น เพิ่นกะบ่มีพลังมาให้หมู่ข่อยอยู่เด้”
ไม่ใช่ยาที่ตอบ หากแต่เป็นเสียงแหบต่ำของผีปอบที่ยังคงยืนอยู่ข้างหูอร เะฮรู้สึกได้ว่าลมหายใจตัวเองขาดห้วง ร่างกายสั่นเหมือนจะล้มลงได้ทุกขณะ
“พวกเขาไปทำอะไรให้ยาหรอ…อึก….ยาทำแบบนี้ทำไม”
ยาไม่ตอบ เธอเพียงเงยหน้ามองอร ดวงตาของเธอพร่ามัวไปด้วยน้ำตา เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียใจทก้องอยู่ในใจของเธอ
เธอมองอรสลับกับร่างของแม่ใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ร่างนั้นหัวเราะก้องสะท้านด้วยความสะใจ เสียงหัวเราะของหญิงชราก้องสะท้อนอยู่ในอากาศรอบด้านไม่หยุดไม่หย่อน รอบกายยังมีเหล่าบริวารมากมายยืนโอบล้อมอยู่เป็นชั้น ๆ ร่างเหล่านั้นคือสัมภเวสีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกอรเรียกอาคมมาปราบ แต่ทุกครั้งที่เธอร่ายอาคม กลับเป็นการเรียกให้พวกมันมาอยู่ภายใต้อำนาจของยาโดยไม่รู้ตัว
อาคมที่อรเคยใช้เพื่อกดวิญญาณผีธรรมดา บัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนพลังที่เพิ่มพูน ยิ่งเธอเรียกมากเท่าไร เหล่าสัมภเวสีที่ถูกฆ่าก็ยิ่งถูกดึงกลับมาเป็นบริวารผู้ซื่อสัตย์ต่อยาเพียงผู้เดียว บริวารเหล่านี้จำใจถวายแรงกายและวิญญาณให้นายสาวอย่างยาโดยไร้ข้อแม้
เธอกลับมาครั้งนี้ก็เพื่อปลุกพลังของตระกูลกาฬภพให้หวนคืนสู่อำนาจสูงสุดอีกครา ทุกค่ำคืน เธอมักลอบมาใต้แสงจันทร์ ร่ายอาคมต้องมนต์เพื่อส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเหล่าสมาชิกในตระกูล ให้พลังมืดทั้งหลายตื่นขึ้นมาพร้อมกัน และมีเพียงเธอเท่านั้นที่ทำได้ เพราะเธอคือผู้ที่ถูกเลือก
ตระกูลของเธอ ตระกูลกาฬภพ ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ แข็งแกร่งเกรียงไกรเหนือกว่าทุกตระกูลใดในแผ่นดิน มนต์ดำของพวกเขาเข้มข้นและแผ่ขยายไปทั่ว แม้แต่อาคมขาวอันทรงพลังของผู้ใดก็มิอาจต่อต้านได้ แต่ความรุ่งเรืองนั้นกลับพังทลายลงในคืนอันมืดมิด…เมื่อหมอผีผู้ทรงเกียรติบางคนบังอาจย่างกรายเข้ามา ลุกล้ำแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา และใช้มนต์ขาวสร้างเขตแดนกักกันมิให้พลังมืดใด ๆ ผ่านเข้าไปได้ นั่นเองที่ทำให้ ‘ห่าก้อม’ ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ต้องสิ้นชีพลงอย่างน่าอดสู
จากวันนั้นเป็นต้นมา ตระกูลของเธอจึงถูกบีบให้ถอยร่น หลีกซ่อนอยู่ในเงามืดของโลก ไม่อาจเผยพลังอย่างเปิดเผย ต้องดำรงชีวิตอย่างเร้นกายจากมนต์ขาวที่คอยบดบังอยู่เสมอ ทว่าความมืดไม่เคยดับสูญ หากเพียงรอวันที่เปลวเพลิงจะถูกจุดขึ้นใหม่…
จนกระทั่งวันที่แม่ใหญ่ ผู้ใหญ่สูงสุดของตระกูล ได้เลือก ‘ยา’ ให้เป็นผู้สืบทอดมนต์ดำ มอบหน้าที่คืนชีพตระกูลกาฬภพให้กลับมายิ่งใหญ่ดั่งเดิม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอจึง จำเป็นต้องกลับมา ไม่ใช่เพราะความปรารถนา หากแต่เป็นชะตาที่ถูกตีตราเอาไว้ตั้งแต่แรก
แม้ตอนนี้มันจะทำให้ เพื่อน ของเธอเสียใจและผิดหวังในตัวเธออย่างถึงที่สุดก็ตาม ยายังคงหลบสายตาเต็มไปด้วยความขมขื่นในใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอรที่กำลังร่ำไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดสะท้านใจ
เธอมองการกระทำของอรมาโดยตลอด…อรที่ยืนหยัดเพื่อผู้อื่นเสมอ อรที่ไม่เคยคิดทอดทิ้งใคร ไม่เคยแม้แต่จะทำให้ผู้ใดเจ็บปวด ไม่ว่าเพื่อนหรือคนในหมู่บ้าน ทุกคนต่างรักและศรัทธาในตัวเธอ อรเป็นคนที่ดีงามและเป็นเพื่อนแท้ที่ทุกคนพึ่งพาได้ แต่บัดนี้ ภาพตรงหน้ากลับกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็มิอาจทนเห็นได้ อรที่ร้องไห้ด้วยหัวใจแตกสลาย มองเพื่อนรักของตนต้องกลายเป็นผู้สืบทอดมนต์ดำของตระกูลปีศาจ
“มึงรีบกลับหมู่บ้านมึงไปซะ!”
น้ำเสียงของยายามนี้สั่นสะท้าน แฝงทั้งความเด็ดเดี่ยวและความเจ็บปวดที่ไม่อาจปิดบังได้ ดวงตาของเธอแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นเครือ แต่ก็ต้องฝืนพูดออกไปให้ชัดเจน “รีบไปซะ…ถ้ามึงอยากให้เพื่อน ๆ มึงรอด”
คำพูดนั้นเสมือนมีดที่กรีดลึกลงในหัวใจของอร เธอชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกใจ น้ำตาที่รินไหลกลับกลายเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบจนแทบล้มลงตรงนั้น
“ม่องนี้ บ่มีที่ให้อาคมขาวของแม่หมอแล้วเด้อ… ฮึ ฮึ…” เสียงปอบร้ายดังแทรกขึ้นพร้อมกับการเอียงคออย่างช้า ๆ สายตาของมันเต็มไปด้วยแววเยาะเย้ย
เมื่อคิดได้ อรจึงกัดฟันหันหลัง วิ่งกลับไปทางหมู่บ้านด้วยความรวดเร็ว แม้หนทางนั้นจะยาวไกลเพียงใด แต่เธอไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป ร่างเล็ก ๆ ของเธอสับฝีเท้าเต็มแรง พุ่งฝ่าความมืดมิดโดยไม่สนใจสิ่งกีดขวางที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้หนาม เงาร่างเคลื่อนไหว หรือเสียงกระซิบของวิญญาณที่ลอยเคว้งอยู่รอบข้าง อรมีเพียงสิ่งเดียวในใจ ต้องไปถึงหมู่บ้านให้เร็วที่สุด
เสียงหอบหายใจดังขึ้นหนักหน่วงเป็นจังหวะ เส้นผมเปียกชื้นแนบใบหน้าเพราะเหงื่อที่ไหลออกมามากขึ้นทุกขณะ ฝีเท้าเร่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอก และในที่สุด แสงสว่างเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
มันคือเปลวไฟจากหมู่บ้าน แสงริบหรี่ที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามระยะทางที่เธอวิ่งเข้าใกล้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณแห่งความไม่ปกติ
ยิ่งเธอวิ่งใกล้เข้าไป เสียงที่ดังออกมาก็ชัดเจนขึ้น เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของผู้คนพูดคุย ไม่ใช่เสียงหัวเราะ หรือเสียงชีวิตที่คุ้นเคย หากแต่เป็นเสียงพิณ เสียงกลอง และเสียงเครื่องดนตรีนานาชนิดบรรเลงคลอไปด้วยกัน เสียงนั้นก้องสะท้อนออกมาจากกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางความมืดของค่ำคืนนี้
และอรจึงได้เห็น…ตรงกลางลานหมู่บ้านมีผู้คนมากมายรวมตัวกัน ล้อมรอบบางสิ่งบางอย่างที่กำลังถูกประกอบพิธี
พิธีที่ไม่ควรเกิดขึ้นในยามค่ำคืนเช่นนี้ ทว่าสิ่งนั้นกลับเริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มกำลัง.