สามวันต่อมา เอี้ยเสวียนปรากฎตัวที่หน้าเมือง เหลยอิ๋นเฉิงเมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรจิ่วเซียวเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของอาณาจักรจิ่วเซียวเพราะนอกจากที่จะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าแล้วที่นี่ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตอาวุธที่มีคุณภาพสูง ตระกูลเอี้ยมีชื่อเสียงในฐานะผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ของภาคตะวันตกควบคู่ไปกับวิชา "การจารึกอักขระลงอาวุธ"ซึ่งเป็นศาสตร์ยุทธที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและพลังปราณขั้นสูง
โดยในเมืองแห่งนี้ยังประกอบไปด้วยตระกูลใหญ่อื่นๆ อีกสามตระกูลคือตระกูลเหวินที่ทำธุรกิจด้านการขนถ่ายสินค้า มีกองคาราวานที่มีผู้มีฝีมืออยู่มากมายตระกูลเซียวที่ทำธุรกิจด้านสมุนไพรและการปรุงโอสถต่างๆ และตระกูลเหลินที่ทำการค้าในชื่อของหอการค้าโถงห้าทะเลโดยมีสมาคมนักจารึกอักขระที่เป็นสาขาขนาดใหญ่ประจำอยู่ที่นี่ขณะเดียวกันที่นี่ก็ยังมีสมาคมนักปรุงโอสถประจำอยู่ด้วยทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสีสันและมีชีวิตชีวา
ขณะที่เอี้ยเสวียนจ้องมองรำลึกถึงความหลังสักครู่ก็ก้าวเดินไปที่ปากประตูเมืองอย่างไม่เร่งรีบสิ่บรรยากาศรอบกายของเอี้ยเสวียนดูแปลกประหลาด มันทั้งเหมือนมีและไม่มีตัวตนทุกย่างก้าว พลังปราณที่เคยแผ่ออกมาอย่างแผ่วเบากลับยิ่งจางหายไปทีละน้อย
จนเมื่อเอี้ยเสวียนเดินผ่านประตูเมืองทางเข้าพลังงานทั้งหมดที่อยู่รอบกายก็สลายหายไปไม่สามารถสังเกตุได้ทหารยามที่ประจำการอยู่ด้านหน้าตรวจเอกสารเข้าเมืองของเอี้ยเสวียนก็ปล่อยให้เข้าเมืองไปได้โดยทหารทั้งสองนายไม่ได้รู้จักเอี้ยเสวียนจึงจำเขาไม่ได้ หรือต่อให้เป็นคนรู้จักก็ยากจะจำเขาได้ในทันทีเพราะสามปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงเขาไปมาก
เมื่อแรกเข้าเมือง สิ่งแรกที่เอี้ยเสวียนสังเกตเห็นคือเสียงเคลื่อนไหวจากล้อรถบรรทุกที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาสินค้าจากเรือที่เทียบท่า สิ่งของที่กำลังถูกขนย้ายไปยังคลังสินค้าต่างๆของแต่ละตระกูล
"เฮ้ย! ล้อเกวียนของพวกเราหนักไปหรือเปล่าทำไมเสียงดังเป็นอย่างนี้!"เสียงของคนขับรถเกวียนร้องถามไปยังคนโต้ที่นั่งอยู่ข้างๆ
"ไม่ใช่หรอก! เพราะพื้นถนนที่ทำใหม่นี่แหละ"คนโต้ตอบกลับด้วยเสียงเหนื่อยหอบ "ตั้งแต่ตระกูลเอี้ยเติบโตขึ้นจึงได้บริจาคเงินเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์ให้กับเมืองของพวกเรามากขึ้น เรื่องถนนหนทางนี่ก็สามารถรองรับขบวนคาราวานสินค้าได้มากขึ้นแล้วก็แม่น้ำลำคลองตระกูลเอี้ยก็ทำการขุดลอกให้มีความลึกมากขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม”
“นอกจากนั้นตระกูลเอี้ยยังบริจาคเงินหรืออาหารให้กับคนยากไร้ในช่วงหน้าหนาวสองสามปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้ตระกูลเอี้ยคอยบริจาคอาหารหรือเครื่องนุ่งห่มให้คงมีคนตายมากมาย” ชาวนาที่ขับเกวียนกล่าวเสริมขึ้นมา พู
เอี้ยเสวียนฟังบทสนทนานั้นแล้วก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขารู้ว่าตระกูลเอี้ยเป็นตระกูลใหญ่ในขณะเดียวกันก็อดชื่นชมคนในตระกูลไม่ได้ที่เมื่อมีอิทิพลมากขึ้นทรัพย์สินมากขึ้นยังทำการแบ่งออกมาสนับสนุนผู้คนต่างๆอีกด้วย
ตลาดใหญ่ของเหลยอิ๋นเฉิงคึกคักตั้งแต่อรุณรุ่งอย่างเช่นเคยแผงลอยของพ่อค้าหาบเร่เรียงรายไปทั่วทุกซอกซอย แต่ละแผงต่างมีสินค้าแตกต่างกันไปทั้งผักผลไม้สดใหม่ เนื้อสัตว์ปิ้งย่าง ผ้าไหมสีสันสดใส เครื่องประดับแปลกตาและสมุนไพรหายาก
"ไหมแท้จากเมืองฮังโจว!ไหมแท้จากเมืองฮังโจว!" เสียงพ่อค้าผ้าไหมดังไปทั่วตลาด"ถูกที่สุดในเมืองแล้ว! ไม่มีที่ไหนขายถูกกว่านี้อีก!"
"ตกลงจะเอากี่ตัว! ข้าจะขายให้พี่ชายในราคาพิเศษแต่ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้!"พ่อค้าขายไก่ดูเหมือนกำลังต่อรองกับลูกค้าอย่างตื่นเต้น
"ไม่ได้หรอก! ราคานี้แพงเกินไป!"ลูกค้าโต้กลับด้วยความไม่พอใจ "ข้าเห็นที่แผงข้างๆขายราคาถูกกว่านี้อีก!"
"ที่แผงข้างๆ มันไม่ได้เป็นไก่แบบเดียวกันกับข้านี่คือไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องและสมุนไพร ต่างจากไก่ธรรมดาแน่นอน!"พ่อค้าแกว่งมือเน้นย้ำด้วยความภูมิใจ
เอี้ยเสวียนหยิบยิ้มฟังเสียงต่อรองราคาที่คุ้นเคยนั้นเขาเดินต่อไปยังบริเวณที่ร้านของตระกูลใหญ่ๆ ตั้งอยู่ หาร้านเล็กๆนั่งพักดื่มชาและฟังข่าวคราวในเมือง
"คุณชายท่านนี้ขอเชิญครับ ภัตตาคาร ธาราหยกยินดีต้อนรับ! ภ้ตตาคารของเราเป็นภัตตาคารที่ดีที่สุดในเมือง ไม่ว่าท่านต้องการอาหารประเภทใหนทางเราสามารถทำได้ทุกอย่าง?"พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาถามเอี้ยเสวียนเมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะเดี่ยวในมุมที่สามารถมองเห็นลูกค้าคนอื่นได้
"น้ำชาอย่างดีสองถ้วย และขนมปังไส้หมูสองลูก"เอี้ยเสวียนสั่งอาหารเรียบง่าย
"ทราบครับ รอสักครู่นะครับ"หนุ่มเสิร์ฟเดินจากไป
เอี้ยเสวียนนั่งฟังเสียงคุยกันของลูกค้าคนอื่นๆ ได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงคุยกันดังๆ จากโต๊ะติดกับเขา
"เจ้าว่าในการแข่งขันครั้งนี้ในอีกสามเดือนข้างหน้าฝ่ายใหนจะเป็นฝ่ายชนะ?”ชายร่างท้วมที่แต่งตัวภูมิฐานสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่อีกสามคนรอบๆ
“เดิมข้าคิดว่าตระกูลเอี้ยน่าจะสามารถชนะได้?แต่เมื่อข้าได้ข่าวว่าบุตรชายของประมุขเอี้ย ‘ เอี้ยเสวียน ‘ได้เสียชีวิตลง ข้าเลยคาดว่าตระกูลเอี้ยไม่น่าจะสามารถชนะในครั้งนี้ได้”ชายร่างผอมสูงอีกคนกล่าวขึ้นมา
“ใช่! ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน ตระกูลเอี้ยถึงแม้ว่าจะเร่งฟูมฟักคนรุ่นใหม่ออกมาทดแทนผู้เยาว์รุ่นเดิมที่เสียชีวิตไปเมื่อคราวครั้งนั้นแต่เวลาเพียง 3 ปีจะสามารถสร้างนักสู้รุ่นเยาว์ออกมาต่อสู้กับบรรดานักสู้รุ่นเยาว์ของตระกูลอื่นได้อย่างไร?”
“ข้าคิดว่าครั้งนี้คงเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูลเหลิน กับตระกูลเซียว ส่วนตระกูลอู๋คงไม่ได้สนใจอะไรนัก”ชายคนแรกกล่าวขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ
“ถ้าคุณชายเอี้ยยังอยู่ก็คงจะดีตอนนี้ตระกูลเอี้ยครองอิทธิพลในเมืองอยู่ แต่ก็ช่วยพัฒนาเมืองไปมากถ้าพวกสองตระกูลนั้นขึ้นมาเป็นใหญ่ ข้าเกรงว่าเมืองเหลยอิ๋นเฉิงคงต้องเจอกับปัญหานานาประการแน่ๆ?”
ชายร่างสันทัดที่นั่งอยู่อีกคนกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงกระซิบ“ข้าได้ข่าวว่าทั้งสองตระกูลจะอาศัยโอกาสนี้บั่นทอยอิทธิพลของตระกูลเอี้ยโดยอาศัยนักจารึกอักขระที่ทั้งสองตระกูลไม่รู้ไปหามาจากใหนแต่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมของประมุขตระกูลแล้ว ได้ข่าวว่าทั้งสองคนเป็น นักจารึกอักขระ4 ดาวเงิน ที่อายุ 16 ปีเท่านั้น”
“ใช่แล้วยังมีพวกที่ไปแข่งขันเมื่อสามปีก่อนที่ตอนนี้หลายคนกลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นกำเนิดปราณขั้นสูง และขั้นชำระล้างขั้นต้นกันแล้ว” ชายร่างผอมกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“นอกจากนั้นปรมาจารย์หลี่ที่เคยอยู่กับตระกูลเอี้ยก็ได้ย้ายไปอยู่กับตระกูลเหรินแล้วนั่นทำให้ตระกูลเหรินรู้ทุกอย่างเกี่ยวกกับการจารึกอักขระของตระกูลเอี้ยแต่ตระกูลเอี้ยแทบจะไม่รู้เลยว่าตระกูลเหรินเชี่ยวชาญด้านใหน?”ชายร่างภูมฐานกล่าวเสริมขึ้นอีกครั้ง
"ใช่แล้ว... ครั้งนี้ตระกูลเอี้ยเจอปัญหาใหญ่จริงๆ"เสียงของชายร่างสันทัดกล่าวด้วยความเสียดาย
เอี้ยเสวียนที่กำลังจิบชาก็สำลักเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าข่าวการ 'เสียชีวิต' ของเขาจะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองได้เร็วขนาดนี้
เอี้ยเสวียนรู้สึกได้ถึงความกังวลในเสียงของคนพื้นเมืองเขาเข้าใจว่าคนในเมืองรู้สึกเป็นอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตระกูลเอี้ยไม่ได้เป็นแค่ตระกูลใหญ่ธรรมดา แต่เป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจของเมืองหากตระกูลเอี้ยล้มลง ผลกระทบจะมีต่อคนทั้งเมือง
หลังจากฟังข่าวคราวที่ได้ยินมาจากภัตตาคารแล้วเอี้ยเสวียนตัดสินใจเดินทางกลับไปยังตระกูลทันที บรรยากาศรอบๆคฤหาสน์ของตระกูลเอี้ยดูปกติไม่เห็นถึงความเคร่งเครียดใดๆแต่ถ้าสังเกตุให้ดีจะพบว่าในจวนตระกุลเอี้ยมีบรรยากาศที่หม่นหมองกระจายอยู่ทั่วไป
เมื่อเอี้ยเสวียนเดินไปถึงหน้าจวนตระกูลเอี้ยยามรักษาการณ์ที่เฝ้ามองอยู่อย่างสงสัย จึงได้มีคนนึงเดินมาถามว่า
“ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้มาหาใคร?ที่นี่คือจวนตระกูลเอี้ยไม่ใช่ที่สาธารณะ ที่ใครๆจะเข้าไปได้?”
“ข้าอยากขอพบท่านประมุขตระกูลเอี้ย”เอี้ยเสวียนกล่าวตอบยามรักษาการณ์ออกไป
ยามรักษาการณ์ที่ได้ยินว่าเอี้ยเสวียนต้องการพบประมุขตระกูลจึงมีท่าทางสำรวมขึ้นก่อนที่จะกล่าวว่า“ท่านประมุขไม่พบคนภายนอก ไม่ทราบว่าจะให้ข้าเรียนท่านประมุขว่าใครมาเข้าพบ?”
เอี้ยเสวียนจึงหยิบแผ่นหยกซึ่งเป็นแผ่นหยกที่บิดาของเขามอบให้เป็นที่ระลึกเมื่อการแข่งขันเมื่อสามปีก่อน“รบกวนท่านแจ้งท่านประมุขว่าผู้ที่ถือแผ่นหยกนี้ขอเข้าพบ”
ยามรักษาการณ์ได้ยินดังนั้นจึงมอบแผ่นหยกให้ยามอีกคนเข้าไปรายงานส่วนตนเองยืนคุมเชิงกับเอี้ยเสวียนอยู่ข้างๆ“คุณชานกรุณารอสักครู่ พวกข้าไปเรียนท่านประมุขแล้ว เดี๋ยวคงได้คำตอบ”
“ไม่เป็นไร!ข้ารอได้”เอี้ยเสวียนกล่าวตอบพร้อมทั้งมองไปรอบๆบริเวณจวนตระกูลเอี้ยตนไม่ได้กลับมาสามปีตระกูลเอี้ยดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งขนาดความกว้างใหญ่ของกำแพง การตกแต่งต่างๆโดยเฉพาะประตูใหญ่ด้านหน้าที่เมื่อก่อนเป็นเพียงประตูไม้แต่ตอนนี้กลายเป็นประตูที่เป็นไม้และมีเหล็กขนาดใหญ่หุ้มปิดหัวท้ายคล้ายประตูเมืองแต่สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือป้ายตระกูลเอี้ย ที่เป็นป้ายไม้ขนาดใหญ่สีน้ำตาลสลักอักษรโบราณสีทองว่า “จวนตะกูลเอี้ย”
ในคฤหาสน์ทันทีที่ยามรักษาการณ์เดินมาถึงหน้าห้องโถงซึ่งตอนนี้ประมุขตระกูลและผู้อาวุโสต่างกำลังประชุมกันอยู่
“เรียนท่านประมุข ข้างนอกมีคนมาขอเข้าพบท่านประมุขขอรับ”ยามรักษาการณ์กล่าวขึ้น
ชายวัยกลางคนที่มีท่วงท่าสง่างาม และกลิ่นอายพลังเก็บมิดชิดนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยแววตาที่หลักแหลม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนที่จะเอ่ยปากออกมาด้วยเสียงธรรมดา แต่ก็เพียงพอที่จะข่มขวัญคนทั่วไป“ใคร?ข้าบอกแล้วว่าช่วงนี้ข้าไม่รับแขกฟังไม่เข้าใจหรือ?”
ยามรักษาการณ์ได้ยินดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงด้วยความตกใจก่อนที่จะพูดว่า“ชายคนนั้นมอบของมาให้สิ่งหนึ่งแล้วแจ้งว่าท่านประมุขเมื่อเห็นของสิ่งนี้แล้วต้องยินยอมให้เขาเข้าพบแน่นอน”พลางยื่นแผ่นหยกในมือขึ้นมา
ขณะนั้นเองพ่อบ้านประจำตระกูลเอี้ย ‘เอี้ยเซินหยาง’เดินเข้ามารับแผ่นหยกเพื่อนำไปมอบให้ประมุขตระกูลเอี้ยแต่เมื่อสัมผัสและได้เห็นแผ่นหยกผู้เฒ่าท่านนี้ถึงกับตัวสั่นน้ำตาคลอเบ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ยามรักษาการณ์ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านประมุข” เสียงของพ่อบ้านดังขึ้น “นี่เป็นหยกของคุณชายขอรับ!”
ประมุขเอี้ยหลิง ได้ยินดังนั้นก็เกิดความรู้สึกสะท้านในใจเฉกเช่นกับผู้อาวุโสทุกคนในห้องนั้น ก่อนที่จะหลุดปากออกมาว่า “พ่อบ้านหยาง! คุณชายคนใหน?”
“คุณชายใหญ่ขอรับนายท่าน!เป็นหยกที่ท่านประมุขมอบให้คุณชายใหญ่เมื่อครั้งนั้น ขอรับ!”
“ว่ายังไงนะ” ประมุขตระกูลเอี้ยพุ่งมาคว้าหยกในมือของพ่อบ้านหยางก่อนที่จะพบว่าเป็นอย่างที่พ่อบ้านหยางว่าจริงๆนี่คือหยกพกประจำตัวของตนที่มอบให้กับลูกชายของคน เอี้ยเสวียนไปเมื่อสามปีก่อน
“เอี้ยเสวียน! บุตรชายข้าเจ้ากลับมาแล้ว”ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังก้องกังวานออกจากปากของประมุขเอี้ยพร้อมทั้งน้ำตาแห่งความปิติ เฉกเช่นเดียวกับบรรดาผู้อาวุโสในตระกูล
ภายหลังจากที่เอี้ยหลิงหัวเราะเสร็จก็สั่งว่า“รบกวนพ่อบ้านหยางไปพาเจ้าเด็กคนนั้นเข้ามาหน่อยข้าคิดว่าเขาคงไม่ต้องการให้ใครรู้ถึงข่าวการมาของเขา ถึงได้ส่งแผ่นหยกนี้มา”
พ่อบ้านหยางรับคำแล้วรีบเดินไปที่หน้าจวนทันที
เมื่อถึงพ่อบ้านหยางเห็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ18 -19ปียืนอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้า ถึงแม้ว่าจะใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดาแต่บุคลิกลักษณะกลับโดดเด่นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์แต่เต็มไปด้วยความล้ำลึกประดุจขุนเขาหรือต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกอยู่ที่มานานแสนนาน
เอี้ยเสวียนเมื่อเห็นว่าเป็นพ่อบ้านหยางออกมารับจึงยิ้มออกมาทันใดนั้น เปรียบดังสายลมที่พัดพาฝุ่นละอองให้จางหายไปก่อนที่เอี้ยเสวียนจะก้มลงคำนับแล้วเอ่ยปาก เรียก” สวัสดีขอรับท่านลุงหยาง! ขออภัยที่หลานหายไปนาน”
พ่อบ้านหยางเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็สะท้านตื่นจากภวังค์ก่อนที่จะส่งเสียงเครือ ออกมา “มิได้ขอรับ คุณชาย มิได้ขอรับ ท่านประมุขเชิญคุณชายด้านในเลยขอรับ”
เอี้ยเสวียนเดินตามพ่อบ้านหยางเข้าไปในจวนตระกูลเอี้ยทันที่เอี้ยเสวียนเดินผ่านสถานที่ต่างๆที่คุ้นเคย ก็อดรู้สึกสะท้อนใจม่ได้พลางนึกในใจ “แค่สามปี ถึงกับทำให้ข้าสะท้อนใจได้ขนาดนี้ เฮ้อ ข้าคงแก่แล้วสินะ”
เอี้ยเสวียนถามพ่อบ้านหยางว่า“ท่านลุงหยางท่านพ่ออยู่ที่ใหนหรือขอรับ”
"ท่านประมุขกับผู้อาวุโสกำลังประชุมอยู่ในห้องโถงใหญ่ขอรับคุณชาย!" พ่อบ้านหยางตอบพลางชำเลืองมองคุณชายใหญ่ของตนด้วยสังเกตว่าตนไม่สามารถสัมผัสถึงขั้นพลังใดๆในตัวของเอี้ยเสวียนได้
เอี้ยเสวียนเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ เมื่อเขาเข้าไปใน ห้องโถงใหญ่ที่นั่น บรรดาผู้อาวุโสของตระกูล รวมถึงเอี้ยหลิง ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน และเอี้ยชิงผู้อาวุโสสูงสุดประจำตระกูลของเขากำลังนั่งประชุมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่แกมไปด้วยความลืงโลดยินดี
"เอี้ยเสวียน! เป็นเจ้าจริงๆด้วยเจ้ากลับมาแล้ว!"เอี้ยชิงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นเขา แววตาของเขาเต็มไปด้วยแปลกใจแต่ที่มากกว่านั้นคือความปลาบปลื้มที่ได้เห็นว่าเอี้ยเสวียนยังมีชีวิตอยู่
เอี้ยหลิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ "เจ้า...เจ้ายังไม่ตายหรือ?" น้ำเสียงของผู้นำตระกูลสั่นเล็กน้อย
"ด้วยเรื่องที่ว่าข้าสามารถยืนพูดคุยกับท่านได้และตอนนี้ยังเป็นยามกลางวัน ดังนั้นข้าสรุปได้ว่าท่านพ่อข้าน่าจะยังมีชีวิตอยู่นะ” เอี้ยเสวียนยิ้มตอบด้วยสีหน้าแบบคนที่มีเหตุผลเต็มที่
คำพูดของเอี้ยเสวียนทำให้เอี้ยหลิง ถึงกับสะอึกก่อนที่จะคำรามเสียงดัง“ไอ้เด็กเวร!ทำให้ทุกคนเป็นห่วงแล้วยังมาทำหน้าตากวนประสามแถวนี้อีกเชื่อมั้ยว่าข้าจะฟาดก้นของเจ้าให้ลายเลย?”
เอี้ยเสวียนหัวเราะพร้อมทั้งความรู้สึกคุ้นเคยในความรู้สึกที่ได้กลับบ้านก่อนที่จะสำรวมกิริยาแล้วคำนับบรรดาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ที่นั่นและบิดาของตน“ท่านพ่อ ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ข้าเอี้ยเสวียนกลับมาแล้วขอทุกท่านรับการกราบจากข้าและขออภัยที่ไม่ได้ส่งข่าวใดๆมาทำให้ทุกท่านเป็นห่วง”
ผู้อาวุโสเอี้ยชิง เอ่ยขึ้นว่า “ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้วๆลุกขึ้นเถอะแล้วมาเล่าเรื่องของเจ้าให้พวกข้าฟังหน่อยว่าเจ้าไปอาละวาดทำลายที่ใหนมาบ้าง?”
เอี้ยเสวียนได้ยินดังนั้น ถึงกับทำสีหน้าบอกไม่ถูกพลางมองบิดาของตนและผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ด้านหน้า “ท่าผู้อาวุโสขอรับ! ก่อนอื่นข้าขอยืนยันว่าข้าไม่เคยไปอาละวาดทำลายที่ใหนมาก่อน?เรื่องที่สองคือ ข้าเป็นผู้ถูกกระทำเรื่อยมา?”เอี้ยเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อต่อชีวิต
“เอาละๆ ถือว่าข้าเชื่อแล้ว ไม่ต้องพร่ำ เล่ามา”เอี้ยหลิงกล่าวตัดบทของเอี้ยเสวียนขึ้นมา
หลังจากนั้นเอี้ยเสวียนก็ได้เล่าเรื่องของตนตั้งแต่การเดินทางไปยังด่านซีเหมินการผจญภัยกลางฟ้า การได้เรียนรู้วิธีการจารึกอักขระรูปแบบต่างๆ การต่อสู้กับ บรรดาอสูร และ ครึ่งคนครึ่งอสูร และ หุ่นเชิดมนุษย์ พร้อมทั้งการปะทะกับผู้ทรยศมนุษย์ในด่านซีเหมินในขณะเดียวกันก็ได้เล่าถึงการต่อสู้กับจอมปีศาจที่เมื่องเติ่งเซิ่งและการต่อสู้กับบรรดานักฆ่าจากหอหมื่นโลหิต และการที่ตนรอดมาได้จากการเสียสละขององค์รักษ์ทั้ง20 คน
หลังจากที่เอี้ยเสวียนเล่าเรื่องราวของตนจบทั้งห้องก็เงียบสงัดเพราะแต่ละเรื่องราวของเอี้ยเสวียนมันเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการถึง
"เรื่องนั้นค่อยคุยกันทีหลัง"เอี้ยหลิงเอ่ยด้วยเสียงเครียด "ตอนนี้เรามีปัญหาใหญ่กว่านั้นเจ้ามาได้ถูกจังหวะพอดี"
เอี้ยหลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เอี้ยเสวียนฟัง
"หลังจากที่ข่าวการ 'เสียชีวิต'ของเจ้าแพร่สะพัดออกไป ทั้งตระกูลเซียวและตระกูลเหลินก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที"เอี้ยหลิงกล่าวด้วยความกังวล "พวกเขาอาศัยช่วงที่เราอ่อนแอที่สุด เพราะบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูลเราเสียชีวิตไปเมื่อสามปีที่แล้วจากการชุมนุมดาวรุ่งทำให้ตระกูลเอี้ยเสียหายอย่างมาก”ทันที่ที่เอี้ยหลิงกล่าวออกมาทำให้เอี้ยเสวียนสีหน้าสลดลงเพราะบรรดาคนในตระกูลที่เสียชีวิตสาเหตุมาจากการที่ต้องการปกป้องตน
เอี้ยหลิงเมื่อเห็นดังนั้นก็เงียบไปก่อนที่จะกล่าวต่อว่า“เอี้ยเสวียนเจ้าไม่ต้องเสียใจไป เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วและถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าที่สามารถได้ตำแหน่งนักจารึกอักขระ9 ดาวทอง คงทำให้พวกเราลำบากมากแต่เมื่อตอนที่ข่าวว่าเจ้าได้ตำแหน่งนั้นมาทำให้มีหลายตระกูลเข้ามาเป็นพันธมิตรและเข้ามาผูมิตรกับพวกเรามากขึ้นทำให้ตระกูลเราเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นทำให้ทรัพยากรในการที่จะแบ่งให้ลูกหลานได้พัฒนาตนเองมีเพิ่มมากขึ้น”
เอี้ยเสวียนได้ยินดังนั้นจึงถามขึ้นมาว่า “แล้วตอนนี้ตระกูลเรามีต้นกล้าชั้นดีจำนวนเท่าไรขอรับ”
เอี้ยหลิงจึงแจ้งว่า“ตอนนี้ในตระกูลมีผู้มีความสามารถด้านการหลอมอาวุธ ในระดับ 5 ดาวเงิน ประมาณ 5-10คน ในขณะที่มีอัจฉริยะที่สามารถสอบได้เป็นนักจารึกอักขระ 3 ดาวเงินในอายุ 14-15 ปีอีก 4-5 คนนอกจากนั้นยังมีผู้เยาว์ที่สามารถฝึกปรือได้ถึงระดับกำเนิดปราณขั้นต้นได้อีก 5-6คน ที่น่าดีใจคือ เรามีคนในตระกูลที่สามารถฝึกฝนเป็นนักปรุงโอสถออกมาได้ถึงแม้ว่าจะได้แค่ระดับ 2 ดาวเงินก็ตาม”
เอี้ยเสวียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ตอนนี้ตระกูลมีรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งและพร้อมเติบโตขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง
เอี้ยหลิงชี้ไปที่จดหมายบนโต๊ะ "เมื่อสามวันก่อน ท่านเจ้าเมืองได้แจ้งมาว่าองค์จักรพรรดิต้องการที่จะทำการคัดเลือกรุ่นเยาว์ที่มีฝีมือดีที่สุดเพื่อที่จะเข้าแข่งขันในรายการชุมนุมการประลองคัดเลือกยุทธหนุ่มสาวแห่งอาณาจักรจิ่วเซียวครั้งที่ 109 ซึ่งหยุดไปตั้งแต่ครั้งนั้นโดยในครั้งนี้เพื่อเตรียมคัดเลือกผู้ที่จะเข้าแข่งขันห้าอาณาจักร”
เอี้ยเสวียนเดินมาใกล้ รับจดหมายมาอ่านด้วยสายตาที่คมกริบหลังจากอ่านจบไม่นาน เขาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมทั้งกล่าว
อย่างมั่นใจ "ท่านพ่อไม่ต้องกังวล... ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วใครจะเป็นมังกรใครจะเป็นสุนัขก็ยังไม่แน่? การแข่งขันในอีกสามเดือนข้างหน้า ตระกูลเอี้ยของเราจะเป็นผู้ชนะ"