เกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้!

    บทที่ 28 รวมหัวช่วยกันหาทางออก!?

    บทที่ 28 รวมหัวช่วยกันหาทางออก!?


    “พวกเราจะปล่อยให้นายท่านโดนกล่าวหาเสียๆหายๆในสิ่งที่นายท่านไม่ได้ทำอะไรผิดเลยไม่ได้นะคะ!”

    “แชลลี่เธอพอจะบอกให้พวกเขาหยุดออกประกาศตามสายได้มั้ยจำได้ว่าเธอก็อยู่ชมรมหนังสือพิมพ์?”


    ถึงจะหยุดข่าวลือนั้นไม่ทันแล้วก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆก็อยากลดความเสียหายได้ก็ยังดี 

    ข่าวเรื่องของผมทั้งสองเรื่องที่พึ่งประกาศไปวันนี้เป็นวันแรกและแน่นอนมันคงไม่จบข่าวในวันเดียวด้วย ในพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้และวันอื่นๆหลังจากนี้คงประกาศข่าวซ้ำอีกแน่หรือจนกว่าจะมีข่าวใหม่ที่ใหญ่มา 

    ถ้าเป็นงั้นเรื่องของผมคงโดนเอามาพูดเม้าคุยกันไม่จบไม่สิ้นสักทีตราบใดที่ยังมีประกาศตามสายอยู่


    “เธออาจจะความจำเสื่อมเลยจำไม่ได้แต่ชมรมที่ประกาศข่าวเรื่องของเอมเบรสไปคือชมรมนิตยสารและวารสาร คนละชมรมหนังสือพิมพ์อย่างฉันน่ะ ”

    “คนละชมรม? นี้มีชมรมทำข่าวถึงสองชมรมในโรงเรียนเลยเหรอ!?”

    “ใช่แล้วละ”


    ไม่ยังก็รู้ว่ามีชมรมเหมือนกันถึงสองชมรม แต่ถ้างั้นพออาจคุยได้


     “ขอโทษด้วย ว่าแต่แชลลี่คิดว่าพอจะคุยกับชมรมนิตยสารและวารสารให้พวกเขาหยุดอ่านข่าวเรื่องฉันได้ไหม? ไหนๆก็ชมรมคล้ายๆกันน่าจะคุยกันง่าย?”

    “โทษทีแต่เรื่องคงจะไม่ได้”


    แชลลี่ปฏิเสธทันทีแบบไม่คิดก่อนจะเล่า


    “ชมรมหนังสือพิมพ์กับชมรมนิตยสารและวารสารแต่เดิมไม่ถูกกันอยู่แล้วเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งเลยดีกว่า ตั้งแต่ชมรมนิตยสารและวารสารเริ่มมาทำข่าวเหมือนชมรมหนังสือพิมพ์ทำให้มีการแย้งข่าวทำกันไม่หยุดไม่หย่อนเลยทำให้สองชมรมไม่ถูกกันเข้าไปใหญ่ แถมฉันคิดว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุมากว่า”


    ไม่รู้มาก่อนเลย เห็นในอนิเมะปกติก็มีประกาศข่าวทุกทีเลยนึกว่าเป็นชมรมข่าวด้วยกันหรืออะไรประมาณนั้นซะอีก อย่างงั้นเหรอดูเหมือนมีอีกหลายเรื่องที่ในอนิเมะที่ไม่ได้บอกเอาไว้น่าเสียดายที่ไม่ได้อ่านตัวไลท์โนเวลต้นฉบับของอนิเมะไม่งั้นคงได้ข้อมูลหรือรู้เรื่องอะไรมากกว่า


    “…อย่างงั้นเหรอ”

    “ขอโทษทีที่ช่วยไม่ได้”

    “ไม่หรอก ฉันผิดเองที่จำไม่ได้ขอบใจที่บอก”


    แม้แชลลี่จะยิ้มบอกไม่ได้คิดมากอะไรแต่สีหน้าแสดงออกเลยว่ารู้สึกแย่ช่วยผมไม่ได้


    “รุ่นพี่พอจะมีวิธีอะไรช่วยให้พวกเขาหยุดประกาศข่าวไหมครับ!?”

    “ต้องขอโทษด้วยจ้ะ แต่เรื่องนั้น…คงเป็นไปได้ยากเหมือนกัน”


    รุ่นพี่ฟอร์เทลส่ายหน้าปฏิเสธก่อนอธิบาย


    “ชมรมนิตยสารและวารสารมีอิทธิพลต่อโรงเรียนพอควรเลยขึ้นชื่อเรื่องยอมไม่ฟังใคร เพื่อนฉันที่ทำงานในสภานักเรียนเคยมาบ่นให้ฟังหลายครั้งเลยว่ามีหลายครั้งที่ชมรมทำผิดระเบียบโรงเรียนแต่สภานักเรียนก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่อยากให้มีปัญหากับชมรมนิตยสารและวารสารนะจ๊ะ”

    “พวกอาจารย์เองก็ไม่ค่อยต่างกัน มีหลายทีที่ชมรมนิตยสารและวารสารทำเรื่องปวดหัวให้ในหมู่อาจารย์ต้องจัดการ”


    อาจารย์คามิโนว์เกาหัวด้วยนิ้วชี้อย่างเซ็งๆ

    ดูเหมือนชมรมนิตยสารและวารสารจะมีอำนาจในโรงเรียนมากจริงขนาดสภานักเรียนกับพวกอาจารย์ยังไม่อยากไปยุ่งเลย ก็นะไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับสื่อมวลชนหรอก


    “งั้นให้เอมเบรสไปบอกความจริงกับชมรมนิตยสารและวารสารไหมครับว่าความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นยังไงได้ไหมครับ? ถ้ารู้ว่าความจริงแล้วว่าข่าวที่พวกเขาพึ่งประกาศไปเป็นข่าวที่ผิดพวกเขาคงหยุดกันเองนะครับ”


    แบนเนอร์เสนอวิธีแก้อย่างซื่อตรงให้ แต่ก็แชลลี่ปัดตกไป


    “ถ้ากล้าประกาศข่าวออกมาขนาดนี้แสดงว่ามั่นใจในข่าวของตัวเองพอควร คิดว่าพวกนั้นคงไม่เชื่อที่พวกเราบอกหรอก ฉันทำข่าวแข่งกับพวกนั้นมาหลายรอบฉันรู้ดี”


    ก็ตามที่แชลลี่บอก การที่กล้าประกาศข่าวออกมาแบบนี้แสดงว่ามั่นใจในแหล่งข่าวของตัวเองเป็นอย่างดีหรือก็คือปากคำพวกรุ่นพี่ที่ถูกทำร้าย(เหรอ)พวกนั้นเองก็ใช้เป็นหลักฐานพอให้กับมั่นใจในข่าวตัวเองได้


    “งั้นถ้าพวกเราช่วยกันกระจายข่าวบอกความจริงเป็นยังไงมั้ยละ ในเมื่อพวกชมรมนิตยสารและวารสารไม่คิดจะฟังพวกเราตั้งแต่แรกงั้นพวกเราก็บอกทุกคนเองซะสิ้นเรื่องจะได้แก้ข่าวนี้ได้!?”


    วิธีแก้ดูง่ายๆของชาร์ลก็ถูกรุ่นพี่ฟอร์เทลส่ายหน้าปฏิเสธซะก่อน


    “คงไม่ค่อยได้ผลหรอกจ้ะ ตราบใดที่ยังมีประกาศข่าวตามสายอยู่ถึงจะกระจายข่าวกันที่ละคนสองคนแค่ไหนคงสู้ประกาศข่าวตามสายทีเดียวรู้ทั้งโรงเรียนไม่ได้ แถมที่สำคัญทุกคนน่าจะเชื่อที่ข่าวที่ประกาศตามสายมากกว่า”


    ก็ตามที่รุ่นพี่บอก มันไม่เกี่ยวว่าข่าวที่ได้มามันถูกต้องหรือไม่ มันเกี่ยวที่ว่าผู้คนจะเลือกเชื่อข่าวที่ได้ยินไหนมากกว่า ระหว่างข่าวประกาศตามสายที่มีชื่อเสียงอย่างดีของชมรมนิตยสารและวารสารกับคำปากเปล่าของพวกเราที่ไม่มีอะไรมายืนยันว่าที่พูดมาจริงหรือไม่คงไม่ต้องคิดเลย


    “เพราะแบบนั้นสินะนายถึงอยากให้หาวิธีหยุดประกาศข่าวสินะ”

    “อืม ก็ตามนั่นแหละ”

    “แล้วมีวิธีดีๆจัดการไหมเอมเบรส?”

    “นั้นและปัญหาเลยชาร์ล…”


    เพราะผมยังหาวิธีดีๆจัดการปัญหานี้ไม่ได้เลย

    ข่าวยังคงประกาศอยู่แถมบอกให้หยุดไม่ได้จะขอให้ทางสภานักเรียนหรืออาจารย์มาช่วยก็ไม่อยากเข้ามายุ่งเรื่องนี้อีกถึงจะพยายามแก้ข่าวเองก็ไม่มีคนเชื่อหรืออาจทำให้แย่กว่าเดิมอีก…ไม่รู้เลยจะทำไงเรียกได้ว่านี้มันทางตันชัดๆ!!


    “แต่พวกเราจะปล่อยอย่างนี้ไม่ได้นะคะ!”

    “อาจารย์คามิโนว์พวกเราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับ?”


    ฮันนาที่เริ่มร้อนใจกับแบนเนอร์เลยหันไปถามอาจารย์คามิโนว์ที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการหาวิธีแก้ข่าวเผื่อจะมีวิธีอะไรดีๆ อาจารย์คามิโนว์โบกมือให้ฮันนาใจเย็นลงก่อนจะพูด


    “แน่นอนอาจารย์ไม่ได้อยู่เฉยๆ เรื่องนั้นอาจารย์ได้ลองไปถามฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนมาแล้วถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาแจ้งมาว่า ‘ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบอยู่ ถ้าได้ผลแล้วยังไงจะแจ้งให้ทราบอีกที’ เขาว่าอย่างนั้น”


    ‘ตอบซะเป็นเครื่องตอบรับอัตโนมัติเลย’ ผมคิดในใจ ฮันนาสงสัยในคำตอบเลยถาม


    “นั้น…หมายความว่ายังไงคะ?”

    “คือว่า เรื่องนั้น…”

    “หมายความว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเลยยังไงล่ะ”

    “!!?”


    คำตอบของผมที่ตอบแทนอาจารย์คามิโนว์ทำให้ฮันนาและทุกคนต่างตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น ดูเหมือนทุกคนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรทำไมถึงพูดแบบนั้นผมเลยอธิบายพร้อมเสียงสูงและท่าทางเหมือนเกมโชว์ประกอบเพิ่มเติม


    “คืออย่างนี้นะครับท่านผู้ชมทั้งหลาย~ สำหรับฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนแล้ว พวกเขาคงคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือผมหรือเอมเบรสผู้นี้จริงแท้แน่นอน100%เลยละ ดูจากรูปการณ์และเรื่องที่เคยเกิดผ่านมาแล้วนี่ผมเองนั้นก็ไม่อยากจะอวดเท่าไรแต่มีชื่อเสียงในด้านนี้พอตัวเลยนะครับท่านผู้ชม~ พวกเขาเลยคิดว่าครั้งนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรที่ผ่านมาเลยถ้างั้นไม่เห็นจำเป็นต้องรีบอะไรเลยนี้น๊า~ ฮ่ะๆๆๆๆ”


    พอพูดประชดเล่นจนพอใจแล้วบวกกับสีหน้ามึนงงของทุกคนเลยกลับไปพูดปกติต่อ


    “แถมฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนคิดว่าคงเอาบอกเล่าของคำพยานหรือพวกรุ่นพี่ที่ว่าเป็นผู้เสียหายเองในเรื่องครั้งนี้เป็นหลักฐานพอมัดตัวผมได้ ไม่ช้าหรือเร็วนี้พวกเขาคงมาจับผมไปฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเพื่อทราบบทลงโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น”

    “อะไร…กัน”


    ฮันนาตกใจมากที่ได้ยินอย่างนั้นคนอื่นก็เช่นกันต่างเงียบเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม

    ……ดูเหมือนมุกพูดแบบเกมโชว์เพื่อไม่ให้เครียดจะไม่ช่วยเท่าไร

    ไอ้วิธีพูดเหมือนพิธีกรรายการเกมโชว์ก็ไม่ได้เป็นวิธีพูดของผมแต่เป็นของตัวเอมเบรสเอง

    ก็มีหลายครั้งที่เห็นตัวร้ายเอมเบรสพูดอะไรดูลิเกแปลกๆไม่ก็เกมโชว์หนึ่งจนคนดูส่วนใหญ่ก็แค่มันบ้าหรือเพี้ยนอะไรแบบนั้นพอลดบทบาทจากตัวร้ายหลักกลายเป็นตัวโจ๊กประจำอนิเมะอะไรแบบนี้ ผมก็แค่ทำตามแบบนั้นเหมือนเอมเบรสพูดประชดชีวิตเล่นเหมือนกับเขาที่เจอเรื่องมากมายก่อนที่ผมจะมาเป็นเอมเบรสแทน


    “อาจจะไม่เป็นงั้นก็ได้ครับ”


    แต่แบนเนอร์กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดผมก่อนแย้งขึ้นมาด้วยเสียงที่เบาไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร


    “พวกเขาอาจจะพึ่งรู้เรื่องวันนี้ก็ได้ตอนนี้อาจกำลังตรวจสอบก็เป็นได้…”

    “ไม่หรอกพวกเขารู้เรื่องข่าวลือตั้งแต่ออกมาใหม่ๆแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรฉันพูดได้เลย”

    “……”


    คำพูดมั่นใจของผมทำเอาแบนเนอร์เงียบไม่กล้าพูดอะไรต่อเหมือนคนทำผิด

    ผมไม่ได้มองแง่ลบเกินไปหรอก ตอนที่ได้ดูอนิเมะเลยทำให้เข้าใจว่าฝ่ายข่าวของฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนนั้นรวดเร็วมาก ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์หรืออีเวนในโรงเรียนที่พวกพระเอกมีส่วนเกี่ยวข้องพวกเขารู้หมดตลอดคิดว่าครั้งนี้เองก็เช่นกัน

    เรื่องชักจะแย่ลงซะแล้วสิ

    จากที่ฟังอาจารย์เล่ามาจากหาทางแก้ไขเรื่องข่าวผิดๆเกี่ยวผมที่ประกาศไป ตอนนี้กลายเป็นว่าผมต้องหาวิธีแก้ต่างรับมือกับฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเพื่อไม่ให้โดนบทลงโทษที่ไม่ได้ก่อ ทุกคนเองก็ดูเข้าใจเช่นกัน


    “แล้วถ้า…”


    แม้จะฟังแล้วดูสถานการณ์แย่ไม่มีทางช่วยได้ แต่ถึงอย่างนั้นแบนเนอร์ยังไม่ยอมแพ้ยังคงคิดหาวิธีช่วยผมต่ออยู่


    “ถ้างั้นให้ฮันนาเป็นพยานให้เอมเบรสเป็นไงละครับ?”

    “เรื่องนั้นอาจารย์ขอไม่แนะนำน่ะ”


    คำเตือนทันทีอาจารย์คามิโนว์ทำเอาแบนเนอร์สงสัยไม่น้อย


    “ทำไมละครับ ฮันนาก็อยู่ในเหตุการณ์แถมเธอเองก็เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เธอน่าจะเหมาะเป็นพยานบอกเล่าความจริงให้กับเอมเบรสได้ดีเลยนะครับ”

    “อย่าลืมสิว่าเธอเป็นเมดของใคร”

    “!?”


    ตามที่อาจารย์พูดฮันนาเป็นเมดส่วนตัวของเอมเบรสหรือผมนั้นเอง 

    ถึงเธอจะพูดความจริงยังไงก็ไม่มีน้ำหนักพอเพราะเป็นเมดของผมเอง ทุกคนคงคิดว่าเธอพร้อมที่จะโกหกเพื่อช่วยเจ้านายของตนก็เป็นได้ พอเป็นงั้นต่อให้บอกอะไรคงไม่มีใครเชื่อได้…แม้นั้นจะเป็นความจริงก็ตาม


    “ขอโทษด้วยนะฮันนา ถึงจะพูดแบบนั้นแต่อาจารย์ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อที่เธอเล่ามาหรอกนะ”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจดี”


    ฮันนาเข้าใจที่อาจารย์บอกผมเองก็เช่นกันเลยไม่ได้โกรธอะไร…… แต่ผมก็แอบโมโหนิดหน่อยเหมือนกันที่มีคนคิดงั้น 


    “เดี๋ยวก่อนสิ เดี๋ยวก่อน~”


    ในขณะที่ทุกคนเครียดคิดหาทางช่วยผมไม่ออก ชาร์ลยิ้มออกมาเหมือนมีวิธีดีๆที่จะช่วยได้


    “พวกเราลืมอะไรไปหรือเปล่า พวกเรายังมีพยานอยู่อีกสองคนที่ไม่ได้เกี่ยวกับเอมเบรสอยู่น่ะ พวกเรายังมีรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ที่เป็นพยานได้แถมพวกเธอยังอยู่ในสองเหตุการณ์ด้วย!”


    ว่าแล้วชาร์ลก็ยิ้มยืดอกอย่างภูมิใจในความคิดตนเอง

    จริงอย่างที่ชาร์ลว่า ถ้าเป็นแชลลี่กับรุ่นพี่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมแบบฮันนาอาจจะเป็นพยานให้ผมได้ …แต่น่าเสียดาย


    “เรื่องนั้นคงไม่ได้ผลหรอกชาร์ล”

    “อ้าว? ทำไมกันละ!?”

    “เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่ตอนเกิดเรื่องยังไงละ”


    ผมตอบคำถามชาร์ลก่อนจะเล่าเหตุการณ์สั้นๆให้ทุกคนฟังอีกครั้ง


    “ตอนเกิดช่วงกลางเรื่องที่เป็นประเด็นหลักของเรื่องรุ่นพี่ไม่ได้อยู่ด้วยทำให้เป็นพยานไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรตอนที่เธอไม่อยู่แล้วกลับมาอีกทีพร้อมแชลลี่ตอนจบเรื่องไปแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นเพราะงั้นทั้งคู่เป็นพยานไม่ได้”


    รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่พยักหน้ายืนยันที่ผมเล่า

    คิดแล้วก็น่าเสียดาย ถ้าพวกเธออยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดเรื่องคงเป็นพยานให้ผมได้แก้ปัญหาพวกข่าวนี้สบายๆไปแล้ว


    “แล้วนายมีวิธีดีๆอะไรมั้งไหม!? เห็นเอาแต่บอกไม่ได้อย่างเดียวอยู่ได้นี้เป็นเรื่องของนายนะเอมเบรส! นายกำลังโดนลงโทษในเรื่องที่ไม่ได้ผิด…”

    “ใจเย็นก่อนชาร์ล!”


    แบนเนอร์รีบเข้ามาห้ามชาร์ลที่กำลังโมโหใส่ผม


    “จะใจเย็นได้ไงกัน แบนเนอร์นายโอเคกับเรื่องนี้เหรอ!? นายจะยอมให้เอมเบรสโดนลงโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำได้เหรอ!”

    “ไม่มีทางที่ผมจะยอมรับเรื่องอย่างนี้ได้หรอกทุกคนที่นี่ก็เช่นกันถึงได้มาอยู่ที่นี้ แต่การที่นายมาอารมณ์ใส่เอมเบรสเขาแบบนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมคนที่กำลังจะโดนลงโทษคือเอมเบรสเองนะอย่างลืมเรื่องนั้นสิ”

    “!!”


    พอได้ยินแบนเนอร์ช่วยพูดเตือนสติดูเหมือนชาร์ลก็ใจเย็นลง


    “ฉันขอโทษนะเอมเบรส ที่พูดอารมณ์ใส่นาย”

    “ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันไม่โกรธนายหรอก”


    ใครจะไปโกรธได้ลงกับคนที่โมโหเพื่อช่วยเพื่อนตัวเองได้ลงละ กลับกันผมดีใจด้วยซ้ำที่มีเพื่อนโมโหเพื่อผมแบบนี้


    “ถ้าอย่างนั้นนายพอมีแผนจะทำอะไรบ้างไหม?”


    แบนเนอร์ใจเย็นลงแล้วเลยถามผมเผื่อว่าจะมีวิธีดีๆ แต่ก็ได้แต่ส่ายหัวก่อนตอบไปตามจริง


    “ก็ไม่อะไรมาก ตอนโดนเรียกตัวไปถามก็เล่าตามความจริงที่เกิดขึ้นในสวนก็แค่นั้นอย่างน้อยก็หวังว่าจะเชื่อไม่ก็ได้ลดโดนโทษเบาสักหน่อยมั้ง”


    ผมบอกไปตามตรงอย่างไม่คิดอะไรมากต่างกับทุกคนที่ได้ยิน


    “อะไร…กัน”

    “แค่นั้นเองเนี่ยนะ!?”

    “มันไม่ต่างจากการยอมรับผิดเลยนะครับ!”

    “ไม่จริงน่า”

    “……”


    ทุกคนต่างมีปฏิกิริยากันไปที่ได้ยินที่ผมพูด

    ในเมื่อเรื่องมันทำอะไรไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำไงขนาดทุกคนช่วยกันคิดแล้วเลยมีแต่คงต้องยอมรับความจริงเท่านั้น 

    แต่คิดว่าอย่างน้อยคงไม่โดนลงโทษสถานหนักอะไรมากนักหรอกยังไงก็เป็นลูกดยุกพวกเขาคงไม่กล้าลงโทษอะไรมากมาย เหมือนทุกทีที่เอมเบรสสร้างเรื่องครั้งนี้ก็ด้วยก็แค่เพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่ง


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้! ที่คุณอ่าน