“ว่าไงนะป้า ที่พวกเราขึ้นมารับป้าก็ยากพอแล้ว แต่ยังให้พวกเราต้องมาลากกระเป๋าสองใบของป้าอีกเนี่ยนะ?” หวงหลงธาตุแท้คืออันธพาล ดังนั้นจึงไม่ใช่คนดีอะไรมาก ที่มาด้วยก็เพราะเป็ห่วงอู๋เฟยเท่านั้นเอง
“อะไรนะ...เรียกฉันว่าป้างั้นเหรอ? นี่ไอ้เด็กปากเสีย ฉันเพิ่งอายุ 30 เองนะยังไม่ได้แก่ เด็กอย่างพวกนายควรจะเรียกฉันว่าพี่สาว เข้าใจไหม!” เธอด่าฉอดๆ ไม่ต่างจากแม่ค้าในตลาดสด
หวงหลงระบายลมจากปาก หันไปพูดกับอู๋เฟยด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“นี่...ฝากจัดการยายป้านี่ที นายต้องเข้าใจว่าข้างนอกนั่นเต็มไปด้วยเทวทูตตก์ จริงอยู่ที่เราสองคนเป็เบี้ย แต่ใช่ว่าจะมีพลังพอคุ้มครองเธอให้ปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องลากไอ้กระเป๋าบ้านั่นสองใบ!”
“รู้แล้ว...” ชายหนุ่มพยักหน้า ตามด้วยเริ่มเกลี้ยกล่อมหญิงวัย 30 ปี
แต่อย่างใดก็ดีเวลามักไม่คอยท่า
ในขณะที่พวกเขากำลังตกลงว่าจะเอาอะไรไปด้วย เทวทูตเดินดินตนที่หวงหลงทำให้ตกบันไดมันได้ขึ้นมาถึงชั้น 4
มันยังไม่ตาย!
ขาขวาและแขนซ้ายอยู่ในสภาพยับเยิน
เผยให้เห็นกระดูกสีดำที่ยื่นออกมา ชวนขนลุกและน่าสยดสยอง
ถ้าหากเป็คนปกติคงรีบโทรเรียกกู้ภัย แล้วนอนอยู่นิ่งๆ บนเตียงในโรงพยาบาล
แต่สำหรับเทวทูตที่รู้จักแต่การฆ่า มันไม่สนหรอกว่าร่างกายจะาเ็หรือเหลือแขนเพียงข้างเดียว รู้เพียงว่า ต้องฆ่า!
อู๋เฟยเองก็สังเกตเห็นเทวทูตที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวของมันช้ามาก เดินกระเผก และเืสีดำจากาแต้นขาได้ย้อมทางเดินจนดูน่าขนลุก
ทั้งคู่มองหน้ากัน เข้าขนาบข้างซ้ายขวาเทวทูต
ในขณะเดียวกันผู้หญิงวัย 30 ปีที่ชื่อว่าฉือจี้ได้แต่ส่งเสียงดังกรี๊ดกร๊าดจนน่ารำคราญ
“หุบปากสักทียายบ้า!” หวงหลงเริ่มหมดความอดทน ดุด่าคนที่แก่กว่าโดยไม่สนว่าจะเป็ผู้หญิง
โดยปกติอู๋เฟยต้องตำหนิ แต่ด้วยการเผชิญหน้ากับเทวทูตทำให้เขาลืมเื่หยุมหยิม แล้วหันมาโฟกัสกับปัญหาตรงหน้าแทน
เทวทูตตนนี้เคลื่อนไหวได้ช้ากว่าตัวอื่น แต่ถึงเป็อย่างนั้นพวกเขากลับไม่ได้ประมาท
หวงหลงและอู๋เฟยทำงานเป็ทีม หนึ่งคนเริ่มจากการก่อกวน สองตามด้วยเล่นงานเข้าจุดตาย
ในส่วนนี้ดูเหมือนหวงหลงจะทำได้ดีกว่า เขามีความเด็ดขาด จะแทงมีดทั้งทีก็แทงเข้าจุดตาย ไม่เหมือนกับอู๋เฟย กว่าจะเข้าประชิดตัวได้ก็ใช้เวลาไปนานสองนาน
เือันคลุ้งไปด้วยความบ้าคลั่ง เสื่อมทรามพุ่งพรวดจากาแเทวทูต ตามด้วยเสียง 'ตึง' เทวทูตล้มลงหลังจากถูกปาดคอเป็แนวเฉียง
“รีบไปกันเถอะ กลิ่นเือาจจะเรียกพวกบ้านี่มาอีก” หวงหลงมองมีดพกสั้นที่ปรากฏรอยบิดเบี้ยว จากการคาดคะเนด้วยสายตา มันคงใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียว
“ตกลง” อู๋เฟยพยักหน้า ก่อนจะหันไปบอกฉือจี้ให้รีบตามลงไป
คราวนี้เธอไม่มีทีท่าอิดออด รีบลากหนึ่งในกระเป๋าที่เตรียมไว้ไปหนึ่งใบ
......
ตอนขึ้นมาค่อนข้างยากและเสียเวลา แต่ว่าตอนลงกับง่ายกว่า
โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเทวทูตเดินเพ่นพ่าน พวกเขาจึงไม่ต่างจากปลากระดี่ได้น้ำ
แต่อย่างใดก็ดีเป็ต้องมาสะดุดเพราะฉือจี้ เธอเดินได้ช้าและกระเป๋าหนักมาก ทำให้พวกเขาต้องชะลอความเร็ว
“พระอาทิตย์กำลังตกดิน เราต้องรีบไปให้ถึงร้านขายอุปกรณ์เดินป่า” เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง หวงหลงมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม ใบหน้าของเขายิ่งทวีความเคร่งขรึม
“แน่นอน ฉันจำทางที่เป่ยเจียวบอกได้ และเส้นทางที่เรากำลังไป เย่หยางคงจะจัดการกับพวกมันหมดแล้ว” อู๋เฟยคาดเดาสถานการณ์ ด้วยความแข็งแกร่งของราชันเย่ เป็เื่ง่ายในการฝ่าดงเทวทูตไปถึงที่หมาย
พวกเขาเข้าอพาร์ทเม้นท์ชิงฟู่จากด้านหลัง ก็ออกจากด้านหลัง
และเป็อย่างที่คิด ตลอดทางจะมีศพของเทวทูตเดินดินนอนกองอยู่บนพื้น
บ้างถูกทะลวงหน้าอกจนเป็รูโหว่
บ้างถูกหักศีรษะจนผิดรูป...ไม่ว่าจะเป็การฆ่าแบบไหนล้วนแต่เป็การโจมตีเข้าจุดตาย
ในฐานะคนที่เคยสู้กับเทวทูต ทั้งคู่ย่อมเข้าใจว่าผิวของพวกมันหนามาก แม้แต่มีดก็ไม่สามารถแทงเข้าชั้นิัได้ง่ายๆ แต่เย่หยางอาศัยเพียงมือเปล่าในการฆ่า ต้องมีพลังมากแค่ไหนกันถึงทำแบบนี้ได้
ทั้งคู่เดินไปข้างหน้าด้วยความกระหายใคร่ในพลัง โดยเฉพาะหวงหลง แทบอยากจะมีพลังที่สามารถฉีกกระชากร่างกายของเทวทูตให้ตายด้วยมือเพียงข้างเดียว
“ฉัน...ไม่ไปแล้ว” แต่แล้วในระหว่างที่เดินไปข้างหน้า ฉือจี้ได้กล่าวขึ้นด้วยความขลาดเขลา
“ว่าไงนะ?” อุ๋เฟยหันกลับมา สีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
“นี่มันน่ากลัวเกินไป มันบ้าเกินไปแล้ว ฉันน่าจะเชื่อห้องของตาลุงข้างๆ ไม่น่าตามพวกนายมาเลย ไม่ละ ฉันจะกลับ กลับไปส่งฉันที่ห้องเดี๋ยวนี้!” ฉือจี้เริ่มวีนแตก จนลืมนึกถึงความจริงว่า ระหว่างพวกเขาเป็เพียงคนแปลกหน้า ที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเธอก็ถือว่ามากพอแล้ว
“ว่าไงนะ...นี่พูดอะไรออกมารู้ตัวไหม!” ต่อให้เป็คนที่มีจิตใจดีมากแค่ไหน เป็ใครใครก็ต้องโกรธ ไม่เว้นแม้แต่อู๋เฟย
“ทำไม...ฉันอายุเยอะกว่าพวกนายนะ ถ้าหากพิจารณาจากข้อนี้ เด็กดีก็ควรฟังผู้ใหญ่สิจริงไหม เอาล่ะฉันจะกลับห้อง ไปส่งฉันเดี๋ยวนี้!”
“อู๋เฟย ช่างแม่งเหอะ เราไปกันดีกว่า ปล่อยเธอไว้ที่นี่แหละ พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เราไม่มีเวลามากกันขนาดนั้นนะเว้ย” หวงหลงกลัวว่าหมอนี่จะใจอ่อน และถ้าหากเป็อย่างนั้นจริง เขาก็คงต้องแยกกับอู๋เฟยตรงนี้
อู๋เฟยไม่ใช่คนโง่จนลืมคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น แต่กลับคนที่ไร้สาระไม่ดูสถานการณ์ เขาก็ขี้คร้านจะตามใจแล้วเหมือนกัน
“ฉือจี้ เธอมีแต่ต้องตามพวกเราไปเท่านั้น”
“หา...ได้ งั้นฉันจะะโ ะโดังๆ ว่าพวกแกกำลังข่มขืนฉัน ดูสิว่าพวกแกจะทำยังไง!” ฉือจี้หน้าไม่อาย เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ทำนิสัยเด็กๆ เธอเริ่มะโเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ
สำหรับอู๋เฟยและหวงหลง ่ก่อนเหตุการณ์เทวทูตเสด็จเยือนคงรีบเข้าไปปิดปาก หรือวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ด้วยสถานการณ์ที่เป็อยู่ ตำรวจคงไม่มีเวลาว่างมาจัดการเื่ไร้สาระหรอก
แต่แล้วพวกเขาได้ลืมไปเสียสนิท ว่าเทวทูตเองก็ได้ยินสิ่งที่เธอะโ
ดังนั้นหลังจากฉือจี้คำรามจนเสียงแหบแห้ง เทวทูตที่อยู่ไม่ไกลจึงถูกดึงดูดให้มาที่นี่
เทวทูตที่กำลังย่างกรายเข้ามามีถึง 3 ตน แต่ละตนมีขนาดและความสูงเท่ากัน
เผชิญหน้ากับอสูรกายสีดำร่างใหญ่ ฉือจี้แข้งขาอ่อนแรง รีบวิ่งไปหลบข้างหลังอู๋เฟยทันที
อู๋เฟยกระชับมีดในมือแน่น ใบหน้าถมึงตรึงเครียด ก่อนจะะโว่า “วิ่ง...” แต่แล้วน้ำเสียงต้องขาดห้วง เมื่ออยู่ๆ ฉือจี้ได้ผลักเขาแล้ววิ่งหนีไป
“ขอโทษนะ แต่ฉันจะมาตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!”
นั่นคือคำกล่าวของฉือจี้ แล้วปล่อยให้อู๋เฟยเผชิญหน้ากับเทวทูตสามตนพร้อมกัน
ความใจดีเกินเหตุต้องทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง โดยเฉพาะหลังจากขึ้นไปถึงชั้น 4 จัดการเทวทูตตลอดทางกินพลังไปไม่น้อย ดังนั้นตอนนี้เรี่ยวแรงที่จะต่อกรกับเทวทูตสามตนพร้อมกันแทบจะเป็ศูนย์
จังหวะที่อู๋เฟยเกือบจะล้มหวงหลงได้คว้าคอเสื้อของเขา แล้วลากกลับมาทันท่วงที ทำให้รอดพ้นจากหมัดที่เหวี่ยงใส่ได้อย่างหวุดหงิด
ไม่มีเวลาให้ขบคิด ทั้งคู่หลังจากตั้งหลักได้รีบเผ่นหนีโดยไม่หันกลับมามอง
แต่โชคร้ายยังไม่จบเพียงแค่นั้น ด้านหลังมีเทวทูตที่ไล่หวดมาติดๆ 3 ตน ส่วนด้านหน้าเองก็มีอยู่ 1 ตน ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน แต่ตอนนี้มันกำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเขา!
แต่ก่อนที่จะถึงทั้งคู่มันต้องผ่านฉือจี้
ผู้หญิงวัย 30 ปีส่งเสียงกรีดร้องจนน่ารำคาญ
เธอไม่สามารถหลบเลี่ยงหมัดของเทวทูต ถูกมันฟาดเข้าศีรษะ ตายด้วยการโจมตีเดียว
สมองะเิกระจาย ดวงตาคู่นั้นตกบนพื้นก่อนจะถูกเหยียบจนบี้แบน
ภาพดังกล่าวสร้างความะเืหวั่นไหวให้อู๋เฟย
คนที่ตนอุตส่าห์ไปช่วยถึงชั้น 4 จนต้องแยกกับเย่หยางสุดท้ายต้องมาตายต่อหน้าต่อตา โดยไม่สามารถทำอะไรได้
ไม่มีเวลาให้เสียใจ เพราะตอนนี้ทั้งหน้าและหลังมีพวกมันเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่แล้วจังหวะนั้นเชือกหนึ่งเส้นได้หย่อนลงมา มันมาจากอพาทเมนท์ฝั่งตรงข้ามติดรั้วซีเมนต์
ทั้งคู่รีบคว้าเชือก ข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างฉิวเฉียด
ส่วนเทวทูตพวกนั้นใช่ว่าจะฉลาด พวกมันไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ ทำได้เพียงชกกำแพงและคำราม แต่ยังไม่ไปไหน เพียงเดินเวียนอยู่แถวนั้น
ทั้งคู่หายใจไม่ทั่วท้อง ต้องใช้เวลาปรับตัวนานถึง 20 วินาทีจึงค่อยเห็นว่าคนที่มาช่วย ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉินคุน
“ไม่ใช่ว่านายไปแล้วเหรอ?” อู๋เฟยถาม สีหน้าค่อนข้างประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็ชายวัยกลางคนในกลุ่ม
“ไปแล้วซะที่ไหนละ ก่อนจะไปถึงที่นั่นเย่หยางโยนฉันไว้บนนี้ บอกว่าให้รอรับพวกนาย เหอะๆ เขามันเป็ผู้ชายเผด็จการน่ารำคราญ ส่วนพวกนายสองคนก็เป็ไอ้โง่ อยากจะช่วยยายตัวไร้ประโยชน์นั่นเหรอ แล้วเป็ไง สุดท้ายเธอก็ตายอยู่ดี เสียเวลาฉันชะมัดต้องมารอบนนี้ แถมเธอยังร้องเสียงดังจนแสบแก้วหูก่อนตาย ตายไปซะได้ก็ดี อีดอกจิก!”
อู๋เฟยอยากจะแย้งบางอย่าง แต่ต้องหุบปากลงเมื่อพบว่ามือของหวงหลงกำลังจับไหล่
“พักก่อนเถอะ เย่หยางบอกว่าตอนกลางคืนจะอันตรายมาก ไว้พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเดินทางไปร้านอุปกรณ์เดินป่านั่นก็แล้วกัน” หวงหลงเสนอ
เื่นี้อู๋เฟยไม่คัดค้าน ส่วนเฉินคุน ทำเสียง'ฮึ'ในลำคอแล้วกลับเข้าไปข้างใน