5
เป็แฟนคลับของเขาครับ
“พี่ฟ่าน คุณไป๋มาแล้วครับ”
“อืม” ฟ่านเจิงตอบรับในใจยังคงวนเวียนอยู่กับเื่เทพบุตรรถไฟใต้ดิน เขาครุ่นคิดก่อนบอกผู้ช่วยของตน"พวกเธอคอยตามความเคลื่อนไหวของเ้าหนุ่มนี่ไว้นะเผื่อมีรายการอื่นจะได้ติดต่อเขาได้”
ผู้ช่วยชอบเด็กหนุ่มคนนี้มากอยู่แล้วเช่นกันจึงพยักหน้า “พี่ฟ่านคะ ฉันเองก็ตามความเคลื่อนไหวในเน็ตอยู่หรอกแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะ…์ โจโฉ[1]มาแล้ว!!!”
ผู้ช่วยข้างกายพลันส่งเสียงร้องฟ่านเจิงอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เอะอะเสียงดังอะไร โจฉงโจโฉที่…” พอหันศีรษะไปตามสายตาของผู้ช่วย คำพูดกำลังจะหลุดออกมาจากปากก็ถูกกลืนกลับไป...
เด็กหนุ่มที่เดินอยู่ข้างไป๋เจ๋อ นั่นมันสุดหล่อรถไฟใต้ดินในเน็ตเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ?
ไป๋เจ๋อผู้สูงยาวเข่าดีพอเห็นสายตาของฟ่านเจิงตกลงบนร่างของลู่ซวี่อย่างไม่ปิดบังก็อดยักคิ้วไม่ได้"พี่ฟ่าน ผมพาเด็กใหม่มาสัมภาษณ์แล้วนะ"
"สวัสดีครับพี่ฟ่าน" ลู่ซวี่พยักหน้าทักทายฟ่านเจิงอย่างเป็ธรรมชาติมีมารยาทแต่ไม่ได้ตีสนิทจนเกินงาม
"สวัสดี สวัสดี"ฟ่านเจิงมองลู่ซวี่แล้วยิ้มกว้าง หัวใจลิงโลดด้วยความยินดี
ในคลิปลู่ซวี่ดูเปล่งประกายมีเสน่ห์มากเดิมฟ่านเจิงจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงถ่ายรูปขึ้น ไม่นึกว่าตัวจริงจะโดดเด่นกว่าในคลิปเสียอีกแรงอิมแพกต์ยามเจอหน้าตัวเป็ ๆ เพียงแวบเดียวทำเอาฟ่านเจิงบังเกิดความรู้สึกว่าต้องดึงตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ไว้ให้จงได้
ทั้งลู่ซวี่และไป๋เจ๋อต่างตัวสูงโปร่งรูปร่างหน้าตานับว่าเป็เบอร์หนึ่ง ต่อให้ยืนเฉย ๆ สบาย ๆ ไม่ทำอะไรก็ดึงทุกสายตาให้หันมามองได้หมด
ระเบียงทางเดินมีคนพลุกพล่านไม่เหมาะแก่การพูดคุยฟ่านเจิงเชิญพวกเขาไปคุยอย่างละเอียดที่ห้องประชุมส่วนตัวอย่างกระตือรือร้น
"กรี๊ดดดดดด เป็สุดหล่อรถไฟใต้ดินจริง ๆด้วย!"
"นั่นสิ นั่นสิ!"
สองผู้ช่วยสาวยังคงกรี๊ดกร๊าดตื่นเต้นไม่หยุดใครจะไปคิดเล่าว่าจะได้เจอพ่อเทพบุตรหน้าใหม่ไวปานนี้
"ที่แท้ก็เป็เด็กใหม่ของเย่าไกวเอนเตอร์เทนเมนต์นี่เอง"
"ฉันว่าแล้วเชียว หล่อขนาดนี้ ไม่มีทางเป็คนธรรมดาได้หรอก"
......
ท่าทางของฟ่านเจิงแสดงออกชัดเจนว่าชอบเด็กหนุ่มคนนี้ดังนั้นเื่ดันให้เข้าแข่งในรายการจึงถือว่านอนมาชัวร์ ๆ
พอดูคลิปบนติ๊กต็อกอีกครั้งทั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ยอดไลก์กลับพุ่งทะลุสองล้านไปแล้ว ขนาดเป็แค่คลิปธรรมดาๆ ยังมีคนให้ความสนใจมากขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเสน่ห์ของเด็กหนุ่มรุนแรงแค่ไหน
ตอนนี้มีคนควานหา 'สุดหล่อรถไฟใต้ดิน' กันให้วุ่นไว้รอรายการปล่อยข่าวที่อีกฝ่ายเข้าแข่งขันด้วยเมื่อไรโลกออนไลน์ต้องเดือดพล่านแน่!
ยังไม่เดบิวต์ก็เป็กระแสแล้วคนบางคนนี่มีชะตาเกิดมาเป็คนดังจริง ๆ !
***************
ในห้องประชุม ฟ่านเจิงแอบมองลู่ซวี่อยู่หลายครั้งยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ
"ลู่ซวี่ เธอเพิ่งอายุสิบแปด ยังเรียนอยู่รึเปล่า?"
ข้อมูลของศิลปินทางบริษัทโมเดลลิงเป็ผู้จัดการให้ทั้งหมดลู่ซวี่นึกไม่ถึงว่าไป๋เจ๋อจะระบุให้ตนอายุสิบแปด อายุปูนนี้แล้วกลับต้องมาแอ๊บเป็หนุ่มน้อยอีกลู่ซวี่ได้แต่ลอบขำในใจ ทว่าสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดสักนิด"ไม่ได้เรียนแล้วครับ ผมทำงานแล้ว"
มีศิลปินในวงการไม่น้อยที่ก้าวเข้าสู่สังคมทำงานั้แ่ยังวัยรุ่นฟ่านเจิงเข้าใจจุดนี้ดี แต่ก็ยังไม่ลืมให้ความสนใจ "เคยทำงานอะไรมาก่อนล่ะ?"
สมองของลู่ซวี่คิดอย่างรวดเร็วจะอธิบายงานรับส่งิญญาคนตายให้อ้อมค้อมที่สุดยังไงดีนะ
ไป๋เจ๋อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กะจะออกปากช่วยแก้สถานการณ์ให้ก็ได้ยินลู่ซวี่เอ่ยคำตอบอย่างสงบ “เป็สายงานบริการน่ะครับ”
ส่งคนไปยมโลกคงถือเป็งานบริการบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตได้เหมือนกันละมั้ง?
ที่แท้เป็เด็กเสิร์ฟนี่เอง
ฟ่านเจิงนึกแล้วก็อดตบบ่าไป๋เจ๋ออย่างทอดถอนใจไม่ได้"ประธานไป๋นี่ก็ช่างควานหาวัตถุดิบซะเหลือเกินก่อนหน้านี้มีซูมู่ไป๋กับอวี๋ม่านม่าน ตอนนี้ยังได้ลู่ซวี่มาอีกสมเป็ผู้จัดการอันดับหนึ่งแห่งชาติจริง ๆ"
ไป๋เจ๋อยิ้มบาง ก่อนตอบกลับอย่างถ่อมตน"อันดับหนึ่งอะไรกัน ก็แค่โชคดีนิดหน่อยเองครับแล้วพี่ฟ่านว่าเื่การเข้าร่วมรายการนี่...?"
“ไม่มีปัญหากลับไปฉันจะคุยกับผู้อำนวยการสร้างให้ช่วยจัดคิวให้เขา” ฟ่านเจิงรับปากก่อนหัวเราะหึ ๆ "ความจริงฝึกฝนมาหนึ่งปีถือว่าไม่นานเลยนะผู้เข้าแข่งขันในรายการครั้งนี้มีแต่คนเก่ง ๆ ทั้งนั้น แต่เสี่ยวซวี่[2]เธอไม่ต้องกดดันมากล่ะพวกเรามีเมนเทอร์มืออาชีพมาคอยชี้แนะพวกเธอแบบตัวต่อตัวอยู่ขอแค่หาจุดแข็งของตัวเองเจอแล้วเอาออกมาใช้ได้ก็โอเคแล้ว เอ้อว่าแต่เธอถนัดสายเต้นหรือร้องมากกว่ากันล่ะ?"
ลู่ซวี่เพิ่งเซ็นสัญญาสด ๆ ร้อน ๆ มีเวลาไปฝึกซะที่ไหน
ยืดเวลาการฝึกฝนจากศูนย์เป็ไม่ถึงปีได้แบบนี้นับว่าบ้าบิ่นมากสำหรับคนเป็ผู้จัดการอย่างไป๋เจ๋อเขายิ้มให้ฟ่านเจิงอย่างเยือกเย็น “ลู่ซวี่เป็เด็กใหม่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาความสามารถอีกมากครับ”
เมื่อครู่ฟ่านเจิงจมจ่อมกับความดีใจที่ได้เจอกับ 'โจโฉ' มาตอนนี้เขาใจเย็นลงแล้ว จึงค่อยพบว่ามีบางอย่างผิดสังเกตคลุกคลีอยู่ในวงการมาตั้งหลายปี แค่ลองคิดสักนิดก็รู้ "ไป๋เจ๋อ บอกฉันมาตรง ๆเถอะว่านายเพิ่งเซ็นสัญญากับเสี่ยวซวี่มาใช่ไหม?"
ไป๋เจ๋อยังคงเยือกเย็นอย่างยิ่งแม้จะถูกจับไต๋ได้"เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนเลยครับ"
“...” ฟ่านเจิงมองท่าทางของไป๋เจ๋อไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “กะแล้วเชียว ตอนเตรียมรายการเคยโทร.หานายถ้านายมีศิลปินเหมาะ ๆ ในมือก็น่าจะส่งมาั้แ่ตอนนั้นแล้ว”
“ตอนนั้นผมยังไม่เจอลู่ซวี่น่ะ แต่ยังไงก็เถอะ พี่ฟ่านผมไม่ได้ตั้งใจหลอกคุณหรอกนะ ผมพาตัวคนมาให้ตรงนี้แล้ว เชิญคุณตัดสินใจเองเลยว่าจะรับเขาไว้หรือปล่อยไปพวกเราเคารพการตัดสินใจของคุณ”
ต้องยอมรับว่าไป๋เจ๋อมีไหวพริบจริง ๆ
ถ้าตอนโทร.มาบอกไปว่าเพิ่งเซ็นสัญญากันหมาด ๆฟ่านเจิงต้องไม่ยอมพบหน้าแน่นอน
เป้าหมายเดิมของฟ่านเจิงคือการเลือกเฟ้นคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถและความพยายามมาเป็ไอดอลเขาจึงคาดหวังให้ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมืออย่างแท้จริง
แต่พอเห็นใบหน้าลู่ซวี่เขาพลันต้องเปลี่ยนความคิด
อาศัยรูปร่างหน้าตาเช่นนี้เกรงว่าต่อให้เป็เด็กใหม่ประสบการณ์เท่ากับศูนย์ เขาก็ยังยินดีหาคนมาเทรนให้ขอแค่ขยันตั้งใจ มีมืออาชีพมาสอนสักหน่อยก็ก้าวหน้าได้ไม่ยาก
ในทางกลับกัน ต่อให้ลู่ซวี่มีพร์แบบถู ๆ ไถๆ อีกฝ่ายก็ยังถือเป็จุดสนใจของรายการได้อยู่ดี
รายการวาไรตี้โชว์จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความสนใจและกระแสคอมเมนต์ชาวเน็ตแค่เห็นลู่ซวี่แวบแรก ฟ่านเจิงก็รู้แล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้ใช้การได้แน่
“งั้นเรามาเซ็นสัญญากันวันนี้เลยเดี๋ยวจะมีทีมงานส่งกำหนดการถ่ายทำตามไปที่อีเมลพวกเธออีกที” สายตาของฟ่านเจิงเจิดจ้า มองลู่ซวี่เหมือนเห็นทองคำเปล่งประกายแวววาว “ลู่ซวี่ ฉันเชื่อว่าสายตาฉันมองไม่พลาด ฉันจะรอดูเธอฉายแสงบนเวทีนะ”
"ขอบคุณครับพี่ฟ่าน" ลู่ซวี่ยิ้มตาหยีก่อนถามเหมือนไม่ได้ตั้งใจ "จริงสิครับพี่ฟ่านผมเห็นว่าในรายชื่อเมนเทอร์มีชื่ออาจารย์จี้ด้วย พอถึงเวลาเขาจะเข้าค่ายฝึกกับพวกผมรึเปล่าครับ?"
‘กำเนิดใหม่ไอดอล’ เป็รายการที่ขายความเป็มืออาชีพ
เหล่าเด็กฝึกต้องเข้าไปรวมตัวกันในค่ายฝึกเพื่อเก็บตัวฝึกฝนและอัดรายการเป็เวลาสามเดือน
ถึงลู่ซวี่ยังอายุน้อย แต่กลับดูภูมิฐานเป็ผู้ดีสภาพจิตใจแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั้งที่ได้ยินว่าตนได้โควตาเข้าร่วมรายการแต่สีหน้ากลับเยือกเย็นไม่แสดงความดีใจมากนัก ฟ่านเจิงเลยคาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายจะพูดถึงจี้ซิวเหนียนขึ้นมา
เขาพยักหน้า “ใช่เมนเทอร์จะเข้าไปอัดรายการร่วมกับเด็กฝึกในค่ายด้วย” เขาประเมินมองลู่ซวี่ครู่หนึ่ง“หรือว่าเสี่ยวซวี่จะเป็แฟนคลับของซิวเหนียนด้วย?”
ลู่ซวี่เพียงคลี่ยิ้มไม่ได้พยักหน้าและไม่ได้ปฏิเสธ
ฟ่านเจิงคิดว่าตนคาดเดาถูกต้อง จึงเผยรอยยิ้มสดใส"วางใจเถอะ พอเธออัดรายการแล้วก็จะได้เจอไอดอลเองนั่นแหละ"
ลู่ซวี่ยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัวสายตาเป็ประกายน้อย ๆ "ผมคาดหวังให้ถึงตอนนั้นเร็ว ๆ เลยครับ"
เมื่อเซ็นสัญญาแล้วย่อมมีผลบังคับทันทีตอนนี้ลู่ซวี่ถือเป็เด็กฝึกในรายการอย่างเป็ทางการแล้ว
พอคิดว่าตนได้เพชรเม็ดงามอย่างลู่ซวี่มาไว้ในกำมือฟ่านเจิงก็ทำหน้าดีใจไปถึงหางคิ้ว ตอนนี้สมญานาม 'สุดหล่อรถไฟใต้ดิน' ของลู่ซวี่กำลังแมสพอดิบพอดีต้องเกาะกระแสได้แน่นอน
ระหว่างเขานึกทบทวนแผนการโฆษณาเสียงริงโทนมือถือพลันดังขึ้น ฟ่านเจิงหรี่ตามอง ก่อนพบว่าเบอร์ที่โทร.เข้ามานั้นเป็ของจี้ซิวเหนียน
จะว่าไป พวกเขาทั้งคู่รู้จักกันมาสิบปีแล้ว
ตอนนั้นจี้ซิวเหนียนยังเรียนอยู่มัธยมปลายปีสองที่โรงเรียนมัธยมปลายตงเฉิงอันดับหนึ่งส่วนฟ่านเจิงไปยืมสถานที่ถ่ายรายการที่โรงเรียนนั้นพอดี สุดท้ายเขาสะดุดตาจี้ซิวเหนียนและพาอีกฝ่ายไปแนะนำให้เพื่อนผู้กำกับต่อมาจี้ซิวเหนียนได้รับตำแหน่งจักรพรรดิจอเงินจากภาพยนตร์เื่นี้แล้วเข้าสู่เส้นทางนักแสดงในที่สุด
จะบอกว่าฟ่านเจิงเป็ป๋อเล่อของจี้ซิวเหนียนก็ยังได้
และด้วยเหตุนี้จี้ซิวเหนียนผู้ไม่เคยเข้าร่วมรายการวาไรตี้แนวการประกวดจึงอะลุ่มอล่วยให้เป็กรณีพิเศษยอมตอบรับคำเชิญจากรายการของฟ่านเจิง
"ซิวเหนียน มีอะไรเหรอ?"
ปลายสายมีเสียงไอเบา ๆ แว่วมา พยายามสะกดกลั้นน้ำเสียงที่ดูไม่สบายเอาไว้
"พี่ฟ่านช่วยเลื่อนคิวถ่ายรายการพรุ่งนี้เช้าไปเป็ตอนบ่ายได้รึเปล่าครับ? ผมมีไข้นิดหน่อย ตอนเช้ากลัวจะไม่ไหว"
ฟ่านเจิงได้ยินเข้าก็นึกห่วง "ไข้สูงไหม? ไม่สบายตัวตรงไหนรึเปล่า?"
"เปล่าครับ โรคเก่าน่ะ พักสักหน่อยก็หาย"
ทั้งสองรู้จักกันมานานฟ่านเจิงจึงพอเข้าใจเื่สภาพร่างกายของจี้ซิวเหนียน
แม้อีกฝ่ายจะดูเป็คนหนุ่มสุขภาพแข็งแรงแต่ไม่รู้ทำไมถึงมีไข้ไม่สบายทุกสองสามวัน แม้ไปโรงพยาบาลแล้วก็ยังตรวจหาสาเหตุไม่พบ
ไหนจะเื่ที่เ้าตัวประสบอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อยๆ เป็ประจำอีก แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ประหลาดพิลึกอยู่ดี
ฟ่านเจิงลังเลนิดหน่อย ก่อนลองหยั่งเชิง “ซิวเหนียน เพื่อนฉันรู้จักต้าซือ[3]มีวิชาท่านหนึ่ง ว่ากันว่ามีฝีมือสูงส่ง ฉันแนะนำให้เธอดีไหม?”
ปลายสายไอสองครั้ง ก่อนหัวเราะอย่างออกจะจนปัญญา “พี่ฟ่าน พี่ก็รู้ว่าผมไม่เชื่อเื่แบบนี้”
“ซิวเหนียน พี่ไม่ทำร้ายเธอหรอกแต่เื่บางเื่วิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ไม่ได้จริง ๆ นะ” ตอนหนุ่มๆ ฟ่านเจิงเป็คนไม่ไหว้พระไหว้เ้าของแท้ แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ได้ฟังได้เห็นเื่ราวมามากขึ้นจึงเริ่มให้ความสนใจในเื่พวกนี้
“พี่ฟ่าน...”
“เอ้า ๆ ไม่อยากฟังฉันก็ไม่พูดต่อแล้ว” ฟ่านเจิงรู้ว่าจี้ซิวเหนียนไม่เชื่อจนถึงขั้นหัวรั้น เลยไม่ฝืนต่อและเปลี่ยนเื่เพื่อคลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน
“เอ้อ ฉันเพิ่งเจอเด็กใหม่น่าสนใจคนหนึ่งเขาเป็แฟนคลับของเธอด้วยนะ”
จี้ซิวเหนียนหัวเราะอย่างอ่อนโยน "จริงหรือครับ งั้นคงมีโอกาสได้เจอกัน"
“เดี๋ยวพอเริ่มเปิดกล้องอัดรายการก็ได้เจอกันเองแหละเอาละ ไม่รั้งเธอแล้ว รีบวางสายไปพักผ่อนเถอะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็อย่าฝืนนะ ไว้ค่อยถ่ายวันหลังก็ได้”
จี้ซิวเหนียนขอบคุณในความห่วงใยของฟ่านเจิงก่อนวางสายไป
ห้องอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีเขาอยู่เพียงผู้เดียวสไตล์การตกแต่งอันเรียบง่ายโดยรอบทำให้ภายในห้องยิ่งดูว่างเปล่า
ร่างของจี้ซิวเหนียนทั้งปวดทั้งเหนื่อยล้าแต่เขาในตอนนี้กลับไม่ง่วงนอนสักนิด เพราะหากหลับตาลงเมื่อใดความรู้สึกหนักหน่วงอันคุ้นเคยจะตรงเข้าเล่นงานอย่างรวดเร็ว บีบรัดและกดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ทางการแพทย์เรียกอาการชนิดนี้ด้วยชื่อเฉพาะว่าภาวะอัมพาตขณะนอนหลับหลายคนมักเรียกว่าอาการถูกผีอำ
คนรอบข้างพยายามแนะนำต้าซือหลายท่านให้เขาทว่าจี้ซิวเหนียนกลับปฏิเสธสิ้น
เขายกมือขึ้นกุมหยกอุ่น[4]ที่ห้อยอยู่ตรง่คอในดวงตาอันงดงามเผยแววนุ่มนวลลง...
นี่คือของต่างหน้าที่แม่ทิ้งไว้ให้เขาบอกว่าเป็เครื่องรางที่ขอมาเป็พิเศษ ทว่าไม่นานหลังจากนั้นทั้งพ่อและแม่ของเขาก็เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
ถ้าโลกนี้มีผีจริงแล้วทำไมพวกท่านถึงไม่มาเข้าฝันเขาแม้แต่ครั้งเดียวล่ะ
จี้ซิวเหนียนลุกขึ้นก่อนเดินออกไปมองภาพนอกผนังกระจกไม่รู้ตัวเลยว่า บนหน้าต่างที่ปรากฏเงาสะท้อนของตนมีอีกใบหน้าเพิ่มขึ้นมา
[1]หมายถึงพูดถึงใครคนนั้นก็มา ตรงกับสำนวนไทย พูดถึงไก่ไก่ก็มา
[2] แปลว่า ‘ซวี่น้อย’ คนจีนใช้ ‘เสี่ยว’เรียกนำหน้าชื่อคนที่อายุน้อยกว่าเพื่อแสดงความเอ็นดู
[3] เป็คำที่ใช้เรียกพระภิกษุในพระพุทธศาสนาใช้เรียกปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน
[4] หยกเนไฟรต์ เป็หินตระกูลเทรโมไลท์หรือแอคติโนไลต์ซึ่งมีธาตุเหล็กปะปนอยู่เป็จำนวนมาก จึงทำให้แร่มีสีเขียว