ฉางเฟิงไม่รู้ว่าเฟยหมิงนั้นเข้าใจผิดไปใกลแล้วเฟยหมิงถึงกับคิดว่าฉางเฟิงเป็นทายาทของซีรั่วหยานเป็นเพราะในร่างของฉางเฟิงมีกลิ่นอายจางๆของซีรั่วหยานอยู่ทำให้เฟยหมิงเข้าใจผิดแต่เพราะแบบนั้นเฟยหมิงถึงคิดจะดูแลฉางเฟิงให้ดีเพราะทั้งสองเป็นสหายที่ดีต่อกันมานาน
“เจ้ากำลังจะพาข้าไปใหน”ฉางเฟิงถูกหญิงสาวตรงหน้าบินผ่านเกาะลอยฟ้าจำนวนมากและตรงไปยังเกาะลอยฟ้าที่งดงามแห่งหนึ่ง
“หลังจากนี้เจ้าคือคู่หมั้นของข้าเฟยชิงเอ๋อแน่นอนว่ามันคือการแสดงและข้าไม่ให้เจ้าช่วยข้าฟรีๆ ถ้าเจ้ามีอะไรที่ต้องการเจ้าสามารถบอกข้าได้ขอแค่มันไม่เกินกำลังของข้าก็พอ”เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“ถ้าต้องการออกไปจากที่นี่”
“ไม่ดีนี่เจ้าควรจะดีใจนะที่ได้กลายเป็นคู่หมั้นของข้าแม้จะแค่ปลอมๆก็ตาม” เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“มันไม่เห็นจะหน้าดีใจตรงใหน”ฉางเฟิงกล่าว
“นี่เจ้าเจ้าไม่รู้เหรอว่าข้าคือหญิงงามอันดับหนึ่งในเผ่าทูตสวรรค์แม้แต่ในวังสวรรค์ก็ไม่มีใครเทียบข้าได้”เฟยชิงเอ๋อยืดอกด้วยความภาคภูมิ
“จ้าจ้า แล้วข้าต้องทำยังไง” ฉางเฟิงรู้สึกเหนื่อยใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
“จากที่ข้าดูเจ้ามีสายเลือดของท่านซีรั่วหยานดังนั้นวังสวรรค์จะต้องหาทางเล่นงานเจ้าแน่เพราะงั้นก่อนอื่นเจ้าต้องซ่อนสายเลือดของตนเองไว้ให้ดีก่อน” เฟยชิงเอ๋อแนะนำ
“นั่นก็ถูกแต่ว่าข้าไม่คิดจะปกปิดอะไรเพราะข้าต้องการจะดูว่าเมื่อผู้คนรู้ว่าสายเลือดนี้ยังหลงเหลืออยู่พวกเขาจะมีท่าทางแบบใหน”ฉางเฟิงกล่าว
“เจ้าคิดจะแยกมิตรและศัตรูสินะ”เฟยชิงเอ๋อเข้าใจทันที
“ไม่ผิดหรือว่าเผ่าของเจ้ากลัววังสวรรค์กันละถ้างั้นก็แค่ปล่อยข้าไปพวกเจ้าจะต้องไม่ได้เดือดร้อน”ฉางเฟิงยกยิ้ม
“เจ้านี่มัน....เอาเถอะคิดว่าเผ่าทูตสวรรค์จะกลัววังสวรรค์งั้นเหรอ พวกที่เข้ามาก่อกวนพวกเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวังสวรรค์เท่านั้นไม่ใช่ผู้นำของพวกนั้นเสียหน่อยเพราะงั้นไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไร”เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“แล้วข้าต้องแสดงถึงขั้นใหนแตะเนื้อต้องตัวหรือไม่”
“ถ้าจะหลอกให้อีกฝ่ายเชื่อก็มีแค่แบบนั้นแต่อย่าได้คิดเอาเปรียบข้าเด็ดขาด”เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“เก็บคำพูดของเจ้าไว้พูดกับตัวเองเถอะ”ฉางเฟิงหันหลังและเดินเข้าไปในที่พัก
“เดี๋ยวก่อนเมื่อดูดีๆแล้วหน้าตาของเจ้าก็ถือว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามมากๆคนหนึ่งเหมือนกันนะเนี่ยแถมดวงตาสองสีแบบนี้ยิ่งมีเสน่ห์ ดีแบบนี้พวกวังสวรรค์จะได้ไม่กล้าหาข้ออ้างอะไรมากยุ่งกับข้าอีก พวกเจ้าใครอยู่แถวๆนี้บ้าง”เฟยชิงเอ๋อคำรามออกมา
ไม่นานก็มีคนของทูตสวรรค์ที่เป็นหญิงสาวปรากฏตัวออกมานางมองไปเห็นฉางเฟิงก็เบิกตา ใบหน้าของฉางเฟิงนั้นหล่อเหลาจนแม้แต่ทูตสวรรค์ผู้ชายยังเทียบไม่ติด
“เลือกจ้องได้แล้วจากนี้ไปเขาคือคู่หมั้นของข้าและอีกไม่นานคนของวังสวรรค์ก็จะมาถึงพวกเจ้ารีบหาชุดที่เหมาะสมกับหน้าตาของเขาให้เขาใส่เดี๋ยวนี้และพาเขาไปพบข้าที่ตำหนักกลาง”เฟยชิงเอ๋อกล่าวและพุ่งออกไป
“เฮ้เดี๋ยวทำไมข้าต้องเปลี่ยนชุด” ฉางเฟิงตกใจ
“ถ้าท่านไม่เปลี่ยนชุดมันออกจะเสียดายใบหน้าที่หล่อเหลาของท่านนะว่าแต่คุณหนูนี่ละก็ใหนบอกว่าไม่สนใจชายหนุ่มไง ไม่คิดว่าจะกล้าลักพาตัวหนุ่มหล่อแบบนี้กลับมา”ทูตสวรรค์ทั้งสองพากันหัวเราะเจ้าเล่ห์ออกมา
“ข้าเปลี่ยนชุดเองได้พวกเจ้าไม่ต้องมายุ่ง”ฉางเฟิงเห็นทั้งสองนำชุดสีขาวและดูดีออกมาจึงถอยหลังออกไป
“คำสั่งของคุณหนูถือเป็นที่สุดขออภัยที่ล่วงเกิน”หญิงสาวทั้งสองปลดปล่อยพลังระดับจักรพรรดิเทพออกมาผนึกร่างของฉางเฟิงไว้และเริ่มเปลี่ยนชุดให้กับฉางเฟิงทันที
“บัดซบเอ้ยทำไมจักรพรรดิเทพถึงเป็นคนรับใช้บ้าที่สุดอัปยศที่สุด” ฉางเฟิงกรีดร้องในใจ
หลังจากเปลี่ยนชุกเสร็จฉางเฟิงในตอนนี้สวมชุดสีขาวลายวิหคซึ่งเป็นลวดลายสีทองบวกกับเส้นผมสีเขียวอ่อนและดวงตาข้างซ้ายสีทองและข้างขวาสีเขียวทำให้ดูมีเสน่ห์และลึกลับอย่างมาก
“ท่านเขยเชิญ”ทูตสวรรค์ทั้งสองพาฉางเฟิงไปยังตำหนักกลางทันที
ตลอดทางทูตสวรรค์หญิงสาวที่เห็นฉางเฟิงพากันอ้าปากค้างและตกตะลึงส่วนผู้ชายพากันตกใจและอิจฉาใบหน้าของฉางเฟิง
เมื่อมาถึงตำหนักกล่าวฉางเฟิงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของระดับพระเจ้าจำนวนมากฉางเฟิงได้แต่ถอนหายใจเขาไม่คิดว่าตนเองจะเข้ามายุ่งกับเรื่องวุ่นวายเสียแล้วเมื่อฉางเฟิงมาถึงสายตาของผู้อาวุโสในเผ่าก็ตกลงไปยังร่างของฉางเฟิง
“เขาหนะเหรอคู่หมั้นที่ท่านบรรพบุรุษหามาให้กับคุณหนู”
“ชั่งเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลายิ่งนักใบหน้าแบบนี้คงทำให้คุณหนูถูกใจไม่น้อย”
“จักรพรรดิเซียนงั้นเหรอนี่มันเรื่องบ้าอะไรทำไมถึงให้จักรพรรดิเซียนคนหนึ่งมาเป็นคู่หมั้นกับคุณหนูของพวกเรา”ขณะที่คนอื่นประเมินอย่างเงียบๆกลับมีทูตสวรรค์คนหนึ่งคำรามด้วยความไม่พอใจ
“เจ้ามีปัญหากับการตัดสินใจของข้า”เฟยชิงเอ๋อที่นั่งอยู่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
“เอาน่าจากที่ข้าดูเด็กคนนั้นอายุยังไม่ถึง 100 ปีด้วยซ้ำ” ผู้นำเผ่าทูตสวรรค์หรือบิดาของเฟยชิงเอ๋อกล่าวแน่นอนเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่รู้แผนการของเฟยหมิงและเฟยชิงเอ๋อ
“ถ้าให้ถูกคือ50 ปีเท่านั้น” เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“ถ้างั้นก็ไม่มีปัญหาอายุ 50 ปีมาถึงจักรพรรดิเซียนได้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพยักหน้า
“แต่นั่นไม่ใช่จุดเด่นของเขาใช่ใหมละที่รัก”เฟยชิงเอ๋อกล่าวและยกยิ้ม
เห็นได้ชัดว่าเฟยหมิงได้บอกข้อมูลของฉางเฟิงให้กับเฟยชิงเอ๋อรู้หมดแล้วและเรื่องพลังจิตของฉางเฟิงก็ไม่สามารถปกปิดเฟยหมิงได้เลย
“หืมเขายังมีความสามารถพิเศษอะไรอีกงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสหลายคนพากันสงสัยและส่งจิตสัมผัสออกไป
แต่ว่าจิตสัมผัสเหล่านั้นไม่สามารถทะลวงเข้าสู้ดวงจิตของฉางเฟิงได้เลยหนึ่งเผ่าทูตสวรรค์น้อยคนที่จะมีพลังจิตแข็งแกร่งพวกเขาส่วนใหญ่ฝึกฝนเต๋าแห่งแสงและร่างกายเป็นหลักส่วนด้านพลังจิตจะมีเพียงอัจฉริยะเท่านั้นที่ฝึกฝนได้เพราะการฝึกฝนควบคู่นั้นทำให้พวกเขาเสียเวลาไปมากและอาจจะเสียโอกาสในการทะลวงระดับพระเจ้าได้เลย
“หืมพลังจิตระดับนี้อยู่ระดับเทพแล้วงั้นเหรอ”
“บ้าน่าอายุ50 ปี มีพลังจิตระดับเทพแล้วมันต้องเป็นพรสวรรค์แบบใหนกัน”
“ข้าไม่คัดค้านถ้าเขาจะเป็นคู่หมั้นของคุณหนู”
“ถ้ามีพรสวรรค์และหน้าตาระดับนี้ข้าก็ไม่มีอะไรคัดค้านเช่นกัน”
หลายคนพากันเห็นด้วยทันทีเห็นได้ชัดว่าเฟยชิงเอ๋อมีอำนาจไม่น้อยในเผ่าฉางเฟิงได้แต่ขมวดคิ้วเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมาสอดส่องตนเอง
“นี่มันยังไม่หมดนะคู่หมั้นของข้ายังครอบครองสายเลือดชั้นสูงที่เป็นหนึ่งในสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวาลอีกด้วย”เฟยชิงเอ๋อกล่าว
“หืมผมสีเขียวหรือว่าจะเป็นภูติแห่งชีวิต”
“ต้องใช่แน่ยอดเยี่ยมมากแบบนี้ก็ดีกว่าเจ้าเด็กของวังสวรรค์หลายเท่า ไม่ต้องคิดแล้วเขานี่แหละเหมาะสมแล้ว”
“ทุกคนใจเย็นๆก่อนจากที่ท่านพ่อของข้าบอกมา สหายน้อยคนนี้ครอบครองสองสายเลือดในร่างหนึ่งคือภูติแห่งชีวิต อีกหนึ่งคือสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าภูติ” ผู้นำเผ่ากล่าว
“อย่าบอกนะว่าภูติแท้โกลาหล”
“ตูม!!!!!!”
เหมือนกับมีระเบิดลงในใจของพวกเขาหลายคนยืนขึ้นและจ้องมองฉางเฟิงด้วยสีหน้าตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าตำนานจะมาปรากฎในเผ่าของพวกเขา