“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ” ตันตันส่งเสียงเรียกอยู่ทางด้านหลังเบายิ่ง“อะไร” นางถามกลับเสียงเกียจคร้าน“สตรีผู้นั้นจ้องพิณใหญ่เลยเจ้าค่ะ นางรู้ใช่ไหมเจ้าคะว่าพิณนี้มีค่ามากถึงขนาดไหน” ตันตันถาม เพราะถ้าไม่รู้ราคาที่แท้จริงของพิณเฟิ่งถงมาก่อน คงไม่ถามแบบนี้“นางรู้...เพราะว่านางเป็นหนึ่งในสองยอดพิณแห่งแคว้นจ้าว”“บุรุษผู้นั้นท่าทางลักษณะเหมือนจินอ๋องเลยนะเจ้าคะ”ตันตันมองไปทางด้านหลังแวบหนึ่ง ส่วนจางหานเฟิ่งก็ยังเดินนำต่อไปข้างหน้า ดวงตาหงส์ของคุณหนูใหญ่สกุลจางไม่หันกลับไปมองทางด้านหลังแม้แต่น้อย แต่นางสนใจความคิดเห็นของสาวใช้คนสนิท จึงพูดถาม“เหมือนตรงไหนหรือ”“คือว่า...ดูน่ากลัว ดุดัน จนบ่าวไม่กล้าขยับตัวเลยเจ้าค่ะ”“ข้ารู้ว่าเขาเป็นใคร” นางยิ้มน้อยๆ แต่แววตาคมกริบยิ่ง เพราะบุรุษผู้นั้นไม่ใช่สามัญชนธรรมดา“เป็นใครหรือเจ้าคะ” ตันตันมีสีหน้างงงวย ความจำไม่ค่อยจะดีเหมือนคุณหนูใหญ่ของนาง เคยเข้าไปฟังข้อมูลต่างๆ จากหลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวาออกจะบ่อย แต่จำไม่ค่อยจะได้เลยสักอย่าง“องค์รัชทายาทแคว้นเป่ย”“องค์รัชทายาทแคว้นเป่ย!” สาวใช้คนสนิทตกใจ แต่เสียงที่โพล่งออกมายังเบา อีกทั้งยังเผลอหยุดเดินไปโดยปริยาย ทันใดนั้นก็หันกลับไปมองทางด้านหลังอีกครั้งอย่างตื่นตะลึง“ยวิ๋นเหวินหรงคือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย”“สวรรค์! ตั้งแต่คุณหนูใหญ่เข้าพิธีจีหลี่ คุณหนูใหญ่พบแต่บุรุษที่ไม่ธรรมดาเลยสักคน จินอ๋อง...องค์ชายสาม...แล้วนี่ยังองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยอีก”“นั่นสินะ เจ้าพูดถูก” นางพยักหน้าน้อยๆ ยามนี้นึกสนุกขึ้นมาว่าน่าจะไปหาซินแสดูดวงชะตาสักหน่อยซินแสจะทักว่านางมีดวงอย่างไรบ้างนะ“จริงสิ! คุณหนูใหญ่บอกว่าชื่อฉินเจียวเจียว” ตันตันพูดแล้วก็หัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน เพราะฉินเจียวเจียวเป็นชื่อสาวใช้อีกคนภายในบ้าน“ก็ข้าไม่อยากบอกชื่อแซ่ของข้า มีอะไรหรือไม่”“ไม่มีเจ้าค่ะ แต่เจียวเจียวคงจามติดๆ กันหลายครั้ง” ตันตันพูดแล้วก็หัวเราะออกมาด้วยความตลกขบขันอีกครั้งเช่นเดิม“นั่นสินะ” คุณหนูใหญ่สกุลจางหัวเราะไปด้วยจนได้“แล้วทำไมองค์รัชทายาทของแคว้นเป่ยถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะเจ้าคะ”“คงมาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่จะมีขึ้นอีกสองเดือนข้างหน้า”“อ๋อ...”“ข้ากำลังคิดว่า...” นางเอ่ยแล้วก็หยุดพูดไปเสียอย่างนั้น ยามนี้กำลังสงสัยว่าจูเก่อเซียงที่เป็นคนแคว้นจ้าว เหตุไฉนถึงได้อยู่กับองค์รัชทายาทแคว้นเป่ย อีกทั้งยังบอกว่าเป็นสาวใช้ เรื่องนี้ช่างน่าครุ่นคิดจริงๆ“คุณหนูใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” ตันตันถามขึ้นมาเมื่อสตรีตัวน้อยตรงหน้าจู่ๆ ก็เงียบ“ไม่ได้คิดอะไร”“แต่แปลกนะเจ้าคะ องค์รัชทายาทแคว้นเป่ยกล้าบอกชื่อจริงกับคุณหนูด้วย” ตันตันไม่เข้าใจ เพราะจางหานเฟิ่งเล่นไม่บอกชื่อแซ่จริงกับอีกฝ่าย จึงคิดว่าน่าจะเหมือนกัน การแต่งตัวก็ธรรมดายิ่ง ไม่ได้สูงศักดิ์เหมือนที่นึกคิดเอาไว้เลย“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเหมือนกับจินอ๋อง”“บ่าวไม่เข้าใจ”“บุรุษที่มีลักษณะแบบนี้ไม่มีทางปิดบังชื่อแซ่ที่แท้จริงของตัวเองหรอก หรือไม่...ก็คงคิดว่าข้าไม่รู้จักชื่อนี้ จึงกล้าบอกชื่อของตัวเองออกมา”“อ๋อ...”“สตรีนางนั้นก็บอกชื่อแซ่จริงของนางกับข้า นางต้องการให้ข้ารู้ว่านางเป็นใคร”สตรีตัวน้อยพูดแล้วยกมุมปากยิ้ม แต่ยิ้มไปไม่ถึงดวงตา นางเคยกลัวใครเสียที่ไหน ตัวอักษรของมารดาที่ทิ้งเอาไว้ปลูกฝังนางให้รู้จักสิทธิที่เท่าเทียมกัน มีแพ้มีชนะเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งพยาน หลักฐาน และเหตุผลที่รองรับก็สามารถแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นดีได้“ไปกันเถอะตันตัน เราต้องกวาดลานกันอีกนะ”“เจ้าค่ะ”“ต้องเข้าไปช่วยงานในครัวด้วย”“ใช่เจ้าค่ะ”
ยามอิ๋น1 ใกล้เข้าสู่ยามเหมา รถม้าที่มีตงตี้เป็นผู้ควบคุมเคลื่อนตัวออกจากทางเข้าออกวัดไท่เฉิน ขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปตามทางเรื่อยๆ ตงตี้พูดกับผู้ที่อยู่ในรถม้า“คุณหนูใหญ่...”จางหานเฟิ่งหันไปทางต้นเสียง นางรอฟังคำพูดต่อไปของบุรุษผู้ที่อยู่ด้านนอก“หลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวาให้คนส่งข่าวมาบอกว่าซื้อคฤหาสน์หลังนั้นได้แล้วขอรับ เป็นจำนวนเงินสองแสนตำลึงเงิน”เจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาตัวจริงยังไม่ทันพูดตอบ บ่าวคนสนิทของนางอุทานขึ้นมาด้วยความตกอกตกใจ ดวงตาของตันตันเบิกกว้างราวกับจะถลนออกมาจากเบ้า“สองแสนตำลึงเงิน!”“นี่ราคาถูกแล้วนะ ลดไปตั้งห้าหมื่นตำลึง” นางหัวเราะคิกคักกับอาการตกอกตกใจของตันตัน“คุณหนูใหญ่มีเงินเยอะขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ!” ตันตันทำงานรับใช้จางหานเฟิ่งมาหลายปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่านายของตัวเองจะร่ำรวยถึงขนาดนี้ พิณเฟิ่งถงที่เห็นมาตลอดสามปีก็เพิ่งจะรู้ว่ามีค่ามหาศาลในตอนที่จินอ๋องตามหา“ข้ารวยมาก เจ้าไม่รู้หรอกหรือ” จางหานเฟิ่งหัวเราะเสียงคิกคักอีก นางไม่ได้คิดจะปิดบังตันตัน แค่นานๆ จะใช้เงินก้อนใหญ่ถึงขนาดนี้สักที“โธ่...บ่าวรู้ว่าหอสุรากุ้ยฮวาทำเงินก็จริง แต่ไม่คิดว่าจะมากมายมหาศาลถึงขนาดนี้มาก่อน” ตันตันยังมีสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ“ข้าเป็นคนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเสียที่ไหน เจ้าก็เห็น...นานๆ ข้าจะซื้อของสักครั้ง อย่างพิณเฟิ่งถงตัวนี้ก็อยู่กับข้ามาสามปีแล้ว ตอนนั้นราคาที่ซื้อมาก็แค่หกพันตำลึงทอง”“เจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่าคฤหาสน์หลังนั้นจะราคาถูกอย่างนั้นหรือ นั่นติดกับตำหนักจินอ๋องเชียวนะ อีกทั้งมีพื้นที่กว้าง มีบ่อน้ำ มีป่าไผ่ เจ้าทำความสะอาดไม่ไหวเชียวละ”“บ่าวคิดว่าราคาไม่กี่หมื่นตำลึงเงิน”“เจ้านี่นะ นี่...อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกกับใครเด็ดขาด” นางขอคำสัญญาจากบ่าวรับใช้คนสนิท ไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้เลยจะเป็นการดีที่สุด“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่บอกใคร ถ้าบ่าวเผลอปากไป คุณหนูใหญ่สังหารบ่าวได้เลย” ตันตันกล่าวสีหน้าจริงจังและจ้องกลับมาตาไม่กะพริบ“เจ้าเปรียบเสมือนเป็นพี่สาวของข้า ข้าจะทำแบบนั้นได้อย่างไร”สตรีตัวน้อยยื่นมือออกไปหา และตันตันก็ขยับเข้ามาจับมือพลางพูดเสียงเครือ“คุณหนูใหญ่...”“เจ้าเปรียบเสมือนพี่สาวของข้านะตันตัน” จางหานเฟิ่งลูบมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของอีกฝ่ายซึ่งอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี“คุณหนูใหญ่...”“จะร้องไห้ทำไมเล่า”“ก็บ่าวดีใจ อึก...ฮือ...”“อยากซบอกของข้าหรือไม่...ก็ได้นะ” สตรีตัวน้อยหยอกเย้าสีหน้ายิ้มแย้ม“ไม่เจ้าค่ะ” ผู้ที่กำลังร้องไห้อยู่ค้อนควักก่อนจะปาดน้ำตาและยิ้มกว้าง นางยิ่งรักใคร่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าจนพร้อมที่จะตายแทนได้อย่างไม่ลังเล“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เกิดวันใดเจ้าคิดออกเรือน ข้าจะมอบสินเจ้าสาวก้อนใหญ่ให้กับเจ้าติดไม้ติดมือไปด้วยแน่” นายเย้าแหย่บ่าวให้งอนแทนที่จะร้องไห้“บ่าวบอกแล้วว่าจะไม่แต่งงาน บ่าวจะอยู่กับคุณหนูใหญ่ไปชั่วชีวิต” ตันตันงอนขึ้นมาเสียแล้ว แต่ใจสุขล้ำ และประกายตาพราวไปด้วยรอยยิ้ม“เราจะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า”“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”“ข้าเลี้ยงเจ้าได้ ข้าร่ำรวย”“ดีเจ้าค่ะ”ตงตี้ฟังบทสนทนาแล้วยิ้มตาม จางหานเฟิ่งไม่รู้ตัวเลย ขณะที่นางกำลังเดินทางกลับสู่เมืองหลวง องค์ชายสามก็กำลังเดินทางด้วยอาชามายังวัดไท่เฉิน ความพยายามที่จะเจอหน้าขององค์ชายสามกลายเป็นหมันเสียแล้ว1 ช่วงเวลา 03.00 - 04.59 น.