แสงอาทิตย์อัสดงสาดแสงระเรื่อสีส้มอมแดงทอดผ่านแนวหลังคาเมืองฟางหรง ถนนสายหลักที่เคยเงียบเหงาในช่วงกลางวัน บัดนี้พลันคึกคักวุ่นวายด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างเบียดเสียด แสงแดดรำไรคล้ายผ้าโปร่งสีทองที่คลุมทับเงาหัวของผู้คนให้ทอดยาวไปตามพื้นหิน
ท่ามกลางฝูงชนอันวุ่นวาย เด็กหนุ่มร่างเพรียวบางคนหนึ่ง แขนเสื้อป่านรั้งขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนอันแน่นตึง สองมือหิ้วตะกร้าสานเดินแหวกผู้คนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือนพักตระกูลหลิน ทว่าเบื้องหลังของเขา กลับมีแววตาอันอำมหิตคู่หนึ่งจับจ้องทะลุแผ่นหลังมาไม่วางตา ทุกหนึ่งก้าวที่เด็กหนุ่มย่ำเดิน สตรีชุดคลุมดำบนหลังคาจะสืบเท้าเข้าใกล้เร็วกว่าสองก้าวเสมอ นางตามติดเหมือนเงาตามตัว แม้จะมีผู้คนคั่นกลางนับร้อยก็ไม่อาจหลุดจากสายตา
เด็กหนุ่มเบื้องล่างไม่เหลียวหลัง ไม่หันมอง ยังก้าวเท้าอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมาถึงจุดที่ผู้คนสัญจรติดขัดจนต้องหยุดฝีเท้าลงเสียงใสๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นที่แผงลอยเบื้องหน้า มือนางอุ้มตุ๊กตากระต่ายถักไหมพรมอย่างทะนุถนอม
"เถ้าแก่ ข้าเอาถังหูลู่หนึ่งไม้เจ้าค่ะ"
ชายชราผู้ขายถังหูลู่เอื้อมมืออันเหี่ยวย่นหยิบไม้ผลไม้เคลือบน้ำตาลยื่นให้เด็กหญิงอย่างเชื่องช้า ทว่าในวินาทีนั้นเอง เงาทมิฬพลันแผ่เข้าปกคลุมแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้แบกตะกร้าสาน มือเรียวยาวที่แฝงไปด้วยจิตสังหารแทรกผ่านแสงอาทิตย์อัสดงที่เริ่มริบหรี่ เอื้อมออกไปตะปบเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างรุนแรง ร่างนั้นชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ หันใบหน้ากลับมาอย่างช้าๆ
"ท่านมีอะไรหรือขอรับ"
นัยน์ตาหลังผ้าคลุมหน้าของสตรีชุดดำพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้าหาใช่หลินเย่ เป็นเพียงเด็กรับใช้ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทว่ากลิ่นอายปราณที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับตรงกับหลินเย่ทุกประการ เป็นไปได้อย่างไร ก่อนที่จมูกของนางจะได้กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมาจากในตะกร้าสาน เมื่อชะเง้อสายตามองลงไป นางก็พบเข้ากับยันต์จำลองปราณที่กำลังถูกไฟธาตุเผาไหม้จนเกือบหมดสิ้น
ร่างพุ่งทะยานย้อนกลับขึ้นสู่หลังคาทันที แรงอัดอากาศจากการกระโดดทำให้เกิดลมพัดซัดเข้าใส่แผงลอย ถังหูลู่ในมือชายชรากระเด็นหลุดมือตกลงพื้น ของหวานเคลือบน้ำตาลกระทบหินแตกกระจาย เหลือเพียงใบหน้าเหวอหวาของเด็กหนุ่มชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
สตรีชุดดำทะยานขึ้นสู่มุมสูงของอาคาร กวาดสายตาเฉียบคมมองไปทั่วบริเวณ ทว่าผู้คนยามเย็นเบียดเสียดหนาแน่น ขืนมองด้วยตาเปล่าคงไม่มีวันหาตัวพบ นางจึงสูดหายใจลึก หลับตาลงดิ่งเข้าสู่ห้วงสมาธิขั้นสูง ในความมืด เสียงฝีเท้ารอบกายพลันแจ่มชัด เสียงนก เสียงพ่อค้าตะโกนขายของเริ่มช้าลงราวกับเวลาถูกสะกด ดวงตาของนางลืมขึ้นฉับพลัน นัยน์ตาสาดประกายกลายเป็นสีฟ้าครามชั่วครู่ ภาพตรงหน้าถูกตัดสิ่งไม่จำเป็นออกจนกลายเป็นผังเมืองขนาดย่อม นางเริ่มดมกลิ่น กลิ่นอายจางๆ ของแหวนมิติที่มู่หว่านหรงสลักอาคมทิ้งไว้ลอยเด่นชัดขึ้นมา มันวิ่งลัดเลาะเข้าสู่หัวมุมตลาดทางซ้าย ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ซอยอับสายตาแห่งหนึ่ง
นางปิดวิชาเนตรลงร่างของนางพุ่งทะยานข้ามผ่านหลังคาเรือนตามกลิ่นอายนั้นไปติดๆ จนกระทั่งมาถึงทางออกหัวมุมตลาด จุดนี้อยู่ห่างจากตระกูลหลินคนละฝั่งและไม่ใช่ทางเข้าเรือนหลักด้วยซ้ำ
"วางแผนตบตาข้าให้หลงทิศ"
นางพึมพำก่อนจะทิ้งตัวลงสู่พื้นดินหน้าตรอกแคบๆ แห่งนั้น
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกร้องยามเย็นดังแว่วมาเป็นระยะ ซอยนี้แคบและไม่มีผู้คนสัญจร มีเพียงลังไม้และสิ่งของเก่าๆ ของตลาดวางกองทิ้งไว้จนดูเหมือนที่เก็บของ ร่างชุดดำก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ ไร้สุ้มเสียง ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ความแปลกประหลาดบางอย่างเริ่มฉุดรั้งสัญชาตญาณ
เงียบเกินไป นางสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เลย ประสบการณ์ที่ผ่านความเป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วนร่ำร้องเตือน หากมีคนแอบซ่อนอยู่ ต่อให้ลมหายใจแผ่วเบา แต่เสียงหัวใจเต้นย่อมไม่อาจเล็ดรอดหูของนางไปได้ นางตัดสินใจหลับตา โคจรวิชาเนตรสีฟ้าอีกครั้งเพื่อยืนยัน
กลิ่นอายของแหวนมิติมู่หว่านหรงอยู่ตรงสุดปลายซอยนี้จริงๆ
แม้พลังยุทธ์ของนางจะเหนือกว่าเหยื่อหลายขุม แต่นางก็ไม่ยอมประมาท มือเรียวตวัดร่ายอาคมคุ้มกันตนเองทันที แสงวาบสีทองจางๆ แผ่คลุมรอบกาย ก่อนที่นางจะสืบเท้าเข้าไปยังส่วนลึกของซอยเปลี่ยว
เบื้องหน้ามีกองสิ่งของเก่าทิ้งรกราก นางยื่นมือออกไปแหวกกองไม้ออกอย่างระมัดระวังและไร้เสียง ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ใต้กองไม้กลับว่างเปล่า มีเพียงสิ่งของชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งวางนิ่งอยู่บนพื้นดิน
แหวนมิติของมู่หว่านหรง
มันถูกวางทิ้งไว้โดดเดี่ยว กลิ่นอายที่นางตามมาตลอดทางไม่ใช่ร่างของหลินเย่ผู้นั้น แต่เป็นแหวนวงนี้ที่ถูกนำมาวางเพื่อตลบหลังนางอีกชั้นวินาทีนั้น ร่างของสตรีชุดดำพลันสั่นสะท้าน บรรยากาศรอบกายดิ่งวูบลงสู่ความเงียบงัน เสียงนกที่เคยร้องดับหายไป ลมราตรีเย็นวาบกรรโชกเข้ามา พร้อมกับกลิ่นไหม้จางๆ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
มันไม่ใช่กลิ่นไหม้ของยันต์ใบเดียว นางหันหลังกลับไปมองที่ปากซอยทันควัน
ตรงนั้นเอง แววตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางมาจากเงามืด แววตาที่ทอประกายแสงสีขาวสลัวลึกลับ มันไม่ใช่แววตาของเหยื่อที่กำลังหนีตาย ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวนางเบิกตาโพลง ตะโกนสุดเสียงด้วยความโกรธแค้น
"หลินเย่!!!" เสียงนั้นกระแทกผนังตรอก สะท้อนกลับมาเป็นความว่างเปล่า
นั่นเป็นครั้งแรกในรอบสามวันที่หลินเย่ได้ยินเสียงของนาง ทว่าเด็กหนุ่มไม่เปิดโอกาสให้พูดพร่ำ ขอบฟ้าสีส้มจางลงเป็นสีชมพู และในจังหวะนั้นเอง แสงอักขระสีส้มระเบิดพรึ่บขึ้นมาตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งตรอก
ยันต์ระเบิดเพลิงนับสิบแผ่นที่อวิ๋นฟงลอบมาติดตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ถูกกระตุ้นให้ทำงานพร้อมกันทันที
แรงระเบิดกัมปนาทซ้อนทับกันนับร้อยครั้ง เปลี่ยนตรอกแคบให้กลายเป็นเตาหลอมเพลิงอัคคีในพริบตา แรงอัดอากาศฉีกกระชากลังไม้เก่าจนกลายเป็นเศษปลิวว่อน อลหม่านไปด้วยแสงไฟสีส้มฉานที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า สตรีชุดดำแม้จะมีอาคมคุ้มกันสีทองแผ่ออกมาปกป้องร่าง ทว่าแรงปะทะมหาศาลในระยะประชิดก็ยังกระแทกจนร่างของนางปลิวไปชนผนังอิฐ เสื้อคลุมสีดำขาดรุ่งริ่ง โลหิตซึมมุมปาก
ผู้คนในตลาดตกใจอกสั่นขวัญผวา วิ่งหนีตายกันกระเจิง ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจในความวุ่นวายที่โกลาหลนั้น ร่างของหลินเย่หมุนตัวกลืนหายเข้าไปในกลุ่มฝูงชนที่กำลังวิ่งหนีตายแตกตื่นอย่างแนบเนียน ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ ปรับเปลี่ยนท่าทีให้ดูเหมือนชาวบ้านขวัญเสียคนหนึ่ง เดินออกไปโดยไม่วิ่ง ไม่หันกลับไปมองผลงานเบื้องหลัง ทุกย่างก้าวเงียบเชียบและมั่นคง
เหนือขึ้นไปบนหอคอยสูงใจกลางเมืองฟางหรง ในห้องโถงใหญ่อันเงียบสงัด ห้วงมิติรอบด้านดูเหมือนถูกสะกดด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น ชายชราผมขาวสองท่านนั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีกระดานหมากล้อมโบราณคั่นกลาง
ตัวหมากสีดำและขาวที่ขับเคี่ยวกันอยู่บนกระดานนั้นซับซ้อนจนดูเหมือนแผนที่ของสิ่งที่ไม่มีชื่อ ชายชราฝั่งซ้ายตวัดนิ้วผอม คีบหมากดำกดลงบนกระดานตัวหมากในโถด้านข้างสั่นกราวเบาๆ พลัน ชายชราฝั่งซ้ายตวัดนิ้วอันผอมแห้ง คีบหมากสีดำขึ้นมาเม็ดหนึ่ง ก่อนจะกดกระแทกลงบนกระดานอย่างเด็ดเดี่ยว
แป๊ก!!
วินาทีเดียวกันนั้น เสียงระเบิดแผ่วเบาจากทิศตงเป่ยดังแว่วมาจนถึงหอคอย ชายชราฝั่งซ้ายชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
"สหายฮั่นอวี่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ"
ชายชราจากฝั่งขวาถาม น้ำเสียงนิ่งสงบแต่ทรงอำนาจฮั่นอวี่โค้งมือคารวะอย่างมีมารยาท รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปากของผู้ผ่านโลกมานาน
"คงเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเด็กๆ ขออภัยสหายชิงเทียนที่ขัดจังหวะการเดินหมาก โปรดอย่าได้ถือสาเลย"
ชิงเทียนพยักหน้าเบาๆ แต่นัยน์ตาที่เคยนิ่งสงบแปรเปลี่ยนไปในพริบตา แสงประกายวูบวาบแผ่ออกมาจากดวงตา แม้เสียงไม่ดัง แต่กลิ่นอายพลังปราณรอบตัวแปรปรวนขึ้นมาวูบหนึ่ง ไอเย็นแผ่ซ่านออกมา ตัวหมากในโถด้านข้างสั่นกราวเบาๆ
เพราะจุดที่เกิดระเบิดคือเขตอิทธิพลของตระกูลที่เขาดูแล
"เหม่ยหลิน"
เสียงเฉียบขาดของชิงเทียนดังก้องขึ้นในห้องโถงเบื้องหลังของปรมาจารย์ทั้งสอง ร่างของสตรีงดงามในชุดจอมยุทธ์ปรากฏกายขึ้นโดยไม่มีเสียงก่อนหน้า คุกเข่าโค้งคำนับรอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
"เจ้าลงไปตรวจสอบ"
"ศิษย์รับคำสั่ง"
ร่างของเหม่ยหลินเลือนหายวับไปพร้อมอากาศ ฮั่นอวี่คลี่ยิ้มบางๆ ผายมือเชื้อเชิญชายชราฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"สหายชิงเทียน เชิญท่าน ตาของท่านเดินแล้ว"
ชิงเทียนนั่งนิ่งอยู่สักครู่ สายตายังอยู่ที่กระดาน แต่ความคิดนั้นไม่ได้อยู่กับหมากระเบิดนั้นไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดา ไม่ใช่ยันต์เดี่ยวหรือสองใบ เสียงที่ดังมาถึงหอคอยนี้บอกว่ามีจำนวนมากและถูกวางไว้ล่วงหน้า มีสติปัญญาอยู่เบื้องหลัง
"ใครวางมันไว้" พูดออกมาเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
ฮั่นอวี่ไม่ตอบ เพียงยิ้มและรอ ชิงเทียนหยิบหมากสีขาวขึ้นมาหนึ่งเม็ด วางลงบนกระดานในจุดที่ตัดขวางหมากดำของฝ่ายตรงข้าม แล้วก็พูดออกมาเบาๆ
"มีศิษย์น่าสนใจเข้ามาในเขตของข้าหรือ"
ฮั่นอวี่เงยหน้าขึ้นมองกระดานสักครู่ รอยยิ้มยังอยู่ที่เดิม
"หรือจะเป็นว่าสหายชิงเทียนอยากได้ศิษย์เพิ่มอีกคน"
ชิงเทียนไม่ตอบ แต่สายตาที่จ้องอยู่กับกระดานนั้นนิ่งขึ้นกว่าเดิมทั้งสองยังคงนั่งอยู่หน้ากระดานหมากล้อมที่ยังไร้ผลแพ้ชนะ จมดิ่งสู่ความสงัดเงียบอันหนักอึ้ง ควันไฟจางๆ จากทิศตงเป่ยโชยเอื่อยเข้ามา ชายชราทั้งสองนั่งนิ่ง หมากบนกระดานยังไร้ผลแพ้ชนะ