บทที่ 64
สองสำนักในต้าเฉิน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทางด้านของเจียงเฟิงยังคงจำได้
เพราะว่าในครั้งนั้นผู้ฝึกตนที่พอมีฝีมือแล้วก็เข้าร่วมการต่อสู้มีเพียงแค่เก้าคนเท่านั้น
โดยเก้าคนพวกนั้นก็เป็นคนที่มาจากสำนักเทพเซียนภายในต้าเฉิน แล้วอีกหนึ่งฝ่ายก็คือองค์ชายของราชวงศ์
ทั้งสามฝ่ายล้วนแล้วเป็นอำนาจใหญ่ภายในราชวงศ์ต้าเฉิน
กลุ่มบุรุษหนุ่มที่มีร่างกายกำยำใหญ่โตพวกนั้นคือคนของสำนักนักรบโลหิต
อีกฝ่ายเป็นสำนักที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบู๊ของใต้หล้า
อย่างที่รู้กันดีว่าส่วนใหญ่แล้วในทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งอีกสามทวีปที่อยู่ภายใต้แดนเทพแผ่นดินกลางที่ตั้งอยู่นอกฟากฟ้า
ทั้งสี่ทวีปนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของสามลัทธิใหญ่ที่ร่วมกันตั้งกฎขึ้นมาและดูแลแดนเบื้องล่างแห่งนี้
แต่อันที่จริงแล้วลัทธิทั้งหมดมันก็ไม่ได้มีเพียงแค่สามลัทธิใหญ่เท่านั้น
เพียงแค่สามลัทธิใหญ่อย่าง ขงจื้อ เต๋า แล้วก็พุทธ ทั้งสามลัทธิเป็นสามลัทธิที่ถือได้ว่ามีกำลังและมีรากฐานยาวนานมากที่สุด
แน่นอนว่าสำนักน้อยใหญ่แล้วผมกำลังมากมายก็ยินดีให้สามลัทธิใหญ่ เป็นคนที่คอยดูแลและตั้งกฎเกณฑ์มากมายขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลของฟ้าดิน
โดยหนึ่งในลัทธิพวกนั้นที่เป็นลัทธิใหญ่นอกจากสามลัทธิใหญ่แล้ว มันก็มีลัทธิสายนักรบหรือการทหาร
โดยพวกเขาส่วนใหญ่จะถูกเรียกรวมกันว่าลัทธิฝ่ายบู๊ ลัทธินี้ควบคุมชะตาบู๊เอาไว้เกือบจะทั้งใต้หล้า เรียกได้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่มีเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธเท่านั้น
สำนักที่มีเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่พวกเขาจะอยู่ใต้การควบคุมของลัทธิบู๊
โดยที่สำนักนักรบโลหิตภายต้าเฉินเองก็เป็นอีกหนึ่งสำนักที่อยู่ภายใต้การควบคุมของลัทธิบู๊
ส่วนลัทธิบุ๋นแน่นอนว่าเป็นคำพูดเปรียบเปรยของลัทธิขงจื้อที่ควบคุมชะตาบุ๋นเอาไว้เกือบทั้งใต้ล่า
ลัทธิบู๊มีความแข็งแกร่งไม่ได้แพ้ไปกว่าสามลัทธิใหญ่
เพียงแต่ว่าเขาเองไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เกี่ยวกับการตั้งกฎของสามลัทธิใหญ่ขึ้นมาพวกเขาเองก็ยอมรับแล้วก็เข้าร่วมใช้กฎนั้นด้วยเช่นเดียวกัน
ที่จริงแล้วสำหรับลัทธิบู๊อันที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่คำเรียกขานของผู้คนเท่านั้น เพราะว่าถ้าเกิดว่าจะให้พูดตามความเป็นจริงลัทธิบู๊ไม่ได้มีกฎเกณฑ์หรือไม่ได้ไม่มีลำดับขั้นตอน ที่ละเอียดเหมือนกับสามลัทธิใหญ่
พวกเขาเป็นเหมือนกับการรวมตัวของผู้ฝึกยุทธ์มากมาย ที่ยืนอยู่บนยอดเขาของหลากหลายทวีปเท่านั้น
และก็เพราะเป็นเช่นนี้ มันถึงกลายเป็นสามลัทธิใหญ่ ถึงไม่ใช่เป็นสี่ลัทธิใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งกำลังรบรากฐานของลัทธิแน่นอนว่าพวกเขายังไม่สามารถเทียบเทียมกับ สามลัทธิใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ก่อตั้งฟ้าดินขึ้นมาได้
แต่ว่าในราชวงศ์ราชวงศ์นึงของมนุษย์ที่ก่อตั้งขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นภายในดินแดนไหนก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะมีสำนักหนึ่งสำนักบุ๋นและ หนึ่งสำนักบู๊ เพื่อช่วยส่งเสริมชะตาของราชวงศ์
อย่างเช่นราชวงศ์ต้าเฉินเองก็มี หนึ่งสำนักบุ๋นและหนึ่งสำนักบู๊ เช่นเดียวกันสำนักฝ่ายบู๊ย่อมเป็นสำนักนักรบโลหิตที่เขาเคยพบเจอที่สถานที่แห่งนั้น แล้วก็ยังเป็นสำนักที่เกาเฉินไปมีเรื่องด้วย
ส่วนสำนักฝ่ายบุ๋นแน่นอนว่า ย่อมเป็นกลุ่มบัณฑิตที่ตัวของเขาพบเจอภายในโรงน้ำชาแห่งนั้นเช่นเดียวกัน
รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นสำนักศึกษาที่ชื่อว่ากระดาษขาว แน่นอนว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักศึกษาต้องอยู่ภายใต้ลัทธิขงจื้ออย่างแน่นอน
นี่คือสองสำนักใหญ่ภายในราชวงศ์ต้าเฉิน
เป็นสองสำนักที่ก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อก่อน ทางด้านของเจียงเฟิงเองก็ได้ยินชื่อเสียงของพวกเขามานานแล้ว
เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางแห่งการฝึกตนสักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกสองสำนักใหญ่พวกนี้
แต่ในตอนนี้เมื่อเขากลับมาจากอีกโลกนึงความรู้และความเข้าใจของเขาก็เพิ่มมากขึ้น
ในตอนนี้จึงรู้ดีว่าสองสำนักใหญ่นี้ถือได้ว่าเป็นสำนักที่ไม่ธรรมดา
รู้สึกว่าเจ้าสำนักของทั้งสองสำนักจะเป็นผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตอยู่ในขอบเขตที่แปด
พวกเขาไม่ธรรมดาภายในราชวงศ์ต้าเฉินที่เมื่อก่อนเคยขึ้นชื่อว่าเป็นราชวงศ์ที่อ่อนแอและล้าหลังที่สุด
การที่มีผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณขอบเขตแปดเป็นเจ้าสำนัก มันเองก็สามารถไว้วางใจถึงความมั่นคงของสำนักทั้งสองได้แล้ว
แต่เขาเองก็ไม่คาดคิดเช่นเดียวกันว่าเกาเฉิน จะกล้าถึงขนาดที่สังหารผู้สืบทอดของหนึ่งในสำนักใหญ่ภายในต้าเฉิน
หลังจากที่สังหารไปแล้วด้วยความสามารถของเกาเฉินผู้นี้ เจียงเฟิงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะมีความสามารถพอในการหนีลงใต้
ถ้าเกิดว่าหนีลงไปทางใต้แล้วออกไปจากราชวงศ์ต้าเฉินแล้วก็คงจะไม่มีเรื่องราวเกิด
อีกฝ่ายก็คงจะไม่สามารถไล่ตามไปได้ แม้ว่าสำนักนักรบโลหิตจะมีอิทธิพลมากภายในราชวงศ์แห่งนี้
แต่ว่าการยื่นมือออกไปนอกราชวงศ์มันเองก็เหมือนกับการนำตัวของตนเองเข้าไปภายในอาณาเขตของคนอื่น
ภายในราชวงศ์อื่นก็มีสำนักเทพเซียนอื่นๆประจำการอยู่ เพราะแบบนั้นพวกสำนักนักรบโลหิตไม่มีทางที่จะทำอะไรได้มากภายในอาณาเขตของราชวงศ์อื่นอย่างแน่นอน
เกาเฉินไม่ได้หนีแสดงว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าต้องการจะยั่วโมโหสำนักนักรบโลหิตอย่างแน่นอน เจียงเฟิงในตอนนี้ได้รู้เรื่องทุกอย่างที่ตนเองอยากรู้แล้ว
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแน่นอนว่าน้ำขุ่นบ่อนี้เขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
เขามีเรื่องที่จำเป็นแล้วต้องจัดการเอง แล้วอีกอย่างนึงท่าทางของเกาเฉินในตอนนี้ก็ดูไม่เหมือนคนที่กดดันเลยแม้แต่น้อย
อีกฝ่ายยังแสดงท่าทางสบายๆ นั่นแสดงว่าสถานการณ์ในตอนนี้ของอีกฝ่ายยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมได้
ไม่มีเรื่องอะไรที่จำเป็นจะต้องกังวล อีกอย่างนึงคือทั้งสองฝ่ายไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
ในตอนนี้เมื่อได้รู้แล้วเขาเองก็กำลังจะจากไปแล้ว
เจียงเฟิงลุกขึ้นจากโต๊ะน้ำชาหันหลังแล้วก็เดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
แน่นอนว่าเกาเฉินที่นั่งอยู่เองก็ไม่ได้ห้ามเช่นเดียวกัน
หลังจากที่เจียงเฟิงจากไปไกลแล้ว
เกาเฉินที่นั่งอยู่ก็มองน้ำชาภายในถ้วยที่อยู่ในมือ เขามองผิวของน้ำชาภายในถ้วยที่สงบนิ่ง ผ่านไปสักพักหนึ่งก็กินน้ำชาในถ้วยจนหมดก่อนวางเงินเอาไว้แล้วก็เดินจากไป
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าเกาเฉินจะเดินทางไปที่ไหน ในวันนั้นหลังจากที่ออกจากโรงน้ำชาแล้วเขาเดินทางออกจากเมืองในทันที
หลังจากที่ออกกมาจากเมืองหลวงได้สักพัก
บริเวณชายป่าที่เกาเฉินกำลังเดินอยู่นักฆ่าหลายสิบคนปรากฏกายขึ้นรอบร่างกายของเขา
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติมันเป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในช่วงเวลาตอนนี้
พวกนักฆ่าพวกนี้สะกดรอยตามเขาทุกก้าว อาจจะเป็นเพราะว่าการสังหารในช่วงที่ผ่านมาทำให้พวกมันเสียพรรคพวกของตนเองไปมาก
เพราะแบบนั้นในช่วงหลายวันมานี้พวกมันจึงเพิ่มจำนวนขึ้นหลายเท่าเหมือนกับไปขอกำลังเสริมมา
แต่ว่าเกาเฉินเองก็ไม่ได้ตื่นตระหนกหรือว่าหวาดกลัวเกี่ยวกับจำนวนของพวกมันเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง “มีแต่พวกรนหาที่ตาย”
หลังจากพูดจบเกาเฉินพุ่งไปด้านหน้าหมัดของเขาทะลวงร่างของหนึ่งในนักฆ่าจนแหลก
แม้แต่ผู้ฝึกปราณขอบเขตหกที่พุ่งมาจากทางด้านหลัง
ทันทีทีเกาเฉินหันหลังไปแล้วก็ออกหมัดร่างกายของอีกฝ่ายก็โดนซัดจนทะลุ
แน่นอนว่าผู้ฝึกปราณขอบเขตหกคนนั้นลงมือได้อย่างรวดเร็วแล้วแต่อีกฝ่ายก็โดนสังหารตายในทันที
มีเลือดสีแดงกระเซ็นมาโดนใบหน้าของเกาเฉิน เกาเฉินกวาดมองไปรอบๆในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าแววตาของพวกนักฆ่านั้นกำลังสั่นกลัว
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าคนนึงสามารถต่อยผู้ฝึกปราณขอบเขตหก ให้ตายได้ด้วยหมัดเดียว พลังนี้มันคืออะไรกันแน่ ในใจของพวกนักฆ่านั้นมีคำถามปรากฏขึ้นมากมาย
โดยที่คนพวกนี้ไม่รู้เลยว่าพรสวรรค์ของเกาเฉินนั้นสูงส่งขนาดไหน
ที่่จริงแล้วเมื่อเทียบกับตัวตนของผู้ที่มีจิตหยินหยางคนนั้นในอดีตที่ขอบเขตสิบสอง สามารถเอาชนะขอบเขตสิบสี่ได้
เกาเฉินในตอนนี้พรสวรรค์ของเขาที่ปรากฏออกมาให้เห็น มีแต่ว่านับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีแต่จะมากกว่าคนผู้นั้นในอดีต
ในวันหนึ่งถ้าเกิดว่าเขาไปถึงขอบเขตสิบสอง ไม่ทราบว่าจะสามารถต่อยให้ขอบเขตสิบสี่ตายด้วยหมัดเดียวได้หรือไม่