"เชิญท่านทั้งสองเข้ามาดื่มน้ำชาในจวนก่อนเถิด!"
หงเต๋อฝู่กล่าวพลางเชิญพี่น้องซูอี้หว่านเข้าเรือน
ในทีแรกซูอี้หว่านและซูอี้โจวไม่ได้มีเจตนาที่จะทำเช่นนี้อีกทั้งพวกเขาก็มิได้สนิทชิดเชื้อกับหงเต๋อฝู่เท่าไรนัก
แต่ในเมื่อวันนี้ท่านหลงได้เห็นพวกเขามาส่งหงเวยกลับจวนก็คงจะมองพวกเขาเป็นศัตรูในสายตาไปเสียแล้ว เพราะพวกเขาขัดขวางเรื่องดีๆของเขาแท้ๆ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นสู้มีความสัมพันธ์อันดีกับหงเต๋อฝู่ ทั้งยังเป็นการเตือนเขาให้ระวังคนพาลไปในตัว
ยิ่งไปกว่านั้นในภายภาคหน้าอาจมีธุรกิจติดต่อกันบ้าง ซูอี้โจวคิดเช่นนั้น ก็ตอบตกลงไป
ซูอี้หว่านไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้นางค่อนข้างอยากรู้ว่าคหบดีอย่างตระกูลหง จะมีสภาพบ้านเรือนเป็นอย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นพี่น้องทั้งสองก็ติดตามหงเต๋อฝู่เข้าไปในจวนตระกูลหง
หงเต๋อฝู่สั่งให้คนเตรียมชาอย่างดีเป็นพิเศษมิหนำซ้ำ ยังให้พ่อครัวรังสรรค์ขนมหวานล้ำเลิศมาเคียงคู่
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้วหงเต๋อฝู่จึงเริ่มถามถึงเรื่องราว
"ลูกข้า เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่?"
"ท่านพ่อ หากคราวนี้ไม่ได้คุณหนูซูกับคุณชายซูข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว"
หงเวยไม่เคยปิดบังอะไรต่อหน้าบิดาของตนนางเล่าเรื่องที่ตนได้รับจดหมายจากสหายไปพบที่โรงน้ำชาแต่กลับถูกอันธพาลพาตัวไปอย่างละเอียด
"เรื่องนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไร?"
หงเต๋อฝู่ฟังลูกสาวเล่าจบก็ไม่ได้รีบร้อนแสดงความคิดเห็น แต่กลับหันไปมองซูอี้โจวอยากจะฟังความคิดเห็นของเขา
ซูอี้โจวก็ประหลาดใจเล็กน้อยไม่คิดว่าหงเต๋อฝู่จะขอความคิดเห็นของตน เขาจึงอึ้งไปเล็กน้อย
"ข้าอยากทราบว่าท่านหลงมาหาท่านอาหงด้วยเรื่องอะไร? แล้วมาตั้งแต่เมื่อใดหรือ?"
ซูอี้โจวไม่ได้แสดงความคิดเห็นโดยตรงแต่กลับถามหงเต๋อฝู่เกี่ยวกับเรื่องของท่านหลงเขาอยากรู้ว่าท่านหลงมาถึงจวนตระกูลหงเมื่อใดความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับหงเต๋อฝู่เป็นอย่างไร
เมื่อรู้เรื่องเหล่านี้แล้วเขาจึงจะชั่งใจว่าจะพูดความคิดของตนออกไปดีหรือไม่
"เรื่องนี้... จริงๆ แล้วข้าไม่ได้สนิทสนมกับเขาเป็นเพราะเขาบอกว่ามีธุรกิจอยากจะทำกับข้า ข้าจึงให้เขาเข้ามาในจวน"
หงเต๋อฝู่กล่าวจบก็เล่าถึงภูมิหลังของท่านหลงคร่าวๆ
"ความจริงแล้วคนที่เก่งกาจจริงๆ คืออาของท่านหลงผู้นี้ ถึงจะเรียกว่าอาแต่ก็อายุห่างกันไม่กี่ปี ท่านหลงผู้นี้เป็นเจ้าของหอสุราประตูมังกรภายใต้ชื่อยังมีทรัพย์สินอื่นๆ อีกมากมายกล่าวได้ว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงก็ไม่ผิด"
หงเต๋อฝู่กล่าวถึงเรื่องนี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
"ว่าไปแล้ว สองตระกูลเราไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันมาแต่ไหนแต่ไรแถมยังมีเรื่องบาดหมางกันด้วยซ้ำ"
"เป็นอย่างไรหรือ?"
ซูอี้โจวได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นแสดงว่าเริ่มสนใจเรื่องนี้แล้ว
เขาพลันบังเกิดความใคร่รู้ในเบื้องหลังของท่านหลงผู้นี้อย่างยิ่งหวนนึกถึงคราก่อนที่ซูไท่ไท่เกือบขายน้องสาวให้กับคนผู้นี้มิหนำซ้ำคนผู้นี้ยังคิดจะผลักซูอี้หว่านลงสู่โลกีย์วิสัยในหอคณิกา
ก่อนหน้านี้เขาไม่มีโอกาสได้แก้แค้นตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว เขาจะไม่พลาดอย่างแน่นอน
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ในเมื่อเขาจะจัดการคนผู้นี้แน่นอนว่าจะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดของเขาให้กระจ่าง
เช่นญาติผู้ใหญ่ที่หนุนหลังท่านหลง เรื่องพวกนี้ต้องสืบให้กระจ่างก่อน
"จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เป็นเพราะหอสุราของพวกเราเดิมทีเถ้าแก่หลงผู้นั้นสนใจที่ดินแปลงนี้ ต้องการจะซื้อจากข้าไปแต่ข้าได้ปฏิเสธไปแล้ว"
ก็เพราะเหตุนี้ทำให้ช่วงหนึ่งท่านหลงจงใจเล่นงานโรงสุรา ธุรกิจของหงเต๋อฝู่ก็แย่ลงไปไม่น้อย
เพียงแต่ตระกูลของพวกเขาหยั่งรากลึกอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงมาหลายชั่วอายุคนแล้วแถมท่านเจ้าเมืองฉินยังเป็นคนเที่ยงธรรม ไม่ยอมให้มีเรื่องข่มเหงรังแกกันเกิดขึ้นดังนั้นท่านหลงถึงจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย แต่ก็ไม่ได้ที่ดินผืนนั้นไป
"แต่ถึงอย่างนั้น อีกฝ่ายก็คงจะเกลียดข้าไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ทำเรื่องมากมายอยากจะขัดขาข้าโชคดีที่ลูกน้องและผู้ดูแลในโรงสุราของพวกเราเป็นคนเก่าคนแก่"
หงเต๋อฝู่กล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ซูอี้โจวก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เถ้าแก่หลงผู้นี้ก็หาคนอยากจะซื้อใจลูกน้องและผู้ดูแลของโรงสุราแต่ก็ไม่สำเร็จ
เพราะเจ้าของเดิมปฏิบัติต่อพวกเขาดีอีกทั้งพวกเขาก็รู้ดีว่าหอสุราประตูมังกรเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะละทิ้งเจ้านายที่ให้ค่าตอบแทนดีและมีคุณธรรม ไปสวามิภักดิ์กับคนอื่นได้อย่างไร
นับแต่นั้นมาความสัมพันธ์ของทั้งสองหอสุราก็เริ่มไม่ราบรื่นเพียงแต่ยังไม่แสดงความขัดแย้งออกมาอย่างโจ่งแจ้งแต่เบื้องหลังกลับไม่ติดต่อกันอีกเลย
"วันนี้คุณชายหลงผู้นี้มาถึงประตูบ้าน ข้าก็รู้สึกว่าเรื่องราวมีเงื่อนงำแต่ก็ไม่อาจไล่คนออกไปได้โดยตรง จึงให้เขาเข้ามาในบ้านอยากจะฟังว่าเขาจะพูดเรื่องธุรกิจอะไร"
ความสัมพันธ์ของตระกูลหงในเมืองอวิ๋นเฉิงก็ซับซ้อนหากตระกูลหงเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ตระกูลอื่นๆ ก็คงจะไม่นิ่งดูดาย ยิ่งไปกว่านั้นหงเต๋อฝู่ไม่ได้มีทรัพย์สินแค่ในเมืองอวิ๋นเฉิง ในหลายๆเมืองของแคว้นเยว่ก็ยังมีธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ บ้าง
คงไม่ผิดนักหากจะเปรียบเขาดั่งกระต่ายที่ขุดหลุมเตรียมทางหนีเอาไว้มากมาย
"แต่ใครเลยจะคาดคิด คุณชายหลงมาถึง ยังมิได้สนทนาเรื่องการค้ากลับกลายเป็นว่าบ่าวไพร่ด้านนอกมาแจ้งข่าวร้ายว่า เกิดเรื่องขึ้นกับลูกสาวของข้า"
หงเต๋อฝู่กล่าวโดยสรุปถึงความสัมพันธ์ของตระกูลหงและตระกูลหลงจากนั้นจึงหันไปมองซูอี้โจวอยากจะดูว่าคนหนุ่มที่ตนมองว่าดีคนนี้มีความคิดเห็นอย่างไร
"เช่นนั้น หากข้าบอกว่าเรื่องนี้อาจเป็นแผนการที่ท่านหลงวางไว้แต่แรกท่านอาหงจะเชื่อหรือไม่?"
ซูอี้โจวไม่รู้ว่าหงเต๋อฝู่มองเขาอย่างไรแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
เขาแค่รู้สึกว่าตนเองควรจะช่วยอีกฝ่ายเพราะเช่นนั้นแล้วการที่เขาจะจัดการกับท่านหลงในภายหลังก็จะง่ายขึ้น
ความผิดที่คนผู้นั้นเคยก่อไว้กับน้องสาวของเขาความเสียหายที่เคยก่อไว้กับตระกูลของเจ้าของร่างเดิมเขาไม่มีทางนิ่งดูดายอย่างแน่นอน!
"เรื่องนี้..."
หงเต๋อฝู่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆรู้สึกว่าคำพูดของซูอี้โจวนำมาซึ่งความตกตะลึงไม่น้อย
"ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
หงเต๋อฝู่ไม่เข้าใจจริงๆว่าเหตุใดเถ้าแก่หลงถึงต้องวางแผนการเช่นนี้ทำไมถึงต้องมุ่งเป้าหมายไปที่บุตรสาวของตน?
"หากข้าไม่ได้คาดเดาผิดพลาดเขาอาจจะอยากเล่นบทวีรบุรุษขี่ม้าขาวช่วยชีวิตคนงามกระมัง"
ซูอี้โจวนึกถึงสีหน้าโกรธเคืองก่อนหน้านี้ของท่านหลงก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยออกมา
ในสายตาของเขาเรื่องเช่นนี้ช่างโง่เขลาสิ้นดี "คนผู้นั้นมาปรากฏตัวต่อหน้าท่านอาหงก่อนทำให้ท่านประทับใจ จากนั้นก็ส่งคนไปปล่อยข่าวว่าคุณหนูหงถูกรังแกข้างนอกเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป ทำให้เรื่องราวใหญ่โตขึ้น แล้วก็คิดจะไป ‘ช่วย’ คนอย่างเอิกเกริกช่วยคุณหนูหงให้พ้นจากอันตราย"
"ก็เหมือนกับที่เขียนไว้ในนิยายทั่วๆ ไป นักรบช่วยคนงาม คนงามมอบใจให้แถมคนงามยังเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูล ทรัพย์สมบัติมากมาย..."
ซูอี้โจวกล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่ได้กล่าวต่อไปแต่สีหน้าของหงเต๋อฝู่กลับซีดเผือดไปแล้ว
เขาไม่ใช่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์แอบแฝงแต่การถูกผู้อื่นวางแผนเช่นนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกโกรธ
"ไอ้คนสารเลว!"