เจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร

    ตอนที่ 26 เทพยุทธเสิ่นเฟิง !



    เหลียนจูนั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะกลม นางเอ่ยเล่าเรื่องในอดีต
    “เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นข้าอายุได้สิบเจ็ดปีอาศัยอยู่ที่เมืองฉู่โจวห่างจากที่นี่ไปห้าร้อยหลี่* พ่อของข้านามเหลียนถงฉายาลูกดอกทองพิชิตมารจัดงานวันเกิดให้ ส่งเทียบเชิญญาติและสหายจากแดนไกล”
    “ตอนนั้นข้าเพียงแค่คุณหนูไม่รู้เรื่องราว เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ที่จริงพ่อข้าเชิญแขกเหรื่อมากมาย เป้าหมายมิใช่ให้คนมาร่วมงานวันเกิด แต่จะคัดเลือกคู่ครองให้ข้า”
    “ในงานเลี้ยงวันเกิด มีผู้ร่วมงานนับร้อย มีทั้งชาวยุทธผู้กล้า บุตรขุนนางลูกหลานเศรษฐีนับร้อย ยามที่ข้าต้องออกไปคารวะแขกเหรื่อผู้มาร่วมอวยพรรู้สึกเขินอายอย่างยิ่ง”
    “ในระหว่างที่งานเลี้ยงดำเนินไป พ่อข้าพลันประกาศว่าต้องการหาคู่ครองให้ข้า หากมีผู้ใดสนใจให้เชิญแม่สื่อมาสู่ขอ พ่อข้าจะพิจารณาคัดเลือกบุตรเขยด้วยตนเอง”
    “แขกที่มาร่วมงานต่างส่งเสียงฮือฮา คุณชายสกุลใหญ่หลายคนต่างประกาศว่าจะส่งแม่สื่อมา ข้าทนความเขินอายไม่ไหวจึงขอตัวกลับเข้าห้องไป”
    “มิคาดระหว่างนั้นพลันมีเสียงหัวเราะฮา ฮา เสียงหัวเราะดังสะท้านแก้วหูทุกผู้คนในงาน ข้าจึงหยุดเดินมองไปที่ต้นเสียงหัวเราะนั้น”
    “เห็นคนผู้หนึ่งผมแดง ไว้หนวดเคราแดง อายุราวสี่สิบกว่าปี คาดว่ามิใช่ชาวจงหยวน (ภาคกลาง) หากแต่เป็นชาวซีอี้ (สุดชายแดนตะวันตก) ชายผมแดงสวมชุดหนังขนสิงโตสีอันมีค่า ท่าทางน่าเกรงขาม”
    “คนผมแดงกล่าวว่าเหลียนถง บุตรีเจ้างดงามอย่างยิ่ง ยกให้ข้าเถอะ พ่อข้าแย้มยิ้มถามชื่อแซ่คนชุดแดงไป คนชุดแดงประกาศว่ามันเรียกตัวเองว่าเทพยุทธเสิ่นเฟิง”
    “ตอนนั้นข้ายังรู้เรื่องราวในยุทธจักรน้อยนิดยิ่ง เทพยุทธเสิ่นเฟิงคือใคร ข้าหารู้จักไม่ แต่ชาวยุทธพอได้ยินชื่อของเสิ่นเฟิงก็หน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล คนที่มีสีหน้าเรียบเฉยส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าคุณชายบุตรหลานเศรษฐีที่ไม่รู้เรื่องในยุทธจักร รวมทั้งข้าเอง”
    “พ่อข้ารีบประสานมือคารวะกล่าวว่านับถือมานาน เสิ่นเฟิงพลันประกาศว่า มันจะสู่ขอข้า เสียดายที่มันอาศัยอยู่ที่ซีอี้ (ชายแดนตะวันตก) ห่างไกลนับหมื่นหลี่* ไม่อาจมาเยือนที่นี่ได้บ่อยนัก มันจึงจะขอนำตัวข้าไปทันที จากนั้นค่อยส่งค่าสินสอดมาให้ภายหลัง!”

    “ทั้งพ่อและข้าใจหายวาบ เสิ่นเฟิงผู้นี้ก้าวร้าวอย่างยิ่ง กล่าววาจาไร้มารยาททำลายกฎธรรมเนียม ได้ยินเสิ่นเฟิงกล่าวอีกว่า ที่จริงมันเห็นงานเลี้ยงคึกคักจึงคิดเข้ามากินเปล่าสักมื้อหนึ่ง มิคาดกลับถูกตาต้องใจข้า มันเองก็มีอายุกว่าสี่สิบปีแล้วยังหาภรรยาไม่ได้”
    “พ่อข้าไม่พอใจที่เสิ่นเฟิงกล่าววาจาเช่นนี้ จึงเชิญให้เสิ่นเฟิงออกไปจากบ้าน แต่เสิ่นเฟิงหัวร่อขึ้น กล่าวว่าถ้ามันไม่ออกผู้ใดจะทำอะไรมันได้”
    “เหล่าคุณชายทั้งหลาย ต่างก็วิ่งไปหาเสิ่นเฟิง ชี้นิ้วด่าทอ มีคุณชายคนหนึ่งยื่นมือไปจับไหล่มัน มิคาด เพียงแค่สัมผัสถูกไหล่มันเล็กน้อย คุณชายคนนั้นก็กระเด็นกระแทกพื้นทันที”
    “ข้าเคยฝึกวิทยายุทธมาบ้าง จึงดูออกว่าเสิ่นเฟิงกำลังภายในร้ายกาจยิ่ง เหล่าคุณชายเห็นเช่นนั้นก็ต่างกรูเข้ากลุ้มรุมเสิ่นเฟิง เพียงแค่เสิ่นเฟิงหัวร่อเสียงดัง พลังลมปราณเสิ่นเฟิงก็กระแทกแก้วหูคุณชายเหล่านั้นจนเจ็บปวด ทั้งหมดต้องยกมืออุดหูตนคุกเข่าทันที”
    “พ่อข้ารีบสั่งให้ข้าหนีออกไปทางหลังบ้าน เสิ่นเฟิ่งผู้นั้นกล่าวว่าในชีวิตมันหากต้องการสิ่งใดมันไม่เคยไม่ได้มาก่อน มันพุ่งกายปราดเดียวก็เข้ามาหาข้า คว้าจับตัวข้าไว้ พ่อข้ารีบกระแทกฝ่ามือออกจู่โจมใส่มัน แต่มันเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ก็กระแทกพ่อข้าจนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงบ้าน”
    เหลียนจูเล่าถึงตอนนี้ก็มีสีหน้ารัดทนท้อแท้ น้ำตานางแทบหลั่งไหลออกมา เจียงเยี่ยนรู้สึกลำบากใจยิ่ง เหลียนจูข่มความเศร้าเล่าเรื่องต่อไป
    “ตอนนั้นเหล่าชาวยุทธที่มาร่วมงานต่างมีโทสะลุกขึ้นจากเก้าอี้ กรูเข้ามาหาเสิ่นเฟิงเป็นจุดเดียว แต่เสิ่นเฟิงพลันคว้าจับข้อมือข้าอย่างรวดเร็ว จนข้ารู้สึกเจ็บปวดราวถูกคีมเหล็กหนีบไว้ เสิ่นเฟิงพลันตวาดก้อง มันต่อยหมัดออกหนึ่ง ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังขนาดใหญ่ ทำเอาเหล่าชาวยุทธปลิวกระเด็นไปคนละทิศละทาง หลายคนถึงกับกระอักโลหิตออกมา!”
    “เสิ่นเฟิงผู้นี้สมฉายาเทพยุทธ มันสะกิดเท้าเบาๆ คราหนึ่งก็ทะยานกายพร้อมลากข้าออกจากบ้านข้าไป เหล่าชาวยุทธจักรล้วนจัดกำลังไล่ล่ามัน แต่ไม่มีผู้ใดตามหามันพบ”
    “เสิ่นเฟิงหลบเลี่ยงจากไล่ล่าของชาวยุทธจักร มันพยายามเดินทางในป่า กลางวันพักผ่อน กลางคืนเดินทาง ชาวยุทธจักรไล่ล่ามันอยู่หลายวันสุดท้ายก็มิอาจตามมันทัน”
    “ระหว่างทางข้าพยายามหาทางหลบหนีหลายครั้ง อ้อนวอนให้มันปล่อยข้าหลายครา แต่เสิ่นเฟิงเฝ้าดูข้าอย่างเข้มงวด หากมันไปหาอาหาร มันจะจี้สกัดจุดข้าไว้มิให้ขยับกายได้ ยังดีที่ระหว่างเดินทางมันไม่เคยล่วงเกินข้าแม้แต่น้อย ซ้ำยังพูดจาขอโทษข้าเป็นการใหญ่ แต่ข้าไม่คิดจะให้อภัยมัน”
    “เมื่อมาถึงเมืองอู่โจวแห่งนี้ เสิ่นเฟิงพาข้าเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อหาที่พัก ระหว่างรับประทานอาหาร ข้าได้แต่ร่ำไห้หลั่งน้ำตาออกมา เสิ่นเฟิงเฝ้าปลอบประโลมข้า มันบอกว่าชมชอบข้าจริงๆ หากได้เป็นภรรยาจะดูแลอย่างดี ข้าได้แต่อ้อนวอนให้มันปลดปล่อยข้า หาคนมาสู่ขอข้าอย่างเป็นทางการ แต่มันก็หาได้รับฟัง”
    “ระหว่างทานอาหาร เสี่ยวเอ้อร์ (บริกร) ผู้หนึ่งในโรงเตี๊ยมจัดเตรียมสุรามาให้ เสิ่นเฟิงชมชอบดื่มสุรายิ่ง มันดื่มจนขวดจนเมามายขึ้นมา สายตามันหยาดเยิ้มมองข้าด้วยความความคิดบัดสี”
    “ระหว่างนั้นมันเริ่มทนไม่ไหว จับมือจับแขนข้าต่อหน้าผู้คน ข้าเริ่มร่ำร้องออกมามันจี้สกัดจุดใบ้ข้าไว้ มันหาได้สนใจคนรอบข้างที่จ้องดูมันไม่ ตอนนั้นข้าตัดสินใจว่าหากมีโอกาส จะต้องฆ่าตัวตายหนีความอับอายแน่นอน”
    “นึกไม่ถึง ระหว่างที่มันกำลังเมามายจนหน้าแดงจัด มันร่างสั่นสะท้านขึ้นมา มันรีบใช้สองมือกุมคอสีหน้าเจ็บปวด ทันใดนั้นก็เห็นแสงสีขาววูบพุ่งใส่ด้านหลังมัน”
    “เสิ่นเฟิงรู้สึกตัวรวดเร็วยิ่ง มันรีบลุกจากเก้าอี้กระโดดหลบแสงสีขาวนั้นไป เห็นเสี่ยวเออร์โรงเตี้ยมผู้นั้นยืนจ้องเสิ่นเฟิงอย่างเย็นชา”
    “เสิ่นเฟิงถามว่า เจ้าเป็นใคร? เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นไม่ตอบ ข้าเห็นใบหน้าเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นหล่อเหล่าอย่างยิ่ง ไม่อาจคำนวณอายุได้ เสิ่นเฟิงตวาดถามเหตุใดเจ้าวางยาพิษข้า? เสี่ยวเอ้อร์กล่าวว่า คนต่ำช้าอย่างเสิ่นเฟิงไม่มีค่าคู่ควรเจรจา”
    “เสิ่นเฟิงมีโทสะยิ่ง มันพุ่งหมัดออกจนเกิดเป็นพลังพุ่งตรงใส่เสี่ยวเอ้อร์ แต่เสี่ยวเอ้อร์พลันกางกงเล็บออก บีบใส่พลังลมปราณนั้นจนแหลกสลาย เสิ่นเฟิงตวาดก้องโถมกายดุจพญาราชสีห์ตะปบเหยื่อเข้าหาเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเออร์มือซ้ายจี้นิ้วชี้ มือขวาใช้นิ้วชี้ประกบนิ้วกลางจี้ออก”
    เจียงเยี่ยนได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจทันที เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ต้องเป็นไป๋เหวินโจวแน่! วิชาที่ไป๋เหวินโจวใช้คือดรรชนีกระบี่เทพสวรรรค์และดาบภูตโลกันตร์
    เหลียนจูเล่าต่อ “พลังดรรชนีดาบและกระบี่ของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นผสานกันอย่างร้ายกาจเข้าโจมตีเสิ่นเฟิงด้วยแสงสีขาวเจิดจ้า เสิ่นเฟิงรีบต่อยสองหมัดออกกระแทกใส่พลังนั้น ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ทำเอาข้าวของในโรงเตี้ยมกระจุยกระจาย เสิ่นเฟิงกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ มันตวาดว่าหากไม่วางยาพิษมัน เสี่ยวเอ้อร์สู้มันไม่ได้แน่ จากนั้นมันวิ่งหนีไป”
    “เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ไม่สนใจเสิ่นเฟิง เขาเดินมาคลายจุดให้ข้า ไต่ถามอาการข้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าบอกว่าไม่เป็นไร แต่ข้าอยากกลับบ้าน เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นจึงอาสาพาข้ากลับเมืองฉู่โจว”
    “เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นคือปราชญ์มารบริสุทธิ์ใช่หรือไม่?” เจียงเยี่ยนรีบถาม
    เหลียนจูพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกต้อง”
    เจียงเยี่ยนเห็นอาจารย์ตนประกอบวีรกรรมถือธ้มมะช่วยเหลือผู้อื่นก็อดภาคภูมิใจแทนมิได้ แต่มันกลับรู้สึกระแวงอาจารย์ตนเองทำให้ลูกสึกผิดยิ่งนัก
    อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว เจียงเยี่ยนลอบคร่ำครวญในใจ
    “คุณชายท่านเป็นอะไรหรือไม่?” เหลียนจูถาม
    เจียงเยี่ยนรีบกล่าว “ไม่เป็นไร ท่านเล่าต่อเถอะ”
    เหลียนจูจึงเล่าเรื่องต่อไป..

    จบตอนที่ 26 การเล่าเรื่องของเหลียนจูค่อนข้างยาว ไรต์จึงตัดแบ่งออกเป็นสองตอนนะครับ ปราชญ์มารบริสุทธิ์พัวพันเรื่องนี้แค่ไหนยังไงตามต่อได้เลย*1 หลี่ 500 เมตร

    คล้ายกับเรื่องเจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร ที่คุณอ่าน