บทที่ 13
ปริศนาที่ไม่รู้
การพบท่านปู่ในห้วงจิตชั่วขณะของจิ่วเหรินนั้น ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง ท่านปู่ไม่ยอมเล่าสิ่งใดให้จิ่วเหรินรับรู้ ดูท่านเศร้าหมองยามเมื่อพูดถึงเื่วิหคสีชาด
จิ่วเหรินเริ่มรู้สึกตัวและค่อยลืมตาขึ้นทีละน้อย นางยังนอนอยู่บนพื้นถ้ำที่เย็นเฉียบ โดยมีสหายทั้งสามนั่งล้อมรอบจดจ้องมองอยู่ เมื่อเห็นจิ่วเหรินฟื้นคืนสติก็ส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ
“จิ่วเหริน!!!”
“พี่จิ่ว ท่านฟื้นแล้ว!” ไป๋หลี่กับซูลี่พยุงจิ่วเหรินคนละข้างให้นางลุกขึ้นนั่ง
จิ่วเหรินสับสนมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้นางสนทนาอยู่กับเทพผู้รู้ เขาเผยตัวตนของนางจนหมดสิ้น ทว่าหลังจากนั้นนางก็หมดสติและได้พบกับท่านปู่ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ได้พบกับสหาย
“ท่านเทพล่ะไป๋หลี่? ท่านเทพอยู่ที่ใดกัน ข้ายังสนทนากับเขาไม่รู้เื่”
ไป๋หลี่ส่ายหน้าของตนเอง นางพบสหายนอนสลบอยู่ที่ตรงนี้เพียงผู้เดียว ไม่พบเจอท่านเทพหรือผู้ใดเลยสักคน
จิ่วเหรินลุกขึ้นยืนและเดินวนไปมาเพื่อตามหาท่านเทพ นางเอ่ยเรียกเขาก็มีแต่เสียงสะท้อนดังก้องกลับมา สีหน้าปลงตกแสดงถึงความหมดหวัง ขาอ่อนแรงทรุดนั่งลงกับพื้นอีกรอบ
“บอกข้ามาจิ่วเหริน ว่าเ้าพบเจอท่านเทพจริงอย่างที่ท่านอาจารย์ของข้าพูด”
“อืม”
“ได้ความว่าอย่างไร? แต่เดี๋ยวนะ!” ไป๋หลี่จับไหล่เพื่อนพลิกซ้ายขวา มองเห็นความผิดปกติที่ดูน่าพอใจไม่น้อย
“มีอะไร?”
“ผนึกพลังเทพของเ้ากลับมาสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ข้าััพลังเทพของเ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“หะ..หา..”
“ข้าขอเดาว่าท่านเทพคงช่วยปิดผนึกนั้นให้กับเ้า”
ไป๋หลี่ยกยิ้มอย่างโล่งอก แต่สีหน้าของจิ่วเหรินนั้นเหมือนคนจะร้องไห้ การปิดผนึกพลังเทพของวิหคสีชาดจำต้องสละพลังชีวิต หรือว่าท่านเทพผู้รู้จะสละมันเพื่อนางอีกแล้ว หากนางไม่เหลือคนที่ล่วงรู้เคล็ดวิชาโลหิตวิหคสีชาด เช่นนั้นชีวิตสรรพสัตว์คงถึงคราววินาศเพราะนาง
จิ่วเหรินและสหายทั้งสามกลับออกมาด้านนอก ม่านน้ำตกไหลคืนกลับดังเดิม ใกล้รุ่งอรุณมาเยือนในอีกไม่ช้านี้ ไป๋หลี่อยากให้จิ่วเหรินรีบกลับไป
“อีกสามวันข้าจะไปหาเ้าที่นั่น ฉะนั้นอย่ารีบร้อนกระทำสิ่งใดแต่เพียงลำพัง”
“ข้าได้พบเจอท่านปู่”
“หา!”
“ท่านปู่บอกว่าข้าอาจต้องเจอชะตากรรมเดียวกับท่านพ่อ สิ่งที่ข้าทำนั้นท่านพ่อก็เคยทำมาก่อน”
ไป๋หลี่มองสีหน้าเศร้าสร้อยของสหายก็นึกสงสารเห็นใจ ตัวนางเองนั้นยังเคยได้อยู่ในอ้อมกอดของบิดา ทว่าจิ่วเหรินเมื่อลืมตาดูโลกกลับอยู่ในอ้อมกอดของท่านปู่แทน
“จิ่วเหริน เื่เคล็ดวิชานั้นเ้าต้องได้พบแน่นอน”
“ข้ากลัวมันจะไม่ทันการณ์”
“...”
“ตอนนี้ซือเหยียนอาจฆ่าไปมากมาย เพื่ออำนาจที่เขาอยากได้”
“เออนี่! เกือบลืมแหนะ”
ไป๋หลี่หยิบจดหมายออกมาจากกระเป๋าเล็กที่ห้อยอยู่ ยื่นมันให้กับจิ่วเหรินที่ทำหน้าตาสงสัย
“ข้าเห็นมันอยู่ในมือของเ้าตอนที่หมดสติ เลยเก็บเอาไว้ให้”
“อยู่ในมือข้า?”
“เ้าเก็บเอาไว้ไปอ่านตอนถึงที่พัก ฉะนั้นข้าจะไปส่งเ้าตรงเขตแบ่งแดน รีบกลับไปหาท่านซ่งจื้อ ขอย้ำว่าเ้าอย่ามาที่นี่อีก หากเกิดเื่ใดข้าจะไปหาเ้าเอง”
จิ่วเหรินตกปากรับคำผู้เป็สหาย ทั้งสี่จึงมุ่งหน้าไปยังเส้นแบ่งเขตแดนของป่าเค่ออี้ ในยามเช้าตรู่วันใหม่เช่นนี้มองเห็นแสงทองโผล่พ้นขึ้นมา ให้ความรู้สึกถึงพลังในการต่อสู้วันใหม่
“ดูแลตัวเองด้วยไป๋หลี่ หย่งฉีด้วย พวกเ้าอย่าได้ไปมีเื่กับเซียนผู้นั้นอีก”
“วางใจเถอะ”
เมื่อร่ำลากันเป็ที่เรียบร้อย จิ่วเหรินและซูลี่ก็กลับมายังที่พำนักของตนเอง เห็นซ่งจื้อกำลังรดน้ำดอกไม้บานสะพรั่งอยู่หน้าเรือน เขาเงยหน้าขึ้นมาและยกยิ้มเมื่อเห็นว่าศิษย์น้องกลับมา
“ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะศิษย์พี่”
“เป็อย่างไรบ้างหืม? เ้าได้พบไป๋หลี่จนหายคิดถึงนางแล้วใช่หรือไม่?” ซ่งจื้อถามด้วยรอยยิ้ม
“เ้าค่ะศิษย์พี่”
สีหน้าของจิ่วเหรินนั้นดูเศร้าหมองเล็กน้อย ซ่งจื้ออดสงสัยไม่ได้ว่านางมีเื่ทุกข์ใจอะไรนักหนา ครั้นถามท่านตี้หวั่งิไป ก็ได้รับคำตอบว่าคงเป็เื่ที่นางเสียพี่ชายไปในา
“เอาข้าวของไปเก็บก่อนจิ่วเหริน แล้วตามมาพบข้าที่ห้องตำรา”
“เ้าค่ะ”
นางมองแผ่นหลังของซ่งจื้อที่เดินหายเข้าไปในเรือน ไม่รู้ว่าระหว่างที่นาวงไม่อยู่นั้นมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง จิ่วเหรินผ่อนลมหายใจของตนพร้อมกับเดินไปที่ห้องนอนของตน
“พี่จิ่วเ้าคะ”
“หือ..”
“ข..ข้า เอ่อ.. ตอนที่ท่านหายไปในถ้ำ ข้าได้บอกบางอย่างกับท่านไป๋หลี่เ้าค่ะ” ซูลี่กระต่ายน้อยพูดขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ นางพูดเสียงเบามากจนต้องตั้งใจฟัง
“บอกอะไรหรือ?”
“ข้าบอกว่า ข้าได้กลิ่นวิหคจากตัวท่าน ตะ..แต่ท่านไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ข้าไม่พูดแน่นอน ข้าก็เพียงอยากปกป้องท่านบ้าง เหมือนที่ท่านปกป้องข้า”
“...”
“ข้าสาบานกับท่านไป๋หลี่แล้วว่าจะไม่ปริปากพูด ข้าจะไม่พูดจนตัวตายเลยเ้าค่ะ!” ซูลี่รับคำหนักแน่นแม้จะพูดเสียงเบาจนแทบกระซิบ จิ่วเหรินยกยิ้มน้อยพลางลูบศีรษะของซูลี่อย่างเอ็นดู
“อาจเป็เพราะข้าเป็เผ่าพันธุ์เดียวกันกับสัตว์ เ้าถึงััมันได้”
“!!!”
“ข้าคือวิหคเทพ”
จิ่วเหรินเลี่ยงที่จะบอกความจริงว่าตนคือวิหคสีชาด แม้ซูลี่จะไว้ใจได้แต่หากนางรู้ อันตรายก็จะมาเยือนนาง จึงบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
“ฉะนั้นเ้าก็เงียบไว้แล้วกัน ข้าอยากเป็เซียนทั่วไปมากกว่า”
ซูลี่รีบพยักหน้ารัวรับปากเป็มั่นเหมาะ ก่อนจะหันไปจัดเสื้อผ้ากลับคืนที่ ส่วนจิ่วเหรินรีบเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ ด้วยเกรงว่าซ่งจื้อจะรอนาน ก็เห็นกระดาษจดหมายร่วงลงมาอยู่ที่พื้น
แต่นางยังไม่มีเวลาที่จะอ่าน จึงเก็บมันไว้ในเสื้อตัวใน และรีบออกไปพบซ่งจื้อที่ห้องตำรา
ก๊อก!
เสียงประตูห้องตำราถูกเคาะหนึ่งครั้ง ซ่งจื้อเอ่ยปากบอกให้คนด้านนอกเข้ามา
“นั่งสิ”
เขาเอ่ยชวนนางนั่งฝั่งตรงข้าม รินน้ำชากลิ่นหอมยื่นให้ และเอ่ยปากถามด้วยความเป็ห่วง
“ั้แ่มาอยู่ที่ป่าเค่ออี้ เ้ามีความทุกข์ใจอันใดหรือไม่? หากมีก็บอกกับข้ามาได้เลย”
“ข้าสบายดีและมีความสุขเ้าค่ะศิษย์พี่”
ซ่งจื้อยกยิ้มเมื่อจิ่วเหรินเลือกจะตอบในสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึก แม้ปากนางจะบอกว่ามีสุข ทว่าใบหน้านางนั้นราวกับคนมีเื่ให้คิดตลอดเวลา
“เ้าโกหกไม่เก่งเลยนะ”
“เ้าคะ?”
“สีหน้าของเ้าสวนทางกับคำพูด เ้าบอกว่ามีความสุข แต่ข้าเห็นเ้าทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งโลก”
จิ่วเหรินมองไปทางอื่นเมื่อคำพูดของซ่งจื้อเป็ความจริง นางก็อยากบอกเขาว่าถูกแล้ว นางแบกโลกทั้งใบเอาไว้ด้วยตัวนาง ทว่ามันก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยประโยคพวกนั้นได้
“แต่เอาเถอะจิ่วเหริน เื่ส่วนตัวของเ้าข้าไม่ยุ่ง ข้ามีเื่จะพูดกับเ้าเล็กน้อย”
“เื่อะไรหรือเ้าคะ?”
“นอกชายป่าเค่ออี้มีภูติโดนทำร้าย พวกเขาบอกว่าเห็นกลุ่มคนมาด้อมมอง”
“!!!”
“อย่างที่เ้ารู้เกี่ยวกับป่าแห่งนี้ นอกชายป่านั้นสิ้นสุดอณาเขตของจตุรทิศสัตว์เทพ หากออกไปก็เสี่ยงที่จะโดนทำร้าย โชคยังดีที่เสวียนอู่พบความผิดปกตินี้ เขาชอบอยู่สันโดษและออกสังเกตการณ์ พวกเขาจึงถูกช่วยเหลือไว้ได้ทัน”
“ใช่..ผ..เผ่าปีศาจหรือเปล่าเ้าคะ”
จิ่วเหรินถามทั้งที่ใจเต้นระรัว หากว่าซือเหยียนคิดอยากทำลายป่าเค่ออี้แห่งนี้ด้วย นางจะหยุดยั้งปีศาจร้ายในตัวเขาได้อย่างไรกัน
“ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ คิดว่าคืนนี้จะออกไปตรวจตรากับหวงหลง”
“ไปด้วยนะเ้าคะ ให้ข้าไปด้วย”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ เ้าไปเตรียมตัวให้ดี อ่อ.. ตอนนี้พลังเทพของเ้าถูกผนึกกลับดังเดิมแล้วสินะ”
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด