ตำหนักเลี่ยงเฟิ่ง...
ร่างสูงของผู้เป็าายืนอยู่ตรงระเบียงชั้นบนของตำหนักที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยมีหยวนเลี่ยงเฝ้าอยู่หน้าประตู ในตอนแรกที่กลับจากเรือนเฟิ่งิ อี้เฟิ่งยอมรับว่าตนโกรธบุตรชายมากที่เห็นเขากับภูตน้อยในสภาพเช่นนั้นแต่หยวนเลี่ยงได้เอ่ยเตือนสติ ว่าอย่างไรเสียประมุขน้อยก็มิได้ต่างไปจากบุรุษธรรมดาผู้หนึ่งย่อมต้องมีมัวเมาในเื่กามารมณ์เป็ปกติวิสัย หากจะแปลกก็ตรงที่ผ่านมาไม่เคยเห็นเขาวุ่นวายกับเื่โลกีย์หรือถูกใจสตรีหน้าไหนเลย
“แม้แต่แม่นางอวี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้เห็นทีภูตน้อยนั่นคงจะอยู่ยากแล้วขอรับ เพราะครั้งนี้แม่นางอวี้ดันอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนางคงไม่ยอมแน่ที่ถูกหยามเกียรติเช่นนี้” หยวนเลี่ยงออกความเห็นแน่นอนว่าอี้เฟิ่งก็คำนึงถึงเื่นี้อยู่
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของนาง แต่ก็ยังไม่เข้าใจลูกข้าเพราะเหตุใดถึงต้องเป็ภูตน้อยตนนี้ ั้แ่นางปรากฏตัวก็ดูท่าว่าฉางเฟิงจะวู่วามขึ้นไม่น้อยถ้าเป็ธรรมดาแล้วอย่าว่าแต่ถึงขั้นล่วงเกิน แค่คิดจะเหยียบขึ้นเตียงก็คงไม่มีโอกาสแล้ว”
“เห็นทีประมุขน้อยคงจะถูกใจเยว่ซินผู้นี้เข้าจริงๆนะขอรับ”
ขณะที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นั้นอี้ฉางเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาพอดี อี้เฟิ่งจึงยกมือให้หยวนเลี่ยงเงียบก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้บุตรชายเดินเข้ามาและทันทีที่เห็นสีหน้าเป็กังวลของอี้ฉางเฟิง อี้เฟิ่งก็เริ่มเปิดบทสนทนา
“งามหน้านัก หากเื่นี้แพร่ออกไปเผ่าจิ้งจอกแดงคงต้องคาดคั้นเอาคำตอบจากเ้าแน่ ที่ผ่านมาเ้าอิดออดเื่การสมรสแต่ลับหลังกลับมีภูตน้อยปรนนิบัติอยู่บนเตียง”
“ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้วแต่ลูกหาได้กระทำบัดสีเช่นที่ท่านว่า ลูกกับนางไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเกินเลย ก่อนหน้าที่ท่านเห็น นางเพียงแค่ถูกฤทธิ์ยาหรืออาคมชั่วร้ายจนเลอะเลือนไปชั่วขณะซึ่งเื่นี้ลูกต้องสืบความจริงให้กระจ่างแน่”
“เ้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับนางจริงหรือ?”อี้เฟิ่งถามตรงไปตรงมา แต่ดูเหมือนว่าบุตรชายจะอ้ำอึ้ง
“ลูก...ลูกเพียงแต่เห็นใจนางเห็นแก่ที่นางยังต้องตามหาศิษย์พี่ของนางและใช้ชีวิตลำพังในป่าแห่งนี้”
“เช่นนั้นก็ดีกับหนิงเหอเ้าควรไปอธิบายกับนางให้เข้าใจ อย่างไรเสียก็อย่าให้กระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองเผ่าพ่อให้เวลาเ้าสามวัน หากไม่มีคำตอบเื่นี้ให้หนิงเหอกับเผ่าของนางเ้าก็เตรียมแต่งงานกับหนิงเหอได้เลย ส่วนเยว่ซินนั้นเ้าจะรับเป็อนุหรือไม่ก็แล้วแต่เ้า”พูดจบก็สะบัดมือเล็กน้อยเป็สัญญาณให้ออกไป
“ขอรับท่านพ่อภายในสามวันลูกต้องให้คำตอบกับท่านและแม่นางอวี้ได้แน่”
่เวลาใกล้ค่ำ ที่เรือนเฟิ่งิ...
ในยามนี้ร่างกายราวกับอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นเยว่ซินได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียกชื่อนางจนต้องลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อผินหน้าออกไปยังกลางห้องนอนก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องของอี้ฉางเฟิงแต่บุรุษที่ยืนอยู่ตรงนั้นหาใช่เขาไม่ จากท่วงท่าการแต่งกายและรอยยิ้มเยว่ซินพบว่านี่คือเหยียนโม่โฉว และคราวนี้เขายังปรากฏตัวให้นางเห็นต่อหน้าต่อตาโดยไม่ได้เลือนลางหรือหายไปไหน
“เ้าไปจากที่นี่เถอะไม่ต้องตามหาข้า” ร่างสูงนั้นเดินเข้ามานั่งที่เตียง
เยว่ซินถึงผุดลุกขึ้นจะคว้าตัวเขาไว้แต่ก็คว้าไม่ได้ ราวกับภาพที่เห็นเป็เพียงแค่จินตนาการเท่านั้นแต่ครั้งนี้นางััได้ถึงพลังปราณของเหยียนโม่โฉว เป็เขาจริงๆ ด้วย
“ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ที่ข้าเห็นก่อนหน้านี้ก็เป็ท่านใช่หรือไม่?” นางซัก ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้า
“เื่มันซับซ้อนนักแล้ววันหนึ่งข้าจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้เ้าต้องกลับไปยังสำนักก่อนที่อาจารย์จะกลับมาเ้าก่อเื่ไว้มากมาย ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเ้าแล้ว”
“แล้วท่านล่ะ?”
“ข้าไม่เป็ไร แค่เ้ารอข้าแล้วข้าจะกลับไปหาเ้า” พูดจบก็ยิ้มให้ จากนั้นร่างสูงในชุดสีฟ้าอ่อนก็ค่อยๆสลายไปในอากาศ ในจังหวะที่เฟยฉีก็ผลักประตูเข้ามาพอดี
“เยว่ซิน เ้าฟื้นแล้วหรือ?รู้ตัวหรือไม่ว่าเ้าก่อเื่ใหญ่แล้ว”
“ข้าหรือ?” รายนี้ชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆก่อนที่จะซักถามอีกฝ่ายว่าตนก่อเื่อะไร
เฟยฉีเล่าให้ฟังเื่ที่นางคิดจะเอาเปรียบประมุขน้อยแถมยังล่วงเกินเขาจนไม่อาจบรรยายได้ ซ้ำร้ายที่แม้แต่าาอี้เฟิ่งและอวี้หนิงเหอต่างก็เห็นเหตุการณ์นั้นเยว่ซินถึงอ้าปากอย่างจะกรีดร้องออกมาดังๆ
“ข้าน่ะหรือ? เป็ข้าที่ทำเช่นนั้นหรือ...แล้วแม่นางอวี้ก็เห็นด้วยงั้นหรือ?”เยว่ซินเอามือกุมขมับ นางต้องถูกปีศาจจิ้งจอกแดงนั่นฆ่าตายแน่ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินวนไปวนมาภายในห้องจนเฟยฉีเห็นแล้วก็อดถามไม่ได้
“นั่นเ้าเป็อะไรไปอีก?”
“ข้าไม่ได้เป็อะไร ข้าแค่กำลังทบทวนอยู่เผื่อว่าจะจำอะไรได้บ้าง...เฟยฉีข้ากลับห้องก่อนนะ ถ้าใครถามก็บอกว่าไม่เห็นข้า บอกว่าข้าสลายไปกับอากาศแล้วก็ได้”พูดจบก็เดินดิ่งออกจากห้องไปอย่างดื้อๆ
ระหว่างทางที่เดินจากเรือนเฟิ่งิไปถึงเรือนเฟิ่งหย่าภูตน้อยเอาแต่หันรีหันขวางเพื่อดูว่าอวี้หนิงเหออยู่แถวนี้หรือไม่นางต้องกำลังโกรธและจ้องจะจัดการตนแน่ๆ เยว่ซินกึ่งเดินกึ่งวิ่งคิดไปตลอดทางจนสุดท้ายแล้วก็เผ่นพรวดเข้าไปในห้องได้อย่างปลอดภัย
“แย่แล้วๆ แย่แน่ๆ แล้วทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้เลย” เยว่ซินใช้มือเคาะศีรษะตัวเองเบาๆจำได้ว่านางเข้าไปที่เรือนเฟิ่งิแล้วตามหาอี้ฉางเฟิง จากนั้นก็เจอเขาในห้องนอนซึ่งเวลานั้นเขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้น...จากนั้นก็...
“จากนั้นข้าทำอะไร...ข้ากอดเขา?”เยว่ซินทำตาโตอย่างใ เหมือนภาพที่เคยตัดไปนั้นเริ่มผุดกลับขึ้นมา แต่ก็ไม่ครบทั้งหมดถัดจากนั้นนางก็ล่วงเกินอี้ฉางเฟิงอย่างนั้นหรือ ไม่จริง ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย
เยว่ซินวิ่งไปที่ชั้นไม้วางของเปิดลิ้นชักแล้วหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมา พลันนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าตอนที่นางเข้าไปในครัวแล้วแอบเอาผงเสน่ห์จิ้งจอกโรยลงไปบนอาหารว่างของอี้ฉางเฟิง
…ตอนนั้นบนโต๊ะมีขนมจานหนึ่งถูกวางไว้ในถาดไม้เยว่ซินคิดว่านี่ต้องเป็ของว่างที่พ่อบ้านหลี่เตรียมจะเอาไปที่เรือนเฟิ่งิแน่นางจึงได้เอ่ยปากขออาสาเป็ผู้นำขนมไปให้ประมุขน้อยแต่ก็ถูกผู้าุโเผ่าอินทรีปฏิเสธ
“ไม่ต้องๆ ข้าเอง ของเ้าน่ะข้าเก็บไว้ให้แล้ว”เขาหันมาบอกอย่างยิ้มๆ ก่อนจะหันไปหยิบจับนู่นนี่ด้านหลัง
ตอนนั้นเยว่ซินหมดโอกาสยกถาดอาหารว่างไปส่งที่เรือนเฟิ่งินางจึงได้หาจังหวะเทผงเสน่ห์จิ้งจอกบนจานขนมของอี้ฉางเฟิงแทนจากนั้นก็เดินออกมาด้านนอก แล้วลอบจับตาดูว่าเมื่อไหร่อี้ฉางเฟิงจะกลับเข้าไปในเรือนกระทั่งจากนั้นไม่นานเฟยฉีก็ออกมาเจอนางที่ด้านนอกแล้วเยว่ซินถึงได้เดินเข้าไปด้านในห้องโถง ก่อนสังเกตพบว่าขนมที่นางใส่ผงเสน่ห์จิ้งจอกไว้ถูกเขากัดไปแล้วคำหนึ่ง
แต่ทำไมเขาถึงดูไม่เป็อะไรเลย?
กลับมาที่่เวลาปัจจุบัน เยว่ซินยืนมองขวดกระเบื้องในมืออย่างพินิจพิเคราะห์
“อี้ฉางเฟิงดูปกติแต่กลับเป็ข้าที่เลอะเลือนเสียสติทำเื่บ้าๆ นั่น” นึกแล้วก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก
“ไม่สิ ถ้าจะให้ถูก ที่จริงควรต้องเป็เขากับแม่นางอวี้หลังจากที่เขากินขนมนั่นไปแล้ว เขาควรต้องมีอาการกระสับกระส่าย แล้วข้าต้องออกจากเรือนเฟิ่งิเพื่อให้แม่นางอวี้เข้ามามิใช่หรือจากนั้นเมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน ข้าก็แค่ให้เฟยฉีเชิญาาอี้เฟิ่งมาเพื่อเป็ประจักษ์พยาน”เยว่ซินเปรยกับตัวเอง แต่คิดไม่ถึงว่าคำพูดของนางจะเป็การสารภาพและมัดตัวนางไว้อย่างดิ้นไม่หลุดเมื่อหลังบานประตูนั่นคือร่างของอี้ฉางเฟิง
“อ่อเช่นนี้เอง แล้วเ้ารู้ถึงผลที่จะตามมาหรือไม่?” ร่างสูงผลักประตูพรวดเข้ามา สีหน้าแววตาเคร่งขรึมจนน่ากลัววันนี้ช่างโชคดีเสียจริง จู่ๆ จำเลยก็รับสารภาพโดยไม่ต้องเสียเวลาถึงสามวันก็รู้ความจริงจากปากผู้ร้ายแล้ว
เยว่ซินชะงักค้าง รู้สึกเย็นวาบราวกับถูกแช่ด้วยหิมะขวดกระเบื้องเคลือบในมือนางลอยไปอยู่ในมือของอี้ฉางเฟิงเรียบร้อยร่างสูงมองสิ่งนี้แล้วกำมือรวบเก็บไปด้วยพลังเวท ก่อนจะเอ่ยกับคนต้นเหตุด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เ้ารู้หรือไม่ว่าของสิ่งนี้เมื่อกินเข้าไปแล้วจะส่งผลเช่นไร?”
อี้ฉางเฟิงย่างสามขุมเข้าไปด้วยสีหน้าที่มีโทสะเยว่ซินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบถอยเท้าหนี แต่เขาก็ยังจะก้าวเข้ามาประชิดตัว
“ขะข้าไม่รู้ข้าแค่เข้าใจว่ามันจะทำให้เคลิบเคลิ้มไปเท่านั้น”
“เ้าไม่รู้! เ้าไม่รู้แต่เ้าก็ลงมือกับข้า เ้านี่ช่าง...” แทนคำพูดเขาเม้มปากแน่นสะบัดแขนทิ้งข้างลำตัวอย่างหงุดหงิด
“ขะข้าขอโทษ ข้าแค่”
“แค่อยากทำร้ายข้า เช่นนั้นใช่หรือไม่?”เขาต้อนจนอีกฝ่ายยืนหลังชนฝา
“ไม่ใช่ ข้าแค่เพียงแต่อยากช่วยแม่นางอวี้ข้าติดค้างบุญคุณนาง ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายท่าน”
“แต่เ้าก็ทำไปแล้ว นอกจากนี้เ้ายังทำลายชื่อเสียงตัวเองด้วยเ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าทำสิ่งใดกับข้า?”
“ข้า...ข้า”
“เ้ากอดข้า ลูบคลำข้า หอมข้า แล้วก็” เมื่อพูดหนึ่งประโยคก็ขยับเข้ามาหนึ่งก้าวเวลานี้ลำตัวหนาหนั่นของเขาห่างจากนางไม่ถึงหนึ่ง่แขน
“พอแล้วๆ ข้าไม่อยากฟัง” เยว่ซินเบนหน้าหนีแต่อี้ฉางเฟิงใช้มือยันผนังขวางนางไว้ เขาในเวลานี้แววตาแข็งกร้าว ดุดันจนเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะกลายร่างได้ทุกเมื่อ
“เป็เ้าที่เอาเปรียบข้าครั้งแล้วครั้งเล่ามิสู้ครั้งนี้ข้าเอาคืนบ้างดีหรือไม่?” ว่าแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จับจ้องแววตาหวาดระแวงของนางอย่างไม่หลบเลี่ยงอี้ฉางเฟิงได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้นระส่ำ
“ท่านจะทำอะไร อี้ฉางเฟิง ท่านอย่าทำอะไรบ้าๆนะ” เยว่ซินยกมือขวาขึ้นหมายจะใช้สร้อยไข่มุกกันเขาไว้ แต่อีกฝ่ายไวกว่า ถึงคว้าแขนข้างนั้นดันไปจนติดข้างฝา
“กลัวหรือ? เ้าคงคิดไม่ถึงว่าข้าจะกล้าลงมือกับเ้าเ้าคิดหรือว่าของแค่นี้จะทำอะไรข้าได้” เขายิ้มมุมปากนิดๆ แต่เป็รอยยิ้มที่เหมือนกับปีศาจร้าย
ในจังหวะที่อี้ฉางเฟิงกำลังจะก้มหน้าลงไปกระซิบใกล้ๆหูของนาง จู่ๆ ก็มีพลังบางอย่างดึงตัวเขาออกห่างจากเย่วซิน อี้ฉางเฟิงผละถอยหลังออกมาราวหนึ่งก้าวแล้วสบถในใจ
‘เหยียนโม่โฉวเป็ท่านสินะ’ เขาจดจำพลังเช่นนี้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกหากแต่ระยะนี้ดูเหมือนพลังจิตของเซียนหนุ่มผู้นั้นจะแข็งแกร่งมากขึ้นแต่เพียงครู่เดียว หลังจากนั้นพลังจิตของเหยียนโม่โฉวก็หายไป
อี้ฉางเฟิงเบนหน้าไปทางอื่นแล้วถอนใจจริงๆ เขาก็แค่อยากสั่งสอนนางเท่านั้น ไม่ได้เจตนาจะเอาเปรียบนางแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อเหตุการณ์พลิกกลับหน้ามือเป็หลังมือเช่นนี้นางเองย่อมได้บทเรียนจากการกระทำของนางแล้ว
“หากวันนี้คนที่โดนผงนั่นคือข้า รู้หรือไม่ว่าป่านนี้เ้าจะเป็เช่นไรไม่แคล้วคงต้องตบแต่งเ้าเป็อนุไปแล้ว เหตุการณ์ในวันนี้ถ้าแพร่ออกไปเ้าก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อเื่ศิษย์พี่ของเ้าข้ารับปากว่าจะให้เฟยฉีช่วยสืบหาส่วนเ้าข้ามีให้สองทางเลือก คืออยู่ที่นี่ต่อในฐานะอนุของข้าหรือไม่ก็กลับเขาหลุนซานของเ้าไปซะ”พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปด้วยท่าทีจริงจัง
เป็อีกครั้งแล้วที่เยว่ซินรู้สึกว่านางทำอะไรผิดพลาดไปเ้าตัวได้แต่นั่งกอดเข่าถอดถอนใจอยู่บนเตียง เหตุใดเื่ถึงได้พลิกกลับเป็เช่นนี้ไม่ว่าจะกับอวี้หนิงเหอหรืออี้ฉางเฟิง ต่อไปนางคงไม่มีหน้าจะมองพวกเขาได้อีกแล้วเห็นทีคงทำได้แค่กลับไปตั้งหลักที่เขาหลุนซานแล้ว
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงก่อนหน้านี้ข้าควรจะเชื่อคำพูดพวกท่าน” ภูตน้อยได้แต่นึกเสียใจที่ก่อนหน้าไม่เชื่อฟังคำห้ามปรามของเหล่าศิษย์พี่ถึงตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว มิสู้คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่แล้ววันพรุ่งค่อยจากไป