เมืองถานโจวมีขนาดไม่ใหญ่มาก ดูจากการแต่งกายของชาวเมืองแล้วส่วนมากเป็คนงานของเหมืองเกลือที่มีอยู่หลายแห่งในเมืองถานโจวการเพาะปลูกใน่ปลายของราชวงศ์ถัง อยู่ในมือของเ้าของที่ดินรายใหญ่ชาวบ้านที่มีที่ทำกินไม่กี่มู่ (亩 - มู่หมายถึง ขนาดไร่ของจีน) ไม่มีปัญญาจ่ายภาษีที่ดินที่เก็บถึงปีละสองครั้งส่วนมากจึงกลายเป็ผู้เช่าที่ทำกินที่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ให้คนในบ้านต้องอดตายเท่านั้นผู้ชายในบ้านต้องออกล่าสัตว์ป่าหรือรับจ้างเหมืองเกลือเพื่อให้พอมีเงินมาใช้จ่าย
ซุนิฉวนเดินช้าๆ ดูสินค้าของป่าแปลกตาที่ชาวบ้านเอาออกมาวางขายสินค้าในเมืองถานโจวมีแต่ของพื้นบ้านราคาสินค้าบางอย่างยังสูงกว่าที่เมืองฉางอานเสียด้วยซ้ำไปซุนิฉวนกับน้องชายแม้แต่งกายธรรมดา แต่เสื้อผ้าตัดเย็บอย่างปรานีตหน้าตาผิวพรรณผ่องใส ผิวขาวเนียน ทั้งสามคนพี่น้องหน้าตาคล้ายกัน คิ้วเข้มจมูกโด่งปากบางเป็รูปกระจับ พอเดินอยู่ด้วยกันยิ่งดึงดูดสายตาของคนรอบข้างที่ผ่านไปมา
ที่ด้านหลังของสามพี่น้องยังมีคนรับใช้กับผู้คุ้มกันเดินติดตามอย่างใกล้ชิดดูออกว่าทั้งสามคนคงไม่แคล้วเป็ลูกหลานขุนนางใหญ่โต หรือไม่ก็มาจากตระกูลสูงศักดิ์ชาวบ้านที่เดินอยู่ต่างพากันแหวกทางเดินเป็สาย ยามทั้งสามพี่น้องเดินผ่าน
ซุนิเจี๋ยเพิ่งเคยออกจากบ้านมาต่างเมืองเป็ครั้งแรกไม่ว่าพบเจอสิ่งใดล้วนตื่นตาแปลกใจไปเสียทุกสิ่ง คอยชี้ชวนพี่ชายสองคนชวนคุยถามไถ่ไม่หยุดปากระหว่างทางซุนิเจี๋ยพอเจอสิ่งใดน่าสนใจล้วนแวะเข้าไปดู ในมือมีหมั่นโถวกับเนื้อกวางป่าเสียบไม้ย่างถือเดินไปด้วยกินไปด้วย
สามพี่น้องตระกูลซุนสนิทสนมกันมาั้แ่เด็ก ซุนิฉวนเวลาติดตามบิดาออกไปค้าขาย มักจะซื้อสินค้าของแปลกตากลับมาฝากน้องชายทั้งสองคนอยู่เสมอตอนที่ยังเด็กกว่านี้ซุนิฉวนเป็คนสอนน้อง ๆ ให้เริ่มหัดเขียนอ่าน ชักชวนกันวิ่งเล่นอยู่ในเรือนหลังใหญ่ของสกุลซุน
ซุนเหว่ยรับสืบทอดกิจการมาจากบิดาสกุลซุนค้าขายเกลือกับราชสำนักมาถึงสองรุ่นแล้ว รากฐานของสกุลซุนที่เมืองฉางอานนับว่ามีฐานะไม่น้อยหน้าไปกว่าสกุลใหญ่อื่น ๆ เสียแต่ไม่มีบุตรหลานอยู่ในราชสำนักเลยยังไม่อาจถือเป็สกุลระดับสูง
ซุนิเย่เห็นว่าเดินกันมานานมากแล้วซุนิฉวนเองก็ยังไม่หายดี จึงหันไปสอบถามซุนิฉวนด้วยความเป็ห่วง
“พี่ใหญ่ท่านเหนื่อยหรือไม่ ข้าว่าพวกเรากลับกันก่อนเถอะ ิเจี๋ยเ้าก็พอได้แล้ว”
ซุนิฉวนไม่รู้สึกว่าน้องชายทั้งสองคนนี้เป็คนแปลกหน้าคงเป็เพราะเ้าของร่างเดิมกับน้องชายรักใคร่ผูกพันธ์ความรู้สึกนี้ส่งต่อมาให้ซุนิฉวนด้วย
ซุนิฉวนยิ้มให้กับซุนิเย่
“พวกเ้าหิวแล้วหรือไม่พวกเรากลับไปที่โรงเตี๊ยมกันก่อน ท่านอาหวงน่าจะกลับมาแล้วพอดีได้รับประทานพร้อมกัน”
โรงเตี๊ยมอยู่อีกด้านหนึ่งของเมืองซุนิฉวนใช้เวลาเดินไม่นานเท่าใดก็กลับมาที่โรงเตี๊ยมหวงเหวินนั่งดื่มน้ำชาอยู่กับคนคุ้มกันสองคนอยู่ที่ด้านในพอเห็นพวกซุนิฉวนกลับมาแล้วก็ชักชวนให้นั่งลง
“คุณชายมาได้พอดีข้ากำลังจะให้จางฉิงออกไปตาม” จางฉิงเป็หนึ่งในผู้คุ้มกันที่นั่งอยู่ด้วยกันกับหวงเหวิน
หวงเหวินไม่้าพูดคุยเื่เหมืองเกลือที่ด้านนอกทั้งสิบคนเพียงรับประทานอาหารด้วยกัน หลังจากเสร็จแล้ว หวงเหวินจึงติดตามซุนิฉวนเข้าไปที่เรือนพัก
“คุณชายใหญ่สำนักภาษีจัดการมอบสิทธิ์ของเหมืองเกลือให้สกุลซุนแล้วจากนี้คงต้องเร่งหาคนงานให้พร้อมข้าคิดว่าจะไปดูตลาดค้าทาสที่นี่สักหน่อยว่ามีคนที่พอใช้ได้หรือไม่”
เหมืองเกลือที่สกุลซุนซื้อสัมปทานเอาไว้มีเอกสิทธิ์เพียงห้าปี เป็เหมืองเกลือที่มีการขุดหามาก่อนหน้านี้แล้วหลังจากทางการเปลี่ยนเ้าของใหม่ คนงานเหมืองที่มีอยู่เดิมต่างก็อพยพกันไปที่เหมืองแห่งอื่นคนงานของเหมืองเกลือโดยทั่วไป เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่เป็ค่าแรง เ้าของเหมืองมักใช้แรงงานทาสเพราะไม่จำเป็ต้องจ่ายค่าแรงเป็ตัวเงิน ขอเพียงมีอาหารให้อิ่มท้องเ้าของเหมืองจะใช้งานเช่นไรก็ได้ ต่อให้ตายลงไปอย่างมากก็ซื้อหาทาสมาทดแทน
สกุลซุนไม่ใช่หน้าใหม่ในการทำเหมืองเกลือเหมืองเกลือในเมืองอื่น ที่สกุลซุนก็มีการใช้แรงงานทาสถึงแม้สกุลซุนมิได้โหดร้ายต่อทาสที่ทำงานในเหมืองมากเท่ากับคนอื่นแต่ก็เพียงจ่ายค่าแรงเป็อาหารกับที่อยู่พอกันแดดกันฝนเท่านั้นนอกจากหัวหน้างานหรือเสมียนในเหมือง ที่สกุลซุนจะใช้บ่าวในสกุลให้เป็ผู้ทำงานโดยมีค่าจ้างเป็รายเดือน
ซุนิฉวนมาจากยุคสมัยที่ไม่มีการซื้อขายคนเพื่อมาเป็ทาสแล้วพอได้ยินที่หวงเหวินกล่าว ไม่ทราบสมควรตอบเช่นไร นั่นคงเพราะส่วนหนึ่งของในจิตใจของซุนิฉวนยังคงมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ความรู้สึกต่อต้านเลยไม่ได้มากมายนัก
“ไม่ทราบว่าท่านอาหวงคิดว่าต้องใช้คนเท่าไรจึงจะพอ”
“คงต้องสักร้อยคนขึ้นไปถานโจวเป็เมืองเล็ก คงหาทาสที่เหมาะสมได้ไม่มากขนาดนั้น” หวงเหวินกล่าว
ซุนิฉวนนึกถึงภาพชาวบ้านผู้อพยพหลายร้อยคนที่อยู่ด้านนอกของกำแพงเมืองถานโจวขึ้นมา
“ข้าจะลองคิดหาหนทางดูท่านอาหวงจะไปที่ตลาดค้าทาสเมื่อใด ข้าจะไปกับท่านด้วย”
หวงเหวินนึกดีใจที่ซุนิฉวนกระตือรือร้นในกิจการของตระกูลซุนเหว่ยอบรมบุตรชายคนโตมาเป็อย่างดีที่แล้วมาซุนิฉวนแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการค้าขายไม่แพ้บิดาหวงเหวินเกรงว่าซุนิฉวนยังเยาว์นักจึงมิได้คาดหวังมากตั้งใจให้ซุนิฉวนใช้เวลาเรียนรู้อีกปีสองปี การแสดงออกของซุนิฉวนทำให้หวงเหวินนึกดีใจแทนนายท่านที่อยู่ที่ฉางอานนัก
วันรุ่งขึ้นในตอนเช้าซุนิฉวนออกมาที่ตลาดค้าทาสกับหวงเหวินพร้อมผู้คุ้มกันอีกสองคนตลาดค้าทาสของเมืองถานโจวอยู่ติดกำแพงทางทิศตะวันตกของเมือง ห่างจากย่านการค้าขายอื่นสภาพภายในไม่น่าดูนัก เหล่าทาสพากันยืนก้มหน้าเรียงรายอยู่ภายในเพิงไม้ที่สร้างขึ้นลวกๆ ให้ผู้คนเลือกซื้อเหมือนผักปลาพ่อค้าทาสส่งเสียงร้องเรียกอวดสรรพคุณของทาสที่ตนเองเป็เ้าของเสียงดังลั่นนอกจากนี้ยังมีคนที่้าขายตนเองเป็ทาสนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ตามกำแพงรั้วร้องเรียกคนให้มาซื้อตนเอง
จางฉิงกับจางอวี้ผู้คุ้มกันที่ติดตามมาด้วยต้องคอยกันไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้ซุนิฉวนกับหวงเหวินมากเกินไปซุนิฉวนเดินตามหวงเหวินอยู่สักพัก เริ่มรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนความคิดที่ว่าตนเองน่าจะพอรับสภาพไหวตอนนี้ซุนิฉวน อยากจะออกไปจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด
“ท่านอาหวงข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ท่านดูไปก่อน ข้าจะออกไปรอท่านอยู่ที่ด้านนอก”
“จางฉิงเ้าคอยติดตามคุณชายใหญ่” หวงเหวินคิดว่าซุนิฉวนคงยังไม่หายดีสั่งให้จางฉิงออกไปเป็เพื่อนกับซุนิฉวน รออยู่ที่ด้านนอกซุนิฉวนเจอร้านน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดค้าทาสมากนักจางฉิงสั่งน้ำชาหนึ่งกานั่งลงที่โต๊ะเดียวกับซุนิฉวน
ซุนิฉวนรู้สึกดีขึ้นหลังดื่มน้ำชาไปได้หลายจอกสงสัยจะยังไม่ชินกับยุคสมัยนี้จริง ๆ ถึงแม้จะมีความทรงจำของร่างเดิมก็ตามการซื้อขายคนมันยังมากเกินไปสำหรับซุนิฉวน ผู้คนที่เดินไปเดินมารอบตลาดค้าทาสผู้ที่แต่งกายสวยงามเป็ผู้ที่มาซื้อทาสกลับไป ผู้ที่เดินหน้าตาเศร้าหมองก้มหน้าท่าทางหิวโหยผอมโซก็มักจะเป็ผู้ที่มาขายตนเองเป็ทาส เพื่อหาหนทางอยู่รอดหากเป็ไทแล้วต้องอดตาย มีคนไม่น้อยที่ยอมสูญเสียอิสรภาพเพื่ออาหารวันละสองมื้อเท่านั้น
ซุนิฉวนมองดูไปรอบตัวมองเห็นแม่ลูกคู่หนึ่ง ทั้งสองแต่งตัวมอมแมมแต่เครื่องแต่งกายดูคล้ายมาจากตระกูลบัณฑิตเพียงเก่าโทรมจนดูสีเดิมไม่ออก ผู้ที่เป็แม่ผ่ายผอมจนแก้มตอบเบ้าตาลึกผมเผ้ายุ่งกระเซิงแต่ยังมีเค้าท่าทางแตกต่างไปจากชาวบ้านทั่วไปบุตรชายแม้ผ่ายผอมไม่ต่างจากมารดาแต่แววตานั้นดูไม่ยอมแพ้สองมือประคองมารดาที่เดินแทบไม่ไหว ตรงมาทางตรอกที่อยู่ของตลาดค้าทาส
ซุนิฉวนไม่อยากคิดถึงอนาคตของสองแม่ลูกคู่นี้หากต้องตกไปอยู่ในมือของนายทาสที่โหดร้าย ซุนิฉวนเผลอสบตากับฝ่ายผู้เป็แม่ครู่หนึ่งซุนิฉวน หน้าตาผิวพรรณการแต่งกายดูออกว่ามาจากตระกูลใหญ่ทั้งยังนั่งอยู่ด้านหน้าตลาดค้าทาส คง้ามาซื้อหาทาสเสียเก้าส่วนแถมยังมีผู้ติดตามนั่งอยู่ไม่ห่าง สีหน้าแววตาของซุนิฉวนยังให้ความรู้สึกถึงความอ่อนโยนมีเมตตา
ผู้เป็แม่คล้ายตัดสินใจแน่วแน่แล้วแทนที่จะเดินไปทางตลาดค้าทาสกลับเดินตรงมาทางที่ซุนิฉวนนั่งอยู่เมื่อมาถึงตรงหน้า ซุนิฉวนถึงกับตกตะลึงที่นางคุกเข่าให้ตนเอง ทั้งยังดึงชายเสื้อบุตรชายให้คุกเข่าลงตามจางฉิงกริ่งเกรงสองแม่ลูกจะทำให้ซุนิฉวนใจึงลุกขึ้นยืนหมายขัดขวางซุนิฉวนโบกมือขึ้นห้าม
“คุณชายพวกเราสองแม่ลูกไม่มีที่ไป ขอร้องท่านรับพวกเราสองแม่ลูกเอาไว้ด้วยขอเพียงมีที่อยู่มีอาหารให้อิ่มท้อง ท่านจะให้พวกเราเป็ม้าลา ล้วนไม่บ่ายเบี่ยงยินดีเป็ทาสทำงานรับใช้ท่านไปจนชั่วชีวิต คุณชายได้โปรดรับเราสองแม่ลูกไว้ด้วย”
ซุนิฉวนนึกเสียใจที่สายตาสอดส่องวุ่นวายจนนำความยุ่งยากมาสู่ตัวเพียงแต่ใจหนึ่งยังคิดสงสารเสียแต่ตนเองไม่อาจใช้ความสงสารช่วยเหลือผู้คนทุกคนที่พบเจอ ่เวลาที่แผ่นดินวุ่นวายเช่นนี้ซุนิฉวนจะช่วยเหลือได้สักกี่คน
ซุนิฉวนทอดหายใจ“พวกเ้าสองแม่ลูกดูไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป”
หญิงผู้เป็แม่เงยหน้าตอบ
“พวกเราความจริงมาจากเมืองลั่วหยางระหว่างทางพบเจอโจรร้ายขบวนหนึ่งสามีกับบ่าวที่มาด้วยกันใช้ชีวิตปกป้องพวกข้าสองแม่ลูก คุณชายพวกข้าสองคนจะกลับไปที่ลั่วหยางก็ไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว จะหาหนทางอื่นก็อับจนนัก”
เด็กชายฟังที่มารดากล่าวก็ก้มหน้ากำมือจนแน่น
ซุนิฉวนคาดเดาว่าสองแม่ลูกนี้คงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแต่อยู่ที่ด้านนอกไม่สะดวกกับการถามไถ่ ที่สบตากับพวกนางสองแม่ลูกคงเป็โชคชะตาแล้วถ้าเช่นนั้นซุนิฉวนจะลองเชื่อถือโชคชะตาของตนเองดูสักที
“พวกเ้าสองแม่ลูกคงยังไม่ได้กินอะไรมาหลายวันเอาเงินนี้ไป ที่เหลือพวกเ้าหาซื้อเสื้อผ้าจากนั้นไปหาข้าที่โรงเตี๊ยมที่ฝั่งตะวันออก ข้าแซ่ซุน”
“คุณชาย”จางฉิงส่งเสียงประท้วงกลัวว่าคุณชายจะเสียเงินเปล่าสองแม่ลูกได้เงินไปแล้วอาจจะไม่กลับมาอีก ซุนิฉวนให้เงินสองแม่ลูกไปเพียงห้าร้อยเหวิน(หนึ่งพันเหวิน เท่ากับ หนึ่งตำลึงเงิน) หากเสียไปก็ถือว่าดูคนผิดก็แล้วกัน
“ขอบคุณ คุณชายขอบคุณ คุณชาย ข้าจะไปพบท่านแน่นอน”
ผู้เป็แม่โขกศีรษะให้ซุนิฉวนอยู่หลายคราจนบุตรชายประคองให้นางลุกขึ้น เด็กชายก่อนจากไป ยังหันหน้ามาก้มศีรษะเป็เชิงขอบคุณให้กับซุนิฉวน
จางฉิงยังกลัวว่าซุนิฉวนคงต้องเสียเงินไปเปล่าแต่ซุนิฉวนเป็นายน้อยของสกุลซุน ต่อให้จางฉิงไม่เห็นด้วยยังคงต้องหุบปากตนเองเอาไว้ก่อน
อีกราวครึ่งชั่วยามหวงเหวินก็กลับออกมา ที่ด้านหลังมีคนราวสามสิบกว่าคนติดตามมาด้วยเป็ขบวนใหญ่ทั้งหมดล้วนเป็ชายวัยั้แ่สิบกว่าปีไปจนถึงสามสิบกว่าปีรูปร่างผอมโซคงเป็ทาสที่หวงเหวินซื้อมาเพื่อเป็แรงงานที่เหมืองเกลือ แต่ยังไม่ใกล้เคียงจำนวนหนึ่งร้อยที่้า
“คุณชายใหญ่ท่านยังรู้สึกไม่สบายอยู่หรือไม่ข้าจะให้จางฉิงไปนำรถม้ามารับท่านกลับไปที่โรงเตี๊ยม”
“ข้าไม่เป็ไรท่านอาหวงคงคิดที่จะไปที่เหมืองเกลือในวันนี้เลยใช่หรือไม่”
หวงเหวินพยักหน้าทาสสามสิบคนไม่อาจรออยู่ที่โรงเตี๊ยมได้ ยิ่งไม่อาจหาที่พักภายในเมืองให้กับคนมากมายเช่นนี้หวงเหวินตั้งใจที่จะพาทาสเหล่านี้ไปที่เหมืองเกลือก่อนในวันนี้
“จางอวี้เ้ารีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมเ้านำม้าสองตัวไปรอที่หน้าประตูเมืองบอกให้จูเซียงขับรถม้าไปที่หน้าประตูเมืองรอข้ากับคุณชายไปถึง”
“ขอรับ” จางอวี้รับคำวิ่งออกไปในทันที
“คุณชายใหญ่ข้าจะไปที่เหมืองเกลือก่อน พอจัดเตรียมที่พักแล้วอีกสองวันข้าจะให้จางอวี้มาพาพวกท่านไปที่เหมืองเกลือ ข้ายังต้องหาคนงานเพิ่มอีกกว่าจะได้เริ่มผลิตเกลือก็คงยังอีกหลายวันให้อี้วเอ๋อร์กับคนคุ้มกันสองคนอยู่กับพวกท่านที่เมืองถานโจวก่อน”
หวงเหวินเดินนำซุนิฉวนไปทางประตูเมืองด้านหน้าระยะทางจากตลาดค้าทาสไปที่ประตูเมืองใช้เวลาไม่นานหวงเหวินเกรงว่าซุนิฉวนจะเหนื่อยเกินไปจึงเดินไม่เร็วมากที่ด้านหลังยังมีทาสกลุ่มใหญ่เดินติดตามหลังมาด้วย พอมาถึงที่หน้าประตูเมืองจางอวี้กับจูเซียงก็เตรียมม้าสองตัวกับรถม้าหนึ่งคันไว้พร้อมม้าที่จางอวี้นำมาปลดมาจากรถม้าอีกคันหนึ่ง
หวงเหวินให้จางฉิงนำเงินไปซื้อหมั่นโถวมาหกสิบเจ็ดสิบลูกแจกจ่ายให้กับทาสที่ซื้อหามา หวงเหวินจ่ายเงินไปหลายร้อยตำลึงเพื่อซื้อทาสสามสิบคนแต่ยังนับว่าถูกหากเทียบกับราคาทาสที่ขายราวยี่สิบถึงสามสิบตำลึงต่อชายที่แข็งแรงหนึ่งคนหวงเหวินรอจนคนทั้งหมดกินจนเรียบร้อยก็ออกเดินทาง
หวงเหวินให้จางอวี้กับจางฉิงสองพี่น้องขี่ม้าคอยคุมขบวนทาสทั้งสามสิบคนไปที่เหมืองเกลือจูเซียงขับรถม้าให้กับหวงเหวินที่ติดตามอยู่ด้านท้ายขบวน
ซุนิฉวนรอส่งขบวนของหวงเหวินจนลับสายตาก็กลับไปที่โรงเตี๊ยมพร้อมกับผู้คุ้มกันอีกคนที่ติดตามจูเซียงออกมารับซุนิฉวนกลับไป
ตอนนี้หวงเหวินยังหาคนได้ไม่ครบซุนิฉวนที่อยู่หน้าประตูเมืองเมื่อครู่ สายตายังคงลอบมองไปทางผู้อพยพหลายร้อยคนที่อาศัยอยู่โดยรอบกำแพงเมืองซุนิฉวนคิดว่าหวงเหวินคงไม่เห็นด้วยกับตนเองแน่หากจะให้รับผู้อพยพทั้งหมดร้อยกว่าคนนี้ไปที่เหมืองเกลือด้วย ผู้อพยพมีทั้งคนแก่เด็กสตรี ผู้ที่าเ็พิการ มีไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่พอจะทำงานหนักในเหมืองได้หวงเหวินคงไม่ยอมให้ซุนิฉวนเสียเงินเลี้ยงคนจำนวนมากเอาไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้ทำงาน
ซุนิฉวนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมกินมื้อเที่ยงกับน้องชายแล้วก็กลับเข้าไปนอนที่เรือนพักซุนิเย่กับซุนิเจี๋ยชักชวนอี้วเอ๋อร์บ่าวรับใช้กับคนคุ้มกันหนึ่งคนออกไปเดินเล่นที่ในเมือง
จูห่าวกับเว่ยฉางเป็ผู้คุ้มกันที่รออยู่ที่เมืองถานโจวเว่ยฉางคุ้มกันคุณชายรองกับคุณชายสามออกไปด้านนอกจูห่าวนั่งดื่มน้ำชาดูคนเดินผ่านไปมาอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยม ผู้คุ้มกันของสกุลซุนที่ติดตามซุนิฉวนมาล้วนเป็ผู้ที่ซุนเหว่ยคัดเลือกด้วยตัวเองเป็เด็กกำพร้าที่สกุลซุนชุบเลี้ยงฝึกฝนั้แ่ยังเยาว์ ความภักดีไม่เป็ที่สงสัย
ผู้คุ้มกันทั้งหมดสิบห้าคนที่ออกมาจากเมืองฉางอานสิบคนสละชีวิตคุ้มครองคุณชายทั้งสามหลบหนีออกมาจากการโจมตีของโจรูเาซุนิฉวนใช้ตัวเองบังน้องชายทั้งสองคนเอาไว้ที่ด้านในรถม้าถูกฟันที่หลังจนเสียเืไปมาก ซุนิฉวนสลบไปหลายวันจนทุกคนนึกกังวลว่าซุนิฉวนจะไม่รอดแล้วโชคดีที่หลายวันให้หลังซุนิฉวนฟื้นขึ้นมาได้จูห่าวคิดถึงเื่ราวในตอนนั้นแล้วให้รู้สึกหวาดเสียวในใจขึ้นมา
จูห่าวนั่งอยู่สักพักก็เห็นแม่ลูกคู่หนึ่งเข้ามาด้านในของโรงเตี๊ยมถามหาคุณชายแซ่ซุนซุนิฉวนบอกกล่าวจูห่าวเื่สองแม่ลูกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วจูห่าวเดินเข้าไปหาสองแม่ลูก “พวกเ้าตามหาคุณชายซุน ใช่หรือไม่ ตามข้าไปด้านในคุณชายใหญ่น่าจะยังพักพ่อนอยู่”
ซุนิฉวนนอนหลับ่หลังเที่ยงจนตื่นขึ้นมาแล้วซุนิฉวนนั่งเอนหลังอยู่หน้าเรือนพัก ตอนนี้าแที่หลังเริ่มตกสะเก็ดแล้วในทุกวันซุนิฉวนจะให้อวี้เอ๋อร์เป็คนทายาที่กลางหลังซุนิฉวนนั่งนึกทบทวนเหตุการณ์ใน่ปลายของราชวงศ์ถังเมืองถานโจวหลังจากนี้อีกสามปีจะตกอยู่กับกองกำลังของหม่าอิน
เมืองหลวงฉางอานรวมถึงพื้นที่ด้านเหนือจะถูกจูเวินยึดครองเปลี่ยนชื่อเป็ราชวงศ์เหลียงส่วนแคว้นหนานฮั่นของหลิวอิ่นอยู่ทางใต้ ้าติดกับแคว้นฉู่ของหม่าอินด้านตะวันออกติดกับแคว้นอู๋ถัดลงไปอีกเป็แคว้นิ่กว่าที่ราชวงศ์ซ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาก็ห้าสิบกว่าปีหลังจากนี้ซ่งไท่จู่ขึ้นครองราชย์ตอนอายุได้สามสิบกว่าปีแสดงว่าตอนนี้ซ่งไท่จู่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา
ซุนิฉวนอาจจะตายไปก่อนที่ราชวงศ์ซ่งจะรวมแผ่นดินได้เสียอีกซุนิฉวนตั้งเป้าหมายในใจแล้วว่าตนเองแค่ต้องประคองตัวเอาไว้หาทางผูกมิตรกับหลิวอิ่น หาทางให้ตระกูลซุนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ในแคว้นหนานฮั่นก็พอแล้ว
“คุณชายใหญ่สองแม่ลูกที่ท่านกล่าวถึงมาถึงแล้วขอรับ”จูห่าวนำคนมาส่งแล้วจึงยืนอยู่ด้านข้างของซุนิฉวน สองแม่ลูกคุกเข่าประสานมือก้มคาราวะ
“คุณชายซุน”
“พวกเ้าลุกขึ้นก่อนเ้าชื่อแซ่อะไรกัน มาจากที่ไหน” ซุนิฉวนถาม
สองแม่ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วแม้เป็ชุดแบบชาวบ้านธรรมดาแต่พอสะอาดตาขึ้นสองแม่ลูกคู่นี้ยิ่งดูแตกต่างไม่เหมือนชาวบ้านในชนบททั่วไป
“เรียนคุณชายข้าแซ่หลิวเรียกซีอิ๋ง สามีข้าแซ่หาน บุตรชายข้าเรียกว่าหานฉีหรง พวกเราครอบครัวอพยพมาจากเมืองลั่วหยางพอใกล้ถึงเหลียงกวางถูกโจรป่าลอบโจมตีสามีกับบ่าวที่ตามมาด้วยถูกสังหาร ข้ากับบุตรชายโชคดีหลบหนีออกมาได้แต่พวกข้าสองคนทั้งไม่รู้จักหนทาง ญาติทางฝ่ายสามีก็ไม่ต้อนรับ”
หลิวซีอิ๋งเล่าถึงตรงนี้ก็สะกดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวสะอื้นไห้จนไม่อาจกล่าวต่อหานฉีหรงบุตรชายเอื้อมมือไปจับมือมารดาเอาไว้
“เอาเถอะพวกเ้าไปพักผ่อนก่อน อีกไม่กี่วันพวกเราจะออกจากเมืองถานโจวแล้วจูห่าวให้พวกเขาพักที่ห้องที่ว่างอยู่”