หลังได้ยินคำบัญชาของผู้เป็นองค์หญิง สาวใช้คนงามรีบนำทางทุกคนไปหาองค์จักรพรรดินีที่ริมสระบัวมรกตซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังพระราชวังสีทองอันกว้างใหญ่ไพศาล
เย่หยุนซีกวาดสายตามองทุกสิ่งอย่างตลอดทาง ในใจรู้สึกสั่นสะท้านเพราะความมั่งคั่ง ร่ำรวย เกินจินตนาการของราชวงศ์มู่แห่งนี้
‘ฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว หินประดับทุกก้อนของที่นี่ล้วนแต่เป็นหยกปราณคุณภาพสูงทั้งนั้น แถมที่พื้นและผนังบางส่วนยังถูกปูด้วยคริสตัลสีขาวราวกับกระจกใสอันหายาก’ เด็กหนุ่มรู้สึกเสียดายสิ่งของเหล่านี้เอามากๆ
แทนที่จะนำมันมาใช้ประโยชน์ แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะใช้พวกมันเพื่อประดับบารมีเสียอย่างนั้น ในสายตาของเขานี่มันไม่ต่างอะไรจากการทิ้งขว้างสมบัติมีค่าจำนวนมหาศาลเลยสักนิด
“ตึก ตึก ตึก”
“ถึงแล้วเจ้าค่ะ องค์จักรพรรดินีทรงพำนักอยู่ที่นั่น” หลังจากสาวเท้าก้าวเดินมาอย่างยาวนาน ในที่สุดสาวใช้ผู้นำทางก็หยุดชะงักและผายมือไปยังศาลากลางสระน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกล
“อืม ขอบใจ เจ้าไปทำอย่างอื่นเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง” มู่หลินกล่าว นางรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามที่สาวใช้ตรงหน้ามิอาจนำพาพวกนางเข้าไปได้
“รับทราบเจ้าค่ะ” ผู้เป็นสาวใช้ผสานมือโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม จากนั้นเดินจากไปตามคำบัญชา
ส่วนทางด้านมู่หลินก็มิได้รอช้า นางรีบพาทุกคนไปยังศาลากลางสระน้ำที่บัดนี้มีโฉมสะคราญรูปร่างหน้าตางดงามเย้ายวนกำลังนั่งอ่านตำราพลางดื่มชาอย่างสงบ
“คาราวะองค์จักรพรรดินีเจ้าค่ะ” เมื่อมาถึง มู่หลินรีบโค้งศีรษะทำความเคารพ ทำให้ทุกคนต้องโค้งศีรษะตามนางอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไม่ต้องมากพิธี นี่ไม่ใช่เวลาทำงาน” องค์จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดินภากระจ่าง มู่หลิงเฟย กล่าวออกมาเช่นนั้น ดวงเนตรสีทับทิมคู่งามกวาดมองทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ก่อนจะหยุดสายตาที่บนร่างของบุรุษหนุ่มอาภรณ์ขาวซึ่งยังคงก้มหน้าให้กับนาง ทั้งๆที่คนอื่นๆต่างพากันเงยหน้าขึ้นมาจนหมดสิ้น
“นี่ ซีเอ่อร์เงยหน้าได้แล้ว” หลิงหยวนที่สังเกตเห็นความผิดปกติรีบหันไปกระซิบกล่าวเสียงเบา
เย่หยุนซีสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เมื่อครู่ตอนเห็นรูปโฉมขององค์จักรพรรดินีสาว ทำเอาเขาเกือบตกอยู่ภวังค์แห่งความหลงใหล หากไม่ใช่เพราะต้องโค้งศีรษะทำความเคารพตามผู้เป็นแม่ยาย มีหวังเขาได้ยืนเหม่อลอยเพราะความงดงามเกินบรรยายของนาง ซึ่งมันเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
‘ฝู่! หยุนซีตั้งสติหน่อย ถึงแม้นางจะเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในแผ่นดิน แต่นั่นคือท่านป้าของภรรยาเจ้า’ เด็กหนุ่มย้ำเตือนตัวเอง ก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ดวงเนตรมังกรอันคมกล้าและดวงเนตรหงษาอันงดงามสูงส่งจึงสอดประสานกันอยู่พักใหญ่
“เจ้าคือหลานเขยของข้าใช่หรือไม่?” เป็นมู่หลิงเฟยที่เปิดฉากเอ่ยถาม ถึงแม้ว่านางจะรู้ฐานะของบุรุษหนุ่มอยู่แล้วก็ตามที
“เป็นเช่นนั้นขอรับ องค์จักรพรรดินี” เย่หยุนซีผสานมือคาราวะพลางกล่าว หากสังเกตุดีๆจะเห็นว่าใบหน้าของเขาแดงขึ้นมาเล็กน้อยเพราะความงดงามเย้ายวนของสตรีเบื้องหน้า ซึ่งนับว่าเหนือกว่าหลิงจีและหยุนฉางเยว่อยู่หลายส่วน
“อืม ถ้างั้นเจ้าก็สมควรเรียกข้าว่า ท่านป้า” องค์จักรพรรดินีสาวกล่าวออกมา จากนั้นยกมืออันเรียวงามขาวผ่องกวักเรียกหลิงจีให้มานั่งข้างๆ ด้วยความที่ไม่ได้พบเจอกันนาน นางจึงรู้สึกคิดถึงหลานสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก
“เอ่อ.........รับทราบแล้วขอรับ ท่านป้า” เย่หยุนซีเอ่ยวาจาตามความประสงค์ของอีกฝั่ง
มู่หลินเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงนำพาทุกคนมานั่งยังบริเวณพื้นที่ว่าง ก่อนจะเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญกับผู้เป็นพี่สาวเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้
“ท่านพี่ๆ สินค้าที่พวกเราสั่งไว้ล่ะเจ้าคะ?” นางเอ่ยถาม
จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดินภากระจ่างเผยรอยยิ้มบาง มือข้างหนึ่งของนางกอดหลิงจีผู้เป็นหลาน ในขณะที่มืออีกข้างกำลังโยนถุงมิติไปมา
“สินค้าของพวกเจ้า แน่นอนว่าข้าย่อมจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะซื้อขายกันแบบปกติมันก็คงหน้าเบื่อจนเกินไป”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร?” มู่หลินเผยสีหน้าแปลกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เป็นจักรพรรดินีสาวส่ายศีรษะไปมาช้าๆ จากนั้นเบนสายตาไปยังเย่หยุนซีอีกครั้ง “หลานเขย สินค้าเหล่านี้เจ้าเป็นคนสั่งสินะ ถ้างั้นพวกเรามาตั้งเงื่อนไขกันหน่อยเป็นอย่างไร?”
“เอ๋! เงื่อนไขแบบไหนงั้นหรือขอรับ?” เด็กหนุ่มทำสีหน้างุนงง
“คิกคิก ไม่ยากๆ ถ้าหากเจ้ายืนหยัดสู้กับองครักษ์ประจำตัวข้าได้ 1 ก้านธูป ข้าจะมอบหยกปราณเหล่านี้ให้เจ้าโดยไม่คิดเงิน แต่หากยืนหยัดได้ไม่พ้น 1 ก้านธูป หยกปราณเหล่านี้ก็จะทวีมูลค่าขึ้นเป็น 2 เท่า” นางยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ขณะกล่าวถึงเงื่อนไข
“เดี๋ยวสิท่านพี่! องครักษ์ข้างกายท่านอยู่ระดับจักรพรรดิแล้วไม่ใช่หรือไง” มู่หลินผู้ซึ่งเป็นแม่ยายออกตัวปกป้องเขยขวัญ
“อ่อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าให้นางกดพลังเอาไว้” มู่หลิงเฟยกล่าวราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่
ซึ่งในขณะที่มู่หลินกำลังจะเถียงกลับไป เสียงของเย่หยุนซีก็พลันดังขึ้นมา “เรียนท่านป้า ข้าขอแก้ไขข้อเสนอหน่อยได้หรือเปล่า?”
“โอ่ว ลองว่ามาสิ?” จักรพรรดินีสาวรู้สึกว่ามันน่าสนใจจึงอยากลองฟัง
“เรียนท่านป้า สิ่งที่ข้าอยากแก้ไขนั้นง่ายดายมาก ข้าจะยืนหยัดต่อกรกับองครักษ์ของท่านที่พลังเต็มสิบส่วน 1 ก้านธูป หากชนะข้าขอของรางวัลเพิ่มเติม แต่หากแพ้ข้ายอมจ่ายเงินค่าหยกปราณ 3 เท่าจากปกติ”
“หือ!”
องค์จักรพรรดินีมู่หลิงเฟย มู่หลิน หรือแม้แต่หลิงหยวนเมื่อได้ยินต่างพากันรู้สึกตกใจ องครักษ์ของมู่หลิงเฟยมีตบะถึงจักรพรรดิเชียวนะ เจ้าเด็กคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
ถึงแม้ทั้งสามจะรู้ว่าเย่หยุนซีเป็นลูกศิษย์ของเซียนในตำนาน แต่การมีพลังทัดเทียมกับระดับจักรพรรดิด้วยวัยเพียงเท่านี้มันก็ดูน่าเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ
“เด็กน้อย เจ้ามั่นใจในสิ่งที่ตนเองเสนอมาหรือเปล่า?” มู่หลิงเฟยกล่าวถามเพื่อย้ำเตือนสติของอีกฝ่าย
เย่หยุนซีลอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ในใจ “หากท่านป้าให้โอกาส ข้าเองก็จะลองดู”