ใน่บ่ายวันนั้น
มีขบวนเสด็จจากวังหลวงมารับฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์หญิงใหญ่กลับวังหลวงทันที เนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยและสยบความระส่ำระสายในวังหลวง
ฮ่องเต้ฮองเฮาผู้ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าผู้นำทั้งสองถูกลอบโจมตี มันเป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีความแตกตื่น
จินฮวากลับไปพักรักษาตัวต่อที่ตำหนัก ขณะที่เหรินจวินเข้าท้องพระโรง เพื่อสยบความวิตกดังกล่าว
แน่นอนว่าหัวข้อในการประชุมครั้งนี้ ย่อมจะเป็เื่การที่ฮ่องเต้และฮองเฮาถูกลอบทำร้าย
ก่อนเข้าประชุมฮุ่ยิไท่ซางหวงมาพบเหรินจวินเป็การส่วนตัว ประจวบเหมาะกับแม่ทัพหวังที่ตอนนี้ร้อนรนกังวลเื่บุตรสาวจึงมาขอพบฮ่องเต้เป็การส่วนตัวเช่นกัน
หลังจากที่เหรินจวินทราบการมาถึงของทั้งสอง ก็ยอมให้เข้าพบเป็การส่วนตัวทันที เพราะเขาเองก็คิดจะพบทั้งสองเป็การส่วนตัวอยู่แล้ว มันก็จริงว่าการเข้าประชุมในครั้งนี้เป็การประชุมเื่การลอบโจมตี แต่เขาก็ไม่คิดจะพูดสิ่งที่คิดทั้งหมดในที่ประชุมในครั้งนี้ เขาคิดจะดำเนินการเื่นี้เอง และคิดจะบอกเื่นี้กับคนที่เขาไว้ใจมากที่สุดไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือบิดาของเขา และบิดาของนาง
เหรินจวินเล่าเหตุการณ์ให้กับฮุ่ยิฟัง ั้แ่เื่การลอบโจมตี เื่อิทธิฤทธิ์ของจินฮวา
“เ้าคิดว่าคนร้ายเป็พวกใด” ฮุ่ยิกล่าวหลังจากที่ฟังบุตรชายเล่าจบ
“คนร้ายมีเจตนารมณ์หมายเอาชีวิตจินฮวาอย่างชัดเจน คงเป็พวกใดที่ได้ประโยชน์จากการตายของฮองเฮาไม่ผิดแน่”
“หากเป็เช่นนี้ การแข่งล่าสัตว์ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนให้เลื่อนไปก่อนดีหรือไม่”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ การล่าสัตว์ในครั้งนี้แคว้นหยางจะเข้าร่วมด้วย เป็การดีที่จะเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น”
“เช่นนั้นก็ให้ฮองเฮาอยู่วังหลวงหรือ”
“ไม่ นางจะต้องไปด้วย”
แม่ทัพหวังที่ได้ยินคำกล่าวของฮ่องเต้ แผ่นหลังเขาก็ยืดตรงขึ้นด้วยความเครียดเกร็ง
เหรินจวินรับรู้ได้ถึงปฏิกิริยาดังกล่าว เขาจึงกล่าวขึ้น “ข้าจะคุ้มครองนางเอง ข้ารู้ว่าท่านเป็กังวลห่วงนาง แต่ในการนี้อาจเป็การเร่งให้คนร้ายเร่งลงมือ การรู้ว่าคนร้ายจะลงมือเวลาใดเป็ผลดีมากกว่าการที่ไม่รู้ว่าคนร้ายจะลงมือเมื่อใด และรับมือไม่ทัน อีกทั้งในการนี้ข้าคิดจะจับตัวคนร้ายที่อยู่เื้ัให้ได้”
แม่ทัพหวังยังคงมีทีท่าเป็กังวลอยู่ แต่เท่าที่ฟังคำกล่าวนี้มาก็มีเหตุผล “เช่นนั้นข้าขอประทานอนุญาตส่งองครักษ์เงารอบคุ้มกันฮองเฮาได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ควรเป็เช่นนั้น”
“ยังจะเื่อิทธิฤทธิ์ของนาง” ฮุ่ยิกล่าวขึ้น “แม่ทัพหวังนางไม่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ท่านเห็นเลยหรือ”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ ั้แ่ยังเยาว์ฮองเฮาเป็เด็กธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเพื่อเป็การยืนยัน ข้าจะเป็ธุระหานักพรตและผู้ทรงศีลมาตรวจสอบนางเอง”
“ดีพ่ะย่ะค่ะ วานนี้นางไม่ได้าเ็ที่ใด แต่นางมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ว่าการใช้อิทธิฤทธิ์อาจส่งผลต่อร่างกายนาง”
หลังจากได้ข้อสรุปทั้งหมดจึงแยกย้าย
หลังจากการประชุมเสร็จ เหรินจวินมาพักที่ศาลาริมบึงใกล้กับท้องพระโรงเหมือนเช่นเคย การฟังขุนนางและแม่ทัพ ทั้งหลายมีปากเสียงกันยังคงเป็เื่น่ารำคาญสำหรับเขาเช่นเคย
“ฝ่าา”
ผู้ที่มารอพบเขาคือหลินหราน ทันทีที่นางได้พบหน้าเขาดวงตาของนางก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ก่อนนางจะรีบโผเข้ากอดเขา
“หม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าาถูกลอบโจมตี อีกทั้งพระองค์ยังาเ็ หม่อมฉันร้อนใจเหลือเกินเพคะ”
เหรินจวินประคองร่างนางออก พร้อมกับใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาบนแก้มนางออก “ข้าไม่เป็ไร าแเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็กังวลเพคะ หม่อมฉันนำยามาด้วยให้หม่อมฉันดูแผลพระองค์ได้หรือไม่เพคะ”
เหรินจวินพยักหน้า หลินหรานจึงหันไปรับสำรับยาจากนางกำนัลนาง ก่อนที่ทั้งขันทีและนางกำนัลบริเวณนั้นจะหลบออกไป
ทันทีที่ถอดฉลองพระองค์้าออก และเปิดผ้าพันแผลออก ก็ได้พบกับรอยฟันเป็ทางยาวั้แ่่ต้นของไหล่ไปจนถึง่กลาง ความยาวขนาดเท่าฝ่ามือ
“พระองค์ยังกล่าวว่าาแไม่ใหญ่อีกหรือ”
หลินหรานบรรจงใส่ยาให้เขาอย่างระมัดระวัง
เหรินจวินมองใบหน้างดงามตรงหน้าชั่วครู่หนึ่งก่อนเขาจะกล่าวขึ้น “ระยะนี้ข้าคงไม่ได้ไปหาเ้าที่ตำหนัก”
ทันทีที่เขากล่าวมือของนางชะงัก “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ พระองค์มีราชกิจมากมายต้องดูแล”
เหรินจวินเลื่อนสายตามองทิวทัศน์ในบึง “หวงโฮ่วของข้า ถูกทำร้ายนางยังมีอาการตื่นกลัวขวัญเสียอยู่มาก ข้าคงต้องอยู่เป็เพื่อนนางสักระยะ” ความจริงแล้วเขาต้องอยู่กับจินฮวาเพื่อคุ้มครองนางตามที่ได้รับปากเอาไว้ เื่ขวัญเสียของนางนั้น ไม่แน่ใจว่านางยังมีอยู่หรือไม่ เนื่องจากนางทำราวกับว่าลืมไปแล้วว่าตนเองเพิ่งถูกลอบฆ่ามา
ในเวลานั้นใบหน้านางขาวซีดไปหลายส่วน
“หวงตี้หม่อมฉันเข้าใจเพคะ ว่าหวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยนเป็คนสำคัญ”
เหรินจวินที่ได้ยินคำกล่าวนี้เขาก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะกุมมือนางที่กำลังใส่ยาให้เขาอยู่ออก คำว่าหวงตี้อาจฟังดูแล้วห่างเหินสำหรับสามีและภรรยา แต่ผู้ที่เรียกเขามีเพียงคนเดียวคือจินฮวา บางครั้งนางก็เรียกเขาด้วยความเดือดดาล บางครั้งนางก็เรียกเขาด้วยความแง่งอน แต่ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้จากปากนางจะมีความชวนฟังบางอย่าง จนเขารู้สึกว่าไม่อยากฟังคำเรียกนี้จากปากคนอื่นนอกจากนาง โดยเฉพาะในอารมณ์ประชดประชันที่หลินหรานกำลังกระทำอยู่
“ไม่ใช่อย่างที่เ้าคิด อีกทั้งเ้าอย่าเรียกข้าว่าหวงตี้ให้ห่างเหินถึงเพียงนั้นเลย เรียกข้าดังเดิมเถิด”
หลินหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันหึงหวง หม่อมฉันรักพระองค์มาก”
“อืม ข้ารู้”