“ท่านเ้าสำนักกู้ นี่แสดงว่าท่านในตอนนี้ได้รับการอวยพรแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่ช่วยท่านไว้ในทะเลสาบ อนาคตล้วนแต่ต้องแต่งกับท่านแล้ว เ้าสำนักกู้ ท่านทำหน้าเช่นนี้ ท่านไม่เชื่อข้าใช่หรือไม่ ก็ได้ ท่านไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่ข้าพูดในตอนนี้ก็ได้ แต่ท่านจำสิ่งที่ข้าพูดในคืนนี้ไว้ให้ดี คนผู้นี้ได้ถูกอวยพรร่วมกับท่านแล้ว”
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มน้อยๆ เห็นเป็แค่เื่เล่า ตำนานท้องถิ่น เื่ราวพวกนี้มักจะมีและปรากฏอยู่แทบทุกยุคทุกสมัย เชื่อถือไม่ได้อย่างยิ่ง ทั้งยังฟังดูงมงาย เมื่อคิดถึงหลักความเป็จริง ใครจะขุดทะเลสาบจนใหญ่ได้ขนาดนี้
“เช่นนั้นถ้าคนที่ช่วยข้าไว้เป็ชายด้วยกันเล่า ทั้งยังอาจจะเป็ชายแก่ เช่นนี้ข้าก็ต้องแต่งงานกับผู้เฒ่าหรือ”
“ท่านคิดมากไปแล้ว ทำไมไม่คิดว่าอาจจะเป็สาวงามผู้หนึ่งเล่า”
“เพราะมันเป็ไปไม่ได้อย่างไรล่ะ ป๋อหยวน ท่านคิดดู ข้าเป็บุรุษอกสามศอกยังไงก็หนักกว่าสตรีไม่รู้กี่เท่า ทั้งในทะเลสาบน้ำจับตัวจนแทบจะแช่แข็งจนตายได้ สาวงามที่ไหนจะกล้าลงไป อีกอย่างนะคุณชายป๋อ จะมีสาวงามที่ไหนออกมาเตร็ดเตร่ยามกลางคืนในวันที่อากาศหนาวจัดเช่นนี้”
ป๋อหยวนสะบัดพัดที่พึ่งซ่อมเสร็จหมาดๆ ก่อนจะลุกขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสเล็กน้อย พลางชายมองมายังกู้เลี่ยงรุ่ยด้วยสายตาที่เหมือนเด็กน้อยเวลาที่ถูกขัดใจ น้ำเสียงเชิดน้อยๆ
“ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว วันนี้ข้าจะกลับเข้าเมืองก่อนเพื่อไปดูว่าเ้าสำนักตู้ได้จัดกำลังและคิดจะหว่านแหจับท่านอย่างไร อย่างไรก็ตามจนกว่าข้าจะกลับมา ท่านก็อยู่ที่นี้อย่างระมัดระวังหน่อย โดยเฉพาะเด็กปี...ข้าหมายถึงปันน่าและอาจื่อ ท่านต้องคอยระวังให้ดี สองคนนี้มักชอบวิ่งเล่นไปทั่วอย่างไม่รู้ความ ดีไม่ดีวิ่งไปเจอผู้อื่นที่เป็สายให้เ้าสำนักตู้จะโชคร้ายไปกันใหญ่ ท่านวางใจได้ ทะเลสาบคืนวันส่วนนี้เป็ส่วนที่ลึกที่สุดแล้ว คนทั่วไปไม่มาเดินเล่นแน่ๆ พัดนี่ข้าให้ท่านเอาไว้ป้องกันตัว”
กู้เลี่ยงรุ่ยไม่รับพัดที่ป๋อหยวนยื่นมาให้ ใครจะไปหน้าด้านหน้าทนรับเอาไว้อีกหลังจากทำของคนอื่นเสียหายยับเยินขนาดนั้นแล้ว
“ขอบคุณในน้ำใจท่านมาก ทว่าพัดนี้อย่างไรข้าก็ใช้ไม่เป็ อยู่ที่ท่านดูจะมีประโยชน์มากกว่า อีกอย่างท่านพกพัดประจำหากว่าผู้อื่นไม่เห็นท่านพกพัดเล่มนี้พักนี้ เกรงว่าจะถูกสงสัยได้ คุณชายป๋อ ท่านเองก็ระวังตัวให้มาก ตู้จิ้งกงได้ประมือกับพัดเล่มนี้ด้วย เกรงว่าน้อยมากก็น่าจะเดาได้ ว่าเป็พัดของท่าน”
“เื่นั้นท่านไม่ต้องกังวล บิดาข้าเส้นใหญ่ ปีๆ หนึ่งโยนทรัพย์ให้ตั้งเท่าไหร่ เ้าสำนักตู้ไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก ไม่งั้นสิ้นปีนี้คงไม่มีเงินฉลองอย่างเอิกเกริกเป็แน่”
ถ้อยคำอาจจะดูอวดดีและท่าทางก็น่าหมั้นไส้ไปบ้าง แต่ป๋อหยวนเนื้อในเป็คนดีกว่าที่คิด กู้เลี่ยงรุ่ยจึงไม่ถือสา ยังไงก็ยังเป็ชายหนุ่มที่อายุไม่ยี่สิบด้วยซ้ำ แต่ยังรู้จักแยกแยะและไม่น่าชังเหมือนที่บรรยายไว้ในนิยายเลย
“คุณชายป๋อขอบคุณท่านมากสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างที่มีให้ข้า สักวันข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่ๆ”
ป๋อหยวนยิ้มหวาน “ท่านต้องตอบแทนอยู่แล้ว วันหน้าเวลาท่านแต่งภรรยาก็อย่าลืมมารับข้าไปเป็อนุด้วยล่ะ ข้าขอไม่มากหรอก แค่ขอตำแหน่งเมียรองจากท่านก็พอ หากไม่ได้จริงๆ ก็ขอตำแหน่งรองอนุก็ได้ ข้าไม่ถือ”
กู้เลี่ยงรุ่ยขอถอนคำพูด
ป๋อหยวนจากไปได้ไม่นาน ทะเลสาบคืนวันพลันรู้สึกเงียบงันลง กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งลงก่อนจะเหม่อมองไฟที่กำลังปะทุกลืนกินฟืนแห้งๆ ไปเรื่อยๆ แสงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างในตอนนี้ได้ถูกเมฆลอยเข้ามาบดบัง
สายลมเย็นจัดพัดมาจากอีกฟากของทะเลสาบ กู้เลี่ยงรุ่ยยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ชาในถ้วยไม่ไผ่เย็นชืดจนไม่อยากจะกินอีกแล้ว ตอนนี้เป็เวลายามจื่อแล้ว สัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนต่างก็ออกล่ากัน นับเวลาั้แ่ป๋อหยวนกลับไปจนถึงตอนนี้ก็เป็เวลาสองเค่อ กองไฟมอดลงจนลดทอนไออุ่นไปกว่าครึ่ง กู้เลี่ยงรุ่ยอดรู้สึกไม่ได้ว่าความหนาวเย็นได้ทำให้เริ่มรู้สึกคัดจมูก เห็นทีว่าทนอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว สุดท้ายจึงประสานมือไว้ด้วยกันที่เข่าในท่ากอดเข่า กล่าวน้ำเสียงเรียบๆ
"เ้าคิดจะเฝ้าดูอยู่ตรงนั้นตลอดไปเลยหรืออู๋เยี่ยน มาแล้วก็ออกมาเถอะ ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว"
ไร้เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจที่สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจนในระยะใกล้ เงาร่างสีดำในชุดทะมัดทะแม่งไร้ลวดลายอื่นใดมายืนทำสีหน้าอึมครึมอยู่เบื้องหน้ากู้เลี่ยงรุ่ย มีเพียงสายตาที่สบมองมาที่กำลังพูดด้วยตัวของมันเอง
กู้เลี่ยงรุ่ยเตรียมจะขยับตัวกระชับเสื้อกันหนาว แต่กระบี่ระทมทุกข์ได้วางพาดอยู่ปลายคาง ใกล้จนได้กลิ่นไอสังหารและความเข้มข้นของจิติญญาที่กำลังสั่นไหวอยู่ในดวงตาของอู๋เยี่ยน
ร่องรอยของความไม่แน่ใจ ร่องรอยของความไม่เข้าใจ และสับสน ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนอย่างเที่ยงตรง
กู้เลี่ยงรุ่ยคิดจะพูดเพื่ออธิบายแต่ก็พูดไม่ออก ไม่ใช่เพราะมีกระบี่กำลังพาดอยู่ใต้คางแต่เป็เพราะในตอนนี้ ความรู้สึกของใครคนหนึ่งกำลังเอ่อล้นปริ่มอยู่ริมขอบแก้ว
อู๋เยี่ยนแทบจะไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น การกระทำเหล่านี้ได้แสดงออกมาให้เห็นถึงความรู้สึกภายในหมดแล้ว อู๋เยี่ยนรู้แล้วว่ากู้เลี่ยงรุ่ย ไม่ใช่เ้าสำนักกู้ ทว่าความรู้สึกของกู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้แตกตื่นหรือใ กลับสงบอย่างไม่น่าเชื่อและพร้อมจะเผชิญหน้าต่อความจริงอย่างสง่างาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใคร นี่เป็เื่ที่ยากเกินจะเข้าใจและรับได้ ทว่า ณ ตอนนี้ ความจริงอันบริสุทธิ์เดียวที่มีอยู่คือกู้เลี่ยงรุ่ยในอดีตได้จากไปแล้ว มีเพียงเธอและร่างกายของเขาที่ต้องดำเนินต่อไป
อู๋เยี่ยนยังคงยืนปักหลัก ร่างกายไม่ไหวติง มีเพียงเส้นผมที่มัดรวบไม่เรียบร้อยที่หลุดออกมาต้องลม สายตาจับจ้องมองอย่างไม่ลดละ และรอคอยที่จะฟังอย่างตั้งใจ
"เ้ารู้เพราะแอบฟังมาตลอดหรือว่ารู้มานานแล้ว ถ้าอย่างนั้นเ้ายังมาช่วยข้าอีกทำไม ทั้งตอนที่หลบหนีการไล่ล่าและเฝ้าตามมาตลอด คนที่ช่วยข้าจากทะเลสาบก็เป็เ้าด้วยใช่ไหม"
สิ่งนี้อาจจะเป็ความรู้สึกเคยชินจากร่างเดิม กู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนรู้สึกได้มาตลอดั้แ่เมื่อครู่แล้ว มีสายตาผู้หนึ่งคอยเฝ้ามอง แต่ความรู้สึกไม่ได้มุ่งร้าย กู้เลี่ยงรุ่ยจึงปล่อย คิดว่ารอไม่มีคน อู๋เยี่ยนคงจะออกมาเอง แต่อู๋เยี่ยนอดทนเก่งกว่าที่คิด นี่ถ้าไม่เรียกก็คงไม่คิดจะออกมา
อู๋เยี่ยนไม่ตอบแต่ลดกระบี่ลงแล้ว สายตายังคงจ้องมอง กดดันให้พูดออกมา
"..."
กู้เลี่ยงรุ่ยเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกนอกจากคำว่าของคุณก่อนแล้วตามด้วยเื่ราวเเห่งความจริง
"ขอบคุณท่านที่ช่วยข้า ตอนนี้ข้าเองก็กำลังงุนงงมากเหมือนกัน มันดูไร้สาระจนแทบจะไม่น่าเชื่อแต่สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้คือความจริง ไม่มีคำโกหกแม้แต่ครึ่งคำ ตัวข้าไม่ใช่เ้าสำนักกู้ ข้าเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งจากที่ไกลโพ้น ไกลมากๆ จากที่นี้ หลังจากตาย ข้าก็มาอยู่ในร่างของเ้าสำนักกู้แล้ว เ้าคงเชื่อสิ่งที่ข้าพูดเพราะเ้ารู้ดีว่าถ้าหากเป็เ้าสำนักกู้คนเก่าแล้ว คงจะส่งสัญญาณหาเ้าทันทีที่ฟื้น และถ้าเ้าแน่ใจว่าเป็ข้า คงจะออกมาตั้งนานเเล้ว"
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าสายสัมพันธ์ระหว่างกู้เลี่ยงรุ่ยและอู๋เยี่ยน ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน นับถือเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมรบจับศึก เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด มายามนี้จึงรู้สึกได้เลยในไม่ช้าว่าคนผู้นี้ไม่ใช่อีกคนที่ตนคุ้นเคย ความรู้สึกเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าอู๋เยี่ยนกับกู้เลี่ยงรุ่ยสนิทสนมกันมาแค่ไหน มากจนสามารถรับรู้ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนทุกอย่างร่วมกัน
กระบี่ระทมทุกข์คลายรับรู้ถึงความรู้สึกได้ แสงเงาทอดผ่านคล้ายแอบหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงันในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
"ข้าขอโทษด้วย ข้าเองก็ไม่อยากให้มันเป็เช่นนี้ ทว่าข้าทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ข้าไม่รู้ว่าข้ามาที่นี้ได้ยังไง จะกลับไปได้ยังไง ชีวิตของข้าสำหรับโลกที่จากมาคือตายไปแล้ว นี้นับเป็เป็ชีวิตใหม่ที่ผิดพลาดแต่ก็คือชีวิตที่ข้าตั้งใจใช้อย่างดีตลอดมา วันนั้นที่เกิดเื่กับเ้าสำนักกู้ ข้ารู้เพียงแค่ว่าเขาได้สาน์สลับจากฉีอ๋อง จึงรีบเร่งเดินทางลงเขาไปพบ ทว่าฉีอ๋องแทงเ้าสำนักกู้หนึ่งแผลแล้วจากไป จากนั้นโชคร้ายพบกับประมุขมารซีซวนหลินทั้งสองต่อสู้กัน ก่อนที่เขาจะโดนประทับอาคมฝ่ามือพรากิญญา และข้าก็ตื่นขึ้นมาในร่างเ้าสำนักกู้ นับั้แ่วันนั้นถึงวันนี้ ก็สามเดือนกว่าแล้วที่ข้าอยู่ในร่างเ้าสำนักกู้"
"..."
อู๋เยี่ยนหลับตาลงครู่หนึ่ง เหมือน้าเวลาไล่เรียงเื่ราวเงียบๆ คนเดียวอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงความจริงว่าเ้าสำนักกู้ได้จากไปแล้ว มีเพียงร่างกายที่ถูกผู้อื่นสิงสู่
่เวลานี้เหมือนความสับสนในตัวเอง เหมือนจะไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะว่าอู๋เยี่ยนรู้ดี กู้เลี่ยงรุ่ยจะไม่ยอมห่างจากกระบี่พันทิวาเป็เวลานานเพียงนี้ ทั้งจะต้องเรียกตนไปพบแล้วเพื่อหารือเื่ยุ่งเหล่านี้ คนเช่นกู้เลี่ยงรุ่ยต้องเห็นแก่สำนักเป็อับดับแรก ฉีอ้ายอันเป็อับดับสอง ทว่าคนผู้นี้ไม่สนใจสิ่งเหล่าเลยสักนิด ข้อสำคัญคือแววตาคู่นั้นที่เปลี่ยนไป ดูแตกต่างไปจากกู้เลี่ยงรุ่ยราวกับคนละคน นี่เองที่ทำให้อู๋เยี่ยนรู้ในตอนนั้นที่สบตากัน สายตาของคนที่ไม่รู้จักกัน แต่เหมือนคนแปลกหน้าที่บังเอิญพบกันบนทางสายหนึ่ง
สุดท้ายเมื่อสบตาอีกครา คนๆ นี้ก็ไม่ใช่กู้เลี่ยงรุ่ย...
"อู๋เยี่ยน ความจริงข้ามีเื่ที่อยากจะขอร้องเ้า อาจจะฟังดูน่าละอาย ทว่าข้า..."
อู๋เยี่ยนกลับไม่รอให้กู้เลี่ยงรุ่ยพูดจบ พริบตาเดียวหันกายจากไป ทิ้งไว้เพียงกู้เลี่ยงรุ่ยที่ยังคงอ้าปากค้างเตรียมจะพูดต่อไป ทว่าคนฟังกลับหายไปแล้ว
"ไม่เคยต้องรู้สึกแย่อะไรขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต อู๋เยี่ยนนะอู๋เยี่ยนรอให้พูดจบก่อนก็ไม่ได้ เื่ที่จะขอก็ไม่ได้มากมายอะไรสักหน่อย ก็รู้ว่าเสียใจ แต่ช่วยฟังกันก่อนสักนิดไม่ได้หรือไง” ั
ปฏิกิริยาของอู๋เยี่ยนทำกู้เลี่ยงรุ่ยจมปลัก ความรู้สึกหนาวเหน็บมาจากภายใน พลางสงสัยว่าหลังจากที่ตนตายไปแล้วจะมีคนเข้ามาเห็นหรือเปล่า จะมีคนเสียใจต่อการจากไปของเธอหรือไม่ จะมีคนร้องไห้ให้กับเธอมั๊ย หรือว่าไม่มีใครเลย เพราะเท่าที่จำได้ความโดดเดี่ยวและเดี่ยวดายเหมือนเพื่อนข้างกายตนมาตลอด แตกต่างจากเ้าสำนักกู้ที่มีอู๋เยี่ยนและฉีอ้ายอัน กู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนต้องตายอีกรอบหนึ่งทั้งๆ ที่ยังหายใจ เหมือนกับว่าต่อให้เธอยู่ในร่างเ้าสำนักกู้ แต่ก็ไม่ใช่เขา เธอก็ยังเป็เธอคนนั้นที่ต้องโดดเดี่ยว
ไกลออกไปจากทะเลสาบคืนวัน เสียงนกกระพือปีกบินหนีอย่างแตกตื่น เสียงกัมปนาทดังติดตามไปตลอดทางที่อู๋เยี่ยนเคลื่อนผ่าน เรียกร้องให้กลุ่มคนจากสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆที่มาลาดตระเวนแถวทะเลสาบไล่ติดตามไปไกล ออกไปจากจุดที่กู้เลี่ยงรุ่ยหลบซ่อนตัวอยู่ ค่ำคืนนั้นอู๋เยี่ยนเหมือนคลุ้งคลั่ง ซัดพลังใส่ผู้คนที่ไล่ตามโดยไม่สนสิ่งใด มือกวัดแกว่งกระบี่เหมือน้าพลีชีพ แววตามีเส้นเืฝอยแดงก่ำ ทั้งยังลงมืออย่างหนักหน่วงและไม่เหน็ดเหนื่อย โจมตีจนศิษย์เ้าสำนักตู้แตกกระเซ็นหนีตายราวกับหนู จวบจนรุ่งเช้าของอีกวัน อู๋เยี่ยนก็ล่อกลุ่มคนทั้งหมดออกไปจากทะเลสาบคืนวันจนหมด ร่างสูงยืนพิงต้นไผ่ราวกับสิ้นไร้เรี่ยวแรง เมื่อหลับตาลง
หยดน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลรินออกมาหยดหนึ่ง