ไม่นานนัก บรรยากาศโดยรอบคุกมังกรโลหิตที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ค่อยๆเลือนหายไป หลงเหลือไว้เพียงลมแห้งกร้านที่ร้อนระอุพัดผ่านกำแพงอันแตกร้าว รวมถึงเศษซากของสิ่งก่อสร้างที่ยังคงส่งกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งในอากาศ
คนจากสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรได้จัดขบวนและเดินทางกลับฐานบัญชาการใหญ่ของตนเป็นที่เรียบร้อย
ยานรบจำนวนมากทะยานขึ้นสู่ฟ้าอย่างเป็นระเบียบ ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงยาวเหยียดที่ลากผ่านขอบนภา
เฉินอี้หานกับหลี่เซียงเหลียนก็ไม่ชักช้า ทั้งสองใช้ยานรบขนาดใหญ่ที่ส่องประกายโลหะเย็นเฉียบ มุ่งหน้าไปยังสมาพันธ์แห่งทวีปกลางอย่างเด็ดขาด เงาร่างของยานศึกค่อยๆเล็กลงในสายตา ก่อนจะกลืนหายไปในระยะไกล
ส่วนหวงเยี่ย ชายหนุ่มก็ออกเดินทางไปพร้อมหย่าอี้หานและศิษย์ทั้งห้าคนของชายผู้นั้น
ขบวนของพวกเขามุ่งตรงไปยังมหาวิทยาลัยเทพอสูร เส้นทางเบื้องหน้าเปิดกว้าง ทว่าด้านหลังกลับทิ้งร่องรอยความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะย้อนคืน เหลือเพียงพัศดีหน้าหนวดอย่างหวังอี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่อีกไม่กี่ร้อยคนซึ่งยังคงยืนอยู่กลางลานหินพังทลาย
พวกเขายืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็งในห้วงเวลา
หวังอี้เงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาที่เคยคมกริบจากการควบคุมผู้ต้องขังนับร้อยนับพัน บัดนี้กลับเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย
“นี่ตัวข้าหวังอี้..”
“กำลังทำอะไรอยู่?”
ชายวัยกลางคนยังคงจ้องมองยานรบนับสิบลำที่กำลังเคลื่อนตัวกลับสู่ทิศเหนือ
เส้นทางแสงที่ทอดยาวนั้นสะท้อนอยู่ในดวงตาของมันอย่างเลือนรางเลยก็ว่าได้
คุกมังกรโลหิต สถานที่ทำงานที่ตนเองยืนหยัดมานับหลายสิบปี กำแพงธรรมชาติสูงใหญ่ที่เคยกักขังอาชญากรผู้โหดเหี้ยม อำนาจและบารมีที่เขาใช้ควบคุมทุกชีวิตภายใน บัดนี้ทั้งหมดกลับพังทลายจนไม่เหลือเค้าโครง เพราะถูกบดขยี้โดยท่านมนุษย์ยักษ์ทองคำเฉินอี้หาน
คุกอันแข็งแกร่งที่ยืนหยัดมาหลายชั่วอายุคนก็กลายเป็นเศษซาก
และเมื่อคุกไม่มีอีกต่อไป
ชื่อพัศดีก็ไม่มีความหมาย
หวังอี้สูดลมหายใจลึก ก่อนจะปล่อยออกมาเฮือกใหญ่ ความหนักอึ้งในอกเหมือนก้อนหินทับถมอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันต้องแลกเปลี่ยนสายตากันไปมา ก่อนจะมีหนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาอย่างลังเลและเคารพ
“เอ่อ.. ท่านพัศดี..”
“ไม่ใช่สิ ท่านหวังอี้!”
“ก่อนหน้านี้ท่านหลี่เซียงเหลียนได้แจ้งให้พวกเรากลับไปรายงานตัวที่สมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรไม่ใช่หรือขอรับ?”
“ตัวของท่านคงได้รับตำแหน่งราชันย์สงคราม ส่วนพวกเราเองก็จะสังกัดอยู่ในหน่วยงานของท่านเหมือนเช่นเดิม!”
ประโยคดังกล่าวทำให้หวังอี้กะพริบตาอย่างช้าๆ คล้ายเพิ่งหลุดพ้นจากภวังค์
ตำแหน่งราชันย์สงคราม เกียรติยศสูงส่ง อำนาจเหนือสนามรบ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยภาระที่หนักหนา
จนตัวของมันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ท่าทางนั่นดูเฉื่อยชาเป็นอย่างมาก
“เฮ้อออ การเป็นพัศดีของคุกมังกรโลหิตมันดีกว่าจริงๆนั่นแหละ”
น้ำเสียงเจือความเสียดาย
“เพราะตำแหน่งราชันย์สงครามน่ะ มันเต็มไปด้วยปัญหาและความรับผิดชอบอยู่มากมาย!”
คำพูดนั้นไม่ได้เกินจริงไปเลยซักนิด เพราะสนามรบย่อมโหดร้ายกว่าเรือนจำ การตัดสินใจหนึ่งครั้งอาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งหน่วย แต่ชายวัยกลางคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองซากที่พังถล่มและกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่
“แต่ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ”
“ในเมื่อคุกมังกรโลหิตไม่มีอาชญากรให้เฝ้าดูอีกแล้ว งั้นพวกเราก็คงต้องทำตามนั้น!”
คำกล่าวนั้นเสมือนการตัดใจ พร้อมหันกลับมามองลูกน้องที่ยืนรอฟังคำสั่ง ดวงตาซึ่งเคยเหม่อลอยกลับมาคมชัดอีกครั้ง
“เพราะงั้นไปกันได้แล้ว!”
เสียงตะโกนดังสนั่น ลักษณะเดิมของพัศดีผู้ดุดันกลับคืนมา
“รีบติดตามขบวนยานรบของสมาพันธ์ไป!”
เจ้าหน้าที่หลายคนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบขยับตัว แต่แล้วหวังอี้ก็ชะงัก รีบขมวดคิ้วทันที
“เดี๋ยว!”
“แล้วทำไมเมื่อกี้นี้พวกเราถึงไม่ติดสอยห้อยตามพวกเขาไปด้วย?”
ทุกคนต่างต้องหยุดชะงัก เหมือนคำถามนั้นได้กระแทกใส่ความเงียบ ทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนมองหน้ากันอย่างมึนงง ไม่มีใครกล้าตอบ
หวังอี้รีบถลึงตาใส่
“รีบไปเร็วเข้า!”
เสียงตะโกนครั้งนี้ดังยิ่งกว่าเดิม
เหล่าเจ้าหน้าที่ไม่รอช้า ต่างพากันวิ่งไปยังยานรบที่เหลืออยู่ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินแตกร้าวดังก้องสะท้อน
หวังอี้ยังคงยืนอยู่ครู่หนึ่ง มองกลับไปยังซากคุกอีกครั้ง
ความทรงจำหลายสิบปีผุดขึ้นในใจ ทำได้เพียงแค่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้จบสิ้นลงแล้ว
ชายหน้าหนวดสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินไปยังยานรบของตนอย่างรำพึง
...
ขณะเดียวกัน ภายในยานรบของหย่าอี้หานที่กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังมหาวิทยาลัยเทพอสูร
ท้องฟ้านอกหน้าต่างโปร่งใสทอดยาวสุดสายตา กลุ่มเมฆสีขาวเคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งโลกภายนอกไร้ซึ่งความเร่งรีบใดๆ
“............”
หย่าอี้หานนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำเข้ม ชายหนุ่มผมดำคาบซิการ์ไว้ที่มุมปาก
ควันสีเทาลอยวนขึ้นสู่เพดานอย่างเฉื่อยชา แววตาของเขาไม่อาจอ่านออกได้ง่าย ทว่าลึกลงไปนั้นมีประกายครุ่นคิดอันลุ่มลึก
ศิษย์ชายหญิงอีกห้าคนนั่งกระจายอยู่ไม่ไกลนัก บางคนพิงผนัง บางคนไขว้แขน บางคนเอนตัวพาดพนักเก้าอี้อย่างสบาย ทว่าต่อให้ท่าทางภายนอกจะดูผ่อนคลายอยู่ก็ตาม สายตาของพวกเขากลับจับจ้องไปยังมุมหนึ่งของยานอย่างไม่ได้นัดหมาย
ตรงนั้นหวงเยี่ยกำลังนั่งขัดสมาธิบนพื้นเรียบ แขนวางบนเข่า ฝ่ามือหงายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ พลังที่มองไม่เห็นไหลเวียนรอบกายเขาอย่างเงียบงัน บรรยากาศโดยรอบเหมือนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งคือเสียงเครื่องยนต์กับควันซิการ์ อีกส่วนคือความสงบลึกซึ้งของชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่กำลังทำความเข้าใจในพลังของตนเอง
มายะเป็นคนแรกที่ทนความเงียบไม่ไหว นางยกแขนกอดอก ดวงตาคมมองหวงเยี่ยด้วยแววจริงจัง
“อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่กลับเป็นถึงนักล่ามังกรระดับสี่ขั้นแรกเริ่ม!”
“ทั้งตอนนี้ยังมีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ อนาคตของเด็กคนนี้ร้ายกาจจนแทบจะไร้ขีดจำกัดไปเลยละ!”
หลิวจิงพอได้ยินก็หัวเราะ พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ที่นั่งอยู่
“นั่นสินะ ข้าไม่เคยเห็นใครที่มีพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย..”
“ต่อให้จะเป็นสุดยอดอัจฉริยะภายในทวีปกลาง พวกเขาก็ยังเทียบเท่าได้.. ไม่ใช่สิ อาจจะไม่ได้เหนือกว่าหวงเยี่ยคนนี้เลยซักนิด!”
โฮ่วหมิงที่นั่งอยู่ข้างๆกันก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
“น่าอิจฉาชะมัด! นั่นน่ะคือเจตจำนงแห่งพลังระดับเทพเชียวนะ”
ชายหนุ่มชี้ไปยังร่างของหวงเยี่ยอย่างไม่เกรงใจ
“ในท่ามกลางมนุษย์หลายพันล้านคน คนที่มีเจตจำนงระดับเทพกลับมีไม่ถึงหนึ่งร้อยคน! แต่ทั้งท่านอาจารย์และไอ้เจ้าเด็กคนนี้ต่างก็มีมัน!”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ ขณะที่ตัวของมายะ หลิวจิง และโฮ่วหมิงยังคงพูดคุยกันต่ออย่างออกรส บางช่วงมีเสียงหัวเราะ บางช่วงมีการโต้แย้งเล็กน้อย ทว่าเนื้อหาทั้งหมดวนเวียนอยู่กับคำเดียว
พรสวรรค์
สำหรับซือหม่าและหยางกุ่ยปิงกลับนิ่งเงียบไป ทั้งสองไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
ซือหม่าเอนตัวพิงผนัง แขนพาดบนเข่า ดวงตาครุ่นคิดลึก ส่วนหยางกุ่ยปิงยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง มองผ่านกระจกไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
แม้ปากจะไม่กล่าว แต่ภายในใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
คาดหวัง
ชื่นชม
และอิจฉา
ถึงยังไงพวกเขาก็ไม่ใช่นักล่ามังกรรุ่นเยาว์อีกต่อไป หากเป็นมนุษย์ที่มีอายุสี่สิบถึงห้าสิบปี ผ่านสนามรบ ผ่านการฝึกฝน ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พวกเขาติดตามหย่าอี้หานอย่างแนบแน่น กลายเป็นนักล่ามังกรระดับเก้าได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้
ในสายตาคนทั่วไป พวกเขาคือสุดยอดอัจฉริยะ
ในสายตาคนส่วนใหญ่ของเผ่าพันธุ์ พวกเขาคือยอดฝีมือยิ่งใหญ่ที่ยากจะพบพาน
แต่เมื่อเทียบกับหวงเยี่ยซื่อจื่อคนนี้แล้ว ความแตกต่างกลับเด่นชัดมาก มันเหมือนเส้นขีดแบ่งที่ไม่อาจลบเลือนได้เลยซักนิดเดียว
..
สงสารพัศดี.. ไอ้เด็กเวรเข้าคุกมาไม่ถึงวันก็ชิบหายหมด 555+