เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 147 แขกผู้มาเยือน

            ด้านนอกสำนักเทียนอี้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังประตูใหญ่ของสำนัก

            ผู้นำกลุ่มนั้นใส่ชุดสีฟ้าและสวมหน้ากากน่าเกรงขามเขาผู้นี้เป็นชายวัยกลางคน และมีกลิ่นอายเยือกเย็นแผ่กระจายออกมาตลอด และกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็โผล่พรวดออกมาพวกเขาคือตระกูลไป๋ที่ปรากฏในลานประลองเชลยในวันนั้น  

            นอกจากนี้ท่ามกลางกลุ่มคนตระกูลไป๋มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมหน้ากากสีทอง มือของชายหนุ่มผู้นี้ถูกพันอย่างหนาแน่นดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นราวกับมาจากอเวจี มันช่างชั่วร้ายและอำมหิต

            ขณะนั้นมีร่างเงา2 ร่างกระโจนออกมาจากเงาของประตูสำนักและตะโกนว่า “สำนักเทียนอี้แห่งนี้หากไม่ใช่ศิษย์ของสำนักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้!”

            ชายวัยกลางคนชุดฟ้าไม่แม้แต่ชำเลืองมองแต่กลับก้าวเดินต่อไป จนผมยาวปลิวไสวไปตามลม  

            “หลีกไป!”

            สิ้นเสียงทุ้มของชายวัยกลางคนชุดฟ้าเมื่อชายเสื้อคลุมสีฟ้าถูกโบกสะบัด จู่ๆ ทั้ง 2 คนที่เข้ามาขัดขวางต้องกระเด็นปลิวไปอย่างน่าตื่นตระหนก

            “ขอบเขตลี้ลับ!”

            คาดไม่ถึงว่าผู้บุกรุกสำนักเทียนอี้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลี้ลับ

            เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนนั้นเข้าไปในสำนักเทียนอี้แล้วยามทั้งสองคนจึงลุกขึ้นยืนและกลับไปประจำตำแหน่งเดิม

            ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลี้ลับผู้นี้ต้องมาด้วยจุดประสงค์ไม่ดีแน่ๆ

            ไม่นานหลังจากนั้นที่ตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก คือสถานที่ที่เหล่าทหารและคนอื่นๆ อาศัยอยู่

            “หยุด!”

            สิ้นเสียงตะโกนของคนคนหนึ่งจากนั้นคนจำนวนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นด้านหน้าชายวัยกลางคนชุดฟ้า

            ชายวัยกลางคนชุดฟ้าขมวดคิ้วและกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ไสหัวไป”

            “เจ้าเป็นใคร?ไม่รู้หรืออย่างไรว่าสำนักเทียนอี้ห้ามคนนอกเข้า?”

            ท่ามกลางฝูงชนมีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาและกล่าวกับชายวัยกลางคนชุดฟ้าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            ชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้าเหลือบมองแล้วตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “หาคนที่พูดรู้เรื่องมา”

            “ไม่รู้ว่าท่านต้องการอะไรถึงมาที่สำนักเทียนอี้ มีเรื่องอันใดหรือ?”

            ขณะนั้นมีเสียงที่ไม่เจืออารมณ์ใดๆมาจากด้านหลังกลุ่มคนของสำนักเทียนอี้ จากนั้นชายหนุ่มชุดดำก้าวออกมาอย่างเชื่องช้าและกล่าวกับชายวัยกลางคนชุดฟ้า

            “ข้าต้องการใครสักคนในหมู่พวกเจ้า”ชายวัยกลางคนชุดฟ้ากล่าวเสียงเยียบเย็น

            “ใครสักคน?”ชายหนุ่มชุดดำยิ้มเยาะอย่างเย็นชา “ข้ายังไม่ได้ต่อว่าเจ้าที่มาบุกรุกที่นี่เลยแล้วเจ้ายังต้องการตัวใครสักคนไปเพื่ออะไร”

            “หึ”ชายชุดฟ้ายิ้มอย่างเย็นชา ทันใดนั้นได้ปรากฏแสงสว่างรอบมือของเขา ทำให้ชายหนุ่มชุดดำมองอย่างสงสัย

            เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือแล้วจู่ๆ สีหน้าของชายหนุ่มชุดดำก็เปลี่ยนไปทันที

            “เจ้าบอกว่าคนนอกห้ามเข้าสำนักเทียนอี้งั้นข้าขอถามเจ้าหน่อยว่า คนของสำนักเทียนอี้ได้พาทาสผู้ฝึกยุทธ์สองคนออกไปจากอาณาเขตของข้าและยังได้สังหารคนของข้าในลานประลองเชลยเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เจ้าต้องอธิบายให้ข้าฟัง”

            ชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้ากล่าวเสียงหนักแน่นและน่าเกรงขาม

            “ถ้าไม่ส่งตัวทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนรวมทั้งผู้ที่ก่อเรื่องมาในวันนี้ข้าจะทำให้สำนักเทียนอี้ต้องย่อยยับ”

            เมื่อชายหนุ่มชุดดำได้ยินคำพูดอีกฝ่ายสีหน้าของเขาจึงดูแย่ลง เขาเป็นถึงอาจารย์ชั้นสูงของสำนักเทียนอี้แต่เมื่อเห็นป้ายหยกของอีกฝ่ายเขาจึงเข้าใจทันที เดิมทีแล้วคนคนนี้เขาก็ไม่สามารถห้ามปรามได้เลย

            นอกจากนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นี้ เขาย่อมไม่สามารถขัดใจได้

            “คนที่ก่อปัญหาคือใครกัน?”ชายหนุ่มชุดดำกล่าวถาม

            “พวกเขาเป็นศิษย์ทหารของสำนักนามว่าหลินเฟิงและเวิ่นอ้าวเสวี่ย”

            “เวิ่นอ้าวเสวี่ย?”ชายหนุ่มชุดดำขมวดคิ้วมุ่น แล้วได้ยินชายวัยกลางคนชุดฟ้ากล่าวอีกว่า“ตัวปัญหาหลักของเรื่องนี้คือหลินเฟิงส่วนเวิ่นอ้าวเสวี่ยข้าไม่ติดใจอะไร แต่หลินเฟิงรวมทั้งทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนสำนักเทียนอี้จะต้องส่งตัวพวกเขามาให้ข้า”

            ถึงแม้ชายวัยกลางคนชุดฟ้าจะมีอิทธิพลแต่ยังคงไม่เอาความจากเวิ่นอ้าวเสวี่ย แม้จะเป็นเขาก็ไม่อาจขัดใจเวิ่นอ้าวเสวี่ยได้

            ชายวัยกลางคนชุดฟ้ามีสถานะอะไรในใจเขาย่อมรู้ดีทางสำนักเทียนอี้จะไม่ส่งตัวเวิ่นอ้าวเสวี่ยให้อย่างแน่นอน

            “ไปในตำหนักเรียกหลินเฟิงรวมทั้งทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนนั้นมา”

             ชายหนุ่มชุดดำสั่งคนที่อยู่ข้างๆเขาทันที        

            สีหน้าของชายวัยกลางคนชุดฟ้ารู้สึกพอใจมากขึ้นแต่ชายสวมหน้ากากที่อยู่ด้านหลังของเขา ดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นกลับดูเย็นชาและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

            ภายในตำหนักหลินเฟิงที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ในห้อง ในเวลานี้กลับมีเสียงดังก้องเข้ามาในห้อง ทำให้ดวงตาของหลินเฟิงเปิดขึ้น

            “หลินเฟิงออกมา”

            มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้หลินเฟิงสงสัยคนคนนี้ช่างหยาบคายยิ่งนัก สำนักเทียนอี้มีกฎว่าห้ามผู้ใดเข้าที่พักของผู้อื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต 

            ขณะนั้นมีคนผลักประตูเข้ามาอย่างท้าทายพฤติกรรมเช่นนี้หมายถึงการไม่เคารพต่อเจ้าของห้อง หรือเรียกได้ว่าไร้ยางอาย

            หลินเฟิงลุกขึ้นยืนเพราะว่าเม็ดยาที่กินเข้าไป อาการบาดเจ็บของเขาจึงดีขึ้นมาก

            หลินเฟิงก้าวออกมาแล้วมองทหารที่ยืนอยู่หน้าห้องนิ่งๆ คนผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนอี้เช่นกัน

            “เจ้าคือหลินเฟิง?”

            ทหารผู้นี้เหลือบมองหลินเฟิงและกล่าวอย่างไม่แยแส

            “มีเรื่องอะไรหรือ?”หลินเฟิงขมวดคิ้วขณะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม พลางกล่าวถามอย่างเย็นชา

            “ไม่รู้ที่ตายเสียแล้วคิดว่าเป็นสหายกับเวิ่นอ้าวเสวี่ยแล้วจะทำตามอำเภอใจได้งั้นหรือไม่เพียงกล้าท้าทายเฮยม่อเท่านั้น แต่ยังลากเวิ่นอ้าวเสวี่ยไปเอี่ยวด้วยอีกเหมือนดั่งสุภาษิตที่ว่า ‘หมาที่อาศัยบารมีของนาย’”

            ผู้คนต่างดูถูกหลินเฟิงว่ากันว่าตอนที่เฮยม่อไปหาหลินเฟิงครั้งก่อน เวิ่นอ้าวเสวี่ยก็อยู่ด้วยและยังขัดขวางการแก้แค้นของเฮยม่อ และครั้งแรกที่มาลานประลองเชลย หลินเฟิงและเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ร่วมมือกันดังนั้นเขาคิดว่าหลินเฟิงพึ่งพาอิทธิพลของเวิ่นอ้าวเสวี่ย เที่ยวก่อความวุ่นวายไปทั่ว

            “ตอนนี้เจ้าไปพาทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนจากลานประลองเชลยแล้วตามข้ามา เพราะมีใครบางคนต้องการพบพวกเจ้า”

            เมื่อพูดจบทหารคนนี้ก็หันไปและก้าวออกนอกประตูหิน

            “ช้าก่อน”

            เมื่ออีกฝ่ายกำลังก้าวออกไปหลินเฟิงได้พูดออกมาสองคำ ทำให้อีกฝ่ายชะงักฝีเท้าก่อนหันกลับมามองหลินเฟิง และกล่าวอย่างเย็นชาว่า“มีอะไร?”

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะลืมอะไรบางอย่างนะ?”หลินเฟิงกล่าวถามด้วยเสียงเย็นชา

            “ลืมอะไร?”ชายคนนั้นขมวดคิ้วและส่ายหน้า “ไม่หนิ”

            “ลืมสิ”

            หลินเฟิงกล่าวย้ำหนักแน่นจึงทำให้อีกฝ่ายมีโทสะและกล่าวว่า “เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้า?”

            “ข้าไม่ได้มีเวลาเล่นทั้งวันนะ”หลินเฟิงหัวเราะ “เจ้าพูดจาดูหมิ่นและยังเข้าห้องข้าโดยพลการ แล้วยังไม่มีคำขอโทษเลยสักคำ?”

            “ขอโทษ?”อีกฝ่ายยิ้มอย่างขบขัน จากนั้นก้าวออกไปนอกประตูหินโดยไม่สนใจหลินเฟิง

            ในขณะนั้นมีลมปราณน้ำแข็งพันธนาการเขาไว้อย่างแน่นหนาจึงทำให้เขาตื่นตระหนกอย่างมาก และไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้

            เมื่อศิษย์คนนั้นหันไปก็พบว่าหลินเฟิงกำลังเดินมาหาเขาอย่างช้าๆ ด้วยสายตาเย็นชา

            “เจ้าจะทำอะไร?”

            “จากไปเช่นนี้และไม่มีแม้แต่คำบอกลา เจ้ามันช่างหยาบคายเกินไปแล้ว”

            ขณะที่หลินเฟิงก้าวเท้าลมปราณที่หลั่งไหลออกมากลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

            นัยน์ตาของคนคนนั้นพลันเบิกกว้างด้วยกลิ่นอายอันเยือกเย็นร่างกายของเขาจึงกลายเป็นแข็งทื่อ ฝีมือเขานั้นเทียบไม่ได้กับหลินเฟิงอย่างแน่นอน

            “ข้าเป็นตัวแทนของท่านอาจารย์ให้ข้ามาตามเจ้า”

            ชายหน้าตาโหดเหี้ยมผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

            “ตอนแรกข้าอาจจะตามเจ้าไปแต่เจ้ากลับบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของข้าและยังพูดจาดูหมิ่น หากปล่อยเจ้าไปแล้วคนอื่นจะไม่หาว่าข้าไร้ความสามารถเหรอเจ้าคิดว่าจะกลั่นแกล้งใครก็ได้งั้นหรือ”

            เมื่อพูดจบร่างกายของหลินเฟิงที่สั่นเทาไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ก้าวมาข้างหน้าเขาปลดปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นที่หนาวเหน็บมากกว่าเดิม จนอุณหภูมิรอบกายลดลงถึงจุดเยือกแข็ง

            ในใจของอีกฝ่ายสั่นเทาไปด้วยความกลัวจากนั้นเขาก็ปล่อยหมัดเข้าโจมตีหลินเฟิง  

            “ย๊าก!!!” ศิษย์คนนั้นตะโกนออกมา ขณะรัวหมัดออกไปอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อกำปั้นของทั้งสองปะทะกันเขากลับพบว่าลมปราณที่คมราวกับดาบได้ตัดกำลังกำปั้นของเขาฉับพลัน ทำให้มือของเขาเจ็บปวดรุนแรง

            “ออกไปจากที่นี่ซะ”หลินเฟิงตวาดเสียงดัง จู่ๆ ร่างของอีกฝ่ายที่ถูกแช่แข็งก็ถูกโยนออกไปนอกประตูหินร่างของเขาล้วนถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาว

            “เป็นแค่เศษสวะที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่3 แท้ๆ แต่ทำตัวโอหังถึงขนาดนี้” หลินเฟิงหัวเราะเยาะและกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า “เมื่ออยู่ข้างนอกแล้วหากกล้าก้าวเข้ามาอีก ข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้าซะ”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน