สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 127 ให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง

            ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงหรือแพรีส เมื่อครึ่งปีก่อนพวกนางต่างทำสิ่งเดียวกัน คือการเลือกเมืองเล็กๆ ทุรกันดารห่างไกลอย่างเมืองแซมบอร์ดแห่งนี้มาเป็นสถานที่ประลองฝีมือในครั้งนี้ โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้กันดีแน่นอนว่าพวกนางไม่เห็นราชาปัญญาอ่อนและอาณาจักรเล็กๆ ที่เหมือนมดปลวกอ่อนแออย่างเมืองแซมบอร์ดอยู่ในสายตา เพราะว่ามันไม่จำเป็น...ในความเป็นจริงแล้ว อย่าว่าแต่พวกนางเลยแม้แต่พวกผู้ใต้บังคับบัญชาการของพวกนางก็ไม่เห็นเมืองแซมบอร์ดอยู่ในสายตาเช่นกัน

            ในความคิดของทุกคน ตั้งแต่ที่เมืองนี้ถูกเลือกให้กลายเป็นสถานที่การประลองฝีมือ เมืองแซมบอร์ดและราชาอเล็กซานเดอร์ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าตลก เป็นตัวประกอบที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ชะตากรรมเดียวของพวกเขาก็คือ เป็นสักขีพยานต่อความรุ่งโรจน์ของผู้ที่จะได้รับชัยชนะในการประลองครั้งนี้ระหว่างแพรีสและองค์หญิง หลังจากนั้นตัวประกอบก็ต้องตกสู่ขุมนรกไปพร้อมๆ กับผู้แพ้ชั่วนิรันดร์ กลายเป็นกองกระดูกและเศษซากปรักหักพัง

            สำหรับแผ่นดินที่ยึดถือกฎป่าเถื่อน จะมีใครสนใจความเจ็บปวดและเสียงอ้อนวอนของผู้อ่อนแอกันเล่า?

            แต่ตอนนี้ ฉากตรงหน้านี้มันกลับโค่นล้มความรู้ความเข้าใจของทุกคนจนหมดสิ้น

            คนอ่อนแอที่น่าสมเพชในความคิดของพวกนางไม่เพียงแต่จะไม่เจ็บปวดหรืออ้อนวอน กลับกันยังใช้ฝ่ามือที่ดุดันและหมัดที่ป่าเถื่อนของพวกเขาตบเข้าที่ปากและใบหน้าที่หยิ่งยโสของพวกนางจนแตกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นก็ใช้เท้าสกปรกๆ ที่เหยียบขี้หมามาย่ำบนใบหน้าและจมูกเชิดๆ ที่สูงส่งของพวกเขาอย่างรุนแรง ทำให้พวกเขาทุกคนจำเป็นต้องกล้ำกลืนความอัปยศและเชื่อฟังอย่างนอบน้อม!

            ใครเป็นตัวตลก?

            แน่นอนว่าไม่ใช่ราชาน้อยตรงหน้าคนนี้แน่ๆ

            ใครคือผู้ควบคุม?

            แน่นอนคิดว่าไม่ใช่พวกเขาที่ควบคุมทุกอย่างแน่

            พระอาทิตย์ที่แดงฉานเหมือนเลือดยอดเขาตะวันออก ตอนนี้หนาวเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “มันเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าทำมันได้อย่างไร?” สุดท้าย สาวเลือดเย็นก็อดไม่ได้ที่จะถามเสียงสั่น นางถามคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน

            “ง่ายมาก แกล้งตายไง มันก็ไม่ใช่ทักษะวิเศษอะไรเลย...”

            ซุนเฟยยกยิ้มมุมปากขณะที่กำลังราดน้ำเย็นๆ ไปที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจ็มม่าที่นอนอยู่บนพื้นเป็นคนสุดท้าย สาวน้อยเจ็มม่าที่เป็น ‘ศพ’ สุดท้าย ก่อนหน้านี้นางถูกแพรีสตบไปที่หน้าอกทำให้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ซุนเฟยประคองร่างเจ็มม่าที่กำลังตื่นขึ้นมาในสภาพงัวเงียแล้วพูดต่อไปว่า “ฮึๆ คนใหญ่คนโตเช่นพวกเจ้า รูจมูกข้างเดียวก็สามารถเชิดขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ จะมาสนใจความเป็นความตายของคนตัวเล็กๆ ทำไมกัน...”

            ประโยคนี้เหมือนย้อนถามฝูงชนกลับไป ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ

            ไม่ผิด ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็พากันดูถูกชาวเมืองแซมบอร์ดที่ต่ำต้อยพวกนั้น ดังนั้นพวกผู้คุ้มกันเมืองแซมบอร์ดจะอยู่หรือตายก็ไม่เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว ในสถานการณ์สู้รบที่ดุเดือด ใครจะมัวไปมองว่าคนที่นอนระเกะระกะบนพื้นตายจริงๆ หรือแกล้งตายกันแน่...นี่เป็นข้อผิดพลาดทางความคิดของพวกเขา ถือว่าเป็นจุดบอดเลยทีเดียว

            แต่แพรีสไม่ใช่คนโง่เขลา เมื่อนางได้ยินดังนั้นจึงขมวดคิ้ว ก่อนจะชี้ไปที่เจ็มม่าและแองเจล่าที่ยืนอยู่ด้านหลังซุนเฟยก่อนจะตอบโต้กลับไปว่า “เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นข้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของผู้หญิงคนนั้นหยุดเต้นไปแล้ว และเด็กสาวคนนั้นก็โดนฝ่ามือของข้า...”

            ซุนเฟยมองแพรีสเหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน มือก็ยกเกราะหน้าอกเล็กๆ ของนักรบสาวขึ้นมาแกว่ง เกราะหน้าอกนั้นสร้างด้วยเหล็กกล้าและบนเกราะก็มีรอยประทับฝ่ามือที่น่ากลัวอยู่ด้วย “เจ้าพูดไม่ผิด หากไม่มีเกราะอกเล็กนี่ วันนี้เด็กสาวคนนี้จะอยู่หรือตายคงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ อา น่าหวาดเสียวจริงๆ!”

            ทุกคนต่างมองอย่างตกตะลึงเล็กน้อย

            ไม่มีใครคาดคิดว่าราชาน้อยที่ดูหยาบคายเหมือนคนป่าเถื่อนแบบนี้ ที่จริงแล้วจะมีความคิดที่ละเอียดรอบคอบและยังไม่ตระหนี่อีกด้วย สาวใช้คนหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไรก็ยังถูกเขาติดตั้งเขี้ยวเล็บไว้ให้ เพราะมีเกราะอกเหล็กกล้าที่หนาขนาดนั้นคอยปกป้องกาย สาวใช้ตัวน้อยคนนี้จึงรอดชีวิตจากฝ่ามือมรณะของปีศาจเลือดเย็นอย่างแพรีสได้ แค่นี้ก็พอจะอธิบายทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว

            มีเพียงแพรีสเท่านั้นที่ส่ายหัวเล็กน้อย

            นางรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ซุนเฟยกล่าวแบบนั้น แต่เจ้าจิ้งจอกตัวนี้ไม่ยอมพูดมันออกมา และต่อให้นางจี้ถามเขาอีกครั้งก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี ดังนั้นนางจึงยอมปิดปากไม่ถามอะไรออกมาอีก

            จนถึงตอนนี้แพรีสก็พบว่า นางยิ่งไม่เข้าใจในตัวราชาน้อยเลย เขาเป็นคนอย่างไรกันแน่? ปัญญาอ่อน? อัจฉริยะ? อันธพาล? วีรบุรุษ? แพรีสเชื่อประสาทสัมผัสที่หกของตัวเอง มันช่วยให้นางสามารถมองทะลุเนื้อแท้ของผู้ชายคนหนึ่งได้...เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน นางคิดว่าตัวเองสามารถมองราชาน้อยคนนี้ทะลุปรุโปร่งดีแล้ว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ นางต้องพลิกคว่ำการประเมินก่อนหน้านี้ทั้งหมด หรือจะบอกว่าต้องนิยามตัวราชาน้อยคนนี้ใหม่อีกครั้ง แต่ในหัวของแพรีสยังหาคำนิยามที่เหมาะสมกับเขาไม่เจอเลย

            นั่นแหละ

            ภายใต้สายตาที่ซับซ้อนของทุกคน การปรากฏตัวของของเหล่าทหารฝ่ายเมืองแซมบอร์ดบนยอดเขาตะวันออก ในสภาพที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจาก ‘ศพ’ ทำให้ทุกคนมองว่าคนพวกนี้พึ่งพาน้ำยาเวทมนตร์บางชนิดทำให้คงสภาพแกล้งตายไว้และเมื่อได้รับการกระตุ้นจากน้ำเย็นๆ ก็จะฟื้นขึ้นมา...เพียงแต่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกรับไม่ได้ก็คือ เมื่อมองไปที่ศพของบรรดายอดฝีมือที่นอนกองอยู่บนพื้น ใครๆ ต่างก็คิดว่าเหล่านักรบระดับดาวที่แข็งแกร่งและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาการของแพรีสและองค์หญิงต้องมาจบชีวิตอย่างน่าอนาถที่นี่ ความจริงแล้วคนที่ควรจะบาดเจ็บล้มตายมากที่สุดสมควรจะเป็นเหล่าทหารทั้งหมดของเมืองแซมบอร์ดไม่ใช่หรือ?

            “ฮ่าๆ พวกเรามาคุยกันดีกว่าว่าสมควรจะจัดการไอ้พวกนี้อย่างไร?”

            โอกาสที่จะได้ตอกกลับแบบนี้มีแค่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่จะปล่อยไป สำหรับซุนเฟยแล้ว โอกาสที่จะได้ตอกกลับถือเป็นสมบัติอันล้ำค่า ดังนั้นเขาจึงปัดตูดขณะที่หย่อนตัวนั่งบนก้อนหินยักษ์ที่สูงเมตรกว่าๆ ข้างตัว เขาจากนั้นก็นั่งไขว้ขาก่อนจะชี้นิ้วไปที่ร่างของแพรีสอย่างกำเริบเสิบสานพลางหันไปถามเหล่าผู้คุ้มกันข้างกายตัวเองด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

            พวกผู้คุ้มกันของเมืองแซมบอร์ดดูเป็นคนซื่อตรง แต่ก็ไม่ใช่คนดีมากอย่างที่คิด

            หลักฐานก็คือ...

            “ยังต้องถามอีกหรือขอรับ ผู้ชายสังหารให้หมดเหลือแค่ผู้หญิงไว้...ฮ่าๆ!” อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบาตอบ เจ้าวัวนี่เป็นพวกลามกหยาบโลนพอตัว หากไม่ใช่ว่ามีสายตาดุร้ายของเจ็มม่าถลึงตาใส่ เกรงว่าเจ้าวัวนี่คงหลุดคำพูดคำจายี่สิบบวกออกมา

            “อืม...ขึ้นอยู่กับฝ่าบาทขอรับ” มิชาเอล บัลลัคตามใจซุนเฟย เขาเป็นพวกที่ชอบทำตัวเป็นผู้ตามมากกว่า

            “ทำไมไม่มอบให้พวกองค์หญิงเป็นผู้จัดการล่ะขอรับ?” เอสเซียง ชายรูปร่างกำยำซื่อๆ จนดูบื้อเสนอความคิดที่ดูฉลาดขึ้นมานิดหน่อย

            “....” แฟรงก์ แลมพาร์ดไม่พูดอะไร เพียงแต่กุมดาบยักษ์สีดำที่อยู่ด้านหลังตัวเองไว้แน่น พร้อมชักออกมาทุกเมื่อ

            “โฮ่งๆๆๆ!!!” สุนัขยักษ์สีดำมีสีหน้าไม่ค่อยชอบหน้าแพรีสเท่าไร เพราะเมื่อมันหันไปมองนางก็เห่าออกมาเสียงดัง

            ซุนเฟยเคี้ยวหญ้าแห้งในปากที่ไม่รู้ว่าไปได้มันมาจากไหน มองไปที่แพรีสอย่างยิ้มๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

            ด้วยท่าทางทะเล้นของคนกลุ่มนี้ ทำให้คนของฝั่งแพรีสโมโหแทบตาย

            “มาฉลองตอนนี้ไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อยหรือ? องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ข้าต้องยอมรับว่าท่านได้ทำให้ข้าตกใจอีกครั้งหนึ่งแต่...มันน่าเสียดายจริงๆ นะ หากท่านคิดว่าการใช้กับดักเวทมนตร์มาปิดล้อมพวกข้าแล้วจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้ล่ะก็ นั่นก็ออกจะไร้เดียงสาไปหน่อยแล้ว ฮิๆๆ...ท่านลองดูสภาพในเมืองดูสิแล้วจงฟังดีๆ!” การที่นางพูดแบบนี้ได้ แสดงว่าแพรีสได้สติจากการตกใจกลับมาแล้ว รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้างามแทบจะทำให้ผู้ชายทุกคนถูกเผาร่างด้วยความปรารถนาทันที

            ราวกับจะพิสูจน์คำพูดของแพรีส เมื่อมองไปที่เมืองแซมบอร์ด ทันใดนั้นก็พบว่ามีกลุ่มควันขนาดใหญ่กว่าห้าหกกลุ่มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มองเห็นได้ว่ามีเปลวไฟกำลังเผาไหม้บ้านเรือนอยู่ ท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญลอยมาแต่ไกลๆ

            แองเจล่าและแลมพาร์ดก็พลันหน้าเปลี่ยนสี

            ใบหน้างามไร้ที่ติของแพรีสก็ปรากฏท่าทางมั่นใจในตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง “ฮึๆๆ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ นะที่จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนที่จะมายังยอดเขาตะวันออก เหมือนว่าข้าได้จัดตั้งกองโจรเล็กๆ ไว้ในเมืองด้วย องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ถ้าตอนนี้ท่านลบกับดักเวทมนตร์พวกนี้แล้วปล่อยพวกข้าออกไป บางทีอาจจะหยุดพวกเขาในการปล้นสะดมและสังหารพวกขุนนางชั้นสูงในเมือง รวมไปถึงพระราชวังของเจ้าไว้ทันก็ได้นะ แต่ถ้าไม่ปล่อยเกรงว่า...”

            เมื่อแพรีสพูดถึงตรงนี้ก็หยุด ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะที่มองไปยังซุนเฟย

            นางไม่พูดต่อ แต่สีหน้าของนางกลับเปิดเผยความหมายของคำพูดนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าซุนเฟยจะใช้กลยุทธ์แกล้งตายเพื่อควบคุมสถานการณ์บนยอดเขาตะวันออกได้อยู่หมัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้ายอย่างแท้จริง อย่างน้อยๆ นางก็มีไพ่ตายในมือที่จะทำให้นางและยอดฝีมือของนางได้มีลู่ทางถอยหนีอยู่

            เมื่อได้ยินประโยคนี้ องค์ชายและพวกคณะทูตที่อยู่ด้านหลังของนางก็เริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวังขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม แพรีสก็เป็นถึงหนึ่งในสองสตรีที่น่ากลัวที่สุดของราชอาณาจักร จนถึงตอนนี้นางก็ยังเหลือไพ่ตายไว้ในมืออีกใบ ทันใดนั้นพวกเขาทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะพูดยั่วโมโหอย่างยโส...

            “ฮ่าๆๆ ราชาน้อย หากเจ้าไม่รีบลบกับดักเวทมนตร์ละก็ พระราชวังของเจ้าจะต้องกลายเป็นซากปรักหักพังแน่ๆ...”

            “ถ้าเมืองแซมบอร์ดถูกทำลาย เจ้าก็จะกลายเป็นราชาไร้อาณาจักร ฮ่าๆๆ”

            “ครั้งนี้เจ้านี่มันโชคดีจริงๆ ที่ฟาดเคราะห์ไปได้ เอ๊ะ หรือจะได้พบมันเร็วๆ นะ!”

            “อเล็กซานเดอร์ เจ้ายังมีอะไรมาอวดเก่งอีกไหม ป่านนี้ขุนนางของเจ้าคงกำลังร้องไห้อยู่ในกองไฟและเลือดอย่างแน่นอน แบบนั้นเจ้าจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นราชาผู้มีเมตตาได้อย่างไรกัน หรือเจ้าจะไม่สนใจความเป็นความตายของพวกเขา?”

            ได้ยินเสียงโห่ร้องดังขึ้นมาจากพวกองค์ชายและเหล่าคณะทูตฝั่งแพรีส โดยเฉพาะเสียงโห่ร้องจากกลุ่มองค์ชายต้าเหลยที่มันดังก้องมากที่สุด ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนควบคุมสถานการณ์ไม่ใช่ซุนเฟย

            สีหน้าของซุนเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างชัดเจน

            เขาหันหน้าไปมององค์หญิงนาตาชา เหมือนกับว่า ‘นักบุญสาว’ คนนี้จะเข้าใจอะไรบางอย่าง นางก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจออกมา แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร เป็นนักรบสาวซูซานที่อยู่ข้างกายพูดขึ้นมาว่า “อเล็กซานเดอร์ เจ้าไม่สามารถปล่อยพวกนางไปได้ ข้าสั่งให้เจ้าสังหารนางทันที...”

            ซุนเฟยแสยะยิ้มเย็นชาก่อนจะเหลือบไปมองอาร์ชาวิน ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’

            “หากเจ้าช่วยข้าสังหารผู้หญิงตรงหน้า ข้ายินดีที่จะมอบเมืองที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่กว่าเมืองแซมบอร์ดให้แก่เจ้าสามเมือง และเจ้าจะได้เป็นราชาที่มีสถานะเทียบเท่ากับขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิท!” อาร์ชาวินได้กล่าวคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

            ซุนเฟยแค่นเสียงออกมา ไม่มีคำตอบที่เป็นด้านดีเลยสักคน

            เขาเปลี่ยนเป็น ‘โหมดมือสังหาร’

            ก้าวไปทีละก้าว นิ้วมือสั่นไปตามจังหวะการเคลื่อนไหว

            เมื่อหยุดอยู่ห่างจากแพรีสประมาณยี่สิบเมตร ซุนเฟยก็เปลี่ยนเป็น ‘โหมดคนเถื่อน’ จากนั้นก็ปลดปล่อยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา พลังแข็งแกร่งของเขาเหมือนคลื่นมหาสมุทรที่บ้าคลั่งทะยานออกมาไม่หยุด พลังที่น่าเกรงขามเช่นนี้ ทุกคนที่อยู่บริเวณรอบๆ ต่างรู้สึกได้ถึงพลังของเขาอย่างชัดเจน

            ซุนเฟยมองผ่านใบหน้าไร้ที่ติของแพรีสไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ จนสุดท้ายก็มาหยุดสายตาที่ใบหน้าของนักฆ่าที่ใช้ดาบ ซุนเฟยยิ้มอย่างยโสเล็กๆ “เจ้าเป็นยอดฝีมือ ดังนั้นข้ายินดีที่จะให้โอกาสเจ้าได้ต่อสู้อย่างยุติธรรมครั้งหนึ่ง ภายในรัศมีรอบๆ ยี่สิบเมตรนี้ไม่มีกับดักเวทมนตร์ ถ้าเจ้าชนะข้าได้ข้าจะปล่อยเจ้าไป!”         

            ในตอนนั้นทุกคนรับรู้ได้ถึงความกระหายการต่อสู้ของซุนเฟยที่ลุกโชนในร่างของเขา         

            นักฆ่ากำดาบในมือแน่นก่อนจะหันไปมองแพรีส

            “อเล็กซานเดอร์ เจ้าจะไม่สนใจประชาชนและพระราชวังของตัวเองเลยหรือ? เจ้าแน่ใจหรือที่จะทำแบบนี้ หากไม่มีคำสั่งของข้าพระราชวังของเจ้าก็จะกลายเป็นแค่ซากปรักหักพัง ประชาชนของเจ้าก็จะกลายเป็นกองกระดูก...” แพรีสหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยขณะที่พูดขู่

            ซุนเฟยหัวเราะ “มีคนกลายเป็นกองกระดูกแน่ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประชาชนของข้าอย่างแน่นอน”

            “หมายความว่าอย่างไร?” แพรีสชะงัก ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

            “ก็หมายความว่าองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ทรงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว...”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงใสๆ ของผู้หญิงดังขึ้นมาจากตรงขั้นบันใดหิน ไม่ช้าประกายแสงสีทองจากคันธนูก็เด่นชัดขึ้น สาวงามผมแดงในชุดเกราะงดงามแปลกตาค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน แสงสว่างเรืองรองกระจายออกมาจากร่างของนาง บนชุดเกราะเวทมนตร์เปล่งประกายสีสันงามตา นางเหมือนกับเทพธิดานักรบที่กำลังเดินออกมาจากทะเลเมฆทีละก้าว

            ครั้งแรกที่ได้มองผู้หญิงคนนี้ พวกผู้ชายรู้สึกได้ถึงแสงสว่างเจิดจ้าที่อยู่ด้านหน้า ในหัวของพวกเขาเหมือนมีบางอย่างพังทลายลง ส่วนพวกผู้หญิง จิตใต้สำนึกของพวกนางก็สั่งให้สำรวจร่างผู้มาใหม่ จากนั้นก็มาเปรียบกับตัวเอง แม้แต่ผู้หญิงที่ชาญฉลาดย่างองค์หญิงและแพรีสเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

            งามดั่งหยก

            นี่เป็นภาพวาดที่งดงามมาก

            แน่นอนว่า หากเทพธิดานักรบที่มีผมสีแดงดุจเปลวเพลิงนางนี้ไม่ได้หิ้วหัวที่เปื้อนเลือดมาด้วย มันคงจะเป็นภาพที่งดงามกว่านี้

            ปึง!

            หัวที่อยู่ในมือนางถูกโยนไปตกตรงเท้าของแพรีส

            “ไอ้สัตว์นรกตัวนี้นำคนบุกเข้าไปที่คฤหาสน์ของท่านไวเคานต์ลิวอิส และได้กระทำเรื่องที่เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้นข้าจึงตัดหัวของมันเสีย! ส่วนคนอื่นๆ ก็กลายเป็นศพแล้วเช่นกัน!”

            ทหารรับจ้างสาวพูดอย่างฉะฉาน ทำให้ซุนเฟยแทบจะอดไม่ได้ที่อยากเข้าไปกอดนาง คำพูดนี้ก้าวร้าวได้ใจบิดาจริงๆ

            แพรีสมองหัวที่ถูกตัดตรงเท้าก็พลันตกใจขึ้นมา

            นี่เป็นหัวหน้าของกองโจรเล็กๆ ของนางในเมืองแซมบอร์ด เขามีความแข็งแกร่งระดับสี่ดาวระยะต้น ด้วยความแข็งแกร่งนี้ แทบทุกคนที่มาชุมนุมอยู่บนยอดเขาตะวันออกก็ไม่อาจเป็นภัยคุกคามเขาได้ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสุดท้ายต้องมาถูกตัดหัวแล้วนำมาโยนตรงแทบเท้าของนาง เรื่องนี้มันชัดเจนแล้ว ในเมื่อหัวหน้าตายไปแล้ว วาระสุดท้ายของกองโจรในเมืองก็คงไม่ต่างกัน

            การคาดการณ์นี้ทำให้แพรีสสูญเสียความนึกคิดไปในทันที

            น่าเศร้า คำๆ นี้ที่แพรีสพูดกับซุนเฟยไว้ก่อนหน้านี้ได้ย้อนกลับมาเข้าตัวแพรีสแล้ว สิ้นหวังอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่หงายไพ่นางมักจะเชื่อมั่นเสมอว่าได้ตรึงชัยชนะไว้ที่ตัวเองแล้ว แต่ความจริงในวันนี้ได้เปลี่ยนเป็นความโหดร้ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนถึงตอนนี้ ความมั่นใจของนางเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน ราชาน้อยตรงหน้าเหมือนเทพเจ้าที่ไม่อาจโค่นล้มได้ เขาสามารถทำลายแผนของแพรีสที่เตรียมไว้ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย ทำให้ผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดของราชอาณาจักรเซนิทกลายเป็นตัวตลกสร้างความบังเทิงให้แก่ตัวเขา

            แพรีสจมลงสู่ห้วงความคิด

            นางรู้สึกท้อแท้

            และที่ทำให้ทุกคนหวาดผวาคือการที่เจ้าสุนัขยักษ์สีดำ ‘ลมกรดทมิฬ’ เริ่มเดินกระหย่องกระแหย่งอีกครั้ง

            มันเดินผ่านกับดักเวทมนตร์ที่มองไม่เห็นเหล่านั้นและพานักธนูสาวเอเลน่า เบสท์ อัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ และบรู๊คที่อยู่ตรงขั้นบันไดไปหาแลมพาร์ดและแองเจล่า

            ‘เหล่าผู้นำ’ของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดได้ปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาตะวันออก

            ตอนนี้ นี่เป็นพลังอำนาจที่ใครก็ไม่อาจละสายตาไปได้เลย

            เพราะมีองค์ราชาที่แข็งแกร่งที่สุดยืนเคียงข้างพวกเขา

            เมื่อเห็นฉากนี้ ไม่ต้องพูดทุกคนก็เข้าใจ ไพ่ตายสุดท้ายของแพรีสได้ล้มเหลวทั้งหมด ส่วนพวกองค์ชายและคณะทูตฝ่ายเดียวกับแพรีสที่เพิ่งโห่ร้องเมื่อครู่ก็พากันหน้าซีด พวกเขาอดไม่ได้ที่อยากจะตบบ้องหูตัวเองที่ดันพูดอะไรไปมากมายเมื่อครู่...

            ถ้าจะบอกว่ากลยุทธ์แกล้งตายเป็นเพียงความฉลาดเล็กๆ ที่ได้มาโดยบังเอิญ ตอนนี้ก็ไม่มีใครสงสัยแล้วว่า การที่ซุนเฟยได้กลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้ายเพราะอาศัยแค่โชคช่วยนั้น ทุกคนต่างพากันครุ่นคิด ไม่ว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้จะเปลี่ยนเป็นแบบใด ราชาน้อยก็คือผู้ที่ได้กำชัยชนะสูงสุดไว้ในมือตั้งแต่ต้น การสังหารอดีตเลขานุการกบฏจนมาถึงการต่อสู้ระหว่างองค์หญิงและแพรีสที่เป็นเหมือนนกกระยางสู้กับหอยกาบ จากนั้นก็พากันแกล้งตาย ต่อมาก็สังหารเหล่ายอดฝีมือจำนวนมาก และคืนชีพ ‘ศพ’ สุดท้ายก็ล้างบางกองโจรที่แพรีสทิ้งไว้ในเมือง...ซุนเฟยก็สามารถรับมือกับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปทุกสถานการณ์ได้ดี ความสามารถของเขาเกินขอบเขตความสามารถของราชาทั่วไป แม้แต่แพรีสและองค์หญิงที่ถูกยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญาที่สุดในราชอาณาจักรก็ยังเทียบเขาไม่ได้

            พลังของตัวเองก็แข็งแกร่ง สติปัญญาก็ลึกล้ำ บุคลิกก็ห้าวหาญ...

            นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของราชาเมืองแซมบอร์ด?

            ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต่างตกใจกับความสามารถและพลังของซุนเฟย แต่แพรีสและองค์หญิงที่คาดเดาอะไรบางอย่างออกต่างพากันตกใจกับความแข็งแกร่งโดยรวมของเมืองแซมบอร์ดมากกว่า เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงผิวเผินแน่ การที่สามารถจัดการกับกองโจรเล็กๆ ได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมียอดฝีมือระหว่างระดับสามดาวถึงห้าดาวอยู่แน่ๆ...นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัว หากอาณาจักรบริวารระดับหกมีความแข็งแกร่งเช่นนี้จริง เกรงว่าอาจจะล้ำหน้ากว่าพวกอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งและสองเสียอีก

            มันเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรแห่งนี้?

            สายลมพัดผ่าน แพรีสยิ้มน้อยๆ ยามที่ผมปลิวไสวไปตามลมจนยุ่งเหยิง

            ท่ามกลางความสิ้นหวังแบบนี้ บนใบหน้าของแพรีสก็ยังคงเผยรอยยิ้มออกมาได้ แต่ครั้งนี้รอยยิ้มของนางกลับไม่ใช่รอยยิ้มปั้นแต่งอย่างมีเสน่ห์ กลับเป็นรอยยิ้มที่กลั่นออกมาจากใจ เหมือนกับนำพระพุทธรูปไปล้างน้ำเพื่อคืนความงดงามที่แท้จริง ตอนนี้นางเหมือนสาวน้อยที่กำลังตกหลุมรักอัศวิน แพรีสถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะโบกมือเบาๆ

            จากนั้นนักฆ่าใช้ดาบที่อยู่ข้างกายนางก็ก้าวออกมายืนตรงหน้าซุนเฟย

            วิ้ว วิ้ว วิ้ว วิ้ว

            นักดาบดึงผ้าที่คลุมหน้าออก เผยโฉมหน้าออกมา ในมือก็แกว่งดาบที่คมกริบเบาๆ จนเกิดเสียง ใบดาบสั่นสะท้าน นี่เป็นสัญญาณว่านักดาบกำลังจะโจมตี

            “อา เขาคือนักดาบทานิ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ หนึ่งใน ‘สองผู้ซ่อนเร้น’ องค์ชายใหญ่แห่งอาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง อาณาจักรนาดาร์โก”

            ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว

            วันนี้ได้มีโอกาสพบกับ ‘หนึ่งดาบ’ ผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่ไม่อาจต้านทานได้ หลังจากที่เขาจากไปก็ได้ทิ้งความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้แก่ซุนเฟย คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้มีโอกาสได้พบยอดฝีมือหนึ่งใน ‘สองผู้ซ่อนเร้น’ ตัวเป็นๆ แล้วยังมาปรากฏตรงหน้าตัวเองอีกด้วย

            “ข้ายินดีจะประลองกับเจ้า หากแพ้ข้ายอมตาย แต่ถ้าข้าชนะต้องปล่อยแพรีสไป” นี่เป็นครั้งแรกที่ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ได้เปิดปากพูด เสียงของเขาทุ้มต่ำเต็มไปด้วยเสน่ห์ ต้องยอมรับว่าองค์ชายที่ชื่อทานิคนนี้จะต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน ใบหน้าของเขาดูกลัดกลุ้มราวกับมีเรื่องบางอย่างในใจ ทำให้เขาไม่ค่อยมีความสุข

            ซุนเฟยเองก็คิดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะยอมสละโอกาสรอดของตัวเองเพื่อแพรีส

            “เอาไว้สู้กันเสร็จค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน”

            ซุนเฟยพูดปัดไป ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ประกายเย็นชา เขาเหยียดแขนทั้งสองข้างก่อนจะตะโกนออกมา

            ชั่วพริบตาร่างของเขาก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องประกายไม่หยุด หมวกเหล็ก เกราะอก เกราะมือ ถุงมือ ที่คาดเอว เกราะขา รองเท้าเหล็ก...ชิ้นส่วนของเกราะที่แข็งแกร่งก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาทาบทับบนร่างของเขา ทั่วร่างของเขาถูกสวมทับด้วยชุดเกราะลึกลับที่สวยงามและแข็งแกร่ง

            นี่เป็นชุดเกราะที่แตกต่างจากแผ่นดินอาเซรอท

            ทุกส่วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์แปลกๆ ลวดลายและอักขระก็ลึกลับ เผยถึงความแข็งแกร่งที่ไม่น่าเชื่อออกมา แม้ว่าจะดูไม่เหมือนชุดอัศวินเกราะหนัก แต่ทุกชิ้นก็ปกคลุมจุดสำคัญของซุนเฟยอย่างแน่นหนา แม้กระทั่งนิ้วมือทั้งห้านิ้วก็ถูกปกคลุมด้วยถุงมือเหล็กกล้าที่ถูกสร้างอย่างประณีต ถุงมือนี้ดูทรงอำนาจและยังปิดส่วนที่เป็นข้อต่ออีกอีกด้วย ถุงมือนี้ดูแข็งแกร่งกว่าถุงมือกรงเล็บของนักฆ่าชุดขาวก่อนหน้านี้เสียอีก มันแน่นพอดีกับนิ้วทั้งห้า ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของนิ้วทั้งห้านิ้วเลย

            มือเหล็กเหยียดออกมา

            ก่อนที่จะปรากฏแสงสว่างหนึ่งม่วงหนึ่งเขียว ขวานคู่ม่วงเขียวแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา แสงสว่างสองสายค่อยๆ ปรากฏอยู่ในมือของซุนเฟย

            นี่เป็นครั้งแรกที่ซุนเฟยเรียกใช้ไอเทมคนเถื่อนต่อหน้าคนอื่น

            และเป็นครั้งแรกที่ได้สวมไอเทมของโลก Diablo ในการต่อสู้

            หลังจากที่ซุนเฟยเปลี่ยนมาใช้ไอเทมปัจจุบันนี้แบบครบชุด ผู้คนรอบข้างต่างพากันตกตะลึง เมื่อจู่ๆ ความแข็งแกร่งของซุนเฟยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            สี่ดาวระยะต้น...สี่ดาวระยะกลาง...สี่ดาวระยะปลาย...

            “โชคชะตาของนาง นางต้องตัดสินด้วยตัวเอง และดาบของเจ้าก็ช่วยได้แค่ชีวิตของตัวเจ้าเองเท่านั้น!” ซุนเฟยส่ายหน้าขณะที่พูด “หากเจ้าสามารถรับมือข้าได้โดยที่ไม่ตาย วันนี้เจ้าก็สามารถลงจากยอดเขาได้โดยที่ยังมีชีวิต”

            ---------------------------