จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 138 พักผ่อน

                สีหน้าจ้าวซิงไม่เพียงแต่ปั้นยาก ---แต่สีหน้ามันถึงกับบิดเบี้ยวจนแทบดูไม่ได้

                ตรงข้ามกับบ้านตระกูลเย่ โถงใหญ่ในบ้านตระกูลจ้าวยามนี้กลับตกอยู่ในบรรยากาศมืดสลัวมองเห็นเงาอันเลือนรางของคนสองคนนั่งอยู่ภายในโถง เป็นผู้นำตระกูลจ้าวนามว่าจ้าวซิงและผู้ดูแลหลี่เฉินจากสำนักเจ้าอสูรเอง

                ตั้งแต่พลบค่ำจนกระทั่งเที่ยงคืนทั้งคู่ดื่มชาถ้วยแล้วถ้วยเล่าขณะที่รอคอยคนของตนกลับมาจากกับคร่ากุมตัวเย่เทียนหมิงและปักษาไร้เงาแต่คนทั้งสองกลุ่มยังคงไม่กลับมา จ้าวซิงกระวนกระวายมองออกไปด้านนอกบ่อยครั้งด้วยความกังวลหลี่เฉินเองก็ไม่อาจเยือกเย็นได้อีกดูไปคล้ายกับสีหน้ามันจะเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิมแม้แต่ยามลูบแมวสามหางก็พบว่ามันลูบเร็วขึ้นกว่าเดิมราวกับจะแสดงความขุ่นเคืองใจออกมา

                “ผู้ดูแลหลี่ นี่ก็... เนิ่นนานแล้วไฉนพวกเขาจึงยังไม่กลับมา? หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้น? บางทีตระกูลเย่จะลอบลงมือ?”จ้าวซิงไม่อาจระงับใจได้อีกจึงมองไปยังหลี่เฉินพร้อมกับเอ่ยปากขึ้น

                “เจ้าแตกตื่นเรื่องอันใด?พวกมันคงอยู่ระหว่างทางกลับมาเจ้าเป็นผู้นำตระกูลยังไม่รู้จักความอดกลั้นแม้แต่น้อย เพ้ย!ตระกูลเจ้าคงเกินเยียวยา...” หลี่เฉินกล่าวด้วยความไม่พอใจยามกวาดตามองไปยังอีกฝ่ายแต่ท่าทีเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็มองออกว่าสีหน้ามันไม่ได้สงบเยือกเย็นเช่นเดิมอีกแล้ว

                จ้าวซิงหน้าแดงฉานด้วยความขุ่นเคืองแต่มันยังไม่กล้าฉีกหน้าจึงได้แต่จับตามองประตูห้องโถงอย่างเงียบงัน

                จากนั้นแว่วเสียงฝีเท้าดังเข้าใกล้ห้องโถงสีหน้าจ้าวซิงจึงสดใสขึ้น กระนั้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลายคนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มคนที่ส่งออกไปก่อนหน้าความกังวลก็ฉายบนใบหน้ามันอีกครั้ง ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะคารวะทักทาย จ้าวซิงก็เอ่ยถามอย่างร้อนรน“ว่าอย่างไร? พบพ่อบ้านจ้าวกับพวกหรือไม่?”

                “นายท่านพวกเรามาเพื่อรายงานพวกเราพบร่องรอยการต่อสู้ที่ชานเมืองใกล้กับภูเขาแต่กลับไม่พบเห็นร่องรอยของพ่อบ้านจ้าว มิหนำซ้ำ... พวกเราก็ขาดการติดต่อกับผู้ที่เราให้คอยลอบสังเกตการณ์อยู่อีกด้วยยามนี้ไม่ทราบว่าพวกเขาไปอยู่ที่ใดแล้ว...”

                ผู้ที่เข้ามาหลังจากรายงานเสร็จก็ล่าถอยไปปล่อยให้จ้าวซิงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าซึมเซาหากมีเพียงจ้าวฉวนที่หายไปก็อาจเป็นเพราะมันยังไล่ล่าติดตามเย่เทียนหมิงอยู่แต่แม้กระทั่งคนที่ได้รับมอบหมายให้สังเกตการณ์จ้าวฉวนก็ยังหายไปด้วยถ้าเช่นนั้นก็หมายความได้อย่างเดียวว่าพวกมันทั้งหมดเกิดเรื่องขึ้นแล้ว... “แต่แต่ทว่า ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้...?สายสืบพวกเราบอกว่าที่เดินทางร่วมกับเย่เทียนหมิงมามีเพียงผู้เยาว์สองคนเท่านั้นหลังจากจ้าวฉวนออกไปแล้วตระกูลเย่จึงค่อยส่งคนไล่ตามเย่เทียนหมิงก็หมายความว่าจ้าวฉวนมีเวลาเหลือเฟือที่จะคร่ากุมตัวเย่เทียนหมิงเอาไว้ได้ก่อนที่จะทันมีเหตุเปลี่ยนแปลงอันใดแล้วไฉน...”

                จ้าวซิงยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งกระสับกระส่าย เนื่องเพราะนอกจากจ้าวฉวนแล้วที่เหลือล้วนเป็นคนจากสำนักเจ้าอสูรจ้าวซิงจึงอ้าปากหมายจะถามหลี่เฉินว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆหลี่เฉินก็ชะงักกึกจากนั้นยื่นมือขวาออกแล้วเงาดำขนาดเล็กก็พลันพุ่งมาจากจากประตูโถงเข้าหามือของมันอย่างกะทันหัน ที่แท้เงานั้นคือมุสิกสีดำขนาดเล็กตัวหนึ่ง

                มุสิกตัวนั้นใช้ตาดวงเล็กสีแดงฉานมองดูหลี่เฉินก่อนจะส่งเสียงร้องที่ไร้อารมณ์ออกมาสองครั้งแล้วจึงหยุดนิ่งอยู่บนฝ่ามือของมัน

                สีหน้าหลี่เฉินพลันบิดเบี้ยวปั้นยากยิ่งกว่าจ้าวซิงอีกแม้แต่ร่างกันก็เริ่มสั่นกระตุกแผ่วเบา --- ก่อนหน้านี้มันสั่งให้มุสิกตัวเล็กนี้สะกดรอยตามอู๋เซินแม้จะเป็นอสูรวิญญาณที่มีพลังเพียงน้อยนิดทั้งยังไม่อาจบอกเล่ารายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นได้แต่มันยังอธิบายสถานการณ์คร่าวๆได้ อู๋เซินกับพวกทั้งหมดถูกสังหารแล้ว

                “ผู้นำจ้าวคิดว่าแผนการของพวกเราคงต้องมีการเปลี่ยนแปลง...”

                ถึงตรงนี้ พวกเราย้อนกลับมาที่ห้องรับรองแขกภายในเรือนด้านทิศเหนือของตระกูลเย่กันก่อน

                บนเตียงที่กว้างใหญ่นุ่มสบาย เห็นไป๋หยุนเฟยจ้องมองแหวนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความกังวล

                แหวนพิเศษหลายวงนี้คือแหวนช่องมิติเฉพาะสำหรับให้คนของสำนักเจ้าอสูรสวมจิ้งหมิงเฟิงระบุว่าในนี้มีวงที่ฟางฮ่าวและไท่ผิงสวมเอาไว้ทั้งยังบอกว่าเป็น‘สินสงคราม’แหวนนี้ถูกดัดแปลงเป็นพิเศษจึงสามารถเก็บได้เพียงอสูรวิญญาณที่ไร้ชีวิตจิตใจ เมื่อไร้ประโยชน์กับจิ้งหมิงเฟิงมันจึงมอบให้ไป๋หยุนเฟยเก็บไว้

                “หากพี่หงยินอยู่ที่นี่ ข้าคงมอบให้เขาไปแต่ยามนี้... ข้าจำต้องเก็บเอาไว้ชั่วคราวก่อน แหวนช่องมิติเหล่านี้แปลกประหลาดอยู่บ้างกลับไม่อาจเก็บพวกมันใส่แหวนช่องมิติได้ ก็หมายความว่าข้าจำต้องพกพาติดตัวเอาไว้แต่ว่าเช่นนี้ช่างน่ารำคาญนัก เฮ้อ หากว่ามีอุปกรณ์ที่ช่วยให้ข้าสามารถเก็บแหวนช่องมิติได้...”

                ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าจากนั้นใส่แหวนทั้งหมดลงในถุงผ้าก่อนจะเริ่มตรวจสอบ‘สินสงคราม’ของตนเอง แหวนช่องมิติทั่วไปหลายวงกระจกพิทักษ์หัวใจที่มีรูโหว่หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กนี่ก็เป็นสิ่งของขั้นหายากระดับต่ำ มีดที่คล้ายมีดผ่าแตงขนาดเล็กและอาวุธกึ่งวัตถุวิญญาณอีกเล่มพร้อมกับเงินทอง

                “น่าเสียดายนักที่โล่สีทองนั้นถูกทำลายไปนั่นอาจเป็นขั้นหายากระดับกลางก็ได้ เฮ้อ...”

                ระหว่างแยกแยะสิ่งของทีละชิ้นไป๋หยุนเฟยก็เก็บทุกอย่างเอาไว้โดยไม่คิดจะเสียเวลาอัพเกรดแทนที่จะนั่งลงฝึกปรือพลัง ไป๋หยุนเฟยกลับเอนกายลงบนเตียงพร้อมกับใช้สองแขนหนุนศีรษะเพื่อพักผ่อนและใคร่ครวญถึงสิ่งที่ต้องในทำในอนาคต

                “ข้าไม่ทิ้งร่อยรอยหลักฐานใดๆเอาไว้ดังนั้นสำนักเจ้าอสูรสมควรจะไม่ทราบว่าเป็นข้าที่สังหารศิษย์สำนักพวกมันแต่ทว่าความเป็นศัตรูของข้ากับสำนักแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวันคงเป็นการดีที่จะระมัดระวังตัวมากขึ้นและไม่เปิดเผยสิ่งของเหล่านี้ให้คนจากสำนักเจ้าอสูรได้เห็น...”

                สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของไป๋หยุนเฟยก็คือสำนักเจ้าอสูรการสังหารศิษย์สำนักพวกมันเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นแต่ไป๋หยุนเฟยยังไม่กล้าโอหังจนดูถูกสำนักซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในโลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณไม่ต้องบอกมันก็ทราบว่ามันต้องได้พบกับบรรพวิญญาณเช่นเดียวกับที่พบในเมืองชุ่ยหลิวหรือแม้กระทั่งเอกะวิญญาณจากสำนักเจ้าอสูรเข้าสักวันการจะรักษาชีวิตเอาไว้จะกลายเป็นเรื่องยากเย็นจนเหลือเชื่อ

                อีกด้านหนึ่งตระกูลจ้าวก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับมันตระกูลจ้าวไม่ทราบมาก่อนว่ามันเป็นใครดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงสามารถพักอยู่ในเมืองเกายี่ได้อย่างไร้กังวลในช่วงสี่ห้าวันนี้ก่อนจะไปจากเมืองไม่ว่าจะสู้หรือสะบัดหน้าจากไปก็ล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมัน

                “อืมข้าสมควรไปเยี่ยมเยียนตระกูลหลิวเช่นกัน...”

                “ไม่ทราบว่าแม่นางซินหยุนจะเป็นอย่างไรบ้างครั้งนั้นมีศิษย์สำนักเจ้าอสูรเพียงสี่คน ดังนั้นยามนี้พวกนางก็สมควรปลอดภัยดีไม่ทราบจะมีโอกาสได้พบพวกนางอีกหรือไม่...”

                เช้าตรู่วันต่อมาไป๋หยุนเฟยเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากห้องก็เห็นจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงรออยู่ที่ลานบ้านแล้ว

                ในมือจิ้งหมิงเฟิงเป็นอาวุธมีดูคล้ายกับมีดสั้นแต่ขณะเดียวกันก็คล้ายจะไม่ใช่ ด้านหนึ่งเป็นคมคล้ายดาบสั้นแต่อีกด้านกลับหยักเป็นรูปฟันเลื่อยอาวุธที่พิสดารเล่มนี้กำลังถูกจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงศึกษาอย่างใกล้ชิดก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะจดจำออกว่านี่เป็นวัตถุวิญญาณที่ช่วงชิงมาจากไท่ผิง

                “พี่ไป๋ ท่านตื่นแล้ว? ข้ากำลังจะไปปลุกท่าน! เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่? ขณะที่ท่านพักผ่อนคงไม่ได้ดูแลท่านบกพร่องกระมัง?หากมีอะไรก็บอกข้าแล้วข้าจะให้บ่าวไพร่ไปจัดการให้!”เทียนหมิงยิ้มแย้มเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเข้ามาหาพวกตน

                “อา หลับสบายดี ไม่มีอะไรบกพร่องเป็นค่ำคืนที่สุขสบายนัก” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าก่อนจะหันไปกล่าวต่อจิ้งหมิงเฟิง“ทางที่ดีอย่าได้นำอาวุธนี้ออกมาพร่ำเพรื่ออีกหรือเจ้าต้องการให้ทุกคนทราบว่าคนที่สังหารศิษย์สำนักเจ้าอสูรก็คือพวกเรา?”

                “ฮ่า ฮ่า อย่าได้กังวลไป ข้าทราบดี”จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะเบาๆก่อนจะเก็บวัตถุวิญญาณชิ้นนั้นพ้นจากสายตาชื่นชมของเทียนหมิง

                หลังจากล้างหน้าเรียบร้อยทั้งสามคนจึงออกไปรับประทานอาหารเช้า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทไป๋หยุนเฟยออกไปคารวะเย่ถิงและพูดคุยสนทนากันชั่วครู่ทันทีที่คุยจบมันก็รีบออกจากบ้านให้เทียนหมิงพาตนเองและจิ้งหมิงเฟิงเที่ยวชมเมืองเพื่อซื้อหาสิ่งของ

                ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงอดหัวเราะไม่ได้ที่ได้เห็นว่าเทียนหมิงตื่นเต้นร่าเริงเพียงใดยามเดินผ่านถนนอันครึกครื้นภายในเมืองทุกที่ที่ผ่านเทียนหมิงจะต้องร่ายยาวพร่ำบอกอธิบายว่าพื้นที่นี้มีอะไรเป็นจุดเด่นและที่ใดมีเรื่องน่าสนใจให้กระทำ

                “เอาล่ะเทียนหมิงในเมื่อเจ้าบอกเล่าเรื่องราวมากมายของสถานที่อัน‘น่าสนุก’ เจ้าก็ต้องคุ้นเคยกับสถานที่เหล่านั้นอย่างยิ่งแล้วไฉนเจ้าจึงตื่นตาตื่นใจปานนี้!” จิ้งหมิงเฟิงอดสัพยอกมันไม่ได้

                ไม่คาดคิดว่าเทียนหมิงจะรับคำ‘เยินยอ’เอาไว้อย่างเต็มใจ เทียนหมิงสะบัดผมไปด้านหลังพร้อมกับกล่าวด้วยท่าทีภาคภูมิ“ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว! ฉายาข้าในเมืองเกายี่คือ ‘เจ้าแห่งการเล่น’ ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย...”

                “หืม? ‘เจ้าแห่งการเล่น’? มันเป็นตัวอะไร?” จิ้งหมิงเฟิงงุนงง

                “‘เจ้าแห่งการเล่น’หมายถึงตัวข้า ไม่ใช่ตัวอะไร!”เทียนหมิงชะงักคำพูดลงชั่วขณะราวกับนึกว่าตนเองกล่าวอะไรผิดก่อนจะเอ่ยปากต่อ “ข้าไม่ได้บอกว่าข้ารู้จักแต่การเล่นข้าบอกว่าเป็นที่รู้จักในนามหนึ่งใน‘สี่คุณชาย’แห่งเมืองเกายี่! ‘เจ้าแห่งการเล่น’เป็นฉายาของข้า”

                “สี่คุณชายแห่งเกายี่? มันคืออะไร”

                “ก็หมายถึงพวกเราคุณชายทั้งสี่คนจริงๆ”เทียนหมิงอธิบาย “ในเมืองเกายี่ มีคุณชายบ้านตระกูลหลิว เย่และจ้าวและอีกหนึ่งคือบุตรชายท่านเจ้าเมือง พวกเราแต่ละคนล้วนมีฉายาของตนเอง เช่นเดียวกับ‘สี่คุณชายนครหลวง’ที่อยู่ในเมืองหลวง”

                “ช้าก่อน จู่ๆก็มี‘สี่คุณชายนครหลวง’โผล่มาจากที่ใด?” จิ้งหมิงเฟิงโพล่งด้วยความสงสัย

                ไป๋หยุนเฟยก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยเช่นกันหลังจากได้ยินคำว่า‘นครหลวง’ “เทียนหมิง” มันเอ่ยขึ้น “หรือว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’ก็เป็นบุตรชายของสี่ตระกูลใหญ่เช่นกัน?เจ้าพอจะเล่าเรื่องของพวกมันได้หรือไม่?”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912