“เชียนเอ๋อ” มู่จงที่ยืนอยู่ด้านหน้าเอ่ยทักทายมู่เชียนเป็นคนแรก ด้านข้างนั้นมีท่านอาหญิงมู่เฟยเซียนยืนน้ำตาซึมด้วยความยินดีอยู่ใกล้ๆ เห็นหลานชายหลานสาวทั้งสองที่ตนรักดุจบุตรแท้ๆกลับมาอย่างปลอดภัยก็รู้สึกโล่งใจอย่างมาก มู่เชียนและมู่เฉิงหลินโค้งคารวะท่านปู่หนึ่งครั้ง ก่อนจะวิ่งไปหาอาหญิงด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านอาไม่เจอกันนานท่านงดงามขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่ ?” มู่เฉิงหลินอ้าปากก็เอ่ยคำหวาน เพื่อหยอกล้อให้อาสาวที่กำลังร่ำไห้ได้อารมณ์ดีขึ้น ขณะที่มู่เชียนซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นของมู่เฟยเซียนด้วยความคิดถึง
รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ห่างหายมานานมู่เชียนรู้สึกสุขใจอย่างมาก ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานางผ่านทุกข์สุขมามากมาย เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเกือบตาย หลงคิดว่าจะไม่ได้พบหน้าท่านอาแล้ว แขนเล็กก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นด้วยความใจหาย “ท่านอา ข้าคิดถึงท่านมากเลย”
“พวกเจ้านี่โตป่านนี้แล้ว เหตุใดยังอ้อนอาเหมือนเมื่อก่อนไม่ผิด” มู่เฟยเซียนค้อนขวับให้คำพูดของมู่เฉิงหลิน ต่อเมื่อรับรู้ถึงอารมณ์ของหลานสาว ก็รู้สึกสงสารอย่างมาก “เชียนเอ๋อ กลับมาคราวนี้อยู่บ้านให้นานหน่อยดีหรือไม่ ?” นางลูบหลังมู่เชียนเบาๆ ทว่ากลับเห็นหลานสาวส่ายหน้าพลางส่งยิ้มบางให้
“เสร็จธุระ วันสองวันก็ต้องไปแล้ว” มู่เฟยเซียนชะงักไป ยังไม่ทันโต้แย้งก็ได้ยินเสียงมู่จงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี
“เฉิงหลิน เจ้าบรรลุมหายุทธ์แล้วหรือนี่ ?”
“หวาาา… ยอดมากเลย” เหล่าสมาชิกตระกูลมู่ต่างส่งเสียงชื่นชมยินดีกันยกใหญ่
“สมกับที่เป็นฝาแฝดของเชียนเอ๋อ พรสวรรค์ไม่ด้อยกว่ากันเลยสักนิด !” มหายุทธ์อายุสิบแปดปี นี่นับเป็นประวัติศาสตร์ของทวีปกลางทีเดียว
ได้ยินคำเยินยอนี้มู่เฉิงหลินก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ไม่ด้อยกว่าที่ไหนได้ พี่สาวข้านางบรรลุราชันย์ยุทธ์ไปแล้ว !”
“อะไรนะ…..?!” ดวงตาทุกคู่ย้ายมามองมู่เชียนด้วยความตกใจ หากมหายุทธ์อายุสิบแปดเป็นประวัติศาสตร์ของทวีป เช่นนั้นราชันย์ยุทธ์อายุสิบแปดก็คงเป็นประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้เลยกระมัง
“ธิดาเทพยุทธ์ในตำนานผู้นี้ ไม่มีผู้ใดเทียบได้เลยจริงๆ !”
“พี่สามท่านยอดเยี่ยมที่สุดเลย !” มู่เยว่เอ่ยเสียงหวาน ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายแวววาวด้วยความนับถือ
ลูกพี่ลูกน้องสาวของมู่เชียนนางนี้อายุสิบเจ็ดปี เติบใหญ่นับเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของแคว้นอวิ๋น นางเพิ่งบรรลุปราชญ์ยุทธ์ได้ไม่นาน ถือเป็นหญิงสาวที่มีพรสวรรค์อย่างมาก ด้วยฐานะของสกุลมู่ในแคว้นอวิ๋น มู่เยว่จึงมีศักดิ์ไม่ต่างจากองค์หญิงผู้หนึ่ง เชื้อพระวงศ์ต่างแคว้นรวมถึงตระกูลสูงมากมายล้วนหมายปองนาง ทว่านับแต่ถอนหมั้นกับซ่างกวนถง ได้เห็นธาตุแท้ของบุรุษขี้ขลาด นางก็เลิกสนใจความรักคิดแต่จะฝึกยุทธ์ให้เก่งขึ้น เพื่อจะได้ออกไปร่วมผจญภัยกับพี่สามของตนเท่านั้น
อีกด้านมู่เหวินหลิง และมู่เหวินจง ลูกพี่ลูกน้องชายสายตรงทั้งสองก็ยืนอยู่ด้วยเช่นกัน พวกเขาอยู่ในเครื่องแบบของทหารชั้นสูง มู่เชียนนึกถึงรายงานที่ซูม่านส่งให้นางเมื่อหลายวันก่อนก็คลี่ยิ้มออกมา
“พี่ใหญ่ พี่รอง ได้ยินว่าพวกท่านเข้ากองทัพแล้ว”
ชายหนุ่มทั้งสองเห็นน้องสาวผู้สูงส่งเอ่ยทักก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก
“อืมม ช่วงนี้ด้วยชื่อเสียงแคว้นอวิ๋น จึงมีคนอพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก นอกจากกองทัพเจ็ดธาตุทั้งสองหมื่นนาย ทัพอารักขาระดับจ้าวยุทธ์หนึ่งพันนายแล้ว ยามนี้เรายังมีกองทัพใหญ่ประจำการอีกหนึ่งแสน” มู่เหวินหลิงผู้เป็นพี่เอ่ย ส่วนมู่เหวินจงก็พยักหน้ายิ้มให้นางอย่างสุภาพ
“แม่ทัพโม่ไปประจำอยู่ที่แคว้นลู่ ทั้งสามทัพมีเพียงแม่ทัพซูและรองแม่ทัพหู่อู่ดูแล ออกจะเป็นงานหนักอยู่บ้าง พวกเขาจึงให้พวกเราช่วยรับผิดชอบงานในส่วนเล็กๆ”
มู่เชียนพยักหน้ารับรู้ด้วยรอยยิ้ม นางรู้ดีว่า ‘ส่วนเล็กๆ’ คำนั้นเป็นเพียงคำพูดถ่อมตัวของมู่เหวินจง ด้วยฐานะคนสกุลมู่ หน้าที่ที่พวกเขาได้รับมอบหมายย่อมไม่ต่างจากรองแม่ทัพผู้หนึ่ง
“เรื่องบิดามารดาเจ้ามีข่าวคราวบ้างหรือไม่ ?” มู่จงเอ่ยสิ่งที่ตนเองอยากทราบที่สุดทันที เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ดีว่ามู่เชียนไปแคว้นฝูด้วยเหตุใด เรื่องที่บุตรชายคนเล็กหายสาบสูญไปเกือบยี่สิบปี เป็นสิ่งที่ทำให้เขาค้างคาใจมาตลอด
“เร็วๆนี้ข้าจะไปทวีปตะวันออกเจ้าค่ะ …” คำพูดนี้ของมู่เชียนทำให้มู่จงทราบแล้วว่าเบาะแสของบุตรชายที่เขาตามหาคงอยู่ที่นั่นเป็นแน่
“…มารดาของเจ้านาง ดูเหมือนจะเป็นคนของทวีปตะวันออก”
คำพูดของชายชราทำให้มู่เชียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ‘เทียนหงบอกว่า..มารดาอยู่ที่เฟยหยาง หรือว่านางจะเป็นชาวแคว้นเฟยหยางกันนะ ?’ หญิงสาวยิ่งคิดยิ่งรู้สึกมั่นใจกับเบาะแสที่ได้รับมากขึ้น
“ท่านปู่.. รบกวนช่วยให้ใครตามหู่อู่และซูม่านมาพบข้าที ข้ามีเรื่องต้องคุยกับพวกเขา..”
เมื่ออยู่ในเรือนพักของมู่เชียน เยว่เทียนหงก็ปรากฏตัว ชายหนุ่มมองร่างบางที่นั่งขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะด้วยสายตาอ่อนโยน
“ถวายบังคมฝ่าบาท” หู่อู่ถูกฟู่หลิงพาตัวเข้ามา เมื่อได้พบนายเหนือหัวที่ไม่ได้พบหน้ามานาน ก็ทรุดตัวลงคารวะด้วยความตื้นตันใจ จากนั้นจึงหันไปคารวะมู่เชียนที่นั่งอยู่อีกด้าน
ส่วนซูม่านเดิมเคียงกันมานั้นกลับไม่สนใจเยว่เทียนหงแม้แต่น้อย แม่ทัพสาวคารวะเพียงมู่เชียนคนเดียวเท่านั้น ทั้งยังหรี่ตามองหู่อู่อย่างครุ่นคิด
“ข้าจะออกเดินทาง อยากนำกองกำลังเจ็ดธาตุไปด้วย หู่อู่เจ้าไปกับข้า ส่วนซูม่านเจ้าอยู่ที่แคว้นอวิ๋นนี่ คอยดูแลทัพใหญ่”
“นายหญิงเจ้าคะ โปรดให้ข้าไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ…” ซูม่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ทัพเจ็ดธาตุมีความสำคัญ รองแม่ทัพหู่มิได้มีความชำนาญการศึกมากนัก ให้ข้าไปดูแลด้วยตนเองจะเหมาะสมกว่า ส่วนทัพใหญ่และทัพอารักขานั้น นายกองมู่ทั้งสองมีความสามารถ ทั้งยังมีกุนซือจ้าวซงคอยช่วยเหลือ ข้าเชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่”แม่ทัพสาวเอ่ยเหตุผลครอบคลุมทุกด้านด้วยความจริงจัง …
ที่จริงนางไม่พอใจหู่อู่นัก ความภักดีของเขาเห็นชัดว่าอยู่ที่ราชาแห่งต้าเยว่ผู้นั้น แล้วจะให้นางวางใจเขาให้คุมกองทัพสู้เพื่อนายหญิงได้อย่างไร ?”
… เรื่องส่วนตัวระหว่างเขาและนางจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่เรื่องของทหารเขาขาดคุณสมบัติเรื่องความจงรักภักดี !
“หึหึ..” เยว่เทียนหงหัวเราะออกมา เขามองความคิดของซูม่านออก แต่กลับไม่โกรธทั้งยังรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก คนฉลาดแยกแยะทั้งยังภักดีนายเหนืออื่นใดเช่นนี้ หากอยู่ที่ต้าเยว่เขาย่อมจะแต่งตั้งให้นางดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างแน่นอน
เชียนเชียนของเขา มีวาสนาเรื่องบริวารไม่น้อยทีเดียว..
มู่เชียนเองก็มิใช่มองความคิดของซูม่านไม่ออก ทว่า… “เจ้าไม่มีปราณธาตุ การเดินทางครั้งนี้อันตรายอย่างมาก ข้าไม่มั่นใจว่าจะปกป้องเจ้าได้” หญิงสาวเอ่ยเสียงนิ่ง
“ข้าไปเพื่อปกป้องนายหญิงเจ้าค่ะ” ซูม่านเหลือบขึ้นมองมู่เชียนด้วยดวงตามุ่งมั่น “อีกอย่างข้าเชื่อว่าความสามารถในการศึกของข้าย่อมปกป้องตัวเองได้ !”
“ข้าจะช่วยท่านแม่ทัพอีกแรงขอรับ” หู่อู่เอ่ยขึ้นราวกับมีความรับผิดชอบอย่างมาก มีเพียงตนเองที่ทราบว่าเขาใจหายเพียงใดยามคิดว่าต้องแยกจากหญิงสาวนางนี้
คำพูดของนางไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองอันใด ด้วยชินชากับความใจร้ายของนางมานานแล้ว อีกอย่างสิ่งที่นางนึกกังวลก็ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง..
ความภักดีขององครักษ์หู่ทั้งห้าย่อมต้องมอบให้ฝ่าบาทเป็นอันดับแรก !
“เช่นนั้นก็อย่าได้ทำตัวเป็นภาระเด็ดขาด อย่าให้ข้าต้องทิ้งเจ้า..!” มู่เชียนเอ่ยถ้อยคำแข็งกร้าวอย่างผิดวิสัย
ยามศึกสงครามความเมตตาใดๆย่อมต้องถูกโยนทิ้งไว้ หลายครั้งผู้ที่เป็นภาระอาจถูกสังหารหรือทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อรักษาชีวิตคนส่วนใหญ่
จ่านอิงซูม่านมองดวงตาแข็งกร้าวของนายหญิงแล้วก็พยักหน้ารับด้วยความยินดี ได้เห็นบุคลิกของนายทัพในตัวผู้เป็นนายเช่นนี้ แม่ทัพสาวกลับรู้สึกโล่งใจอย่างมาก เพราะนั่นหมายความว่านายหญิงมีความสามารถเป็นผู้นำกองทัพได้อย่างแท้จริง !
ในที่สุดมู่เชียนพยักหน้าตกลงใจให้หู่อู่และซูม่านร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทั้งสองรับคำสั่งแล้วก็แยกย้ายกันไปเพื่อเตรียมตัวเดินทาง
มู่เยว่อดใจไม่ไหว เอ่ยปากขอติดตามไปด้วย ทว่ากับน้องสาวมู่เชียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างอ่อนโยน
“ไว้คราวหน้านะ” หญิงสาวเอ่ยให้ความหวัง ทั้งยังทิ้งโอสถรวมปราณให้นางและพี่ชายทั้งสอง รวมถึงอาวุธเวทย์และคัมภีร์ยุทธ์จำนวนมาก กล่าวว่าหลังจากกลับจากทวีปตะวันออกแล้ว จะแวะมาดูความคืบหน้าของพวกเขา
นางให้สัญญาว่าวันนั้น หากมู่เยว่สำเร็จจ้าวยุทธ์แล้วจะยอมให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
กองทัพเจ็ดธาตุทั้งสองหมื่นนายยืนอยู่ตรงหน้ามู่เชียน หญิงสาวตรวจสอบปราณคราวๆ พบว่าพวกเขาบางส่วนก้าวหน้าถึงจ้าวยุทธ์แล้ว ขณะที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ปราชญ์ยุทธ์เท่านั้น หญิงสาวหลับตาลงคิดครู่ หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“วันพรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปทวีปตะวันออก ภารกิจครั้งนี้ไม่ทราบกำหนดเวลา ทั้งยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะพบเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง พวกเจ้าบางคนอาจไม่ได้รอดกลับมา หรือหากโชคร้ายก็อาจจะตายทั้งหมด !”
ถ้อยคำน่ากลัวถูกเอ่ยโดยหญิงสาวผู้มีสีหน้านิ่งเฉย ดวงตางามล้ำตวัดผ่านใบหน้าชายฉกรรจ์ทั้งหมดแวบหนึ่ง ความลังเล ตกตะลึง หวาดหวั่น นิ่งเฉย มุ่งมั่น ทั้งหมดนั้นถูกนางบันทึกเก็บไว้ในสมองอย่างง่ายดาย
“พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ หลายคนเป็นความหวังเดียวของครอบครัว ข้าไม่อยากบังคับฝืนใจผู้ใด …ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้เลือกว่าจะไปกับข้าหรือไม่ ?”
“พวกเจ้าสามารถปฏิเสธได้ ข้าจะไม่เอาความใดๆ พวกเจ้าจะยังคงเป็นทหารของแคว้นอวิ๋นข้า เพียงแต่จะไม่ได้รวมอยู่ในกองทัพเจ็ดธาตุอีก !”
การที่นางจะพากองทัพเจ็ดธาตุร่วมเดินทางย่อมต้องพาพวกเขาเข้าไปในมิติกำไล ที่นั่นเป็นสถานที่ส่วนตัวของนาง นางไม่อยากให้คนที่ไม่มีใจเพียงพอได้ล่วงรู้ความลับนี้ ..จึงได้เปิดโอกาสให้พวกเขาเลือก ผู้ที่ยินดีไปเสี่ยงตายกับนาง นั่นก็คือผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เข้าสู่มิติแห่งนั้น
“วันพรุ่งนี้ ใครตัดสินใจไปกับข้าก็ให้มารวมกันที่นี่.. ตอนนี้แยกย้ายกันไปได้ !”
หลังจากนั้น มู่เชียนก็ขึ้นนั่งบนหลังเสี่ยวจิ้งบินสำรวจทั่วแคว้นอวิ๋น นางชวนเยว่เทียนหง และเหล่าเทพอสูรก็ออกมาร่วมชมวิวด้วยกัน แม้แต่หลันอู่ซือยังออกมานั่งสัปหงกรับลมด้วยอย่างหาได้ยาก
“อู่ซือบรรลุจ้าวอสูรแล้วหรือ ? เร็วจริง !” มู่เชียนเอ่ยด้วยสีหน้าดีใจ
“วันทั้งวันเอาแต่นอนอยู่ในบัววารีเทพ จะไม่บรรลุเร็วได้อย่างไร” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ เขาที่เป็นราชันย์อสูรก่อนผู้ใดกลับถูกพี่ๆทั้งสองไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ความรู้สึกที่ว่าตนเองเก่งกาจกว่าพวกพี่ๆดูแล้วคงสั้นกว่าที่คิด
เทพอสูรจิ้งจอกมองความเขียวขจีเบื้องล่างด้วยความพึงพอใจ “ภูติพฤกษาทั้งห้าต้นของนายหญิงเติบโตขึ้นมาก” มู่เชียนยิ้มก่อนจะขอให้เสี่ยวจิ้งโฉบร่างลงไปดูใกล้ๆ
ร่างของเด็กน้อยวัยแปดปีปรากฏขึ้นใต้ต้นไม้ขนาดยักษ์ นั่นคือร่างภูติของภูติพฤกษาตนนี้ เด็กน้อยมองนางที่อยู่บนฟ้าแล้วยิ้มก่อนจะโค้งศีรษะคารวะอย่างน่ารัก
“เมื่อก่อนข้ายังต้องแวะมาถ่ายปราณให้พวกเขาทุกวันอยู่เลย” มู่เชียนเอ่ยกับเยว่เทียนหง พลางส่งยิ้มให้ภูติตัวน้อยด้านล่างด้วยความภาคภูมิใจ
“ภูติพฤกษาทั้งห้าของเจ้าปราศจากแรงกดข่มธาตุมืด” เขาที่มีปราณธาตุมืดบริสุทธิ์ ย่อมรับรู้ความผิดปกตินี้ได้อย่างรวดเร็ว จึงรู้สึกแปลกใจอย่างมาก “เจ้าทำได้อย่างไรกัน ?”
“ตั้งแต่วันที่ปลูกเมล็ดภูติพฤกษาลงดิน ข้าก็พูดกับพวกมันว่า วันหน้าข้าคิดจะย้ายพวกมันไปต้าเยว่.. ขอให้พวกมันเลิกต่อต้านธาตุมืดเสีย ” มู่เชียนรู้ดีว่าต้าเยว่แห้งแล้งอย่างมาก ภูติพฤกษาต้นเดียวที่เคยให้ไปนั้นอาจไม่เพียงพอ นางไม่ต้องการให้เขาไม่ต้องปวดหัวเรื่องเสบียงและพืชพันธ์ุธัญญาหารอีก
เยว่เทียนหงมองหญิงสาวที่คิดเผื่อเขาทุกด้านด้วยดวงตาพราวระยับ …นางจะรู้ตัวหรือไม่ว่านั่นเป็นการบอกให้เขาทราบว่า นางคิดถึงเขาและหลงรักเขามานานแล้ว
“เจ้ายกให้ข้า แล้วแคว้นอวิ๋นของเจ้าล่ะ ?”
“แคว้นอวิ๋นข้าไม่ใหญ่นัก ข้าเหลือไว้เพียงต้นเดียวก็เกินพอ”
“หืมม.. จะให้ภูติพฤกษาข้าสี่ต้นเชียวหรือ ?” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเย้า “ภูติพฤกษาหนึ่งต้นมีค่าควรเมือง เชียนเชียนคิดจะให้ข้าตอบแทนเจ้าเช่นไรจึงจะเพียงพอเล่า ?”
คำถามของเขาทำให้หญิงสาวหันมามองเขาด้วยความแปลกใจ นางไม่เคยคิดเรื่องตอบแทนใดๆมาก่อน
“วันหน้าก็…ให้แคว้นอวิ๋นของเจ้าไปรวมกับต้าเยว่ของข้าดีหรือไม่ ?” เยว่เทียนหงเอ่ยยิ้มๆ เมืองใบไม้ของนางสามารถโยกย้ายได้สะดวกอยู่แล้ว
“เหตุใดแคว้นอวิ๋นข้าต้องไปรวมกับแคว้นท่านด้วย ?” หญิงสาวเข้าใจจุดประสงค์ในคำถามของเขา ใบหน้าเล็กแดงก่ำทว่าก็ยังส่งยิ้มพลางเลิกคิ้วท้าทาย ถามกลับไปด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ท่าทางของนางน่ารักจนเขาอดใจไม่ไหว ชายหนุ่มจึงดึงร่างนางมากอดไว้พลางหัวเราะเสียงเบา
“หากเชียนเชียนไม่พอใจ.. จะรวมแคว้นกันแล้วใช้ชื่อแคว้นอวิ๋นก็ย่อมได้”
ถ้อยคำของเขาแฝงด้วยกระแสจริงจังจนนางตกใจ เขาจะเปลี่ยนชื่อแคว้นเชียวหรือ “ได้อย่างไรกัน ?”
สีหน้าคาดไม่ถึงของนางทำให้เยว่เทียนหงนึกเอ็นดูยิ่ง เขามองร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน อันเป็นต้นกำเนิดของความอบอุ่นและอ่อนหวานในใจเขา ครู่หนึ่งก็เอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าเล็กของนางอย่างแผ่วเบา ทัดเก็บเส้นผมที่ถูกลมพัดไปไว้หลังใบหูเล็กอย่างทะนุถนอม ดวงตาสีเทาที่จ้องมองหญิงสาวนั้น ระยิบพราวด้วยแสงแห่งความรักและความอ่อนโยนสุดหัวใจ
“มู่เชียน ข้าอยากใช้ต้าเยว่ของข้าแทนสินสอด… สู่ขอเจ้า..” มู่เชียนนิ่งไป นี่เขาขอนางแต่งงานหรือ ?
“.. เจ้าจะยินยอมหรือไม่ ?” เสียงทุ้มนุ่มสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยอารมณ์อันลึกล้ำและจริงจัง เฝ้ามองอารมณ์ในดวงตาของนางแปรเปลี่ยนไป จากตกตะลึง เป็นคาดไม่ถึง และสุดท้ายก็หลุบตาต่ำลงราวกับกำลังใคร่ครวญบางอย่าง
ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นครู่ใหญ่ ราวกับกำลังลังเลใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่…”
ถ้อยคำแสนสั้นกลับถ่วงใจเขาจนหนักอึ้ง เยว่เทียนหงรู้สึกราวกับหัวใจของตัวเองกำลังหลุดลอยไป “เจ้า…. ไม่ยินดีหรือ ?” เสียงทุ้มแหบต่ำกระซิบลอดริมฝีปาก แผ่วเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน
นางไม่ยินดีแต่งงานกับเขา ?!
“ถึงวันนั้น … ใช้ชื่อ‘แคว้นอวิ๋นเยว่’ดีกว่า” เสียงหวานเอ่ยนิ่ง
เยว่เทียนหงยังคงชะงักงันด้วยความไม่เข้าใจ …. จนกระทั่งใบหน้าเล็กเงยขึ้นส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเป็นประกายแวววาวด้วยความพึงพอใจ ยิ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว หญิงสาวก็หลุดหัวเราะออกมา ยามนี้เยว่เทียนหงจึงค่อยคิดได้..
“เจ้าแกล้งข้า ?!”
“ใช่จะมีแต่ท่านที่แกล้งผู้อื่นได้ !” หญิงสาวหัวเราะรับเสียงใส
นางจะเอาแคว้นต้าเยว่ของเขาไปทำอะไร ที่อยากได้มาตลอดก็มีแค่ร่างสูงตรงหน้าผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น และเขาก็เพิ่งจะเอาตัวเองใส่พานมามอบให้นางกับมือ !!
“ห้ามท่านเปลี่ยนใจแล้วนะ !” หญิงสาวเอ่ยคาดคั้นด้วยรอยยิ้มหวาน ทว่าดวงตาสีน้ำตาลกลับสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น เยว่เทียนหงเห็นนางแล้วก็รู้สึกสงสารจนปวดใจ
“ไม่มีวัน..!!” เสียงทุ้มเอ่ยพลางดึงนางมากอดไว้แน่น จากนั้นร่างทั้งสองก็หายลับเข้ามิติไป
“อ๊ะ นายหญิง” หลันอู่ซือคิดจะตามนายสาวเข้ามิติไป ทว่าเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงก็ห้ามไว้ เทพอสูรทั้งสองมองตากันอย่างรู้ใจ เห็นทีคนขี้แกล้งสองคนนั่นคงต้องการเวลาส่วนตัว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กันและกัน
ดังคาด… ครู่หนึ่งมู่เฉิงหลินก็ถูกเยว่เทียนหงส่งออกมาด้านนอก ใบหน้าชายหนุ่มแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าเขาคงบังเอิญเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรเห็นเป็นแน่ !
#ช่วงนี้หวานรัวๆ รี้ดโปรดเข้าใจ …. อยากอ่านนิยายต่อสู้เชิญสองตอนถัดไปค่ะ 5555555