หลังจากที่อูหลินเฟิง มอบทรัพยากรบางส่วนให้กับตระกูลแล้วจึงเดินทางตรงกลับไปยังปราสาทของปราชญ์วิญญาณทันที และเหมือนอย่างเดิม คุโระและชิโระต่างมายืนต้อนรับ เมื่อเขากลับมาถึงปราสาท
" พวกเจ้ามารอข้าอีกแล้ว รู้ด้วยงั้นหรือว่าข้ากำลังกลับ" อูหลินเฟิงถามกับคุโระและชิโระ
" เป็นเพราะว่าทูตวิหคขาวถูกสร้างมาจากพลังของนายท่าน พวกเราจึงรับรู้ได้ว่าเขากำลังกลับมา"ชิโระตอบ เป็นคำถามง่ายๆที่อูหลินเฟิงราวกับลืมไปแล้วว่าภูตวิหคขาวเขาได้รับมาจากอาจารย์ ภูตวิหคขาวคือชิกิงามิที่ถูกสร้างโดยพลังของปราชญ์วิญญาณ ชิกิงามิที่เหลือต่างสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของกันและกันได้เพราะถูกสร้างจากพลังวิญญาณของคนคนเดียวกัน
" จริงด้วยแฮะลืมไปเลย แล้วตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ใด"
" อยู่ที่ห้องรับรองเจ้าค่ะกำลังคุยอยู่กับ ท่านยมทูตร้อยหุ่น"คุโระตอบ
' ยมทูตร้อยหุ่นมาหาท่านอาจารย์อีกแล้ว เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้วงั้นหรือ' อูหลินเฟิงคิดในใจ ครั้งที่แล้วที่ยมทูตร้อยหุ่นมาเพราะว่าต้องการยืนยันเกี่ยวกับสายเลือดในร่างกายของเขา ครั้งนี้จะมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่
เพื่อคลายข้อสงสัย อูหลินเฟิงจึงตรงไปยังห้องรับรองของปราสาททันที
ราวกับว่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองสามารถรับรู้ถึงการมาของอูหลินเฟิงได้ พวกเขาจึงหันมามองที่อูหลินเฟิง ก่อนที่อูหลินเฟิงจะทักทายพวกเขาทั้งสองเสียอีก
" คารวะท่านอาจารย์ คารวะท่านยมทูตร้อยหุ่น ข้ากลับมาแล้วขอรับ" อูหลินเฟิงคารวะทั้งสอง สายตาที่สงสัยของเขา ทำให้สองผู้ยิ่งใหญ่รู้ทันทีว่าอูหลินเฟิงกำลังสงสัยถึงการมาของยมทูตร้อยหุ่น
" เจ้าอาจจะสงสัยว่า ยมทูตร้อยหุ่นมาที่นี่ทำไม ยมทูตร้อยหุ่นเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปรับแต่งร่างกายของสิ่งมีชีวิต ตัวเขามีความสามารถในการสร้างหุ่นเชิดศพหรือผีดิบ เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าอยาก จะย้ายแหล่งกำเนิดเวทและแหล่งกำเนิดปราณของสัตว์อสูรที่ต่างกันสองตัวผู้ที่มีความสามารถในการช่วยเจ้าได้ดีที่สุด คือยมทูตร้อยหุ่น" ปราชญ์วิญญาณกล่าว คราวนี้เขาขอความช่วยเหลือจากสหายเก่า ให้มาช่วยเหลือลูกศิษย์ของตนในการย้ายแหล่งกำเนิดพลังของสัตว์อสูรที่จะใช้ในการสร้างเป็นชิกิงามิระดับพิเศษ เพราะเขาเชื่อว่าอูหลินเฟิงจะต้องนำร่างของสัตว์อสูรสายเลือดโบราณมาได้แน่นอน
" เจ้าได้ร่างของสัตว์อสูรที่ต้องการมาหรือไม่" ปราชญ์วิญญาณถามเข้าอย่างตรงประเด็นโดยทันที
" ได้มาขอรับ" อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมๆ กับที่นำร่างของมังกรเหมันต์ออกมา
" มังกรเหมันต์? ที่ป่าร้อยปรากฏการณ์ไม่น่าจะมี มังกรเหมันต์ เจ้าได้สิ่งนี้มาจากสุสานของเทพกระบี่งั้นหรือ" ปราชญ์วิญญาณถามลูกศิษย์ของตนเรียกได้ว่าลูกศิษย์ของตนเองสามารถนำร่างของสัตว์อสูรที่เหนือกว่าที่เขาแนะนำมาได้อย่างสวยงาม
" ถูกต้องขอรับศิษย์ได้สิ่งนี้มาจากภายในสุสานของเทพกระบี่คงหมิง"อูหลินเฟิงตอบ พร้อมกับอธิบายสถานการณ์ภายในสุสานเทพกระบี่คงหมิงที่เขาได้พบ รวมถึงการพบเจออสุรกายโลหิตภายในสุสานเขาก็อธิบายให้กับอาจารย์ของตนเองฟังเช่นกัน
“อสุรกายโลหิต ดูเหมือนว่าจะแทรกแซงไปยังหลากหลายสำนักจริงๆ ด้วย” แต่กลับเป็นยมทูตร้อยหุ่นที่กล่าวออกมา ดูเหมือนว่ายมทูตร้อยหุ่นและปราชญ์วิญญาณเองก็สงสัยการแฝงตัวของอสุรกายโลหิตเช่นกัน
“ดูเหมือนว่าสุสานของเทพและ มาร ในอดีตที่ปรากฏออกมาในทุกทวีปนั้นคงเป็นฝีมือของแดนจันทราโลหิตไม่ผิดแน่แล้ว” ปราชญ์วิญญาณกล่าว
“ย่อมต้องแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าสถานที่ที่ปราชญ์ทองคำโดนเล่นงานคือเส้นทางระหว่างที่พักของปราชญ์ทองคำและป่าร้อยปรากฏการณ์” ยมทูตร้อยหุ่นกล่าว
“ท่านบอกว่าปราชญ์ทองคำโดนเล่นงานหรือขอรับ แล้วตอนนี้ปราชญ์ทองคำเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” อูหลินเฟิงถามอย่างตกใจ ตอนนี้แดนจันทราโลหิตถึงกับเล็งโจมตีไปที่ปราชญ์แล้ว แถมยังเป็นปราชญ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับที่สี่ของเก้าปราชญ์
“ยังไม่สามารถทราบได้ เมื่อสิบแปดวันที่แล้ว ในตอนนั้นข้ายังอยู่ที่ราชวงศ์โชติช่วง ลูกศิษย์ของปราชญ์ทองคำได้ขอความช่วยเหลือไปที่ราชวงศ์โชติช่วง บอกว่าปราชญ์ทองคำกำลังถูกโจมตีโดยแดนจันทราโลหิต แต่ว่าเมื่อเหล่าเก้าปีกแห่งราชวงศ์โชติช่วงเดินทางไปถึง ก็พบเพียงร่องรอยการต่อสู้ของป่าที่ถูกทำลายล้างเป็นวงกว้าง แต่กลับไม่พบผู้ใดเลย พบเพียงแค่ร่องรอยของปราณมรณะและปราณทองคำเท่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะถูกสังหารหรือถูกทำให้กลายเป็นอสุรกายโลหิตไปแล้วก็ได้” ยมทูตร้อยหุ่นได้อธิบายสถานการณ์ที่เขาได้รับรู้ ในช่วงที่เขาอยู่ภายในราชวงศ์โชติช่วง
“ถึงกับลงมือกับเหล่าปราชญ์แล้วงั้นหรือ”
“ไม่ใช่เพียงแค่ปราชญ์ทองคำที่ถูกโจมตี แต่ว่าในช่วงสิบวันที่ผ่านมา ปราชญ์จากต่างทวีปโดนสังหารไปถึงห้าคน แต่ที่หนักที่สุดก็คงเป็นทวีปรัตติกาล เพราะว่ามีปราชญ์ถึงสองคนที่โดนสังหาร” ยมทูตร้อยหุ่นกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่ทวีปปราณฟ้าเท่านั้นที่สูญเสียปราชญ์แต่ทางทวีปไร้ตะวันนั้นหนักยิ่งกว่าสูญเสียปราชญ์ไปถึงสองคน
“แดนจันทราโลหิตเริ่มลงมือรุนแรงขึ้นแล้ว แต่เรากลับยังไม่รู้ว่าพวกมันกบดานตัวอยู่ที่ไหน” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างเจ็บใจตอนนี้แดนจันทราโลหิตเริ่มลงมือตัดกำลังของสองทวีปที่ตนเองเคยอยู่แล้ว
“ไม่ ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เพราะการกระทำของแดนจันทราโลหิตทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นตื่นตัว พวกเขาต่างส่งกองกำลังของตนเองสืบหาร่องรอยของแดนจันทราโลหิตกันทั้งนั้น และสามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าพวกนั้นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน สถานที่ตั้งของมันคืออยู่ภายใต้มหาสมุทรไร้เกาะ” ยมทูตร้อยหุ่น ได้กล่าวจริงๆ แล้วการที่ค้นพบสถานที่ตั้งของแดนจันทราโลหิตนั้นถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญยิ่งนัก เพราะว่ามีคนของแดนเจ้าสมุทรพยายามหาร่องรอยของบางสิ่งบางอย่างภายในมหาสมุทรไร้เกราะ แต่หากให้ยมทูตร้อยหุ่นเดาคนจากแดนเจ้าสมุทรคงพยายามที่จะหาร่องรอยของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์แน่นอน แต่กลับไปพบกับดินแดนที่ถูกซ่อนภายในมหาสมุทรไร้เกราะ จากข่าวที่ได้รับมาภายในดินแดนแห่งนั้นมีโดมขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อครอบเมืองโดมนั้นมีหน้าที่ในการสร้างอากาศเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าไปอยู่ในเมืองนั้นได้
“ใช้...มหาสมุทรไร้เกราะเป็นที่ตั้งของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ เพราะว่าเป็นสถานที่ที่ไม่มีแดนศักดิ์สิทธิ์ใดปกครองอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้” อูหลินเฟิงกล่าว มหาสมุทรไร้เกาะเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ไม่มีกองกำลังไหนปกครอง เพราะว่ามันเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีเกาะใดเลย ทำให้ไม่เหมาะกับการดำรงชีพ มหาสมุทรไร้เกาะจึงเป็นแห่งรวมตัวของสัตว์อสูร
“และ ตอนนี้แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกคิดจะสร้างกองกำลังพิเศษ เพื่อโจมตีแดนจันทราโลหิตให้สิ้นซากภายในครั้งเดียว ซึ่งจะรวมทั้งคนจาก แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกแดน และตระกูลระดับมหาตระกูลของแต่ละทวีป หรือเหล่าสิบยอดสำนักของแต่ละทวีป แต่ว่าพวกเราจำเป็นต้องคัดตระกูลที่สามารถเชื่อใจได้เท่านั้น จึงจำเป็นต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างมาก” ยมทูตร้อยหุ่นได้กล่าว
“แล้วท่านสามารถบอกได้หรือไม่ว่าจะโจมตีเมื่อไหร่” คราวนี้เป็นปราชญ์วิญญาณที่ถาม
“หากสามารถคัดเลือกพรรคหรือตระกูลที่เชื่อใจได้แล้ว และกำหนดได้ว่าผู้ใดจะเข้าร่วมในการโจมตีแดนจันทราโลหิต พวกเราจะโจมตีมันในตอนที่เหล่านักสู้ระดับหกและชนชั้นจอมยุทธ์ เข้าขัดขวางแดนจันทราโลหิตภายในแดนเทพรกร้าง พวกเราจะเปิดศึกสองทางทั้งภายในแดนเทพรกร้างและบุกโจมตีสถานที่ตั้งของแดนจันทราโลหิตไปพร้อมๆ กัน” ยมทูตร้อยหุ่นกล่าว จริงๆ แล้วข้อมูลพวกนี้ไม่สมควรที่จะบอกให้กับผู้อื่นแต่ว่าปราชญ์วิญญาณก็เป็นถึงหนึ่งในสิบสองยมทูตเช่นกัน รวมถึงอูหลินเฟิงที่เป็นลูกศิษย์ก็เป็นคนที่แดนจันทราโลหิตหมายหัวอย่างแน่นอน เพราะว่าตามข้อมูลที่ได้รับอูหลินเฟิงคือผู้ที่เปิดเผยเรื่องราวของแดนจันทราโลหิตให้กับราชวงศ์โชติช่วงรับรู้ อูหลินเฟิงและปราชญ์วิญญาณจึงเป็นผู้ที่สามารถเชื่อใจได้
“แบบนี้นี่เอง” อูหลินเฟิงกล่าวหลังจากที่รับรู้แผนการของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเคลื่อนไหว ถือว่าสิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดเพื่อให้แดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหว ไม่เสียเปล่าแล้วจริงๆ ยิ่งตอนนี้หกแดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวพร้อมกัน แดนจันทราโลหิตอาจจะไม่สามารถรอดไปอีกครั้งแล้วก็ได้
“แต่ข้าก็มีเรื่องที่ต้องบอก ในการเข้าไปยังมิติแดนเทพรกร้างครั้งนี้ ใครที่ต้องการเข้าไปจะต้องร่วมเข้าประลองทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์หรือคนจากพรรคทั่วไป จะไม่มีอภิสิทธิ์พิเศษใดอีกต่อไป เพราะว่าการเข้าไปยังมิติแดนเทพรกร้างครั้งนี้ มีอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหน เพราะว่าจะต้องปะทะกับกองกำลังของแดนจันทราโลหิตอย่างแน่นอน หากเจ้าต้องการจะเข้าไปก็จำเป็นจะต้องเข้าร่วมประลองเพื่อให้ถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งในคนที่มีสิทธิ์ในการเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง” ยมทูตร้อยหุ่นได้กล่าวข้อมูลที่แดนศักดิ์สิทธิ์ได้ตกลงกันไว้แล้ว แต่สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งที่อูหลินเฟิงคิดไว้อยู่แล้วว่ากฎการคัดเลือกคนเข้าไปจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
“แล้วการคัดเลือกจะจัดเมื่อไหร่และที่ใดหรือขอรับ”
“สองเดือนให้หลังที่แดนศักดิ์สิทธิ์สถาบันเทพราชัน” ยมทูตร้อยหุ่นได้กล่าว จริงๆ แล้วปกติสถาบันเทพราชันจะเป็นผู้ที่อยู่เป็นกลางไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็ตาม ในอดีตตอนที่ราชวงศ์จันทราทมิฬและราชวงศ์ราชันโลหิตก่อสงครามขึ้นสถาบันเทพราชันก็ไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ที่ตอนนี้สถาบันเทพราชันเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ก็เพราะว่า ได้มีอสุรกายโลหิตที่พยายามแทรกซึมเข้าไปยังสถาบันเทพราชัน แต่ถูกจับได้ ซึ่งคนที่อสุรกายโลหิตยึดร่างไปนั้นเป็นถึงหนึ่งในสิบผู้อำนวยการของสถาบัน ที่เป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าสถาบันเทพราชันจะรู้ตัวว่าผู้อำนวยการคนนั้นคืออสุรกายโลหิตที่ปลอมตัวมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนจากสถาบันเทพราชันโกรธแค้นแดนจันทราโลหิตอย่างยิ่ง ทำให้สถาบันเทพราชันเข้าร่วมสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
สถาบันเทพราชันจึงได้เสนอตัวเป็นตัวแทนในการจัดประลองเพื่อคัดเลือกคนเข้าไปอย่างแดนเทพรกร้าง และหลังจากที่สามารถคัดเลือกคนได้แล้ว คนที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างจะต้องอาศัยอยู่ภายในสถาบันเทพราชันจนกว่าจะถึงวันที่จะสามารถเปิดประตูมิติสู่แดนเทพรกร้างได้ และสถาบันเทพราชันจะเป็นคนที่คอยปกป้องคนที่ได้รับเลือกจนกว่าจะถึงเวลานั้น
“มีเวลาอีกสองเดือนงั้นหรือ” อูหลินเฟิงคิด ในตอนนี้เขาไม่สามารถเพิ่มระดับชั้นทางจิตและวิญญาณได้แล้ว แต่ภายในสอง เดือนนี้เขาจะพยายามเน้นไปที่การฝึกร่างกายและลมปราณแทน
“เอาล่ะ นำซากศพของสัตว์อสูรที่เจ้าต้องการย้ายแหล่งกำเนิดพลังมาให้ข้า หากอยากได้ร่างสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง และ สามารถพัฒนาได้ แม้จะถูกทำเป็นชิกิงามิ อาจจะต้องใช้เวลานานเสียหน่อย แต่น่าจะทันก่อนที่เจ้าจะเดินทางไปยังสถาบันเทพราชัน” ยมทูตร้อยหุ่นกล่าว ก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยเรื่องนี้กับปราชญ์วิญญาณ นอกจากที่ปราชญ์วิญญาณต้องการให้เขาช่วยย้ายแหล่งกำเนิดพลังของสัตว์อสูรแล้ว ยังต้องการให้เขาปรับแต่งร่างกายของสัตว์อสูรพวกนั้นเพื่อให้กลายเป็นชิกิงามิที่แข็งแกร่งของอูหลินเฟิง
เมื่ออูหลินเฟิงได้ยินแบบนั้นจึงนำร่างกายของจิ้งจอกเก้าหางออกมา ยมทูตร้อยหุ่นเมื่อเห็นสัตว์อสูรที่เขาจะต้องย้ายแหล่งกำเนิดพลังก็ได้นำร่างของทั้งสองไปในทันที เพราะยิ่งเริ่มได้วัยเท่าไหร่ยิ่งเสร็จไวเท่านั้น
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้ระดับชั้นจิตและวิญญาณของข้าเข้าสู่จอมยุทธขั้นสูงแล้ว ไม่อาจจะทะลวงขั้นถึงราชันได้จนกว่าข้าจะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างได้ ภายในเวลาสองเดือนนี้ข้าอยากฝึกฝนด้านลมปราณและระดับชั้นกาย” อูหลินเฟิงบอกจุดประสงค์ของตนเองโดยทันที
“ถือว่าเจ้าได้รับโชควาสนาไม่น้อย จนสามารถทำให้ระดับชั้นจิตและวิญญาณเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงได้ แต่ภายในเวลาสองเดือน หากดูจากพรสวรรค์ของลมปราณของเจ้าแล้ว เกรงว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุด ควรที่จะทำให้ลมปราณของเจ้าเสถียรมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ข้าสามารถสัมผัสได้ว่าลมปราณภายในร่างกายของเจ้าที่ถูกฝืนยกระดับ เพราะระดับชั้นจิตและวิญญาณสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ลมปราณไม่ได้มีความเสถียรแม้แต่น้อย สองเดือนนี้หากไม่อาจทะลวงลมปราณสู่ชนชั้นจอมยุทธ์ได้ อย่างน้อยเจ้าต้องทำให้ลมปราณของเจ้าหนาแน่นและเสถียรมากกว่านี้ ตามข้ามาที่ห้องฝึกเดี๋ยวนี้” ปราชญ์วิญญาณได้กล่าวออกมาเขาเองก็รับรู้ถึงระดับชั้นจิตวิญญาณที่สูงขึ้นของลูกศิษย์ตน จากนั้นจึงเดินนำลูกศิษย์ของตนเองไปยังห้องฝึกใต้ดินของปราสาทโดยทันที
“ขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงตอบรับคำของปราชญ์วิญญาณโดยทันทีแต่ว่า
“เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก” กังปี้กับโวยวายออกมาเมื่อได้ยินว่าอูหลินเฟิงจะไปฝึกระดับชั้นกาย เพราะหากว่าอูหลินเฟิง ไปฝึก ตัวมันที่ยังไม่สามารถไปถึงชนชั้นจอมอสูรขั้นสูงได้ ย่อมต้องถูกฝึกโดยชิกิงามิของปราชญ์วิญญาณเหมือนกับครั้งที่แล้วเช่นเดียวกัน
“เจ้าอย่าโวยวายเยอะนะ เจ้าเคยบอกเขาว่าอย่ากลับไปเป็นราชาของป่าเมฆฝนไม่ใช่หรือ แม้ตอนนี้เจ้าจะแข็งแกร่ง แต่ว่าหากเจ้าไปฝึกกับข้ารับรองเจ้าจะไม่ใช่เพียงราชาของป่าเมฆฝนแต่ว่าอาณาเขตป่าใกล้เคียงกันเจ้าก็สามารถกลายเป็นราชาได้ทั้งหมด” อูหลินเฟิงพยายามหว่านล้อมกังปี้ที่โวยวายไม่หยุด
..
..
จบตอน