ในยามที่โจวหยวนก้าวเดินขึ้นสู่ลานหิน ทั่วทั้งสนามประลองก็เดือดพล่าน สายตาของทุกคนแทบจะรวมกันมายังที่แห่งนี้จนกลายเป็นจุดสนใจ
“คนนั้นองค์ชายใช่หรือไม่ ลือกันว่าเขาเปิดลมปราณไม่ได้ไม่ใช่หรือ”
“นั่นข่าวเก่าแล้ว องค์ชายโจวหยวนเปิดลมปราณได้ตั้งแต่ตอนที่สอบไล่ เวลานี้ได้ยินมาว่าเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้ว”
“เส้นที่ห้าหรือ แล้วจะประลองกับฉีเยวี่ยได้อย่างไร ไม่เห็นซูโย่วเวยที่ขนาดเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้ก่อนหน้านี้แล้วยังพ่ายแพ้ในเงื้อมมือเขาหรือ?”
“ดูท่าการสอบครานี้ ฉีเยวี่ยจะเป็นผู้ชนะ”
“...”
เสียงกระซิบดังเล็ดลอดไปทั่วบริเวณ ดูจากพละกำลังแล้ว คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าชัยชนะอยู่ในกำมือของฉีเยวี่ย เขาเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดมาระหว่างสองปีนี้ในจวนต้าโจว
บนเวทีสูง ยามนี้แม้กระทั่งโจวฉิงและฉียวนก็ยังนั่งตัวตรง จ้องมองบนลานด้วยแววตาลุกโชน พวกเขาเข้าใจดี การต่อสู้รอบนี้ระหว่างโจวหยวนกับฉีเยวี่ย จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของจวนต้าโจว
บนลานหินได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ฉีเยวี่ยยืนมือไพล่หลัง เสื้อสีขาวพลิ้วไหวดูสง่างาม จ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาไม่ยินดียินร้าย แล้วพูดว่า “องค์ชายมาถึงจุดนี้ได้ นับว่าเหนือความคาดหมาย”
ต้องรู้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้โจวหยวนเป็นเพียงแค่องค์ชายไม่เอาไหนที่เปิดลมปราณไม่ได้ในสายตาฉีเยวี่ย เขาจึงไม่คิดให้ความสำคัญใดๆ แต่จนวันนี้ ระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี โจวหยวนเหมือนตื่นจากภวังค์ จากเปิดลมปราณไม่ได้ก็ก้าวเข้าสู่การเปิดลมปราณเส้นที่ห้า
การพัฒนาเช่นนี้ กระทั่งฉีเยวี่ยก็ยังแอบตกตะลึง
“แต่ท่านคงต้องหยุดลงเพียงเท่านี้แล้ว” ฉีเยวี่ยน้ำเสียงเฉยชา ราวกับโชคชะตาของโจวหยวนอยู่ในกำมือของเขา จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
ก่อนหน้านี้ฉีเยวี่ยคิดหากลวิธีกำจัดโจวหยวนแต่ไม่เคยสำเร็จผล จนกระทั่งเขาหมดความอดทน การสอบในขณะนี้เป็นโอกาสอันดีที่สุดของเขา ที่แห่งนี้ต่อให้โจวหยวนโดนอัดจนน่วมโจวฉิงก็ช่วยไม่ได้
“ไม่เสมอไป” โจวหยวนใบหน้านิ่งเฉย ส่วนลึกของดวงตามีกระแสอำมหิตไหลผ่าน
หลายอย่างที่ฉีเยวี่ยทำก่อนหน้านี้ก็ทำให้โจวหยวนเดือดดาลจนปลุกเร้าจิตสังหารของเขาเช่นกัน ดังนั้น เขาก็มีแผนเหมือนกัน ในการสอบครานี้ เขาจะคืนกลวิธีเหล่านั้นที่ฉีเยวี่ยเคยใช้กับเขาคืนกลับไปให้จนหมดสิ้น
บนลานหิน สายตาสองคนประสานกัน เปลวไฟและจิตสังหารปรากฏออกมาพร้อมกัน
สายตาทุกคู่ในลานกว้างต่างจับจ้องมองมา กระทั่งการประลองของสำนักอื่นก็ไม่มีใครสนใจ เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่าการประลองรอบนี้ของโจวหยวนและฉีเยวี่ยเป็นไปได้ว่าจะก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่
“เริ่มได้!”
เสียงผู้ตัดสินแผดร้องดังขึ้น ความสงบบนลานหินแทบจะถูกทำลายโดยทันที
ฉีเยวี่ยชิงลงมือก่อน ฝ่าเท้าเหยียบลง แรงลมพุ่งออก ร่างคล้ายเงาพุ่งตรงเข้าใส่โจวหยวน
ตูม!
หมัดปะทะออก ลมจากหมัดสั่นสะท้านทำลายอากาศคล้ายกับเสียงแหวกอากาศที่แหลมคม
เงาของหมัดก็ขยายใหญ่ขึ้นในสายตาโจวหยวน เขาก้าวเท้าเฉียงออกอย่างรวดเร็ว ร่างปรากฏความเลือนราง นี่คือมังกรเยื้องย่าง
เงาหมัดคำรามออก แต่กลับพุ่งโดนอากาศ ฉีเยวี่ยแววตาสั่นไหวเล็กน้อย เขารับรู้ได้นานแล้วว่าเหมือนโจวหยวนจะฝึกศาสตร์หยวนเพลงกายลึกลับชุดหนึ่ง ซึ่งสามารถทำให้ร่างกายเลือนรางและหลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่ายได้
ทันทีที่หมัดปะทะโดนเพียงแค่อากาศฉีเยวี่ยก็รีบเปลี่ยนหมัดเป็นฝ่ามือ พลังหยวนเคลื่อนไหวคล้ายกับคมดาบ ตวัดกวาดใส่อากาศจนแยกออก
โจวหยวนกำนิ้วทั้งห้า ส่งหมัดที่แฝงไว้ด้วยพลังหนักหน่วงกระแทกเข้าไปยังคมหมัดซึ่งกวาดมาที่ลำคอ
ปัง!
หมัดปะทะกันจนอากาศระเบิดแยก ความเสียหายที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าทำให้เศษฝุ่นบนพื้นฟุ้งกระจาย
ปัง! ปัง! ปัง!
ชั่วประเดี๋ยวต่อมา โจวหยวนและฉีเยวี่ยลงมือหนักหน่วงพร้อมกันทันที หมัดที่มาพร้อมกับเงาน่ากลัวพุ่งโจมตีอีกฝ่ายอย่างรุนแรงคล้ายกับพายุคลั่ง
ช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งสองเข้าปะทะกันไปกว่าสิบครั้งจนทำให้ผู้คนตาพร่ามัวไปหมด
ตึ้ง!
ความดุเดือดครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างของโจวหยวนและฉีเยวี่ยก็สั่นเทา ฝ่าเท้ากวาดบนพื้นแล้วพุ่งออกหลายสิบครั้ง
ในลานเริ่มโกลาหลเล็กน้อย สายตาเหล่านั้นแฝงด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขาค้นพบจากในการต่อสู้อันดุเดือดของทั้งสองคนนี้ว่าโจวหยวนเปิดลมปราณได้เพียงแค่เส้นที่ห้า แต่ทว่ากลับไม่ได้ตกเป็นรองเสียเท่าไร
เดิมทีพวกเขาต่างคิดว่าถ้าต่อสู้กันโจวหยวนจะต้องโดนฉีเยวี่ยบดขยี้อย่างแน่นอน
“เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดช่างร้ายกาจยิ่งนัก ลำบากกว่าอสูรร้ายเหล่านั้นมาก” โจวหยวนลูบฝ่ามือแล้วพูดอย่างเฉยชา ในเทือกเขาเฮยหลิน เขาสังหารอสูรร้ายที่เทียบลมปราณเส้นที่เจ็ดไปนับไม่ถ้วน แต่ทั้งหมดล้วนสร้างปัญหาให้น้อยกว่าฉีเยวี่ยที่อยู่เบื้องหน้าในขณะนี้
ฉีเยวี่ยแววตาเคร่งเครียดเล็กน้อย แม้จะรู้อยู่แล้วว่าโจวหยวนผิดแปลกที่มีสภาพร่างกายแข็งแกร่งมาก แต่หลังจากต่อสู้กันจริงเขาถึงได้รู้สึกว่าสภาพร่างกายของโจวหยวนแท้จริงแข็งแกร่งเพียงใด
ต้องรู้ว่าเขามีพละกำลังของผู้เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด สภาพร่างกายย่อมยกระดับสูงขึ้น แต่ทว่าตอนนี้กลับทำอะไรโจวหยวนที่เปิดลมปราณแค่ห้าเส้นไม่ได้ จึงคับแค้นใจไม่น้อย
“เปิดลมปราณที่เจ็ด!”
ทันทีที่เสียงแผดร้องของฉีเยวี่ยดังขึ้นก็แลเห็นพลังหยวนจากฟ้าดินคำรามเข้าไปในร่างกาย ทันใดนั้นร่างกายก็มีกระแสพลังหยวนไหลเวียน พลังอันน่าทึ่งก็ระเบิดออกมา
ครืน!
พื้นหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าฉีเยวี่ยเวลานี้แตกออกทันที เห็นพลังมหาศาลก่อตัวขึ้นในร่างของฉีเยวี่ย
โจวหยวนหรี่ตาลง สีหน้าเคร่งขรึม สถานการณ์เหมือนราชสีห์ไล่ตะครุบกระต่ายสุดแรง ไม่ว่าอย่างไร ฉีเยวี่ยที่อยู่เบื้องหน้าก็ไม่นับเป็นกระต่ายที่ฆ่าไม่ได้
“เปิดลมปราณที่ห้า!” พลังหยวนเคลื่อนไหวในร่างกายโจวหยวนเช่นกัน พลังแข็งแกร่งแผ่กระจายทั่วร่าง
“ฟิ้ว!”
ฉีเยวี่ยขยับร่าง จากการยกระดับเปิดลมปราณที่เจ็ด ความเร็วของเขาก็ว่องไวกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า เพียงชั่วพริบตาก็ไปปรากฏเบื้องหน้าโจวหยวน
“หมัดสายฟ้าฟาด!”
ฉีเยวี่ยลงมือด้วยศาสตร์ดำทมิฬไม่มียั้งมือ แววตาเหี้ยมโหด ทันใดนั้นอากาศก็ระเบิด พื้นใต้เท้าแตกกระจัดกระจายด้วยพลังรุนแรง
หมัดนี้เมื่อเทียบกับที่จัดการซูโย่วเวยก่อนหน้านี้ย่อมแข็งแกร่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
“มังกรหัตถ์ศิลา พังภูผา!”
โจวหยวนกวาดฝ่ามือหนักแน่น ส่งพลังที่แข็งแกร่งปะทะกับหมัดหนักหน่วงที่คำรามเข้ามา
ตึง!
คลื่นโจมตีกวาดใต้เท้าของทั้งคู่ออก ทั่วทั้งพื้นลานประลองที่แข็งแกร่งปริแยกออกกระจัดกระจายไม่หยุด
“ปัดป้องรึ? ไหนเจ้าลองป้องกันให้ข้าดูอีกทีสิ!”
ฉีเยวี่ยแววตาอำมหิตฉายวับคล้ายเสือชีตาห์พุ่งกระโจน ทั้งหมัด เท้า และข้อศอกขณะนี้แปรสภาพเป็นอาวุธสังหาร ระเบิดอากาศระหว่างคำรามโจมตีอย่างคลุ้งคลั่งไปที่ร่างโจวหยวน
เขาใช้พลังขีดสุดในร่างกายเพื่อให้ได้เปรียบและทำลายความมั่นใจของโจวหยวน
การจู่โจมที่คลุ้มคลั่งเช่นนี้ ยิ่งมองเห็นก็ยิ่งขนหัวลุก
เผชิญหน้ากับการโจมตีรุนแรงเช่นนี้ของฉีเยวี่ย กระทั่งโจวหยวนยังมีสีหน้าหวาดหวั่นเล็กน้อย เพียงรู้สึกว่าในสายตาป่าเถื่อนคล้ายกับถูกปกคลุมด้วยการโจมตีของอีกฝ่าย ต่อให้ใช้มังกรเยื้องย่างก็หลบไม่ได้
ถึงแม้โจวหยวนจะตกใจ แต่เขาไม่ลนลาน จิตวิญญาณบริเวณหว่างคิ้วพลันเปล่งประกาย การหยั่งรู้ขยายออก ทันใดนั้นการโจมตีที่เหมือนปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปทันที
อาศัยจากการหยั่งรู้ของจิตวิญญาณ วิถีการจู่โจมแต่ละชุดของฉีเยวี่ยก็ชัดเจนขึ้นในสายตาของเขา
ดังนั้น เขาจึงลงมืออย่างรวดเร็ว
พลังหยวนบนหมัดเท้าของเขาคำรามออก การสวนกลับของเขาไม่ได้ดุเดือดเหมือนเช่นของฉีเยวี่ย หากกลับเชื่องช้าเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าการลงมือที่เอื่อยเฉื่อยนี้ ทุกครั้งที่ตกลงบนจุดอ่อนที่สุดของการโจมตีของฉีเยวี่ย แค่เพียงเบาๆ ก็คลายพลังดุเดือดเหล่านี้ได้
ใช้กำลังเพียงน้อยนิดโต้กลับเหมือนกับเคล็ดสี่ตำลึงปาดพันชั่ง
ใบหน้าฉีเยวี่ยยิ่งบึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขารับรู้ได้ว่าการโจมตีที่ดูเหมือนดุดันนี้กลับทำลายแนวป้องกันของโจวหยวนไม่ได้ การสวนกลับของโจวหยวนไม่เร็ว แต่แก้ทางการจู่โจมได้อย่างพอดิบพอดี
ตึง!
โจวหยวนยื่นหมัดหนักออกไปคราหนึ่งกระแทกข้อศอกฉีเยวี่ย แรงกระแทกนั้นหนักหน่วงจนแขนฉีเยวี่ยสั่นเทา ทั่วทั้งร่างคล้ายกับหยุดนิ่ง
“ทำมาไม่ทำกลับนับว่าเสียมารยาท ลองลิ้มรสกระบวนท่าของข้าไป!”
โจวหยวนแววตาเป็นประกาย ฝ่ามือตบออกรุนแรง เพียงชั่วประเดี๋ยวพลังหยวนในร่างก็พรั่งพรู ตามทางเดินเลือดลมไหลไปยังฝ่ามือ อากาศโดยรอบสั่นสะท้าน
พลังน่าตื่นตกใจส่งออกมาจากร่างโจวหยวน
“มังกรหัตถ์ศิลา แยกพิภพ!”
โจวหยวนกวาดมือออกตามมาด้วยเสียงแผดร้อง ทันใดนั้นในฝ่ามือก็มีแสงหยวนสว่างตบออกไป อากาศแปรสภาพเป็นระเบิดคำรามออก
ฝ่ามือนี้ตบไปยังฉีเยวี่ย
ฉีเยวี่ยสีหน้าตกใจรุนแรง รับรู้ได้ว่าการสวนกลับของโจวหยวนน่าเกรงขามจนน่าหวาดหวั่น รีบไขว้แขนกันไว้ด้านหน้าพร้อมกระแสพลังหยวนพันรอบ
“ศาสตร์หยวนระดับสูง แขนโลหะกล้า!”
ตึง!
ทว่าโจวหยวนไม่สน หมัดที่หนักหน่วงปะทะเข้าไปที่แขนของฉีเยวี่ยเกิดเป็นเสียงระเบิดดังขึ้น พลังน่าเกรงขามก็ระเบิดออกในขณะนั้น
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
ทันทีที่หมัดกระแทกออกไป ฉีเยวี่ยก็ราวกับได้รับการโจมตีหนักหน่วง แขนสองข้างสั่นชา ฝ่าเท้าเหยียบพื้นจนพุ่งถอยหลังลากเป็นรอยเท้า พื้นหินแตกละเอียด
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องทั่วสนาม ฉีเยวี่ยถอยไปหลายก้าว คลื่นพลังปะทะกันไปมา
ตึง!
ฉีเยวี่ยบังคับร่างให้อยู่นิ่ง เมื่อเขาได้ยินเสียงโห่ร้องใบหน้าเคร่งเครียดมีเหงื่อไหลซึมออกมา แววตาเดือดดาลมองไปยังโจวหยวน ส่งเสียงคำรามที่เต็มด้วยจิตสังหารออกตามไรฟัน
“โจวหยวน เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”