ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่54 เก็บเล็กผสมน้อย

    บทที่54เก็บเล็กผสมน้อย


              ชายจากตระกูลเซี่ยในตอนแรกที่แตกตื่นจนเสียขวัญหลังจากได้ยินข้อเสนอที่เป็นทางรอดให้แก่เขาจึงเริ่มสงบสติอารมณ์ของตนจากนั้นพลังลมปราณของนักยุทธ์ขั้นเก้าก็ถูกปลดปล่อยออกมาเข้าปกคลุมหยุนฟู่ทันที


              แม้ร่างกายจะต้องรับแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามแต่หยุนฟู่ก็ไม่ได้อ่อนด้อยเขาเร่งเร้าพลังลมปราณของตนออกมาต่อสู้กับลมปราณของชายตระกูลเซี่ยจากนั้นทั้งสองก็เข้าทำการห้ำหั่นอย่างสุดฝีมือฝ่ายหนึ่งเพื่อสังหารชีวิตอีกฝ่ายเพื่อให้มีชีวิตรอด การต่อสู้ของทั้งสองคนหากนับเฉพาะในระดับนักยุทธ์นับได้ว่าเป็นศึกที่น่าจับตามองยิ่งนัก


              แต่กาน้ำที่กำลังเดือดปุดๆอยู่นั้น จ้าวเฟยหลงให้ความสำคัญมากกว่าเพราะหากน้ำแห้งไปก็ต้องเสียเวลาต้มอีกครั้งเพราะเขาแน่ใจว่าสหายของตนนั้น ต้องเอาชนะได้อย่างแน่นอนเพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาเขาจะใช้เวลาว่างแนะนำการฝึกฝนให้แก่หยุนฟู่ทำให้ตัวของหยุนฟู่พัฒนาขึ้นมามากกว่าแต่ก่อน


              หนึ่งเค่อผ่านพ้นไปการต่อสู้ของทั้งสองคนนับได้ว่าใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วร่างกายของทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน พละกำลังเหลือน้อยลงทุกที สมบัติต่างๆที่มีก็ถูกนำออกมาใช้จนหมดแล้วการจู่โจมครั้งนี้คงเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะ


              ดาบในมือทั้งสองแกว่งไกวแล้วพุ่งตัวเข้าหากันการปะทะเกิดขึ้นในชั่วพริบตา


              “เคร้ง” การปะทะดังกึกก้อง หากแต่สิ้นเสียงทุกอย่างพลันนิ่งสงบ


              “เจ้า...” พูดได้เพียงเท่านี้ ชายจากตระกูลเซี่ยก็กระอักเลือดออกมาสิ้นลมหายใจดาบที่ปักคาอกของเขาตัดขั้วหัวใจ ทำให้ต้องตายตาไม่หลับ


              “ข้าเก่งมากกว่าเจ้าก็เห็นๆกันอยู่”


            หยุนฟู่พึมพำ จากนั้นก็ริบเอาป้ายหยกสัญลักษณ์ของชายตระกูลเซี่ยแล้วเดินมานั่งลงข้างๆจ้าวเฟยหลง


              แม้ท่าทางจะบ่งบอกถึงความหยิ่งผยองแต่เมื่อนั่งลงแล้วร่างกายของหยุนฟู่กลับสั่นสะท้านจนควบคุมไม่อยู่ จ้าวเฟยหลงอมยิ้มแล้วยื่นแก้วน้ำชาให้เขา


              “ดื่มซะมันจะช่วยให้เจ้าผ่อนคลาย”หยุนฟู่รับแก้วน้ำชามาดื่มซึ่งกว่าจะได้ดื่มน้ำชาก็เหลือเพียงเล็กน้อยเพราะหกไปตามการสั่นของมือ


              เมื่อชาเข้าสู่ลำคอหยุนเพื่อรับรู้ถึงการมีอยู่ของพลังความอ่อนโยน ความอบอุ่นจากนั้นร่างกายและอารมณ์ค่อยๆกลับมาเป็นปรกติอีกครั้ง


              จ้าวเฟยหลงมองสหายอย่างเข้าใจ“การฆ่าคนครั้งแรกย่อมเป็นงานยากลำบาก แต่เมื่อเลือกเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์การฆ่าย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไปเสียมิได้เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางสายเลือดหากเขาไม่ตายเจ้าก็ต้องตาย วันนี้เจ้าทำได้ดีมากเพราะอีกหลายคนเกรงว่าจะมือไม้อ่อนจนต้องอาเจียนออกมาเป็นแน่”


              หยุนฟู่หันมากล่าวกับจ้าวเฟยหลง


              “นั่นก็เพราะเจ้าช่วยเหลือทำให้ข้ามีวันนี้หาไม่คนที่ต้องตายคงเป็นตัวข้า”


              จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นมองซ้ายมองขวา


              “เรากลับกันเถอะที่นี่ไม่น่าอยู่นาน”


              “อืม” หยุนฟู่รับคำทั้งสองจึงวิ่งกลับถ้ำที่เขตสองปล่อยให้สถานที่นี้เงียบงันในที่สุด


              หลังจากที่วางค่ายกลปิดปากถ้ำแล้วจ้าวเฟยหลงเดินมาที่นอนของตนเองล้มตัวลงนอนแต่ก่อนจะหลับเขาบอกว่าต้องการแบ่งป้ายหยกที่ได้แก่หยุนฟู่แต่โดนหยุนฟู่ปฏิเสธเพราะต้องการเก็บป้ายหยกสัญลักษณ์ด้วยตนเองแม้จะได้ไม่มากแต่มันคือความภูมิใจจ้าวเฟยหลงจึงไม่คะยั้นคะยออีก ทั้งสองคนจึงเข้านอนและหลับไป


              เช้าวันใหม่


              “หยุนฟู่ข้าจะออกไปหาข่าวสักหน่อยเจ้าพักรักษาตัวก่อนก็แล้วกัน”จ้าวเฟยหลงก้าวเดินออกไปที่ปากถ้ำ


              “เช่นนั้นตอนเย็นเจอกันนะ”หยุนฟู่ตะโกนบอก


              จ้าวเฟยหลงพยักหน้าแล้วกระโดดลงจากปากถ้ำวิ่งออกไปตามเส้นทางไม่นานจากนั้นจึงเข้าสู่เขตหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่สองเขาต้องการหาข่าวเกี่ยวกับตัวเขาและสหายก่อนที่จะลงมือในค่ำคืนนี้และถ้าหากพวกศัตรูจะมีหัวคิดอยู่บ้างคืนนี้ต้องยากลำบากกว่าเมื่อคืนอย่างไม่ต้องสงสัย


              ถ้ำแห่งหนึ่งในเขตหนึ่ง


              “บัดซบ
    !พวกไม่ได้เรื่องเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆยังไม่ได้ฆ่าศัตรูกลับถูกฆ่าไปเจ็ดคน”


            พลังลมปราณของจอมยุทธ์ขั้นสามที่กำลังโกรธเกรี้ยวของเซี่ยหลี่เฉียงปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำส่งผลให้บรรดาลูกสมุนที่ระดับอ่อนด้อยบางคนถึงกับกระอักเลือด บางคนสลบไปเลยก็มีหลายคนที่แทบหายใจไม่ออก ช่างเป็นภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก


              “คุณชายอย่างพึ่งร้อนใจตอนนี้เข้ามาอยู่ในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันล้วนมีอันตรายรอบด้าน ดังนั้นข้าน้อยเห็นว่าคอยดูอีกซักเล็กน้อยค่อยเปิดหน้าลงมือก็ยังไม่สาย”ชายที่ชื่อหยางป้าลูกน้องคนสนิทกล่าวขึ้น


              เซี่ยหลี่เฉียงได้ยินคนสนิทพูดจึงได้สติสงบอารมณ์ของตนให้มั่นคง


              “จริงอย่างที่เจ้าว่า ในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันนี้มิตรแท้เป็นเรื่องเพ้อฝันอย่างแท้จริง”เซี่ยหลี่เฉียงหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน


              “แบ่งคนไปอีกข้าอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพราะใคร”


            เซี่ยหลี่เฉียงอาฆาตแค้นยิ่งนักหากเขาจับคนร้ายได้ ตั้งใจว่าจะทรมานก่อนตายอย่างสาสม


              กลางป่าเขตหนึ่ง


              จ้าวเฟยหลงหาข่าวคราวมาแล้วครึ่งวันเขาแฝงตัวตามกลุ่มต่างๆ ทั้งตระกูลเซี่ย ตระกูลคังหรือแม้แต่กลุ่มบรรดาอัจฉริยะจากต่างแคว้น ข่าวที่ได้มาทำให้จ้าวเฟยหลงเองก็ตกใจเพราะตอนนี้ขุมกำลังต่างๆมากมายพากันเพ่งเล็งมาที่ตัวของจ้าวเฟยหลงหากใครที่สามารถสังหารเขาได้ จะได้รับรางวัลที่ตระกูลเซี่ยและตระกูลคังประกาศเอาไว้


              รางวัลนั้นล่อตาล่อใจยิ่งนักหินปราณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อน ยุทธภัณฑ์ระดับปราณขั้นสูง เม็ดยาระดับปราณทั้งหมดนี้เพียงพอให้ผู้คนเกิดความโลภจนต้องออกตามล่าตัวจ้าวเฟยหลงกันยกใหญ่


              “คนตายเพราะเงินทองนกตายเพราะอาหาร ลองดูซิว่าจะมีใครสังหารข้าได้บ้าง”


            จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมาอย่างสบายอารมณ์ในจำนวนคนที่เข้าทดสอบระดับการบ่มเพาะสูงที่สุดคือจอมยุทธ์ขั้นสามซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จ้าวเฟยหลงต้องเป็นกังวลเลย


              “หืม
    !...คนตระกูลคังอย่างนั้นหรือ”กลุ่มคนราวๆสามสิบคนรวมตัวกันห้อมล้อมคนกลุ่มเล็กๆเอาไว้


              “พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ
    !” หนึ่งในห้าคนซึ่งเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ร้องตะโกนออกมา


              “ทำไมเล่า
    ! ไม่อยากสนุกกับพวกข้ารึไงรับรองว่าเจ้าต้องร้องขอซ้ำแล้วซ้ำอีก”ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าท่าท่างต้องการกลืนกินหญิงสาว


              “ฮ่า...ฮ่า...ฮ่านับว่าพวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเจอกับพวกข้าหาไม่แล้วพวกเจ้าทั้งหมดต้องตกตายไปนานแล้วไม่มีทางที่จะได้มาต่อปากต่อคำที่นี่หรอกจงยอมส่งป้ายหยกสัญลักษณ์มาซะดีๆ จะได้ไม่เจ็บตัว”


              คำกล่าวที่เต็มด้วยไปด้วยน้ำใจของชายตระกูลคังแต่หากฟังให้ชัดมันคือการข่มขู่ดีๆนี่เอง


              จ้าวเฟยหลงมองจากที่ซ่อนพบเห็นคังจ้านกำลังนั่งบนเก้าอี้ดื่มชาชั้นเลิศอย่างสบายอกสบายใจบริเวณที่พวกเขาอยู่คือจุดที่เส้นทางหลายสายต้องพาดผ่านดังนั้นเพียงนั่งรอให้คนผ่านมาแล้วดักปล้นชิงก็เพียงพอแล้วไม่ต้องเหนื่อยวิ่งตาม


              ไม่นานต่อจากนั้นคนทั้งสองกลุ่มก็เข้าต่อสู้กันแต่ด้วยความแตกต่างของจำนวนและระดับการบ่มเพาะทั้งห้าคนจึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ


              “ปล่อยข้านะไอ้พวกชั่ว”


              หญิงสาวร้องตะโกนออกมาด้วยความโมโหนางถูกลากเข้าไปยังข้างหลังต้นไม้ข้างทาง ตอนนี้ไม่มีทางให้หลบหนีหรือขัดขืนได้เลย น้ำตาแห่งความเสียใจไหลออกมาจากดวงตาสวยทั้งสอง จิตใจสิ้นหวังแตกสลาย


              “ศิษย์น้อง
    !”


              คนที่เหลืออีกสี่คนต่างร้องตะโกนตามหลังนางเศร้าใจ เสียใจ เคียดแค้นยิ่งนักเดิมทีพวกเขาเป็นศิษย์ของตระกูลอันดับสองตั้งใจที่จะเข้าเป็นศิษย์สำนักตงหยางเพื่อเชิดชูตระกูลของพวกเขาแต่เมื่อมาพบตระกูลคังกลับต้องพบเจอความโชคร้ายแบบนี้


              จ้าวเฟยหลงเห็นภาพนี้แล้วสะท้อนใจยิ่งนักพลังเท่านั้นที่ตัดสินทุกอย่างหากไร้พลัง ย่อมมิอาจปกป้องตนเองหรือคนรอบกายได้จากนั้นจึงเคลื่อนตัวด้วยก้าวย่างดาวตก ไปที่หลังต้นไม้ข้างทางต้นนั้น


              ชายตระกูลคังสองสามคนกำลังจะลงมือข่มขืนหญิงสาวมือของพวกเขาเปะปะเคลื่อนไปทั่วทั้งร่างของนาง
    หญิงสาวหลับตาลงไม่ต้องการเห็นภาพอันโหดร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง


              ผ่านไปสิบลมหายใจ หญิงสาวรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งมือที่เคยเคลื่อนไหวไปมาบัดนี้ไม่สามารถรู้สึกได้ ทั้งร่างไม่มีสิ่งใดมาสัมผัส อีกสองลมหายใจนางได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งด้วยความสงสัยจึงได้ลืมตาขึ้นมองดู


              ภาพที่เห็นคือชายสามคนนอนตายโดยไร้ศีระษะบนบ่าเลือดไหลเจิ่งนอง ความตกใจแล่นขึ้นถึงจุดสูงสุดแต่นางก็ไม่โวยวายแต่อย่างใด นางเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์จิตใจย่อมแข็งแกร่งและสงบนิ่งได้ดีกว่าหญิงทั่วไป


              ชายหนุ่มชุดสีเขียวรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลายืนตรงหน้าพร้อมยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นการบอกให้เงียบเอาไว้จากนั้นจึงอุ้มหญิงสาวออกจากบริเวณนั้นทันทีเมื่อหาที่ปลอดภัยให้นางได้พักแล้วจ้าวเฟยหลงก็กลับไปที่คนตระกูลคังอยู่


              จ้าวเฟยหลงเดินเข้าหาคนตระกูลคังอย่างเปิดเผยสองมือไพล่หลังสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีคนอยู่


              “นั่น
    ! จ้าวเฟยหลงใช่หรือไม่”คนตระกูลคังมองเห็นจึงตะโกนขึ้นมาอย่างดีใจราวกับเห็นสมบัติ


              “ใช่แล้วเหมือนกับรูปภาพไม่ผิดฮ่าๆ พวกเรารวยแล้ว”


            อีกหลายคนพากันร้องตะโกนอย่างดีใจพวกเขามีคนอยู่สามสิบคน ครึ่งหนึ่งของกลุ่มเป็นระดับจอมยุทธ์ดังนั้นเมื่อมองเห็นจ้าวเฟยหลงที่อยู่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเดินเข้ามาหาทำให้เกิดความดีใจเป็นล้นพ้น


              “ซีฮ่าว อู๋ซวนไปเอาตัวมันมาให้ข้า” คังจ้านสั่งการลูกน้องทั้งสองคน


              “ขอรับคุณชาย
    !” จากนั้นทั้งคู่จึงเดินออกมาจากกลุ่ม สายตามองจ้าวเฟยหลงเหมือนคนที่ตายไปแล้ว


              “ไอ้หนู
    ! คุกเข่าลงแล้วทำลายตันเถียนของตนเองซะข้าจะขอความเมตตา ให้คุณชายของข้าเมตตาเจ้า”


            ซีฮ่าวตะโกนออกมาด้วยท่าทางสูงส่งมองไม่เห็นจ้าวเฟยหลงในสายตา


              “จงรีบทำเสียอย่าให้พวกข้าต้องลงมือไม่อย่างนั้นเจ้าต้องเสียใจภายหลัง”


            อู๋ซวนกล่าวอย่างไร้อารมณ์ราวกับว่าจ้าวเฟยหลงเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาและไม่สมศักดิ์ศรีที่ต้องมาจัดการนักยุทธ์ขั้นเก้าคนนี้


              “คนตระกูลคังก็แค่นี้รังแกได้แต่คนอ่อนแอกว่าจริงๆ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมา สีหน้าเรียบเฉย


              “หนอยแน่
    ! ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล้าดูถูกตระกูลคังแบบนี้คงอยากตายมากใช่ไหม”


            ซีฮ่าวโกรธแค้นจนตาแทบถลนเขาพึ่งใบบุญคุณชายสามแห่งตระกูลคังมานานดูถูกตระกูลคังก็เหมือนด่าว่าตัวเขาเอง


              “ข้าดูถูกแล้วยังไง”จ้าวเฟยหลงยังคงเดินหน้าเข้าไปเรื่อยๆ


              “อยากตายมากขนาดนี้ก็ไม่บอกแต่แรกข้าจะทำให้เจ้าสมหวังเอง”


            อู๋ซวนระเบิดพลังลมปราณของจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งออกมาพลังอันรุนแรงถาโถมเข้าปกคลุมจ้าวเฟยหลงหากเป็นนักยุทธ์ทั่วไปการถูกกดข่มด้วยพลังขนาดนี้คงไม่อาจแม้แต่ขยับตัว


              “ไอ้บ้านี่ต้องตายแบบไม่ต้องสงสัยที่กล้ามาสู้กับระดับจอมยุทธ์”


              “ไม่เจียมตัวจริงๆที่กล้ามาสู้กับหัวหน้าอู๋ซวง”


              “อวดดีจริงๆ คิดจะต่อสู้ข้ามระดับอย่างนั้นหรือ  อยากเห็นจริงว่ามันจะตายอย่างไร”


              เสียงพูดคุย เยาะเย้ยของคนตระกูลคังกว่ายี่สิบคนดังขึ้นเพราะทุกคนไม่เห็นหนทางที่นักยุทธ์ขั้นเก้าจะเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งได้แม้แต่น้อย


              แต่จ้าวเฟยหลงไม่ใช่นักยุทธ์ขั้นเก้าทั่วไปแม้คู่ต่อสู้จะเป็นจอมยุทธ์ก็ไม่อาจทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ได้


              ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลจากอู๋ซวงผู้คนที่มาด้วยกันก็ยังต้องตกใจหากแม้ต้องการเอาชนะพลังกดข่มขนาดนี้ก็มีแต่ต้องใช้พลังขั้นสุดของตนในการเอาชนะซีห่าวผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆยังอดตกตะลึงในพลังของอู๋ซวงไม่ได้


              จ้าวเฟยหลงสีหน้าเรียบเฉยยังคงเดินหน้าเข้ามาเหมือนกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ


              อู๋ซวงแทบไม่อยากเชื่อสายตาคนที่อยู่เพียงระดับนักยุทธ์จะสามารถเดินผ่านพลังกดข่มระดับจอมยุทธ์ของเขาได้เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มกลางหลัง


              “นี่มันใช่คนหรือเปล่า”จิตใจของเขาเริ่มสับสน


              “ข้าว่าเจ้าหลบไปข้างๆก่อนเถอะนะ”จ้าวเฟยหลงกล่าวเบาๆ พร้อมกับโบกมือค่อยๆพลังลมปราณไร้ลักษณ์ฟาดเข้าใส่อู๋ซวงอย่างรวดเร็ว


              ทันทีที่พลังลมปราณถูกฟาดออกมาอู๋ซวงผู้เป็นเป้าหมายรู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อย สิ่งที่กำลังพุ่งมาที่ตนไม่ใช่สายลมทั่วไปแต่มันดุจดั่งมหาพายุล้างโลกที่พร้อมจะบดขยี้ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้เป็นจุล


              อู๋ซวงเค้นเอาพลังที่มีทุกส่วนออกมาเพื่อป้องกันตนเองเขาไม่สามารถหลบหนีได้เพราะการโจมตีนี้ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าและอยู่ในระยะกระชั้นชิดจนเกินกว่าที่จะหลบออกมาได้ทันการ


              ตูม
    !...คลื่นพลังสองสายเข้าปะทะกันเกิดเป็นฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกเล็กน้อยภาพที่เห็นก็เริ่มชัดเจน หลุมใหญ่กว่าสิบจั้งปรากฏตรงหน้าร่างของอู๋ซวนปลิวไปอัดกับต้นไม้ ทั่วทั้งร่างกายไม่เหลือสภาพเดิมอัดติดกับต้นไม้ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะนำตัวเองออกมาได้


              สายตาทุกคู่เบิกกว้างผลที่ออกมาทำลายทุกความเชื่อของพวกเขาลงอย่าราบคาบเพียงโบกมือเบาๆครั้งเดียวก็ทำให้จอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง ปลิวไปอัดกับต้นไม้ไม่สามารถต่อต้านได้เพียงน้อยนิด หมดสภาพอย่างอนาถ


              “ข้าว่ามันไม่ค่อยสนุกเท่าไรเลยแบบนี้”


            จ้าวเฟยหลงรำพึงออกมาตัวเขาในตอนนี้สามารถปะทะได้กับระดับจ้าวยุทธ์การต้องมาลงมือกับจอมยุทธ์เหล่านี้มันทำให้เขารู้สึกเหมือนรังแกเด็กชัดๆ


              “แกคงไม่อยากอยู่แล้วใช่ไหมกล้าลงมือกับคนตระกูลคังของข้า”คังจ้าน ตวาดออกมาอย่างเดือดดาล พร้อมทั้งปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง


              “น่าเบื่อจริง
    ! เอะอะก็จะฆ่าแกงกันอย่างเดียวเลย” จ้าวเฟยหลงโบกมืออีกครั้งพลังลมปราณสายใหญ่พุ่งเข้าหาคังจ้านทันที แต่คั้งจ้านมีสติตลอดเวลาเขาได้เรียนรู้จากอู๋ซวงมาแล้วเขาย่อมไม่พลาดพลั้ง


              “หมัดเงาจันทรา”


            สิ้นเสียงพลังลมปราณมหาศาลแปรสภาพเป็นดั่งดวงจันทร์บนฟากฟ้ากดทับลงมาเพื่อทำให้ทุกคนต้องยอมสยบ พุ่งเข้าปะทะกับพลังลมปราณของจ้าวเฟยหลง ตูม! เสียงดังลั่นป่าสะท้านเข้าไปในวิญญาณของผู้ชม แม้หมัดเงาจันทราจะทรงพลังแต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังลมปราณของจ้าวเฟยหลงได้
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน