“ของดีๆแบบนี้จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้”
“แม่คะลูกคนโตกับคนรองปีนี้ก็อายุสี่ห้าขวบกันแล้ว อายุพอๆ กับเยาเม่ย ต่อไปให้พวกเขาพาเยาเม่ยไปเล่นด้วยกันเถอะค่ะ”
“แม่เห็นด้วย!” ป้าหยางตอบโดยไม่ต้องคิด “ดูจากท่าทีของสวีจือชิงเธอใส่ใจลูกสองคนมากจริงๆ ให้พวกเขาชวนเยาเม่ยไปเล่นด้วยกันไม่แน่อาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา”
สะใภ้หยางยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
เธอไม่ได้สายตาคับแคบขนาดนั้น
เมื่อครู่ตอนต้าชุนกับเยาเม่ยตรวจสอบข้าวของเธอสังเกตเด็กสองคนนี้ และพบว่าเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วันเด็กสองคนเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ท่าทางสงบเยือกเย็นเช่นนั้นเด็กในหมู่บ้านเทียบชั้นได้ที่ไหน
สวีจือชิงอย่างไรก็มาจากเมืองใหญ่เห็นว่าครอบครัวเป็ข้าราชการกันหมดการอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาั้แ่เด็กย่อมต่างจากชาวบ้านในชนบทอย่างพวกเธอและลูกของสวีจือชิงเองก็ย่อมได้รับการอบรมสั่งสอนต่างจากเด็กในหมู่บ้าน
ให้ลูกสาวคนโตกับคนรองเล่นกับเยาเม่ยนานวันเข้าอาจจะได้รับอิทธิพลอะไรบางอย่าง
แม้พวกเขาจะเป็เด็กผู้หญิงแต่ถึงอย่างไรก็เป็ลูกในไส้ที่เธออุ้มท้องมาถึงสิบเดือนแล้วเธอจะไม่รักพวกเขาได้อย่างไรเพียงแต่สิ่งที่คนเป็แม่อย่างเธอพอจะทำให้พวกเขาได้ คงมีเพียงเท่านี้
กว่าจะส่งพวกชาวบ้านกลับไปได้ช่างไม่ง่ายสวีหว่านหนิงถูกต้าชุนกับเยาเม่ยลากเข้าบ้านมานั่งบนเก้าอี้
ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเธอคือแม่หลินกับลูกอีกสองคนท่าทางราวกับกำลังจะสอบสวนเธอ
“หว่านหนิงเล่าให้แม่ฟังทีสิว่าเกิดเื่อะไรขึ้นทำไมพวกเขาถึงเอาเป็ดกับไก่มาให้ครอบครัวเรา”
สวีหว่านหนิงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกรอบอย่างไม่เบื่อหน่าย
สีหน้าของทั้งสามคนแสดงความตกตะลึงเหมือนกัน
“แม่ที่พูดมาจริงหรือครับ”
“คิดว่าแม่โกหกพวกลูกหรือ?”
ต้าชุนเกาศีรษะ
ถ้าเป็แม่คนเดิมประโยคนี้คงไม่น่าเชื่อถือ แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา แม่ดูไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ครั้งนี้ต้าชุนอยากเชื่อใจแม่
สวีหว่านหนิงหยิบนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งออกจากกระเป๋า“ตอนนี้เหลือแค่มันแล้วละที่ไม่มีใครมาขอแลก”
“นาฬิกาเรือนนี้กู้...หนูเคยเห็นกู้จือชิงใส่!” เยาเม่ยตาโต “แม่เอาของทั้งหมดกลับคืนมาแล้วจริงๆ เหรอคะ”
“พูดให้ถูกต้องคือแม่เอามันไปแลกกับเป็ด ไก่ และไข่ไก่หมดแล้ว”
เยี่ยมไปเลย!
ต้าชุนกับเยาเม่ยตื่นเต้นสุดขีด
แม่ขีดเส้นแบ่งกับกู้จวิ้นแล้วต่อไปคงไม่เอาของไปให้เขาอีกแล้วสินะ?
หวังว่าจะเป็แบบนี้ตลอดไป
“ทำไมที่บ้านมีเป็ดไก่เยอะขนาดนี้เธอเข้าเมืองมาหรือ?”
หลินอันเข้ามาในบ้านพร้อมลมหนาว
สวีหว่านหนิงออกจากบ้านไปตอนเช้าเขาเองก็ไม่รู้ว่าตนคิดอะไรอยู่ถึงได้ตามไปด้วยแต่เขาอยู่ถึงแค่ตอนสวีหว่านหนิงทวงเงินคืนจากกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนเท่านั้นเพราะมีธุระอื่นทำให้ต้องปลีกตัวไป
เขาจึงไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น
สวีหว่านหนิงบอกว่าเพลียแล้ว
เธอไม่อยากอธิบายซ้ำอีกแล้ว
เยาเม่ยเป็เด็กช่างจำนรรจาเธอเล่าสิ่งที่สวีหว่านหนิงเพิ่งเล่าให้ฟังอีกรอบด้วยน้ำเสียงสดใส
เริ่มแรกสวีหว่านหนิงนั่งฟังอย่างสบายอารมณ์แต่พอถึง่ท้าย เธอก็เริ่มนั่งตัวตรง
ความจำของเยาเม่ยจะดีเกินไปหน่อยหรือเปล่า
ลูกสาวทวนคำพูดทุกคำของเธอแทบจะไม่ตกหล่น
หลินอันฟังจบแค่ตอบรับเสียงเรียบว่า“อืม” และไม่ได้พูดอะไรอีก
ยุ่งมาทั้งวันสวีหว่านหนิงเหนื่อยมากแล้วเธอต้มบะหมี่ง่ายๆ ให้สมาชิกครอบครัวทั้งห้าคนกินจนอิ่มท้องจากนั้นก็กลับเข้าห้องนอน
เดิมทีหลินอันอยากจะเล่นเป็เพื่อนต้าชุนและเยาเม่ยแต่กลับถูกแม่หลินไล่ให้เข้าห้องนอน
“ฉันถือวิสาสะบริจาคจักรยานให้กับฝ่ายคณะใหญ่คุณจะว่าอะไรหรือเปล่า”
หลินอันปรายตามองเธอเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “มันคือสินสอดของเธอ เธอมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง”
สวีหว่านหนิงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
ต้องบอกว่าหากมองจากบางมุมหลินอันนั้นเป็คนใจกว้างมาก การใช้ชีวิตอยู่กับคนประเภทนี้คงไม่เหนื่อยใจอะไรนัก
ไม่ว่าจะเป็การเอาสิ่งของที่ทวงคืนกลับมาไปแลกกับเป็ดไก่หรือการยกเสื้อคลุมตัวนั้นให้กับหยวนซิน รวมถึงการบริจาคจักรยานให้กับฝ่ายคณะใหญ่สวีหว่านหนิงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
อย่างแรกเลยคือเสื้อผ้าพวกนั้นเคยถูกชายโฉดหญิงชั่วใส่แล้วสวีหว่านหนิงรู้สึกรังเกียจจึงไม่อยากเอามาใส่ แต่ถ้าจะให้ทิ้งไปก็สิ้นเปลืองและไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านจะวิจารณ์กันอย่างไร
แต่ถ้าเธอเอามันไปแลกเปลี่ยนกับของอย่างอื่นหนึ่งคือเธอจะได้สิ่งของที่ใช้ประโยชน์ได้เป็ข้อแลกเปลี่ยน สองคือเธอจะได้โอกาสในการฟอกขาวตัวเองจนสะอาดหมดจดต่อจากนี้หากเธอไม่หาเื่ใส่ตัวอีก เวลาประชันหน้ากับกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนพวกชาวบ้านก็จะยืนอยู่ข้างเดียวกันกับเธอ
ยุคสมัยนี้การสานสัมพันธ์อันดีกับพวกชาวบ้านถือเป็เื่สำคัญมากนอกเสียจากจะไปใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอกอยู่กลางป่ากลางเขา
การบริจาคจักรยานให้กับฝ่ายคณะใหญ่ก็มาจากสาเหตุเดียวกัน
แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือหากที่บ้านมีจักรยานแค่คันเดียวก็คงถูกเพื่อนบ้านขอยืมไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะให้ยืมหรือไม่ให้ยืมมันก็ถือเป็ภาระ ดังนั้นการบริจาคจึงเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ไว้มีโอกาสเหมาะสมเมื่อไรเธอค่อยหาทางซื้อจักรยานอีกคันถึงตอนนั้นทุกคนก็คงไม่กล้าแบกหน้ามาขอยืมใช้อีกแล้ว
ส่วนเื่ยกเสื้อผ้าให้กับหยวนซินสวีหว่านหนิงเองก็ไม่ได้เต็มใจ
แต่ใครใช้ให้หยวนซินเป็นางเอกของเื่ล่ะ
ลูกสาวจากปลายปากกาของผู้เขียนนิยายอย่างหยวนซินถูกกำหนดให้สมปรารถนาในทุกเื่หากไม่ได้เสื้อผ้าที่ตนอยากได้ ไม่แน่ตอนหลังอาจจะสร้างเื่วุ่นวายขึ้นมาก็ได้
สู้เธอยกให้ั้แ่แรกก็สิ้นเื่นอกจากจะเป็การตัดไฟั้แ่ต้นลมยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับนางเอกได้อีกด้วย
แม้ว่าเธอจะไม่พยายามประจบเอาใจแต่เธอก็ไม่อยากมีเื่กับนางเอกเช่นกัน
บางครั้งชะตาชีวิตก็เป็สิ่งที่ควบคุมไม่ได้!
ภารกิจหลักของสวีหว่านหนิงคือการหาเงินหาเงิน และหาเงิน!
สวีหว่านหนิงวาดภาพอนาคตที่สดใสก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ตอนฟ้าเพิ่งเริ่มสว่างเธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากบริเวณลานบ้าน
สวีหว่านหนิงสวมเสื้อหนาวแล้วออกจากห้องก่อนจะเห็นหลินอันกำลังเช็ดรถจักรยานคันหนึ่งอยู่ตรงลานบ้าน
“เมื่อคืนคุณไปซื้อจักรยานมาเหรอ?” สวีหว่านหนิงทำตาโตเพราะใ
หลินอันกำลังติดตั้งโซ่จักรยานได้ยินดังนั้นเขาก็อธิบายทั้งที่ยังก้มหน้าว่า “ฉันขอยืมเพื่อนมาหลังกลับจากในเมืองแล้วค่อยเอาไปคืนเขา”
“งั้นก็ดีเลยอีกเดี๋ยวฉันจะไปยืมจักรยานคันนั้นจากฝ่ายคณะใหญ่พวกเราจะได้ขี่จักรยานกันคนละคันแล้วสินะ”
มือของหลินอันหยุดชะงัก
ทำไมเขาฟังแล้วรู้สึกว่าเหมือนเธอกำลังโล่งอก?
ไม่อยากซ้อนจักรยานคันเดียวกับเขาขนาดนั้นเลยหรือ?
หลังกินมื้อเช้าเสร็จสวีหว่านหนิงก็ไปยืมจักรยานจากฝ่ายคณะใหญ่ นักบัญชีสวีเป็คนออกมาต้อนรับเธอ
“สวีจือชิงผมขอเป็ตัวแทนฝ่ายคณะใหญ่และพวกชาวบ้านขอบคุณคุณครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะนักบัญชีสวี คุณเกรงใจกันเกินไปแล้ว”สวีหว่านหนิงโบกมือปฏิเสธ
“พวกเราเหล่าเ้าหน้าที่ของฝ่ายคณะใหญ่ปรึกษากันข้ามคืนถึงเื่กฎเกณฑ์การขอยืมใช้จักรยาน จึงอยากมาแจ้งให้คุณทราบด้วย”
สวีหว่านหนิงเหมือนนักเรียนดีเด่นที่กำลังยืนฟังนักบัญชีสวีอธิบายด้วยท่าทางเรียบร้อย
“หมู่บ้านต้าเจียงของเราประชากรหนาแน่นมากแต่กลับมีรถจักรยานเพียงแค่สองคัน คนที่อยากขอยืมในแต่ละวันคงมีจำนวนไม่น้อยจะให้ใครยืม ไม่ให้ใครยืม ถือเป็ปัญหาที่น่าปวดหัวครับ”
สวีหว่านหนิงพยักหน้า
เธอก็คิดว่าน่าปวดหัวเช่นกันถึงได้รบกวนทางฝ่ายคณะใหญ่ให้เป็คนบริหารจัดการ