หลังจากที่เตรียมรถม้าเสร็จแล้วก็เดินทางไปที่หมู่บ้านมอนเรียลทันที
หมู่บ้านมอนเรียลคือหมู่บ้านหลักของตระกูลมอนเรียล ซึ่งจะเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดรวมไปถึงจะมีบ้านพักของตระกูลมอนเรียลอยู่ที่นี้ด้วย
ส่วนอีกสองหมู่บ้านก็จะอยู่ใกล้ๆกันโดยใช้เวลาเดินเท้าประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง
การเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหมู่บ้านมอนเรียลใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ไม่ได้เร่งรีบและชมบรรยากาศข้างทางไปด้วยทำให้กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลาไปกว่าสองชั่วโมง
บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้
นอกจากนี้ก็ยังพบเห็นชาวบ้านหลายคนที่กำลังเดินทางไปที่เมืองหลวงหรือไม่ก็เดินกลับจากเมืองหลวง บ้างก็มีเกวียนกำลังขนของกลับออกมาจากเมืองหลวง
แต่เมื่อชาวบ้านเห็นว่ารถม้าของพวกไลท์เป็นรถม้าของขุนนางก็ทำให้รีบเดินออกข้างทางเพื่อให้รถม้าของไลท์เดินทางไปก่อน
แม้ว่าไลท์จะไม่ชอบอะไรแบบนี้แต่เขาก็ไม่สามารถเปลื่ยนแปลงอะไรได้ เพราะว่าโลกใบนี้ก็มีกฏของโลกใบนี้เหมือนกัน
เมื่อมาถึงที่หมู่บ้านมอนเรียลแล้ว รถม้าก็มาจอดที่บ้านพักของตระกูลมอนเรียล
บ้านพักของตระกูลมอนเรียลเป็นบ้านพักสองชั้นที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยไม้ดำซึ่งเป็นไม้ที่ทนทาน นอกจากนี้รอบๆบ้านพักก็จะมีสวนดอกไม้ ทำให้บ้านพักดูสวยงาม
บ้านพักของตระกูลต่างๆที่หมู่บ้านมีไว้เพื่อเวลามีปัญหาเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน เมื่อขุนนางมาดูแลพวกเขาก็จะได้มีบ้านไว้สำหรับพักผ่อน เพราะถ้าหากจะให้ขุนนางไปนอนบ้านชาวบ้านก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุนี้ทุกหมู่บ้านหลักของตระกูลขุนนางต่างๆก็จะมีบ้านพักเป็นของตัวเอง
หลังจากที่มาถึงบ้านพัก แคสเตอร์ในฐานะเจ้าบ้านเขาก็พาทุกคนสำรวจบ้านพักทันทีและก็ทำการแบ่งห้องนอนกัน เนื่องจากพวกไลท์คิดว่าจะพักอยู่ที่นี้สักสองถึงสามวันเพื่อผ่อนคลาย
“ นายน้อย ” ชายวัยกลางคนในชุดเกาะสีเงินเดินเข้ามาในบ้านพักพร้อมกับทำความเคารพให้กับแคสเตอร์
“ ลุงไคมอส ” แคสเตอร์เรียกด้วยความตื่นเต้น
ลุงไคมอสเป็นผู้ช่วยของไวเคานต์เชสเตอร์มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว จนตอนนี้ตำแหน่งของลุงไคมอสคือผู้ดูแลพื้นที่ทั้งหมดของตระกูลมอนเรียลและในอดีตยังเป็นคนที่ฝึกสอนดาบให้กับแคสเตอร์อีกด้วย
แม้ว่าลุงไคมอสจะไม่ใช่จอมเวทย์แต่เขาก็เป็นนักสู้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับB
เนื่องจากพื้นที่ของตระกูลมอนเรียลอยู่ติดกับป่าใหญ่ ทำให้ต้องมีทหารประจำการรอบๆเพื่อคอยช่วยเหลือไม่ให้ถูกพวกโจรปล้นไม่ก็สัตว์ร้ายออกมาอาละวาด ทำให้ทั้งสองหมู่บ้านจะมีทหารของตระกูลมอนเรียลประจำการอยู่หมู่บ้านละยี่สิบคน ส่วนหมู่บ้านมอนเรียลจะมีทหารประจำการอยู่หนึ่งร้อยห้าสิบคน และลุงไคมอสคือผู้นำทหารทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ของตระกูลมอนเรียล
“ ลุงไคมอสนี้คือเพื่อนของผม ซึ่งพวกเขาเป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่งมากๆ ส่วนนี้คือลุงไคมอสเขาเป็นมือขวาของท่านพ่อและยังเป็นผู้ดูแลพื้นที่ตระกูลมอนเรียลทั้งหมด ” แคสเตอร์พูดพร้อมกับแนะนำให้ทั้งสองฝั่งรู้จักกัน
“ นักผจญภัยงั้นหรอ…แข็งแกร่งมาก!! ” ไคมอสพึมพำออกมา
ไคมอสมองไปที่พวกไลท์ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเปลื่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขาสัมผัสได้ถึงออร่าบางๆของพวกไลท์ ออร่านี้ทำให้ไคมอสถึงใจสั่นเลยทีเดียว แม้กระทั้งเด็กผู้หญิงที่อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีก็ยังมีออร่าที่แข็งแกร่งจนเขาไม่กล้าที่จะมองหน้าพวกเขาเลย
“ พวกคุณจะต้องเป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่งมากแน่ๆ ” ไคมอสพูดขึ้น
“ ฮ่าฮ่าแน่นอนสิลุงไคมอส โดยเฉพาะลูกพี่ไลท์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ” แคสเตอร์พูดขึ้น
“ เข้าใจแล้วนายน้อย ” ไคมอสยิ้มและขอตัวกลับไปทำงานของตัวเองต่อ
หลังจากที่ไคมอสกลับไปแล้วแคสเตอร์ก็พาพวกไลท์ชมหมู่บ้านมอนเรียล
ผ่านไปสองชั่วโมงพวกไลท์ก็กลับมานั่งเล่นที่บ้านพักของแคสเตอร์
“ จริงสิลูกพี่ไลท์ที่ข้างหมู่บ้านมีสระน้ำขนาดใหญ่ ลูกพี่สามารถไปตกปลาที่นั้นได้นะ ” แคสเตอร์พูดขึ้น
“ โอ้…ขอบใจมาก ” ไลท์หัวเราะและเดินไปตกปลา เพราะการตกปลามันช่วยทำให้ความอดทนของเขาดีขึ้นเพราะมันต้องใช้ความอดทนในการรอให้ปลามากินเหยื่อ
เบเรียลเองก็ไปกับไลท์ด้วย ส่วนทางด้านสองสาวอย่างเดซี่และเวโรนิก้าก็ไปเดินเล่นที่รอบๆป่าด้านหลังหมู่บ้าน ส่วนสามหนุ่มอย่างไลก้า คอลรุยและแคสเตอร์ก็พากันไปหาของกิน
สองวันผ่านไปพวกไลท์ก็กลับมาที่เมืองหลวงไวท์บาเบล
ในขณะที่ไลท์และคนอื่นๆกำลังจะเข้าไปในคฤหาสน์ก็มีรถม้าคันหนึ่งขับเข้ามา
แคสเตอร์มองไปที่รถม้าที่กำลังมาจอดอยู่ด้านหลังรถม้าของเขาทันที
ไม่นานก็มีชายหนุ่มอายุพอๆกับแคสเตอร์สองคนลงมาจากรถม้าพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ ไอเจ้าบ้าแคสเตอร์ แกกลับมาทั้งทีทำไมถึงไม่ไปหาพวกเราบ้าง!! ” ชายหนุ่มผมสีเขียวอ่อนในชุดหรูหราพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ นั้นดิแกยังเห็นพวกเราเป็นเพื่อนอยู่ไหม? อีกอย่างฉันได้ยินมาว่าแกจัดการโยวาร์คและพ่อของมันไปนิ แกไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ” ชายหนุ่มผมสีเหลืองอ่อนในชุดหรูหราก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
แคสเตอร์ได้แต่ยิ้มแห้งๆและพูดขึ้นว่า “ โทษทีพวกนายฉันกำลังพาลูกพี่ทัวร์เมืองหลวงและเพิ่งกลับมาจากที่หมู่บ้านมอนเรียลน่ะ ”
สองคนนี้คือเพื่อนสนิทของแคสเตอร์และยังเป็นลูกของไวเคานต์ด้วยเหมือนกัน
คนที่ผมสีเขียวอ่อนชื่อว่า กิอัส โฟเทียร์ เป็นจอมเวทย์ระดับD ส่วนคนที่ผมสีเหลืองอ่อนชื่อว่า คูโทส บลูสตาร์ เป็นนักดาบระดับD
“ พาลูกพี่ทัวร์เมือง? ” กิอัสและคูโทสมองหน้ากันด้วยความสงสัยก่อนที่จะเห็นพวกไลท์ที่ยืนอยู่ด้านข้างของแคสเตอร์ จากนั้นทั้งสองก็เห็นเบเรียลก่อนที่หัวใจของพวกเขาจะเต้นอย่างบ้าคลั่ง
‘ สาวงาม!! ’ นี้คือความคิดของทั้งสอง
แคสเตอร์ที่เห็นเพื่อนทั้งสองของตัวเองก็รู้ได้ทันทีว่าพวกมันกำลังคิดอะไรอยู่
“ ถ้าหากพวกแกยังไม่อยากตายก็รีบขอโทษซะ ” แคสเตอร์ตะโกนด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ ก่อนที่จะหันมามองไลท์และพูดขึ้นว่า “ ลูกพี่ผมต้องขอโทษแทนพวกมันด้วยนะครับ ”
ไลท์หัวเราะเขาไม่ได้คิดอะไรมากอีกอย่างเบเรียลเป็นหญิงที่สวยคนหนึ่ง ถ้าหากพวกผู้ชายไม่มองล่ะก็คงจะแปลกน่าดู
ทางด้านกิอัสและคูโทสตั้งสติได้ก่อนที่จะรีบขอโทษทันที แม้ว่าพวกเขาจะเป็นลูกของขุนนางแต่พวกเขาก็มีความคิดแยกแยะผิดชอบชั่วดี
“ ว่าแต่แกเหอะ ลูกพี่ของแกคือใคร? ” กิอัสถามด้วยความสงสัย
“ ก็ทั่งหมดนี้เลยไง ลูกพี่ของฉันเป็นกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งมากๆ ” แคสเตอร์ตอบ
“ เป็นกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งงั้นหรอ! ” กิอัสและคูโทสมองหน้ากันพร้อมกับแววตาแห่งความประหลาดใจ
“ จริงสิแล้วพวกแกมาหาฉันมาธุระอะไร? ” แคสเตอร์ถามขึ้น
“ เหอะไอบ้านี้ถ้าหากฉันไม่มีธุระแล้วจะมาหาแกไม่ได้งั้นหรอ? ” คูโทสพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ เปล่าๆฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ” แคสเตอร์ส่ายหน้า
“ ความจริงแล้วพวกเราก็มีธุระจริงๆนั้นแหละ เมื่อวันก่อนนายน้อยโลร์คซาได้ส่งบัตรเชิญให้กับพวกเรา เพียงแต่เมื่อวานพวกเราก็มาหาแกแล้วแต่ก็พบว่าแกไปที่หมู่บ้านและพอรู้ว่าจะกลับวันนี้พวกเราก็รีบมาหาแกเลยยังไงล่ะ ” คูโทสพูดขึ้น
“ นายน้อยโลร์คซา? ” แคสเตอร์แสดงสีหน้าตกใจ
นายน้อยโลร์คซาเป็นลูกชายสุดรักของท่านมาร์ควิสโลซาดินและก็ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงอีกด้วย
“ แล้วงานเริ่มวันไหน? ” แคสเตอร์ถามขึ้น
“ งานเริ่มวันพรุ่งนี้ตอนเย็น สถานที่จัดงานก็คือห้องส่วนตัวในภัตตาคารดูอัล ” กิอัสตอบพร้อมกับยื่นบัตรเชิญให้กับแคสเตอร์
“ จริงสินายน้อยโลร์คซาบอกอีกว่าสามารถนำผู้ติดตามไปได้สามคน ” คูโทสพูดขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” แคสเตอร์ตอบรับ
“ แคสเตอร์นายไปคุยกับเพื่อนก่อนก็ได้เดี๋ยวพวกเราจะไปเดินเล่นแถวๆนี้แหละ ” ไลท์พูดขึ้น
“ เข้าใจแล้วครับลูกพี่ ” แคสเตอร์พูด
จากนั้นพวกไลท์ก็ออกมาจากคฤหาสน์ของตระกูลมอนเรียล
หลังจากที่เห็นว่าพวกไลท์เดินออกไปแล้วกิอัสและคูโทสก็ลากแคสเตอร์มาคุยทันที
“ แคสเตอร์บอกมาว่าคนเหล่านั้นเป็นใครกันแน่? ” กิอัสถาม
“ พวกเขาเป็นลูกพี่ของฉันยังไงล่ะ ” แคสเตอร์ตอบ
“ แกนับถือพวกนั้นเป็นลูกพี่แสดงว่าพวกนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากใช่ไหม? ” กิอัสถามย้ำ
“ ใช่แล้วล่ะ พวกลูกพี่แข็งแกร่งมาก ” แคสเตอร์พยักหน้ารับ
“ ฉันชักอยากจะรู้แล้วสิว่าพวกนั้นเป็นใครกันแน่ ” คูโทสพูดด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ ความจริงแล้วฉันก็อยากจะบอกพวกแกล่ะนะแต่ลูกพี่เขาไม่ต้องการให้บอกคนอื่นเพราะงั้นฉันก็เลยไม่กล้าที่จะบอกพวกแก ” แคสเตอร์ส่ายหน้า
“ ไอเจ้าบ้า! นี้พวกเรายังเป็นเพื่อนของแกอยู่ไหม? ทำไมเรื่องแค่นี้ก็ไม่สามารถบอกกันได้งั้นหรอ ” คูโทสพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ นั้นดิพวกเราเป็นเพื่อนกันยังไงก็ไม่ควรมีความลับต่อกันนะ ” กิอัสพูดเสริม
“ เอาน่าเดี๋ยวอีกไม่นานพวกแกก็รู้เอง จริงสิแกคงได้ยินมาว่าฉันอัดเจ้าโยวาร์คใช่ไหมแต่ความจริงแล้วเป็นลูกพี่ของฉันที่เป็นคนทำ แม้กระทั้งไวเคานต์โยวาซิสก็ยังไม่กล้าที่จะมีปัญหากับลูกพี่ฉันเลย ” แคสเตอร์พูด
กิอัสและทูโคสมองหน้ากันด้วยความตกใจ ความจริงแล้วพวกเขาก็ได้ข่าวมาว่าแคสเตอร์ถูกโยวาร์คหาเรื่องก่อนที่เรื่องจะจบโดยการที่โยวาร์คและไวเคานต์โยวาซิสถูกเล่นงานจนยับ ส่วนคนที่เล่นงานก็ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่จับแต่อย่างใด
“ แกจะบอกว่าคนที่เล่นงานไวเคานต์โยวาซิสคือหนึ่งในลูกพี่ของแก? ” กิอัสถาม
“ ใช่แล้วล่ะ เพราะงั้นพวกแกอย่ามาบังคับฉันเลย ” แคสเตอร์ตอบ
“ เออๆๆก็ได้ๆพวกเราจะไม่ถามอะไรกับแกแล้ว งั้นมาคุยเรื่องอื่นก็แล้วกัน ” คูโทสพูดขึ้น
ตัดมาทางไลท์
ไลท์บอกให้ทุกๆคนเที่ยวเล่นตามอัธยาศัยเลย จากนั้นเขาและเบเรียลก็เดินเล่นไปเรื่อยๆจนกระทั้งมาหยุดอยู่ที่ร้านคาแฟ่แห่งหนึ่ง
ร้านคาเฟ่แห่งนี้เป็นตึกสองชั้น ภายในร้านก็มีผู้คนนั่งกินกันเต็มร้าน
ไลท์และเบเรียลนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างก่อนที่จะสั่งของที่ตัวเองอยากกิน
สาเหตุที่ไลท์ชอบนั่งอยู่ข้างหน้าต่างก็เพราะเขาชอบชมบรรยากาศที่ชาวเมืองพากันเดินไปมาตามท้องถนน
“ ที่นี้ก็ไม่เลวเลยนะว่าไหม ” เบเรียลพูดพร้อมกับมองบรรยากาศรอบๆ
“ นั้นสิที่นี้ก็ไม่เลวอย่างที่เธอว่าจริงๆ ” ไลท์พยักหน้ารับ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยเล่นกันอยู่นั้นด้านนอกก็มีรถม้าคันหนึ่งขับผ่าน
ภายในรถม้าเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกลางๆใบหน้าดูหล่อเหลาสวมชุดคลุมสีน้ำเงิน มองมาทีเบเรียลก่อนที่ใบหน้าของชายหนุ่มจะแสดงถึงชื่นชอบขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มรีบสั่งให้คนขับรถม้าจอดทันทีและก็ลงมาจัดแจงชุดให้เรียบร้อย
หลังจากที่ชายหนุ่มลงมาก็มีชายวัยกลางคนในชุดคลุมเดินลงมาจากรถม้าด้วยเช่นกัน เขาคือผู้ติดตามของชายหนุ่ม
เมื่อจัดชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในคาเฟ่พร้อมกับผู้ติดตามทันที
ชายหนุ่มไปยืนอยู่ที่ด้านข้างโต๊ะของไลท์และเบเรียล
“ สวัสดีครับคุณผู้หญิง ” ชายหนุ่มโค้งตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
ไลท์และเบเรียลหันไปมองชายหนุ่มทันที
“ คุณคือ? ” เบเรียลถามด้วยความสงสัย
“ จริงสิผมลืมแนะนำตัว ผมมีชื่อว่า เมอร์ด็อก ” เมอร์ด็อกพูดขึ้น
“ ยินดีที่ได้รู้จักคุณเมอร์ด็อก แต่ถ้าหากคุณเมอร์ด็อกไม่มีธุระอะไรก็ช่วยถอยไปด้วย ” เบเรียลพูดขึ้น
“ บังอาจ!! ” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจ เสียงตะโกนของเขาทำให้คนในร้านคาเฟ่หันมามองเป็นตาเดียว
“ เธอคงไม่รู้สินะว่านายน้อยเมอร์ด็อกเป็นถึงลูกชายของท่านมาร์ควิส ทางที่ดีเธอควรจะขอโทษนายน้อยเมอร์ด็อกเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันอาจจะเกิดผลร้ายกับตัวเธอเองก็ได้ ” ชายวัยกลางคนพูดด้วยความไม่พอใจและยังเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
ในฐานะที่เขาเป็นคนของท่านมาร์ควิส นอกจากนี้คนของท่านดยุกและคนของทางวังหลวงก็ไม่มีใครอยู่ในสายตาเขาแม้แต่คนเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขากลายเป็นคนที่หยิ่งผยองและเต็มไปด้วยความก้าวร้าว แต่น่าเสียดายที่เขาดันมาหาเรื่องผิดคน
“ งั้นหรอ ” เบเรียลหัวเราะขึ้นเบาๆ ชั่วพริบตาชายวัยกลางคนที่กำลังโกรธแค้นก็กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งทันที
เมอร์ด็อกที่เห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าตกใจขึ้นมา เพราะเขารู้ดีว่าผู้ติดตามของเขาคนนี้เป็นถึงจอมเวทย์ระดับBเลยทีเดียว การที่สามารถจัดการจอมเวทย์ระดับนี้ได้ในชั่วพริบตาแสดงว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องแข็งแกร่งพอๆกับระดับBหรือไม่ก็อาจจะมากกว่านั้น
เมอร์ด็อกที่จากสีหน้าตกใจก็กลายเป็นหลงใหลมากยิ่งขึ้น เพราะเขาคิดว่าถ้าหากเขาสามารถทำให้เบเรียลกลายเป็นผู้หญิงของเขาได้ล่ะก็ เขาก็จะมีอำนาจใจตระกูลมากยิ่งขึ้น เพียงแต่เบเรียลเปรียบเสมือนกับม้าพยศเพราะฉะนั้นเขาจึงต้องวางแผนการให้ดี