โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 76 ผู้บงการออร่า

    บทที่ 76 ผู้บงการออร่า

     

     

     

    หลังจากเฮนรี่ไล่ผมกลับเข้าแถวเขาก็เริ่มทำการทดสอบแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ จนครบ หลังจากนั้นจึงเอ่ยถามเลเวลของแต่ละคน

     

    ซึ่งตัวเลขของแต่ละคนก็มีทั้งเป็นไปตามที่ผมคาดไว้และมีบางคนที่เหนือความคาดหมายอยู่บ้าง

     

    ตอนนี้คนที่มีเลเวลสูงอันดับต้นๆ คือโชอี้ (เลเวล 21), เทส (เลเวล 20),แฮดวิน (เลเวล 18)และคิม (เลเวล 18)

     

    ส่วนกลุ่มที่รองลงมาคือ มายา (เลเวล 17), ลีออน (เลเวล 17) และอิซาเบลล่า (เลเวล 16)

     

    สำหรับคู่แฝดตอนนี้ยังอยู่ที่เลเวล 13เท่ากันทั้งคู่ แต่คนที่เลเวลน้อยที่สุดก็คือลิลลี่ ซึ่งมีเลเวลแค่ 8 เท่านั้น

     

    ผมไม่ได้แปลกใจที่เลเวลของลิลลี่ต่ำขนาดนี้เพราะเธอแทบไม่มีทักษะสำหรับใช้ต่อสู้เลย

     

    หากก่อนหน้านี้ทักษะการย่อยสลายของเธอไม่ได้ระเบิดออกมาใส่เจ้าหมีเถ้าถ่านเลเวลของเธอคงจะน้อยกว่านี้ซะอีก

     

    "เอาล่ะทีนี้จะเอายังไงกับเจ้าตัวนี้ดี"

     

    เฮนรี่เปรยขึ้นขณะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าคอร์กี้ขาสั้น

     

    "มานาในร่างกายของแกก็นับว่าไม่เลวเลยนะแต่ข้าไม่เคยเห็นหมาสายพันธุ์ประหลาดหน้าตาตลกแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต"

     

    เขาขยับลงไปนั่งยองๆตรงหน้ามันพลางยื่นมือออกไปหา เจ้าบิสกิตทำเพียงแค่ยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิดสองสามทีก่อนจะนั่งจ้องหน้าทหารผ่านศึกตรงหน้า

     

    เฮนรี่ส่ายหน้ายิ้มๆก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหาเวอร์โก้

     

    "ข้าได้ยินมาว่าท่านอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยดูแลพวกเขาใช่ไหม?"

     

    เฮนรี่สบสายตากับขุนนางหนุ่มเงียบๆในจังหวะนั้นผมสังเกตเห็นแววบางอย่างฉายผ่านดวงตาของเวอร์โก้มันเป็นแววตาที่ชวนให้รู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อย

     

    "ใช่แล้วหัวหน้าเฮนรี่ข้าอยากช่วยเหลือพวกเขา ผู้พลัดถิ่นพวกนี้ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดินแดนนี้เลยถ้ามีอะไรที่ข้าพอจะช่วยประคับประคองได้ ข้าก็ยินดี"

     

    น้ำเสียงของเวอร์โก้ฟังดูอ่อนโยนจนน่าขนลุกมันทำให้ผมรู้สึกระแวงและไม่ชอบมาพากลอย่างบอกไม่ถูก

     

    เฮนรี่พยักหน้ารับ

     

    “ถ้าท่านแวะเวียนมาช่วยก็คงจะดี”

     

    เขานิ่งไปจังหวะหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น

     

    “นอกจากนี้ยังมีบางคนที่ข้าอยากให้ท่านช่วยใช้เส้นสายหนุนหลังเป็นพิเศษ”

     

    เขาชี้นิ้วตรงไปทางลิลลี่

     

    “เด็กนั่นมีพรสวรรค์สายฟื้นฟู”

     

    คำพูดของเฮนรี่ทำให้เวอร์โก้ถึงกับเบิกตาโตแม้แต่ฟินเนแกนที่ยืนเงียบมาตลอดก็ยังหลุดสีหน้าประหลาดใจทั้งสองคนหันไปจ้องมองลิลลี่ราวกับกำลังมองดูขุมทรัพย์ก้อนโต

     

    “เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากหัวหน้าเฮนรี่ข้าเชื่อว่าถ้าท่านลอร์ดรู้เรื่องนี้เข้า ท่านจะต้องยินดีมากแน่ๆ!”

     

    คำพูดของเวอร์โก้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นใบหน้าของเขาแสดงความดีใจออกมาจนปิดไม่มิดก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ลิลลี่ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรทันที

     

    ผมมองภาพนั้นพลางคิดในใจดูเหมือนว่าสายอาชีพผู้รักษาจะเป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากมากในโลกใบนี้

     

    “ตอนนี้เลเวลของเด็กคนนี้ยังต่ำไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปแต่ถ้าเราช่วยกันเค้นศักยภาพ ก็น่าจะยกระดับพรสวรรค์ของนางให้สูงขึ้นได้”

     

    “ถ้าพวกเราส่งรายงานไปตอนที่ระดับพรสวรรค์ของนางสูงกว่านี้ข้าเชื่อว่ารางวัลที่พวกเราจะได้รับต้องมากขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน”

     

    “ข้าเห็นด้วยกับท่านหัวหน้าเฮนรี่มันคุ้มค่ามากที่จะลงทุนกับนาง”

     

    เวอร์โก้กล่าวด้วยความกระตือรือร้น

     

    ในขณะที่พวกเรายังคงยืนนิ่งฟังบทสนทนาของทั้งคู่แววตาของลิลลี่ก็เริ่มฉายแววหวาดกลัวและตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ

     

    ผมเริ่มเข้าใจเจตนาของคนพวกนี้แล้วมันทำให้รู้สึกเหมือนพวกเราเป็นหมูที่ถูกต้อนเข้ามาในคอกและกำลังถูกขุนอย่างดีเพื่อรอวันส่งไปขายไม่มีผิด

     

    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

     

    เฮนรี่และเวอร์โก้ก็พาคนกลุ่มหนึ่งเข้ามามีทั้งผู้หญิงในชุดคลุมยาวคล้ายพวกจอมเวท และคนกลุ่มที่สวมเกราะเหล็กคล้ายทหารพวกเขาปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพาตัวลิลลี่แยกออกไป

     

    แม้ตอนนี้อาการช็อกหลังจากผ่านเหตุการณ์ในชั้นที่หนึ่งของเธอจะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วแต่เธอก็ยังดูเฉื่อยชาจนปรับตัวตอบสนองต่อเรื่องพวกนี้ไม่ทัน

     

    ผมสังเกตเห็นมือของเธอสั่นเทาขณะที่คนเหล่านั้นกำลังกึ่งจูงกึ่งลากเธอออกไปเธอหันมาเหลือบมองผมกับเทสอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งผมทำได้เพียงแค่พยักหน้ากลับไปให้เบาๆเท่านั้น

     

    พวกเรารู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีกำลังพอจะไปขัดคำสั่งของคนพวกนี้ได้

     

    ทว่าก่อนหน้านี้พวกเราได้นัดแนะกันไว้แล้วว่าจะใช้ระบบคอมมูนิตี้ในการติดต่อสื่อสารกันตอนนี้ผมได้แต่หวังว่าเธอจะปลอดภัยและสามารถเชื่อมต่อเข้ามาในระบบตามเวลาที่กำหนดไว้

     

    จากบทสนทนาของคนพวกนี้ผมคาดเดาว่าอาชีพสายรักษาน่าจะมีความสำคัญต่อดินแดนนี้มากพอสมควรดังนั้นพวกเขาคงไม่คิดจะทำร้ายลิลลี่หรอก... แต่ก็นั่นแหละผมทำได้แค่หวังให้มันเป็นแบบนั้นเท่านั้นเอง

     

    หลังจากลิลลี่ถูกพาตัวไปพวกเราก็ถูกทิ้งให้อยู่ในลานฝึกตามลำพัง โดยมีเพียงฟินเนแกนคอยยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ

     

    โชอี้ก้มลงกระซิบกับน้องสาวเบาๆคล้ายกำลังปลอบไม่ให้เธอหลุดร้องไห้ออกมา

     

    แฮดวินขยับไปนั่งใกล้ๆ พวกฝาแฝดเขาจ้องมองมาที่ผมเป็นระยะด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก

     

    ส่วนมายาและลีออนนั่งอยู่ไม่ไกลจากโชอี้ทั้งคู่นิ่งเงียบพลางทอดสายตาไปยังทิศทางที่ลิลลี่เพิ่งเดินจากไปราวกับกำลังลุ้นว่าจะมีใครเดินกลับมา หรือจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้อีกไหม

     

    สำหรับคิม เขายังคงเหมือนเดิมเลือกที่จะนั่งแยกตัวห่างจากทุกคนและเอาแต่เงียบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลย

     

    “คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปงั้นเหรอ”

     

    เทสเปรยขึ้นมาเบาๆขณะนั่งเหม่อมองไปยังเส้นทางเดิมที่พวกเราเข้ามามือข้างหนึ่งของเธอยังคงลูบหัวเจ้าบิสกิตที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนพื้นอย่างสงบ

     

    ผมทำเพียงแค่ส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะตัวเองก็เดาไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป

     

    แต่ผมคิดว่าชะตากรรมที่กำลังรอคนอื่นๆอยู่คงไม่ได้เลวร้ายมากนักหรอก... ที่ว่าไม่เลวร้ายน่ะหมายถึงถ้าเทียบกับตัวผมเองล่ะนะ

     

    เพราะสายตาของไอ้ขุนนางโรคจิตอย่างเวอร์โก้ที่จ้องมองมาที่ผมมันบอกชัดเจนเลยว่าหมอนั่นคงไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ แน่

     

    หลังจากผ่านไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงเฮนรี่และเวอร์โก้ก็เดินกลับเข้ามาในลานฝึกพวกเขาตรงมาทางเราและทำท่าเหมือนกำลังจะอธิบายอะไรบางอย่าง

     

    ทว่าในวินาทีนั้นเองหญิงวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำสนิทกลับก้าวเท้าเข้ามาซะก่อน

     

    ฟินเนแกนที่อยู่ตรงประตูทางเข้ายืดตัวยืนตรงทันทีส่วนเฮนรี่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยำเกรง

     

    “ท่านหญิง...”

     

    หญิงชุดดำไม่ตอบอะไรเธอเดินตรงเข้ามายังกลุ่มของพวกเราพลางไล่สายตามองสำรวจอย่างช้าๆ

     

    [ผู้บงการออร่า – เลเวล ????]

     

    ผมมองตัวอักษรเหนือศีรษะของเธอแล้วต้องลอบขยี้ตาแต่ต่อให้มองอีกกี่ครั้งข้อความนั้นก็ยังคงเดิม... เครื่องหมายคำถามสี่ตัวมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

     

    นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นอะไรแบบนี้เพราะปกติแล้วเลเวลของคนที่สูงกว่าจะแสดงเครื่องหมายคำถามแค่สามตัวแต่ผู้หญิงลึกลับคนนี้กลับมีถึงสี่ตัว

     

    ทว่าไม่นานนักความสงสัยของผมก็ได้รับคำตอบเมื่อมานาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอเริ่มทำงานมันเข้มข้นจนให้ความรู้สึกหนาแน่นราวเป็นวัตถุทางกายภาพที่มีอยู่จริง

     

    พลังนั้นพุ่งเข้าหาพวกเราก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายคล้ายกับหนวดของสัตว์ประหลาดที่ชอนไชเข้ามา

     

    ผมรู้สึกอึดอัดจนไม่สามารถขยับตัวได้แรงกดดันนี้รุนแรงยิ่งกว่าตอนที่สเตอลิงคุกคามพวกเราหลายเท่า

     

    ทว่าเพียงแค่พริบตาเดียวมานาทั้งหมดก็สลายหายไปราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงแค่จินตนาการ

     

    ผมลอบหอบหายใจพลางหันไปมองรอบๆตอนนี้เวอร์โก้ขยับถอยห่างออกไปแล้วใบหน้าของเขาซีดลงและรอยยิ้มจอมปลอมนั่นก็หุบลงทันควันส่วนเฮนรี่ถึงกับหน้าซีดเผือก

     

    “ท่านหญิง... คนพวกนี้...”

     

    เฮนรี่พยายามจะอธิบายอะไรบางอย่างแต่หญิงชุดดำกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด ทหารผ่านศึกผู้เป็นถึงหัวหน้าผู้คุมฝึกจึงต้องหุบปากลงทันที

     

    วินาทีต่อมา ผมก็ต้องประหลาดใจเมื่ออยู่ๆโชอี้ก็ลุกขึ้นยืน

     

    เธอจ้องมองไปที่หญิงชุดดำอยู่ครู่หนึ่งในจังหวะนั้นผมสังเกตเห็นมานาในร่างของโชอี้ปะทุออกมาเป็นระลอกคลื่นสั่นไหวเป็นจังหวะราวกับเธอกำลังใช้มันสื่อสารกับหญิงชุดดำคนนั้น

     

    ไม่นานนักโชอี้ก็พยักหน้ารับก่อนจะหันไปหาน้องสาวของเธอ

     

    “อิซซี่ ไปกันเถอะ”

     

    เธอเอ่ยสั้นๆพลางดึงตัวน้องสาวให้ลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังหญิงชุดดำออกไปทิ้งให้มายาและลีออนมองตามด้วยความงุนงง

     

    ผมสังเกตเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเฮนรี่แต่ดูเหมือนอำนาจของหญิงชุดดำคนนี้จะสูงส่งจนเขาไม่กล้าส่งเสียงคัดค้านอะไรออกไปเลยสักคำ

     

    ส่วนเวอร์โก้ ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

     

    จากสถานการณ์นี้ทำให้ผมพอจะคาดเดาได้ว่าหญิงชุดดำคนนี้คงมีเลเวลที่สูงกว่าคนทั่วไปมากจนระบบต้องแสดงเครื่องหมายคำถามเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว

     

    และไม่เพียงแค่เลเวลเท่านั้นสถานะทางสังคมของเธอเองก็น่าจะสูงมากด้วยเช่นกันถึงขนาดทำให้ขุนนางอย่างเวอร์โก้ที่เฮนรี่เคยเกรงใจต้องหน้าซีดเผือกยามที่อยู่ต่อหน้าเธอ

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน