5
วันที่ห้าของการไม่ได้เป็มนุษย์
เสียงที่ส่งตรงถึงจิตใจเบาแ่ราวกับเป็เพียงเสียงละเมอ
การเชื่อมจิตยังคงดำเนินอยู่ แต่เ้าของเสียงกลับไม่พูดต่อ
หูยังคงจับสรรพเสียงรอบด้านได้ตามสัญชาตญาณ แต่เวลานี้เสียงต่าง ๆ ที่มักทำให้อัลเวสเหลืออดหายไปแล้วหลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่อัลเวสได้ยินเสียงนี้ สองวันก่อนเขาก็ถูกเชื่อมจิตเป็เวลาสั้น ๆ เช่นเดียวกับเซิร์กตนอื่น
แต่ตอนนั้นเขาอยู่กลางสมรภูมิและกำลังกระหายการต่อสู้อย่างหนักพอดี
อัลเวสต่างจากเซิร์กตนอื่นในการเชื่อมจิตครั้งนั้น เขาไม่เกิดความคิดอยากถวายตัวรับใช้อีกฝ่ายสักนิด
อาจเพราะเขาเป็เซิร์กชนชั้นอัลฟ่าหรืออาจเพราะเขาผิดแปลกจากเซิร์กตนอื่นอยู่แล้วตอนได้รับการติดต่อผ่านจิตครั้งนั้นจึงเพียงนึกหงุดหงิด
ไม่รู้ทำไมความหงุดหงิดนั่นจึงไม่ยอมจางหายสักทีทั้งที่ระบายในสมรภูมิไปแล้ว กลับยังทิ่มแทงจนแทบจะบีบให้เขาอยากทำลายสตินึกคิดของตัวเองทิ้ง
ทว่าพอมาได้ยินเป็ครั้งที่สองเขากลับรู้สึกสบายใจ
ยากจะหาสาเหตุได้ว่าอะไรทำให้ทั้งสองครั้งแตกต่างกันเสียงลมหายใจที่ได้ยินในเวลานี้ทำให้อัลเวสเผลอส่ายหางสีเทาเงินกลิ่นอายเย็นะเืน่าหวาดหวั่นที่แผ่ออกมากลับคืนสู่ความเฉยเมยตามปกติ
เป็สัญญาณบอกว่าทุกอย่างกลับสู่ความสงบแล้ว
ห่างออกไปหลายร้อยเมตรอัลเกอร์ที่กำลังซ่อนตัวมองการต่อสู้ ก็สังเกตเห็นจุดนี้อย่างรวดเร็ว
เขารีบวิ่งไปหาผู้นำโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ท่านผู้นำ พวกเราจะไปไหนกันต่อหรือครับ” อัลเกอร์ข่มความหวั่นไหวในใจ เอ่ยถามเซิร์กผมเงินด้วยสีหน้าราบเรียบ
สีหน้าอัลเวสเ็าถึงขีดสุด ทั้งยังไม่ได้ตอบกลับทันที
ขณะที่คู่สนทนายังคงเงียบงันอัลเกอร์ก็เอ่ยเสริมว่า
“มีเื่หนึ่งอยากรายงานท่านครับ ในกองทัพเรามีทหารเซิร์กบางส่วนถอนตัวจากไป และผู้น้อยเองก็ไม่ได้ขัดขวางพวกเขา...”
ไม่ได้ขัดขวาง ไม่ใช่ขัดขวางไม่ได้
แม้อัลเกอร์จะกดความหวั่นไหวในส่วนลึกของจิตใจไม่ออกไปตามหาาาแต่เขาก็ยังหวังว่าเซิร์กตนอื่นจะตามหาท่านพบ
เขาหวังว่าสมบัติล้ำค่าที่ตนไม่อาจพบหน้าจะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นอัลเกอร์จึงไม่จัดการเซิร์กที่เข้าข่ายทรยศเ่าั้
แค่อดกลั้นความหวั่นไหวก็ถึงขีดจำกัดแล้วไม่เพียงแค่อัลเกอร์หรอก เซิร์กตนอื่นในยานรบเองเมื่อมองเห็นเพื่อนร่วมทัพจากไปก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
พวกเขาจึงแสร้งทำเป็ตาบอดไม่รู้ไม่เห็นกับการกระด้างกระเดื่อง
ขอแค่ตนเดียวก็ได้มีสักตนที่หาพบก็ยังดี รีบไปปกป้องาาเร็วเข้า...
“ทำไมนายกับคนอื่นไม่ไป”อัลเวสเอ่ยถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ไม่แสดงท่าทีใดต่อเื่ที่เกิดขึ้น
“ถ้าพวกนายอยากไป ออยเลอร์เองก็คงอยากตามไปเหมือนกัน” น้ำเสียงของอัลเวสเย็นเยียบ ทำให้บ่งบอกอารมณ์ได้ยากยิ่งกว่าเดิม
ออยเลอร์ที่ว่าคือยานรบมีชีวิตของเผ่าเซิร์ก
มันเป็เซิร์กสายพันธุ์หนึ่งเช่นเดียวกับเซิร์กทาร์ก ทำหน้าที่เป็ยานรบโดยสารลอยฟ้าและกองหนุนแก่เผ่าเซิร์ก
ยานรบของเผ่าเซิร์กแตกต่างจากยานอื่นตรงที่มีร่างกายและความคิดเป็ของตนเองมันเป็สัตว์ประหลาดอวกาศที่คนนอกมองว่าเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจชอบ
“ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยครับ ผมไม่กล้าหักหลังท่านง่าย ๆ แน่นอน...หากท่านยังไม่สั่งการ พวกเราก็ออกตามหาไม่ได้” แล้วอัลเกอร์ก็เอ่ยต่อเคือง ๆ “แต่ออยเลอร์คิดอย่างไรนั้น ผมไม่รู้ กรณีเลวร้ายที่สุดคือออยเลอร์อาจทิ้งพวกเราไปโดยไม่บอกไม่กล่าว”
เื่นี้มีความเป็ไปได้ยานรบที่มีความรู้สึกนึกคิดนั้น หากคิดจะจากไป แค่วาร์ปครั้งเดียวก็ออกจากดาวดวงนี้ได้แล้วส่วนเซิร์กระดับสูงที่ไม่ได้นั่งยานกลับ ย่อมไม่อาจเดินทางในอวกาศเองได้
อัลเกอร์คิดว่ายานรบออยเลอร์ของพวกเขาคงใกล้หมดความอดทนเต็มทีแล้ว
“งั้นไปกัน” อัลเวสย่างเท้าไปทางยานรบโดยไม่มองเขาอีก
ไป? ไปไหนหรือ?
อัลเกอร์ไม่ได้ถามข้อสงสัยในทันทีเขาเดินตามพลางสังเกตสีหน้าเ็าของเซิร์กผมเงิน และได้ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจ
“ท่านจะบอกว่า...ไปตามหาาาหรือครับ?!” แม้อัลเกอร์จะข่มกลั้นสุดกำลังแล้ว ก็ยังซ่อนความยินดีในน้ำเสียงไม่มิด
อัลเวสไม่ได้ปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับโดยดุษณีแล้ว เซิร์กระดับสูงที่ได้ข่าวตอนขากลับจึงตื่นเต้นดีใจกันยกกลุ่ม
โดยธรรมชาติแล้วเซิร์กเป็เผ่าพันธุ์ที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ความรู้สึกพวกเขาจึงมีความรู้สึกร่วมกับอะไรสักอย่างได้ยากมาก ไม่เคยยินดีปรีดาขนาดนี้มาก่อนเลย
หากเทียบกับเผ่ามนุษย์ที่ยิ้มแย้มยามดีใจและร้องไห้ยามโศกเศร้า อารมณ์และการแสดงออกทั้งสองล้วนเป็เื่ไกลตัวเซิร์กมากจริง ๆ
ดังนั้นเหล่าเซิร์กระดับสูงบนยานรบที่กำลังมีความสุขมากๆ จึงทำตัวไม่ถูก
บัดนี้พวกเขากำลังประชุมหารือกันหน้านิ่ง...
“ถ้าเจอาาแล้ว ฉันควรมอบอะไรเป็ของขวัญให้ท่านดีล่ะ”
“ไม่รู้าาจะชอบของขวัญแบบไหน...”
“าาจะดีใจที่เจอพวกเราไหมนะ”
ยิ่งปรึกษากันดวงตาของบรรดาเซิร์กระดับสูงก็ยิ่งเจิดจ้า
อัลเกอร์พยายามอดทนไม่เข้าไปร่วมวง เพียงยืนเอ่ยข้าง ๆ ท่านผู้นำ
“าาเชื่อมจิตกับพวกเราสั้นเกินไป ระบุตำแหน่งแน่นอนไม่ได้เลย ท่านคิดว่าเราควรเริ่มค้นหาที่ดาวดวงไหนก่อนดีครับ”
“เขาอยู่ที่นี่” อัลเวสเปิดแผนที่ดวงดาวโฮโลแกรมซึ่งบันทึกเส้นทางสัญจรจำนวนนับไม่ถ้วนในอวกาศแล้วชี้เขตดาราอันไกลโพ้นแห่งหนึ่ง
อัลเกอร์ชะงักการเชื่อมจิตสั้น ๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีทางระบุตำแหน่งาาได้แน่หากผู้นำของพวกเขารู้ตำแหน่งของาาได้แม่นยำขนาดนี้ก็แสดงว่า...
“าา...าาเรียกหาท่านหรือครับ” อัลเกอร์ถามอย่างอดไม่ได้
เรียกหา?
อัลเวสฟังเสียงลมหายใจในห้วงจิตอย่างเงียบงันเสียงนี้ทำให้โลกของเขานิ่งสงบ แต่ในเมื่อไม่รู้ว่าต้องแสดงออกอย่างไรดี เขาจึงตอบกลับเพียงคำเดียวอย่างไร้อารมณ์
พอได้ยินเสียงตอบรับ ใจของอัลเกอร์ก็พลันเย็นลง
รู้ว่าอยู่แถวไหนก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแค่กาแล็กซีแห่งเดียว ไม่นานพวกเขาต้องสำรวจดาวทุกดวงในเขตนั้นได้หมดแน่
ทว่าแม้ยานรบออยเลอร์จะกระตือรือร้นจนวาร์ปและขับเคลื่อนรวดเร็วสุดกำลังก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันกว่าพวกเขาจะมาถึงกาแล็กซีอันห่างไกล
ในวันที่กลุ่มเซิร์กระดับสูงมาถึงและลงจอดบนดาวร้างกู้หวายก็สร้างร่มเพื่อออกไปเที่ยวป่าผืนเล็ก ๆที่ยังสำรวจไม่หมดกับเหล่าเซิร์กทาร์ก
วันสองวันมานี้เขาใช้พลังสร้างร่มจนเพียงพอสำหรับทุกตนแล้ว แถมยังสอนวิธีถือให้ด้วย
“ต้องยกไว้เหนือหัวแบบนี้นะ แค่นี้พวกนายก็จะไม่เปียกฝนแล้ว” กู้หวายถือร่มให้ดูเป็ตัวอย่าง พร้อมสาธิตท่าทางการถือร่มที่ถูกต้องให้เหล่าเซิร์กทาร์กอย่างจริงจัง
พอสาธิตจบก็ยื่นร่มในมือให้เซิร์กทาร์กตรงหน้าแล้วเงยหน้ามอง
เซิร์กทาร์กยื่นแขนมาหนีบก้านร่ม ั์ตาสีแดงโลหิตจดจ้องร่มครู่หนึ่ง จากนั้นมันก็เอียงคอแล้วยื่นร่มมาเหนือศีรษะกู้หวาย
กู้หวายไม่คิดว่าผลลัพธ์จะกลายเป็แบบนี้ จึงเกาแก้มอย่างจนใจแล้วเงยหน้าสบั์ตาสีแดงโลหิต ก่อนจะเอ่ยอย่างมีน้ำอดน้ำทนว่า
“ต้องยกไว้เหนือหัวตัวเองต่างหากล่ะ”
แค่พูดอย่างเดียวคงไม่เข้าใจ เขาจึงดันร่มเหนือศีรษะกลับไปทางเซิร์กทาร์กที่ยื่นมาให้
กระทั่งร่มไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องกู้หวายก็ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า
“นี่แหละ ถือแบบนี้นะ”
ถึงแม้ดาวร้างจะไม่มีสิ่งบันเทิง แต่ก็ไม่อาจขัดขวางการหาเื่สนุก ๆ ทำของกู้หวายได้ สำหรับเขาแล้ว การออกสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ นับว่าน่าสนใจทีเดียว
เป็อีกครั้งที่ผืนฟ้าสีอมเทามีหยาดฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย กู้หวายนั่งอยู่บนไหล่เซิร์กทาร์ก ปล่อยให้อีกฝ่ายแบกตนไปยังป่าผืนเล็ก ๆ ที่เคยไป เมื่อมีร่มแล้วเซิร์กทาร์กรอบ ๆ ก็ไม่ต้องเอาตัวมาบังฝนให้เขาอีกต่อไป
เมื่อสองเท้าแตะพื้นกู้หวายก็ถือร่มเดินไปยังจุดที่เขาหมายตามาหลายวัน
นั่นก็คือช่องว่างระหว่างหินั์ตรงซอกหินมีดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์เล็กจ้อยกำลังเบ่งบาน
---------------------------
ขณะเดียวกันยานรบออยเลอร์ลำมหึมาก็ลงจอดบนดาวดวงนี้พอดิบพอดี
เมื่อลงจอดบนดาวร้างและได้เห็นทิวทัศน์แห้งแล้งตรงหน้าเหล่าเซิร์กระดับสูงกว่าร้อยนายที่เพิ่งลงจากยานรบก็พากันเงียบกริบ
าาเกิดบนดาวดวงนี้หรือ...
ท้องฟ้าปนเปื้อนมลพิษเข้าขั้นวิกฤติจนกลายเป็สีเทาอมฟ้า ละอองทรายลอยฟุ้ง บ้านเมืองปกคลุมด้วยฝุ่นดินจนเห็นซากสิ่งปลูกสร้างที่พังถล่มและถูกกลบฝังได้เพียงเลือนราง
นี่เป็สภาพที่เห็นได้ทั่วไปจนชินตาในดาวร้าง
ในยุคอวกาศ ดาวเคราะห์ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้นั้นมีจำนวนมหาศาล ดาวทรัพยากรจึงกลายเป็ของใช้แล้วทิ้ง ผู้จะผลาญทรัพยากรจนเต็มสูบ พอหมดประโยชน์ก็ปล่อยทิ้งร้างเหมือนอย่างดาวดวงนี้
สภาพแวดล้อมของดาวร้างเลวร้ายมาก เลวร้ายถึงขนาดบางเผ่าพันธุ์ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้หากไม่สวมชุดป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิต
หากอ้างอิงจากบันทึก ดาวดวงนี้น่าจะร้างมาร้อยกว่าปีแล้ว
ก่อนเข้าเขตดาว เหล่าเซิร์กระดับสูงที่ออกตามหาาามักวาดฝันกันสวยงามว่าาาจะถือกำเนิดบนดาวแบบไหน
พวกเขาหวังว่าาาจะถือกำเนิดบนดาวเคราะห์ที่งดงาม มีแสงอาทิตย์อบอุ่น สายลมโชยอ่อน ชุ่มฉ่ำเขียวขจีมีชีวิตชีวา
แต่ทัศนียภาพตรงหน้าทำให้พวกเขารู้สึกรับไม่ได้
“พอตามหาาาเจอแล้ว พวกเราไปยึดดาวสวย ๆ ให้ท่านกันสักดวงเถอะ ดาวของพวกมนุษย์ก็ไม่เลวนะ” เซิร์กระดับสูงตนหนึ่งพลันเอ่ยขึ้น
“ดวงเดียวจะไปพออะไร! ต้องยึดให้หมดเลยต่างหาก แล้วค่อยให้าาเลือกเอาว่าชอบดวงไหน”
“ใครก็ได้ไปดูการประเมินดาวบนเครือข่ายระหว่างดวงดาวที ผลของดาวดวงไหนดีที่สุดก็ไปชิงดวงนั้นก่อน”
หากเหล่าดวงดาวมีความรู้สึกนึกคิดน่ากลัวว่าดาวที่สวยหน่อยคงตื่นตระหนกแย่แล้วเพราะพวกเซิร์กคิดจะทำตัวเยี่ยงโจรกันอย่างจริงจังยกกลุ่ม
ปกติแล้วการออกความเห็นต่อหน้าผู้นำแบบนี้ถือเป็การเหยียบหน้าแต่เวลานี้อัลเวสเพียงสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแยกย้ายกันออกตามหา
ดาวดวงนี้ทำให้อัลเวสรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยแต่ดาวร้างก็หน้าตาเหมือน ๆ กันหมด ถ้าจะคุ้นก็ไม่แปลก
การเชื่อมจิตขาดหายตอนผู้ที่พวกเขาตามหาลืมตาตื่นเสียงเอะอะที่อัลเวสคิดว่าถูกขจัดไปแล้วจึงกลับมาอีกครั้งความหงุดหงิดที่กดข่มไว้เพิ่มพูนอีกครา
ทั้งยังเพิ่มพรวดพราดกว่าเดิมหลายเท่าเพียง่สั้น ๆ ไม่กี่วันเขาก็แทบทนไม่ไหว
ถ้าเป็เมื่อก่อนป่านนี้อัลเวสคงไปหาคู่ต่อสู้ที่ประมือกับเขาได้แล้วอาละวาดระบายความหงุดหงิดแต่ตอนนี้เขากลับฝืนทนต่อโดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชากระจายตัวออกตามหากันทั่วสารทิศ อัลเวสหันมองทิศตะวันออกแวบหนึ่ง แล้วเลือกเดินไปทางนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แม้จะคาดผ้าปิดตาสีดำและมองไม่เห็นสิ่งใด อัลเวสก็ยังรู้ว่าทางตะวันออกมีป่าเล็ก ๆ ผืนหนึ่ง
--------------------
กู้หวายที่อยู่ในป่าย่อกายนั่งลงตรงหน้าดอกไม้เล็กจ้อยสีขาวที่ได้พบ เขาไม่คิดจะเด็ดมัน แค่อยากย่อตัวมองเท่านั้น
ก้านของดอกไม้หักช้ำแล้ว คงรอดยาก
กู้หวายจับจ้องก้านหักๆ ครู่หนึ่ง เขาไม่มีพลังรักษา ไม่รู้เหมือนกันว่าพลังจิตของเขาจะช่วยดอกไม้ดอกนี้ได้หรือเปล่านะ
แต่ถ้าถ่ายเทพลังจิตเยอะเกินประเดี๋ยวต้องหลับปุ๋ยอีกแน่
เพื่อไม่ให้หิวระหว่างหลับกู้หวายคิดอยู่พักหนึ่งก็หยิบเปลือกไข่ชิ้นหนึ่งจากกระเป๋ามาเคี้ยวกร้วม ๆ พอเสร็จแล้วจึงเอานิ้วไปแตะกลีบดอกไม้
เพราะกำลังทุ่มเทถ่ายทอดพลังจิต กู้หวายเลยไม่ทันสังเกตว่าเหล่าเซิร์กทาร์กที่คุ้มครองอยู่ข้างกายเริ่มตื่นตัว
“ฟ่อ...” แม้จะเผชิญหน้าเผ่าเดียวกัน เซิร์กทาร์กเหล่านี้ก็ยังเลือกชูแขนใบมีดและแยกเขี้ยวแหลมๆ แสดงท่าทีหวาดระแวงเซิร์กผมเงินตรงหน้า
ทว่าเซิร์กที่พวกมันประจันหน้ามีระดับสูงถึงขั้นอัลฟ่า ความต่างของระดับชั้นยิ่งทำให้เซิร์กทาร์กกลุ่มนี้ถูกกดข่ม ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้
กู้หวายตั้งอกตั้งใจถ่ายเทพลังจิตทั้งหมดให้ดอกไม้ที่บอบช้ำจนเสร็จโดยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าใด ๆ ทั้งสิ้น กระทั่งรองเท้าบูตสีดำคู่หนึ่งปรากฏในครรลองสายตาขณะกำลังนั่งยองๆ นั่นแหละ
เขาชะงัก เมื่อเงยหน้าก็เห็นเซิร์กผมเงินผู้สวมผ้าปิดตาสีดำ
เซิร์กตนนี้หน้าตาหล่อเหลามาก ริมฝีปากบางเฉียบสีอ่อนงามได้รูป ถึงจะปิดตาแต่แค่มองโครงหน้าก็ดูไร้ที่ติ
และตอนนี้อีกฝ่ายกำลังก้มมา‘จ้องมอง’ เขาด้วยใบหน้าชื้นฝนอันเฉยชา
ฝนเม็ดบางพร่างพรมบนร่างอีกฝ่ายทำให้เรือนผมสีเงินเปียกชื้น แต่เซิร์กระดับสูงตนนี้ก็ยังนิ่งไม่ไหวติง
ก่อนเริ่มบทสนทนากัน กู้หวายก็เป็ฝ่ายลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะชูร่มในมือเหนือศีรษะเซิร์กผมเงิน เพราะทนเห็นอีกฝ่ายเปียกฝนไม่ได้
ทั้งไม่ได้ยินเสียงและไม่ได้เห็นหน้า
เวลานี้อัลเวสััได้เพียงการดำรงอยู่และความใกล้ชิดของกู้หวาย เท่านี้เสียงเอะอะน่ารำคาญของสรรพสิ่งที่ทำให้เขาไม่มีความสุขก็พลันเงียบสงบอีกครั้ง
แม้อัลเวสจะไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็เช่นนี้ ทว่าหางสีเทาเงินของเขากลับซื่อตรงต่อความรู้สึกจนเผลอส่ายไปมาอีกรอบ หางนี้อยากขยับไปใกล้เด็กหนุ่ม แต่สุดท้ายเขาก็หยุดไว้ทันก่อนจะได้ัั
เป็ครั้งแรกที่อัลเวสสับสนในตัวเอง
เขาอยากมองเห็นคนผู้นี้เหลือเกิน แต่เพราะไม่อยากทำร้ายอีกฝ่าย จึงยอมไม่เห็นยังจะดีกว่า