“เฮื่อออออ......”
พรกรัณย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อภายในใจรู้สึกโหวงๆ ว้าเหว่ เหงาๆ ห่อเหี่ยวหัวใจ ทุกครั้งหลังเลิกงานเธอจะเป็นอย่างนี้ทุกที ความคิดถึงชายหนุ่มตัวโตก็มีอยู่มากล้น วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอเป็นอย่างนั้น ยิ่งวันนี้เป็นวันศุกร์ด้วยแล้ว จิตใจเธอยิ่งคิดถึงเขา
ถึงแม้ว่าเธอกับเขาจะโทรคุยกันทุกวันก็เถอะ แต่ก็ไม่เหมือนตอนอยู่ใกล้ชิดกัน ยิ่งพอคิดว่าเสาร์อาทิตย์นี้เธอจะต้องอยู่ห้องเพียงคนเดียว ความเหงาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็แปลก ก่อนโน้นเธออยู่คนเดียวก็ไม่เห็นเหงาอย่างนี้ แต่พอเธอได้ไปอยู่กับพลกฤตไม่ทันไร ก็ทำราวกับจะอยู่คนเดียวไม่ได้ซะอย่างงั้น
กริ๊งงงง...... กริ๊งงงง...... กริ๊งงงง......
พรกรัณย์สลัดความเหงาออกไปก่อนชั่วคราว ลงมือเก็บอุปกรณ์สำนักงานให้เข้าที่เข้าทาง เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วยื่นมือเรียวเล็กไปปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอันสุดท้าย เพื่อจะได้ออกจากบริษัทกลับคอนโดสักที แต่จังหวะที่หยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ส่งเสียงดังขึ้นมา
“น้ำชา”
พรกรัณย์ชะโงกหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เห็นชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของชาลิสาแสดงอยู่ที่หน้าจอ เธอกล่าวพึมพำชื่อของชาลิสาออกมาเบาๆ พร้อมกับมีสีหน้าสงสัย ปกติเธอกับชาลิสาส่งข้อความผ่านไลน์กัน จะไม่ค่อยโทรมาหากไม่มีอะไรเร่งด่วน แต่พรกรัณย์ไม่ได้ปล่อยความสงสัยไว้นาน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดปุ่มรับสาย
“หวัดดีจ๊ะน้ำชา”
“นกฮูก!... พี่ชายฉันไม่สบายมาก”
พรกรัณย์กรอกเสียงหวานๆ กล่าวทักทายชาลิสาไปตามสาย ชาลิสาไม่พูดพร่ำทำเพลงให้ยืดเยื้อ พูดเข้าประเด็นในทันทีที่พรกรัณย์กล่าวทักทายจบลง และนั้นก็ทำให้ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างอย่างตกใจ เพราะจากที่ได้พูดคุยกันทุกวัน พลกฤตไม่เคยบอกเธอเลยว่ารู้สึกเหมือนจะไม่สบาย
“พี่กฤตไม่สบายเป็นอะไรเหรอน้ำชา?”
พรกรัณย์รีบถามชาลิสาด้วยอาการร้อนรนใจ ภายในใจรู้สึกเป็นห่วงพลกฤตขึ้นมาโดยพลัน และแทบอยากหายตัวไปอยู่ที่โน้นเสียให้ได้เลยในตอนนี้ แต่ที่ทำได้ก็คือถามไถ่อาการของพลกฤตจากชาลิสา เพื่อให้ได้ความ
“เห็นบอกว่าปวดหัว ตัวร้อน บอกให้ไปหาหมอก็ไม่ไป เอาแต่นอนซมอยู่ในห้อง บทจะดื้อก็ดื้อขึ้นมาซะอย่างงั้น จนฉันไม่รู้จะพูดจะเกลี้ยกล่อมให้ไปหาหมอยังไงแล้ว ฉันอยากให้เธอลงมาดูพี่กฤตหน่อยได้ไหม? ถ้าเธอมาไม่แน่ว่าพี่กฤตจะยอมไปหาหมอแต่โดยดีก็ได้”
ชาลิสาเล่าถึงอาการของพี่ชายสุดที่รักให้พรกรัณย์รับรู้ เล่าไปก็บ่นให้ฟังไปด้วย และพอเล่าจบก็พูดถึงเจตนาที่โทรมา คืออยากให้พรกรัณย์ไปที่โน่น เพื่อไปดูพลกฤต พรกรัณย์จึงนิ่งครุ่นคิด หาวิถีทางที่จะไปที่นั่น
เธอคิดออกอยู่สองทาง คือเดินทางไปโดยไปรถโดยสารประจำทาง ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว หรือไม่ก็เดินทางไปโดยเครื่องบิน แต่หากเดินทางโดยเครื่องบิน ค่าตั๋วคงจะแพงน่าดูเลย เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า และจะมีตั๋วและเที่ยวเดินทางไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปที่โน่นนะ แต่ฉันขอดูตั๋วเครื่องบินก่อน ไม่รู้ว่าจะมีเที่ยวบินตอนช่วงสองสามทุ่มหรือเปล่า”
พรกรัณย์รู้สึกเป็นห่วงพลกฤตเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจไปที่นั่นโดยจะโดยสารเครื่องบิน จะได้ไปถึงที่นั่นโดยเร็ว ถึงตั๋วเครื่องบินจะแพงก็ตามทีเถอะ จะมามัวเสียดายอะไรกับเงินทอง คนรักของเธอไม่สบายอยู่ทางโน้นทั้งคน
“เธอไม่ต้องดูหรอก ฉันดูให้แล้ว และฉันก็จองให้เธอเรียบร้อยแล้ว เครื่องขึ้นเวลาสองทุ่ม ฉันได้เช็คอินให้เรียบร้อยแล้วด้วยนะ เธอออกจากที่ทำงานไปสนามบินได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้ามาหาซื้อที่นี่เอาก็ได้ เดี๋ยวฉันจะส่งตั๋วเครื่องบินไปให้ทางไลน์นะ”
ชาลิสาได้ยินเสียงตอบรับว่าจะบินมาดูพลกฤต ชาลิสาก็ยิ้มและพูดบอกพรกรัณย์ ว่าตัวเองได้ตระเตรียมตั๋วเครื่องบินให้เสร็จสรรพแล้ว ให้พรกรัณย์เพียงแค่เดินทางไปรอขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินได้เลย
“อย่างงั้นเหรอ... โอเค ฉันกำลังจะออกจากบริษัทแล้วล่ะ งั้นค่อยคุยกันใหม่ก็แล้วกันนะ”
พรกรัณย์สงสัยเพื่อนอยู่เหมือนกัน ที่เหมือนจะรู้ว่าเธอจะต้องบินไปที่นั่น จึงจองตั๋วเครื่องบินเอาไว้ให้ล่วงหน้าอย่างนี้ แต่ถึงจะสงสัยเธอก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา เพราะจะต้องออกจากบริษัท เพื่อไปที่สนามบินให้ทันเวลา ซึ่งทุกคนต่างรู้กันดีว่าวันนี้รถติดมหาโหดมากขนาดไหน
๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙
พี่กฤตไม่สบายจะเป็นอะไรมากไหมล่ะเนี้ย!!??...... โปรดติดตามในตอนต่อไปนะคะ.......................................^_^ ^_^ ^_^ ^_^