ภายในสนามกีฬาใหญ่
เมื่อทีมส่วนใหญ่สิ้นสุดการแข่งขันรอบแรกจอถ่ายทอดสดบนท้องฟ้าก็ค่อยๆ ดับลงทีละจอ
กระทั่งเหลือเพียงการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งกับมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวเท่านั้น
ซือเวิ่นหลินผู้ดำเนินรายการแข่งขัน โบกมือคราหนึ่งจอภาพขนาดมหึมาห้าสิบจอบนท้องฟ้าก็รวมเป็นหนึ่งเดียวทันที
เพื่อให้ผู้ชมทุกคนสามารถรับชมการประลองระหว่างมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งกับมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ในขณะนี้
การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายได้ดำเนินเข้าสู่ยกที่สองแล้วโดยที่โจวจิงจากมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวเป็นฝ่ายคว้าชัยในยกแรกไปได้
บัดนี้เธอเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ในยกที่สอง นั่นก็คือเซียวเทียนเช่อนักกีฬาตัวหลักจากมหาวิทยาลัยหนานเซิ่ง
“ยอมแพ้ไปเสียเถอะ!”
“เมื่อกี้ในการต่อสู้ เธอใช้พละกำลังไปอย่างน้อย 50% บัดนี้เธอไม่ใช่คู่มือของฉันอีกต่อไปแล้ว”
บนเวทีเซียวเทียนเช่อยืนกอดอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ประกอบกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของเขาทำให้ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
ทว่าอีกฟากหนึ่ง
โจวจิงกลับส่งเสียงหัวเราะเหยียดหยามแล้วก้าวเท้าพุ่งออกไปโจมตีทันที
อาจารย์ผู้คุมทีมของมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวได้ออกคำสั่งเด็ดขาดแล้วแม้เธอจะคว้าชัยในยกที่สองไม่ได้แต่ต้องลากเซียวเทียนเช่อให้หมดสิ้นเรี่ยวแรงให้จงได้
ปังปัง ปัง!
การต่อสู้ปะทุขึ้นในพริบตา
...
ภายนอก
“โจวจิงคนนี้แข็งแกร่งกว่าโจวอู่มากนัก!”
“แม้จะอยู่ในสายอาชีพจอมดาบเวทมนตร์เหมือนกันแต่เทคนิคและประสบการณ์การต่อสู้ของเธอนั้นเหนือกว่าโจวอู่หลายเท่าตัวเทียบเท่ากับฝีมือของฉันตอนมัธยมปลายปีสองเลยทีเดียว”
หวังเฉินนั่งอยู่บนที่นั่งมองดูร่างทั้งสองที่พัวพันโรมรันอยู่บนหน้าจอ อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ
โจวจิงภายหลังการต่อสู้ในยกแรกพละกำลังลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยเทคนิคการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเธอกลับสามารถต่อสู้กับเซียวเทียนเช่อได้อย่างสูสี
ในการต่อสู้เธอใช้ทุกทักษะได้อย่างเหมาะสม และด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่เธอสามารถเชื่อมโยงทุกทักษะเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติ
“ดูเหมือนว่าคำทำนายของอาจารย์เฉินเสี่ยวหลินจะเป็นจริงมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวสามารถโค่นมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งลงได้จริงๆ!”
“แต่ว่า… โจวจิง? โจวอู่? ทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างนั้นหรือ?”
ในขณะที่คิดอยู่ในใจหวังเฉินก็หันไปมองโจวอู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด
ชายคนนี้ตั้งแต่โจวจิงกับเซียวเทียนเช่อเริ่มต่อสู้กันสายตาของเขาก็ไม่เคยละไปจากหน้าจอเลย ดูเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง
“หัวหน้าครับ ตอนนี้หัวหน้ากำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหม?”
ขณะที่หวังเฉินกำลังคิดว่าจะถามออกไปดีหรือไม่จ้าวลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อะไรนะ? นายรู้เรื่องอะไรมาอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็ตกใจเล็กน้อยพลางมองไปอย่างสงสัย
“แน่นอนสิ”
จ้าวลี่หัวเราะอย่างลึกลับ
“ผมกับโจวอู่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่ไฝที่ก้นเขายังรู้เลย”
เขาพูดพร้อมรอยยิ้มขณะแอบเหลือบมองโจวอู่แล้วกระซิบว่า
“โจวจิงคนนี้คือพี่สาวของโจวอู่ครับ เธอเกิดก่อนเขาหนึ่งนาที”
“หือ?”
“อย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็เลิกคิ้วขึ้น
ที่แท้สองคนนี้ก็เป็นฝาแฝดกันนี่เอง
แต่ว่า…
ทั้งสองคนนี้แตกต่างกันมากเกินไปแล้ว!
ด้วยความแข็งแกร่งที่โจวจิงแสดงออกมาในตอนนี้แม้จะไม่ถึงขั้นบดขยี้โจวอู่ได้ แต่ก็สามารถเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย
หรือว่าตอนอยู่ในท้องแม่โจวจิงได้ดูดซึมสารอาหารของโจวอู่ไปทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?
หวังเฉินคิดอย่างขบขันพลางมองโจวอู่ด้วยสายตาแปลกๆ
“คิดไม่ถึงเลยใช่ไหมครับ?”
เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวลี่ก็หัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า
“โจวอู่อยู่ภายใต้เงาของพี่สาวมาตั้งแต่เด็ก ตอนมัธยมปลายเพื่อที่จะหลบหนีจากเงื้อมมือมารของพี่สาว เขาย้ายโรงเรียนไปอยู่ต่างมณฑลเลยครับ”
“แต่ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันในตอนนี้โจวอู่ก็ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมถูกซ้อมอยู่ดี!”
“ไม่นานมานี้ พี่สาวเขาเพิ่งจะมาหาที่มหาวิทยาลัยของเราแล้วซัดเขาซะน่วมเลยครับ!”
ใบหน้าของจ้าวลี่เต็มไปด้วยความสะใจ
“นายอย่าพูดจาเหลวไหลน่า!”
ที่อยู่ข้างๆโจวอู่ที่ได้ยินเสียงดัง ก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้
“ฉันแค่ขี้เกียจไปต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาวเท่านั้นเอง ถ้าเอาจริงนะฉันใช้แค่มือเดียวก็สามารถเอาชนะเธอได้แล้ว!”
“ถ้านายไม่เชื่อ พวกเราออกไปประลองกันไหม?”
เขาจ้องจ้าวลี่ด้วยความไม่พอใจ
“เชอะ!”
“ฉันไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากสู้กับพวกติดพี่สาวอย่างนาย!”
ได้ยินคำพูดของเขาจ้าวลี่รีบส่ายหน้าพลางกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ได้ยินดังนั้น
โจวอู่ก็โมโหจนใบหน้าแดงก่ำ
“ไอ้บ้า!”
“นายสิพวกติดพี่สาว!”
เขาคำรามเสียงดังพลางพุ่งเข้าไปตะลุมบอนกับจ้าวลี่
“เอาล่ะ พวกนายทั้งสองคนใจเย็นๆ หน่อย การต่อสู้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว!”
เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังเฉินก็ลูบจมูกอย่างจนปัญญา พลางโบกมือแยกทั้งสองออกจากกัน
ได้ยินคำพูดของเขาทั้งสองคนรีบกลับไปนั่งที่ของตัวเองโดยเฉพาะโจวอู่ที่มองไปยังหน้าจอด้วยสายตาที่ตึงเครียด
ในขณะนี้
บนหน้าจอถ่ายทอดสดการต่อสู้ระหว่างโจวจิงกับเซียวเทียนเช่อได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผลก็ไม่น่าแปลกใจเซียวเทียนเช่อเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้
แต่เขาก็ได้รับชัยชนะมาอย่างยากลำบาก
โจวจิงผู้ไม่ย่อท้อลากเขาจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
บัดนี้เซียวเทียนเช่อไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ในยกต่อไปได้อีกแล้ว
กล่าวได้ว่าโจวจิงเพียงคนเดียวได้ทำลายผู้เข้าแข่งขันของมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งไปสองคนทำให้มหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวได้เปรียบ
การต่อสู้ที่เหลือ
ชัยชนะเริ่มเอนเอียงไปทางมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัว
ในไม่ช้า
ปังปัง ปัง!!
หลังจากจ้าวหมิงคงผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายใช้คาถาอุกกาบาตเพลิงปัดเป่าคู่ต่อสู้คนสุดท้ายของมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวก็คว้าชัยชนะไปได้
หลังจากนั้น
“การแข่งขันรอบแรกอย่างเป็นทางการสิ้นสุดลงแล้วบัดนี้ขอประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านเข้ารอบต่อไป”
เมื่อการแข่งขันทั้งหมดสิ้นสุดลงซือเวิ่นหลินผู้ดำเนินรายการก็ประกาศเสียงดังอย่างฉะฉาน
สิ้นเสียงจอภาพขนาดมหึมาที่รวมเป็นหนึ่งเดียวก็เริ่มกะพริบ
ในการแข่งขันรอบแรกทีมที่เข้าร่วมทั้งหมดจะต้องต่อสู้กันสามเกม
ทุกครั้งที่ชนะจะได้รับสามแต้ม และทุกครั้งที่แพ้ จะถูกหักหนึ่งแต้ม
ดังนั้นในตอนนี้เมื่อภาพบนจอขนาดมหึมาหยุดนิ่ง มหาวิทยาลัยเหยียนหลงจึงรั้งอันดับหนึ่งด้วยแต้ม 90แต้ม
ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยหัวชิงและมหาวิทยาลัยหนานเซิ่งที่รั้งอันดับสามอย่างหวุดหวิดด้วยแต้มสะสมจากรอบคัดเลือก
ส่วนมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัวด้วยสถิติชนะรวดสามเกม พวกเขาจึงสามารถเบียดเข้าสู่สามสิบอันดับแรกได้
เมื่อรายชื่อห้าสิบทีมที่ผ่านเข้ารอบปรากฏขึ้นบรรยากาศภายในสนามกีฬาใหญ่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
บ้างก็ตื่นเต้นบ้างก็เศร้าสร้อย และบ้างก็โมโหจนแทบคลั่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมจากมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถผ่านเข้ารอบที่สองได้ต่างก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
หากเป็นเช่นนี้พวกเขาก็ต้องไปแย่งชิงอันดับที่ห้าสิบลงไป
แม้จะยังคงอยู่ในหนึ่งร้อยอันดับแรกของมหาวิทยาลัยในหลงกั๋วแต่ทรัพยากรที่ได้รับระหว่างห้าสิบอันดับแรกกับห้าสิบอันดับหลังนั้นแตกต่างกันอย่างมาก
“เงียบ!”
เมื่อเห็นทุกคนตรวจสอบอันดับเสร็จแล้วซือเวิ่นหลินก็ตะโกนเสียงดัง เพื่อกดบรรยากาศที่วุ่นวายลง
“ทีมที่ไม่ผ่านเข้ารอบ โปรดไปยังพื้นที่อื่นเพื่อแย่งชิงอันดับ”
“ต่อไป ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะเริ่มจับคู่แข่งขันในรอบที่สอง”