มารสยบฟ้า

    บทที่ 55 : ตลาดค้าหิน

    หลังจากที่หมิงเกอได้พาทุกคนเดินดูสิ่งปลูกสร้างหลายอย่างในเมืองฟ้าครามเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้พาทุกคนมาที่ย่านการค้า ตามสองข้างทางมีร้านค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านอาวุธ ร้านเครื่องประดับ หรือแม้แต่ร้านทำนายโชคชะตาก็ยังมีให้เห็น

     

    ขณะที่หมิงเกอกำลังพาทุกคนเดินเข้าสู่ตลาด เด็กสาวนางหนึ่งก็ได้เดินผ่านมา ที่ด้านหลังของนางมีเด็กสาวและเด็กชายอีกหลายคนเดิมตามหลังมา ตลอดเส้นทางการเดินของนาง ผู้คนที่เคยแออัดอยู่บนท้องถนน ต่างแหวกออก เปิดทางให้เธอนั้นเดินผ่าน

     

    “โอ้! นั่นแม่นางเยว่เหนียง”

     

    “ไม่ได้แค่งดงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นางยังแข็งแกร่งอีกตะหาก”

     

    “ด้วยระดับพลังของนางในตอนนี้ นางจะต้องคว้าอันดับที่หนึ่งในงานประลองหกสถาบันได้อย่างแน่นอน”

     

    ด้วยความไม่รู้ เสี่ยวฟ่านได้ถามหมิงเกอขึ้นมาว่า “นางไปใครกันหรือ ทำไมทุกคนถึงหลบทางให้?”

     

    หมิงเกอเล่าเรื่องราวของนางด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ “นางคือ ‘เยว่เหนียง’ เป็นบุตรสาวของท่านเจ้าเมืองฟ้าคราม ระดับพรสวรรค์สูงถึงบัวเหมันต์เจ็ดกลีบ นางเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันฟ้าครามของพวกเรา” หมิงเกอเอ่ยด้วยสีหน้าที่ชื่นชม เพราะนางนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของเมืองฟ้าครามที่ตนอาศัยอยู่

     

    ขณะที่กลุ่มของเยว่เหนียงกำลังเดินเข้าไปในร้านอาหาร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังฝูงชน ก่อนที่เด็กกลุ่มหนึ่งจะเดินแหวกฝูงชนออกา “แม่นางเยว่เหนียง ไม่ได้พบกันซะนานเลย”

     

    ด้านหน้าของกลุ่มดังกล่าวคือเด็กหนุ่มผู้มีสีหน้า แววตา และท่าทางที่องอาจ ส่วนด้านข้างของเขาคือชายสูงวัยที่มีใบหน้าเคร่งขรึม

     

    การมมาถึงของทั้งสองคนทำให้เสียงของฝูงชนดังขึ้นอีกครั้ง “นั่นเติ้งหุย อาจารย์ใหญ่ของสถาบันหยกม่วงไม่ใช่หรือ ส่วนด่านข้างของเขาคงจะเป็นมู่ป๋าย”

     

    “จากที่ข้าได้ยิน ในบรรดาตัวแทนทั้งหมด คนที่พอจะต่อกรกับเยว่เนียงของพวกเราได้ ก็คงมีแต่มู่ป๋ายผู้นี้เท่านั้น”

     

    เยว่เหนียงหาได้มู่ป๋ายที่ทักทายนาง แต่หันไปกล่าวกับชายสูงวัยด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพนอบน้อม

     

    “เยว่เหนียง คาราวะผู้อาวุโสเติ้งหุย”

     

    เห็นท่าทีที่สุภาพของเด็กสาว ชายสูงวัยที่ใบหน้าเคร่งขรึมพลันหัวเราะออกมา “ฮ่ะๆๆๆ แม่หนูเยว่ยังมารยาทงามไม่เคยเปลี่ยน ระดับพลังเองก็สูงขึ้นมาก ดูท่า..เจ้าแก่นั่นคงจะไม่ยอมให้ข้าง่าย ๆ”

     

    ในระหว่างที่เติ้งหุยกำลังพูดคุยอยู่กับเยว่เนียงอยู่นั้น มู่อันก็ได้วิ่งตรงเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างของเติ้งหุย พร้อมกับตะโกนเรียก “ท่านพี่!”

     

    เห็นน้องสาวของตนยังปลอดภัย มู่ป๋ายยกร่างของมู่อันเข้ามากอดด้วยความคิดถึง “โอ้ว! เจ้าตัวน้อยของพี่”

     

    เติ้งหุยมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะพาทุกคนเดินออกไปจากย่านการค้า “เอาล่ะ! ไปพักกันดีกว่า..สัตว์อสูรฝูงนั้นทำข้าใช้พลังไปไม่น้อย!”  

     

    แต่ในระหว่างที่กำลังจะเดินออกไป เด็กกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้า ซึ่งระดับพลังของเด็กแต่ละคนนั้น ไม่ได้สูงเท่ากับเยว่เหนียงและมู่ป๋าย ส่วนคนที่เป็นผู้ดูแลของเด็กกลุ่มนี้เองก็เป็นแค่ขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่สาม ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่...ความรู้สึกบางอย่างของเติ้งหุนกลับบอกว่า เด็กคนที่อยู่ด้านหน้าสุดนั้น อาจจะแข็งแกร่งอยู่ระดับเดียวกับเยว่เหนียงและมู่ป๋ายเลยทีเดียว

     

    นอกจากเติ้งหุนที่สัมผัสถึงความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มผู้นี้ได้แล้ว วินาทีที่เด็กหนุ่มผู้นี้ได้เดินผ่านจ้าวเฉินไปนั้น จ้าวเฉินเองก็สัมผัสได้เช่นกัน “แข็งแกร่ง!”

     

    บริเวณย่านการค้าของเมืองฟ้าคราม เติ้งหุยได้พานักเรียกของตนออกไปหาที่พัก ส่วนกลุ่มของเยว่เหนียงนั้น ได้เข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ส่วนหมิงเกอเองก็ได้พาทุกคนเดินชมตลาดต่อ

     

    “โอ้ววว....ที่นี่มีสิ่งของที่ข้าไม่เคยเห็นเยอะแยะเลย!” เสี่ยวฟ่านรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเห็น เขาพาทุกคนแวะเขาดูสิ้นค้าตามร้านต่าง ๆ “ดูนั่นสิ! หยกอันเท่าแขน เอาไปวางทับฝาปิดบ่อน้ำยังได้เลย!”

     

    ด้วยท่าทีที่น่าขบขันของเสี่ยวฟ่าน ทุกคนในกลุ่มจึงรู้สึกขบขัน สนุกสนานไปกับการเดินชมตลาด

     

    เสี่ยวฟ่านมองเห็นของบางอย่างที่น่าสนใจ แอบปลีกตัวเข้าไปสอบถามเจ้าของร้าน “เถ้าแก่! ของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่?”

     

    “โฮ่! เจ้านี่ตาแหลม จะซื้อไปให้คนรักของเจ้ารึ?”

     

    เสี่ยวฟ่านยิ้มไม่ยอมหุบ “ประมาณนั้น!”

     

    “หากเจ้าซื้อไปให้คนรักของเจ้า เดี๋ยวข้าจะลดให้เป็นพิเศษ” เจ้าของร้านก้มหน้ามากระซิบที่ข้างหูของเสี่ยวฟ่าน “ข้าคิดเจ้าแค่ สามเหรียญทอง”

     

    “สามเหรียญทอง!” เสี่ยวฟ่านโพล่งออกมาอย่างตกใจ ไม่คิดว่าของสิ่งนี้ จะมีราคาสูงถึงขนาดนี้

     

    เห็นเสี่ยวฟ่านนิ่งเงียบไป เจ้าของร้านจึงได้พูดขึ้น “สามเหรียญทองนับว่าถูกมาก ต่อให้เจ้าเดินหาไปทั่วเมือง เจ้าก็ไม่สามารถซื้อสิ่งนี้ได้ในราคาสามเหรียญทอง”

     

    เสี่ยวฟ่านจ้องมองสิ่งของที่ตนอยากได้ ภายในใจรู้สึกโล่งอก  ดีนะที่ข้าแอบเอาโอสถทับทิมแดงบางส่วนที่โม่เฟิงให้มาไปขาย ไม่เช่นนั้น...ข้าคงไม่อาจหาเงินจำนวนมากถึงขนาดนี้มาได้

     

     “นี่สามเหรียญทอง” เสี่ยวฟ่านยื่นเหรียญทองสามเหรียญให้กับเจ้าของร้าน ก่อนจะรีบหยิบของชิ้นดังกล่าวขึ้นมาส่องดูพร้อมกับเอ่ยว่า “เจ้าจะต้องชอบแน่!”

     

    ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนเลือกสิ้นค้า หลันหลันเองก็กำลังยืนดูเสื้อผ้าอยู่ เป็นเสี่ยวฟ่านที่เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีที่เขินอาย “หลันหลัน ข้ามีอะไรจะให้เจ้า”

     

    หลันหลันได้หันกลับมาหาเสี่ยวฟ่าน ถามออกมาด้วยความสงสัย “อะไรหรือ?”

     

    ด้วยใบหน้าและสายตาที่น่ารักของหลันหลัน เสี่ยวฟ่านต้องเบนหน้าของตนเองหนีไปอีกทาง ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมา

     

    หลันหลันไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในกำมือของเสี่ยวฟ่าน แต่เธอก็ยื่นมือออกไปรับมันเอาไว้

     

    เสี่ยวฟ่านได้วางของบางอย่างลงบนฝ่ามือของหลันหลัน ซึ่งสิ่งที่เขาวางลงไปนั้น คือต่างหูรูปกิ่งไม้สีเงินที่ตรงปลายมีอัญมณีสีฟ้าอ่อนถูกติดเอาไว้ และด้วยความงดงามของต่างหูคู่นี้ มันทำให้หลันหลันถึงกับต้องแย้มยิ้มออกมา

     

    “ขอบคุณนะ”

     

    เสี่ยวฟ่านยังคงรู้สึกเขินอายจนไม่กล้าสบตากับหลันหลัน “มะ! มะ! ไม่เป็นไร!”

     

    หลันหลันได้ทำการใส่ต่างหูของเสี่ยวฟ่านในทันที เมื่อใส่เสร็จเธอก็ยิ้มและถามเสี่ยวฟ่านกลับมาว่า “ข้าดูเป็นยังไงบ้าง?”

     

    ด้วยใบหน้าและผิวพรรณที่ขาวกระจ่างดังเนื้อหยก ประกอบกับเสื้อผ้าสีขาวชมพู เมื่อได้สวมใส่ต่างหูสีฟ้าอ่อน สำหรับเสี่ยวฟ่านแล้ว เธอนั้นสวยและเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้าเสียอีก มันงดงามจนเสี่ยวฟ่านนั้นพูดออกมาแบบไม่ต้องใช้เวลาขบคิดใด ๆ เลย

     

    “สวยมาก”

     

    ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังมีความสุขกันอยู่นั้น ลู่หานก็ได้เดินเข้ามาตาม “นี่พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ พวกเราจะไปที่ร้านขายหินจิตอสูรกันแล้ว พวกเจ้าสองคนจะไปไหม?”

     

    ขณะที่เสี่ยวฟ่านกำลังจ้องมมองใบหน้าที่งดงามของหลันหลัน เขาไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของลู่หาน จนหลันหลันต้องฉีกยิ้มและเรียกสติของเสี่ยวฟ่าน “เราไปกันเถอะ!”

     

    ด้วยเสียงของหลันหลัน เสี่ยวฟ่านเหมือนถูกปลุกขึ้นมาจากภวังค์ เขารีบพยักหน้ารัว ๆ

     

    หมิงเกอพาทุกคนเดินมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านขายสินค้ามากมาย ซึ่งมีตั้งแต่ร้านขนาดเล็กที่ปูผ้าขายอยู่ตามพื้นถนน ไปจนถึงร้านขนาดใหญ่ที่มีหลังคาเอาไว้ใช้กันแดดและกันฝน แต่ถึงแม้ทุกร้านจะมีขนาดของร้านที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ทุกร้านมีอยู่เหมือนกันก็คือ ‘ก้อนหิน’

     

    หมิงเกอเริ่มเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ให้ทุกคนได้ฟัง “ทางตอนใต้ของอาณาจักรอรุณรุ่ง มีเมืองแห่งการค้าขายอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามเมือง ซึ่งแต่ละเมืองก็จะมีจุดเด่นของสินค้าและบริการที่แตกต่างกันออกไป โดยจุดเด่นของเมืองฟ้าครามนั้น ก็คือตลาดค้าหินที่พวกเจ้ากำลังยืนอยู่ตอนนี้”

     

    “ขายก้อนหินเนี่ยนะ!” เสี่ยวฟ่านหันมองไปรอบ ๆ ไม่คิดว่าก้อนหินธรรมดา ๆ พวกนี้จะสามารถนำออกมาขายได้

     

    หมิงเกอยิ้มออกมา “หินที่เจ้าเห็นอยู่นั้น มันไม่ใช่หินธรรมดาทั่ว ๆ ไปนะสิ เพราะด้านในของก้อนหินพวกนี้ อาจมีดวงจิตของสัตว์อสูรหลบซ่อนอยู่ภายใน”

     

    “ดวงจิตของสัตว์อสูร?”

     

    ลู่หานมองเสี่ยวฟ่านอย่างละเหี่ยใจ “เรื่องนี้ก็มีสอนอยู่ในห้องเรียน เจ้าจำไม่ได้หรือ?”

     

    เสี่ยวฟ่านพยายามนึก แต่เขานึกเท่าไหร่ก็ไม่สามารถนึกออก “ตอนนั้นข้าคงหลับอยู่แน่ ๆ เลย ข้าถึงนึกไม่ออก ฮ่ะ ๆๆ”

    ลู่หานทอดถอนใจ ก่อนจะเริ่มอธิบายออกมา “โดยปกติแล้ว สัตว์อสูรที่หมดอายุไข หรือถูกสัตว์อสูรด้วยกันฆ่าตาย อวัยวะและร่างกายของพวกมันจะค่อย ๆ เน่าเปื่อย และจะถูกย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวที่จะไม่มีทางถูกย่อยสลาย ซึ่งนั่นก็คือดวงจิตของพวกมัน “

     

    “ดวงจิตของสัตว์อสูร เมื่อไม่ได้อยู่ในร่างกายของสัตว์อสูร ผิวรอบนอกของลูกแก้วดวงจิตอสูรนั้น จะกลายสภาพเป็นหินอย่างรวดเร็ว และเมื่อนานวันเข้า ขนาดของหินที่เกาะอยู่ก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่สามารถแยกออก ว่าสิ่งนั้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดาทั่ว ๆ ไป หรือเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรที่แปรสภาพกลายเป็นก้อนหินกันแน่”

     

    เสี่ยวฟ่านก้มตัวลงมองหินก้อนหนึ่งอย่างสงสัย ไม่คิดว่าด้านในก้อนหินพวกนี้จะมีดวงจิตของสัตว์อสูรหลบซ่อนอยู่ “หินพวกนี้จะมีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่ภายในจริงหรือ..?”

     

    เจ้าของร้านที่ได้ยืนฟังกลุ่มของหมิงเกอคุยกันอยู่จึงได้พูดแทรกขึ้น “มีแน่นอน! โอกาสที่จะเปิดพบดวงจิตของสัตว์อสูรนั้นคือ สองก้อนต่อสิบก้อน และเมื่อไม่กี่วันก่อน เคยมีคนพบดวงจิตของจิ้งจอกอุ้งภูผา สัตว์อสูรในขอบเขตกายหลอมดวงจิต มูลค่าของมันสูงถึงสองร้อยห้าสิบเหรียญทองเลยทีเดียว”

     

    เมื่อได้ฟังดังนั้น รอยยิ้มโลภมากผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเสี่ยวฟ่านโดยทันที “ถ้าข้าดวงดี! ข้าก็อาจจะได้ครอบดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตสินะ ฮิฮิๆๆๆ”

                    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สองสามตอนที่ผ่านมาอาจจะเนือยๆไปหน่อยครับ แล้วเมื่อวานผมก็ลืมลง (จำวันผิด) ต้องขอโทษทุกคนด้วยน้า

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ