ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 30 สถานบันเทพราชัน

            หอคอยวิญญาณ แดนศักดิ์ศักดิ์ที่ปกครองทวีปหมื่นภูผา ก่อตั้งโดยการรวมตัวของแปดตระกูลผู้ใช้พลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง โดยมีตระกูลเนี่ยเป็นประมุขตลอดเวลา และประกอบไปด้วยขุมกำลังหลัก คือ หนึ่งเทพราชัน สองเทพ สิบสองยมทูต

            ชนชั้นราชันเทวะ หรือ  เทพราชันวิญญาณ เนี่ยหลี ประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเนี่ยและตระกูลของหอคอยวิญญาณ 

            สองชนชั้นเทวะแท้จริง เทพวิญญาณยามาโตะ หรือ อาจารย์ของปราชญ์วิญญาณ และ เทพวิญญาณเนี่ยอันหลาง 

            สิบสองยมทูต ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสองคนของหอคอยวิญญาณ โดยมีสามยมทูตที่แข็งแกร่งสามอันดับแรกเป็นถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงได้แก่ ยมทูตดารา  ยมทูตดำ  และ ยมทูตขาว หรือก็คือปราชญ์วิญญาณ  

            “ข้าขอแนะนำตัวทุกคนเลยแล้วกัน หญิงสาวผมสั้นที่พูดกับเจ้าเมื่อกี้ก็คือ มุราคามิ มิซากิ ส่วนผู้หญิงอีกสองคนที่หน้าเหมือนกันมาจากตระกูล เรย์อิน มีนามว่าเรย์อิน มาโกะ และ เรย์อิน มากิ ส่วนชายหนุ่มร่างใหญ่โตผู้นี้ มาจากตระกูล หวัง นามว่า หวังชุน คนทั้งหมดต่างเป็นหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ของหอคอยวิญญาณ” เนี่ยหลุน รับหน้าที่ในการแนะนำตัวแต่ละคนให้แก่ อูหลินเฟิง เนี่ยหลุน ที่เป็นหลานชายของ เทพราชันวิญญาณคนปัจจุบัน ได้รับรู้สถานะของอูหลินเฟิงก่อนที่จะเดินทางมา เขาจึงไม่แปลกใจนักที่พบอูหลินเฟิงที่นี่

            “สายเลือดตระกูลเนี่ย ที่ข้าไม่รู้จักงั้นหรือ?” หวังชุนมองอูหลินเฟิงด้วยความสนใจ แม้ว่าคนทั้งหมดนี้จะเป็นอัจฉริยะจากแปดตระกูลใหญ่ของหอคอยวิญญาณ แต่เขาเพิ่งจะรู้เรื่องของอูหลินเฟิง นั่นก็เพราะว่าที่หอคอยวิญญาณยังไม่ได้ประกาศเรื่องของอูหลินเฟิงออกไป หอคอยวิญญาณไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการแต่งงาน การที่จะมีสายเลือดของตระกูลเนี่ยหลุดรอดออกไปนั้น ไม่ใช่ปัญหาสำหรับหอคอยวิญญาณ เพราะว่าต่อให้สายเลือดของตระกูลเนี่ยหลุดรอดออกไป ก็ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าคนคนนั้นจะสามารถใช้พลังวิญญาณได้ .

    หอคอยวิญญาณนั้นจะต้องการเพียงแค่ผู้ที่มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง หากว่ามีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งต่อให้ไม่ใช่สายเลือดดั้งเดิมแปด ตระกูลหลักก็สามารถเข้าร่วมกับหอคอยวิญญาณได้

            “ยินดีที่ได้รู้จัก อูหลินเฟิง/ยินดีที่ได้รู้จัก อูหลินเฟิง” เสียงของมาโกะและมากิประสานกัน ทักทายอูหลินเฟิง

            “งั้นแบบนี้ เราก็มีสายเลือดตระกูลเนี่ยถึงสองคนสินะ...น่าสนุก...ชักอยากเห็นพวกเจ้าต่อสู้กันเองแล้วสิ” มิซากิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน นางชักจะอยากเห็นเนี่ยหลุนและอูหลินเฟิง สองสายเลือดตระกูลเนี่ยปะทะกันเองยิ่งนัก เพราะว่าความแข็งแกร่งของสายเลือดตระกูลเนี่ยแข็งแกร่งยิ่งกว่าอีกเจ็ดตระกูลที่เหลือ หากคนที่มีสายเลือดตระกูลเนี่ยปะทะกันคงจะน่าดูชมไม่น้อย 

            “ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน ยินดีที่ได้รู้จักญาติผู้พี่ เนี่ยหลุน” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันญาติผู้น้อง อูหลินเฟิง”

            “จะว่าไปพี่เนี่ยหลุน ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านหน่อย ทางหอคอยวิญญาณหรือท่านได้แจ้งข่าวเรื่องข้ากับสถาบันเทพราชันหรือไม่” อูหลินเฟิงถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขายังคาใจ

            “ไม่นะ หลังหอคอยวิญญาณได้รับแจ้งมาจากยมทูตขาว (ฉายาของปราชญ์วิญญาณในหอคอยวิญญาณ) จึงได้ส่งยมทูตร้อยหุ่นไปตรวจสอบ เมื่อยืนยันได้แล้วว่าเจ้าคือสายเลือดตระกูลเนี่ยและมีพลังวิญญาณสูงส่ง ปราชญ์วิญญาณได้แจ้งมาว่าขอให้ปิดเรื่องของเจ้าเป็นความลับ ให้รู้เฉพาะแค่บางคนเท่านั้น หอคอยวิญญาณจึงไม่ได้เปล่าประกาศเรื่องของเจ้า” เนี่ยหลุนกล่าว

            “งั้นหรือขอรับ”

            “มีอะไรงั้นเหรอ” เนี่ยหลุนถาม

            “ไม่มีอะไรขอรับข้าแค่สงสัยอะไรบางอย่างเฉยๆ” อูหลินเฟิงตอบปฏิเสธ

            “เรามาคุยกันหน่อยดีหรือไม่ทั้งเกี่ยวกับเรื่องของเจ้า หรืออาจเป็นเรื่องที่เจ้าอยากรู้ภายในหอคอยวิญญาณ” เนี่ยหลุนเสนอ เพราะว่าหากได้พูดคุยกันภายหลังหากสามารถเข้าไปยังแดนเทพรกร้างด้วยกันได้ เมื่อต้องต่อสู้ด้วยกันย่อมทำได้ดียิ่งขึ้น

            “ก็ได้ขอรับ ข้าไม่ปฏิเสธ” อูหลินเฟิงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเนี่ยหลุน

            จากนั้นเขาก็นั่งลงบนโต๊ะกลางห้องโถง เพื่อพูดคุยกับคนทั้งห้าที่มาจากหอคอยวิญญาณ การพูดคุยของคนทั้งหกคนนั้นดำเนินไปราวๆ สองหรือสามชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอูหลินเฟิงที่โดนถามเรื่องราวโดยทั่วไปของเขา ฝ่ายของหอคอยวิญญาณไม่ได้ถามเจาะลึกรายละเอียดอะไรมากมาย เพราะกลัวว่าอูหลินเฟิงอาจจะอึดอัด ส่วนตัวของอูหลินเฟิงก็ถามเพียงเรื่องทั่วไปของหอคอยวิญญาณเพียงเท่านั้น

    หลังจากที่การพูดคุยดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อรอเวลาจนกว่าที่งานประลองจะเริ่มขึ้น

            ..

            ในวันรุ่งขึ้นอูหลินเฟิงก็เดินทางออกไปหาสหายของตนเองนอกคฤหาสน์ของหอคอยวิญญาณ สถานที่นัดพบของทุกคนก็คือ หน้าบันไดทางเข้า อาคารหลักของเขตหลัก ในกลุ่มของพวกเขาทั้งสิบคน ได้มีชายคนใหม่เข้ามายืนอยู่ด้วยแต่ชายผู้นั้นอูหลินเฟิงเองก็รู้จักดี นั่นก็คือเยว่ฟง บุตรชายของปราชญ์วายุอัสนี เยว่ฟงนั้นได้เข้ามาศึกษายังสถาบันเทพราชัน หลังจากที่จบงานประลองล่าอสูร ภายในเวลาที่ผ่านมานั้นเขาก็ได้กลายเป็นศิษย์หลัก ของสถาบันเทพราชันและยังเป็นศิษย์หลักของสาขาที่ห้า สาขาปราณธาตุ

            “คุณชายเยว่ คิดไว้ว่าอาจจะเจอท่านที่นี่แต่ไม่คิดว่าจะเจอเร็วขนาดนี้” อูหลินเฟิงกล่าวทักทายเยว่ฟง

            “คุณชายใหญ่อูไม่เจอกันตั้งนาน พอดีว่าข้าได้พบกับคุณหนูเสวี่ย จึงรับรู้ว่าพวกท่านเดินทางมาถึงแล้ว เลยอาสาตัวเป็นคนนำทางให้แก่พวกท่าน” เยว่ฟงกล่าว เยว่ฟงก็จะเข้าร่วมกับการประลองครั้งนี้เช่นกัน ตัวเขาที่อยู่ในสถาบันเทพราชันย่อมรับรู้ถึงการมาของคนจากแต่ละทวีปได้อย่างดี แต่ไม่นึกว่าจะได้เจอกับคนรู้จักเร็วขนาดนี้ 

            “นั่นสิ ภายในสถาบันเทพราชันที่กว้างขวางแห่งนี้ การมีผู้ที่รู้ทางย่อมต้องดีกว่า” อูหลินเฟิงกล่าว

    จากนั้นเยว่ฟงก็ได้เดินนำทางผู้คนทั้งสิบ เพื่อชมวิวทิวทัศน์ของสถาบันเทพราชันที่สวยงาม และอธิบายถึงสถานที่ต่างๆ ของสถาบันเทพราชัน สถาบันเทพราชันนั้นมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่มากกว่าเมืองหลวงของราชวงศ์โชติช่วงเสียอีก ภายในนั้นถูกแบ่งเป็นสิบเขต เขตทั้งสิบนั้นถูกดูแลโดยผู้อำนวยการสิบคน

            สถาบันเทพราชันประกอบไปด้วย หนึ่งชนชั้นราชันเทวะ สองแท้เทวะแม้จริง สิบจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 

            แต่ว่าชนชั้นเทวะทั้งสามนั้นไม่ได้เข้ามาควบคุมดูแล สถาบันเทพราชันโดยตรง พวกเขาทั้งสามได้มอบหน้าที่ดูแลสถาบันให้กับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบ โดยที่ทั้งสิบก็คือสิบผู้อำนวยการของทั้งสิบสาขาของสถาบัน และ ตั้งแต่ชนชั้นเทวะตั้งสามเป็นสามผู้พิทักษ์แห่งสถาบัน ได้แก่ เทพราชันผู้พิทักษ์ หวังตง ผู้พิทักษ์เจิ้งซือ ผู้พิทักษ์หลิงกู่หลาน 

            สิบสาขาแห่งสถาบัน แบ่งเป็น

            เขตที่หนึ่งสาขานักสู้

            เขตที่สองสาขานักธนู

            เขตที่สามสาขาโอสถ

            เขตที่สี่สาขาหลอมศาสตรา

            เขตที่ห้าสาขาปราณธาตุ

            เขตที่หกสาขาข่าวสาร

            เขตที่เจ็ดสาขาพลังจิต

            เขตที่แปดสาขานักฝึกสัตว์

            สาขาที่เก้าสาขาผู้ใช้พลังวิญญาณ

            สาขาที่สิบสาขาวิจัยและพัฒนา

            และแต่ละสาขานั้นยังแบ่งระดับของนักเรียนภายในเอาไว้ นั่นก็คือศิษย์สายตรง ศิษย์หลัก ศิษย์สายใน ศิษย์สายนอก และ ศิษย์ทั่วไป โดยที่จะแบ่งตามความเก่งกาจและอัจฉริยภาพของแต่ละคน

            ศิษย์สายตรงหรือศิษย์สืบทอดนั้น คือผู้ที่ได้รับเลือกจากผู้อำนวยการแต่ละคนให้เป็นลูกศิษย์ของตนเอง คนเหล่านั้นจะมีวิชาคล้ายๆ กับผู้เป็นอาจารย์ ศิษย์หลักคือศิษย์ระดับสูงที่ศึกษาอยู่ภายในแต่อาจจะไม่ได้รับเลือกให้กลายเป็นศิษย์สืบทอดหรือไม่ยอมเป็นศิษย์ด้วยตนเองก็ได้ อย่างเยว่ฟงเองเขาที่เป็นลูกชายของปราชญ์จากทวีปปราณฟ้า เขาก็ไม่ได้เป็นศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการสาขาใด เพราะว่าวิชาที่เยว่ฟงสืบทอด ย่อมเป็นวิชาของปราชญ์วายุอัสนี ที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกับผู้อำนวยการ 

            “นึกไม่ถึงว่าจะมีสาขาที่ดูธรรมดาแบบสาขาข่าวสารด้วย” จงหมิ่นกล่าว

            “ไม่ได้เป็นสาขาที่ธรรมดาขนาดนั้นหรอกนะ แม้จะเรียกว่าสาขาสายข่าวแต่ภายในนั้นก็เป็นสาขาที่สอนทั้งการลอบเร้น การเอาตัวรอดจากหลายๆ สถานการณ์ เหมือนกับพวกสายลับที่คอยหาข้อมูลมากกว่า แต่เรียกว่าข่าวสารเพื่อให้ดูดีเพียงเท่านั้น” เยว่ฟงกล่าว ตัวของเขาไม่ค่อยสอบคนจากสาขาที่เท่าไหร่นัก เพราะว่าเป็นคนจากสาขาที่ชอบนำเรื่องราวของคนอื่นไปเขียนตามใจชอบ

            “ศิษย์ที่นี่แบ่งระดับกันมากกว่าภายในสถาบันของข้าเสียอีก” ลี่เจียงกล่าว

            “นั่นก็เพราะว่าที่นี่คือสถาบันในระดับแดนศักดิ์สิทธิ์ยังไงล่ะ จึงคัดเลือกแต่พวกที่จะเป็นอัจฉริยะเท่านั้น จะมีเพียงศิษย์หลักและศิษย์สายในเท่านั้น ที่จะยังคงสถานภาพของศิษย์และสามารถพูดสำนักของตนเองออกไปได้ แต่หากว่าเป็นเพียงศิษย์สายนอกหรือศิษย์ทั่วไป หากไม่อาจสามารถเลื่อนระดับหรือทำผลงานได้ดี ก็อาจจะต้องออกจากสถาบันแห่งนี้ก็ได้” เยว่ฟงกล่าว เพราะว่าเป็นสถาบันในระดับแดนศักดิ์สิทธิ์จึงจำเป็นต้องเข้มงวดต่อการคัดเลือกลูกศิษย์ภายใน

            “แล้วตัวของท่านล่ะ คุณชายเยว่ตอนนี้ท่านอยู่ที่สาขาใด” อูหลินเฟิงถาม

            “ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์สายหลักอยู่ที่ สาขาที่ห้า สาขาปราณธาตุ จะว่าไปแล้วคุณชายจง เจ้าไม่คิดที่จะเข้าร่วมสถาบันเทพราชันบ้างหรือ ถึงแม้ว่าเจ้าจะมีอาจารย์เป็นถึงปราชญ์สองคน แต่ด้วยความสามารถของเจ้าก็อาจจะกลายเป็นศิษย์สืบทอด ของผู้อำนวยการสาขาที่ห้าได้อย่างแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นในอนาคตเจ้าย่อมสามารถกลายเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการของสถาบันเทพราชัน” เยว่ฟงกล่าว ถึงแม้ว่าตำแหน่งปราชญ์จะยิ่งใหญ่แต่ก็เป็นเพียงตำแหน่งที่มอบให้แก่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละด้าน แต่ว่าตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบันเทพราชันนั้น คือตำแหน่งระดับสูงสุดภายใต้ชนชั้นราชันของสถาบันเทพราชัน เป็นตำแหน่งที่มีทั้งอำนาจมากล้น และ ทรัพยากรมหาศาล

            “ขอบคุณที่ชักชวน แต่ว่าข้ายังไม่สนใจเรื่องนั้น” จงหมิ่นกล่าวปฏิเสธ แม้ว่าตำแหน่งศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการนั้นจะน่าสนใจ เพราะในอนาคตย่อมมีสิทธิ์ในการเข้าเป็นผู้อำนวยการรุ่นถัดไป แต่จงหมิ่นกลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

            “งั้นหรือน่าเสียดายยิ่งนัก หากเจ้าเข้าร่วมกับสถาบันเทพราชัน ข้าคงได้ฝึกฝนเรื่องปราณธาตุกับเจ้าไม่น้อยเลยทีเดียว” เยว่ฟงกล่าวอย่างเสียดาย นั่นก็เพราะว่าจงหมิ่นมีลมปราณจตุรธาตุในร่างกาย ส่วนเขาก็เป็นปราณไตรธาตุ หากจงหมิ่นยอมเข้าร่วมกับสถาบันเทพราชันเขาอาจจะได้คู่หูเพื่อฝึกฝนเกี่ยวกับลมปราณธาตุให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าเขาจะมีสหายที่เป็นถึงศิษย์ สายตรงของผู้อำนวยการสาขาที่ห้า แต่ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นสตรี เขาจึงไม่สะดวกใจที่จะฝึกฝนด้วย

            “รอให้เรื่องราวของแดนจันทราโลหิตจบลง พวกเราสองคนค่อยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องปราณธาตุกันก็ได้” จงหมิ่นกล่าว

    หลังจากนั้นเยว่ฟงก็ยังนำทางเพื่อชมสถานที่ต่างๆ ของสถาบันเทพราชันต่อไป จนกระทั่งอูหลินเฟิงเดินผ่านลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันและสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง นั่นคือสร้อยคอของนักเรียนบาง มันคือสร้อยคอรูปนกกระเรียนสีขาว แม้จะดูคล้ายกับสร้อยคอของสำนักพิมพ์กระเรียนขาว แต่กลับมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

            “คุณชายเยว่ ข้าเห็นว่าภายในนี้มีบางคนที่สวมสร้อยคอนกกระเรียนสีขาว อาจจะไม่เหมือนแต่มันดูคล้ายกับ สัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์กระเรียนขาวยิ่งนัก” อูหลินเฟิงถาม

            “อ๋อ นั่นคือชมรมของสถาบันแห่งนี้ ภายในสถาบันแห่งนี้เหล่าลูกศิษย์จะสามารถสร้างชมรมของตัวเองเพื่อให้คนที่สนใจในสิ่งเดียวกันแต่อาจจะอยู่คนละสาขามารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นชมรมบทกวี ชมรมวาดภาพ ส่วนสร้อยคอนกกระเรียนที่ท่านเห็น ก็เป็นคนจากชมรมสำนักพิมพ์ พวกเขาใช้รูปนกกระเรียนขาวที่ดูคล้ายกับสำนักพิมพ์กระเรียนขาว ก็เพราะว่าสมาชิกในชมรมนี้หากว่าได้รับการยอมรับจากประธานชมรม ก็จะสามารถเข้าสู่สำนักพิมพ์กระเรียนขาวได้เลยทันที และชมรมนี้ยังเป็นชมรมที่อยู่ภายใต้สาขาข่าวสาร คอยทำสื่อสิ่งพิมพ์ภายในสถาบัน และบางครั้งเองก็ยังทำสื่อส่งไปยังภายนอกสถาบันเช่นเดียวกัน” เยว่ฟงอธิบาย นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่อูหลินเฟิงเพิ่งจะรับรู้ แม้ว่าเขาจะอ่านเรื่องราวมาเยอะแต่เรื่องที่สำนักพิมพ์กระเรียนขาว ถูกก่อตั้งโดยลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันนั้นเขาเพิ่งรับรู้ เพราะว่าสำนักพิมพ์กระเรียนขาวแม้รวบรวมเรื่องราวของสถานที่และผู้คนมากมาย แต่กลับไม่ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวของสำนักของตนเอง

            ตัวของอูหลินเฟิง ที่เคยอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์กระเรียนขาว จึงไม่เคยรับรู้ข่าวนี้มาก่อน ยิ่งเป็นแบบนี้เขายิ่งสงสัยในตัวของสถาบันเทพราชัน นั่นหมายความว่าทั้งข่าวเรื่องอสุรกายโลหิตที่สามารถแฝงตัวได้และ จุดอ่อนของอสุรกายโลหิต อาจจะต่างถูกปล่อยออกมาโดยสถาบันเทพศาสตราก็เป็นได้

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756