ยามอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มแดงทอดยาวผ่านหน้าต่างตำหนักองค์หญิงเจ็ด ิลี่ถิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้นางกำนัลแต้มแป้งบางเบาลงบนผิวหน้าอย่างระมัดระวัง
“เบามือกว่านี้อีกหน่อย” นางเอ่ยเสียงเรียบ “รอยตรงหางตายังเห็นชัดอยู่แต่ใต้ตาไม่ต้องเพิ่มแล้ว”
นางกำนัลรีบก้มหน้ารับคำ หากองค์หญิงถึงขั้นต้องเอ่ยแปลว่าวันนี้ฝีมือของนางไม่เป็ที่พอพระทัยอย่างร้ายแรง “เพคะ”
คนรับหน้าที่แต่งโฉมให้องค์หญิงเจ็ดสูดหายใจรวบรวมสติตน วันนี้หน้าที่ที่ได้รับยากเย็นนัก เพราะแม้จะใช้ผงไข่มุกบดและชาดแดงช่วยแต่งแต้ม แต่ดวงตาขององค์หญิงก็ยังมีร่องรอยแดงช้ำจากการร้องไห้หลายวันติดกันปรากฏให้เห็นอยู่ดี
องค์หญิงเจ็ดไม่เคยปริปากปรึกษาจึงไม่มีนางกำนัลคนใดรู้เื่ราวว่าองค์หญิงทุกข์ร้อนด้วยสิ่งใด พวกนางทำได้เพียงนิ่งเงียบและรอวันที่จะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากองค์หญิงบ้าง
ทว่าต้องผ่านงานคืนนี้ไปให้ได้เสียก่อน งานแจกทานชมจันทร์ที่จัดขึ้นทุกปี ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้องค์หญิงเจ็ดเป็ตัวแทนราชวงศ์ออกหน้าแทนั้แ่สามเดือนก่อน ทั้งเปิดงาน แจกทาน และรับคำถวายพระพรจากประชาชน หากมีข้อครหา ชื่อเสียงขององค์หญิงที่ย่ำแย่อยู่แล้วคงถึงคราวกู้คืนมิได้
ลี่ถิงสูดลมหายใจลึก ก่อนลุกขึ้นจากหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง “ไปกันเถิด เพิ่มเติมอันใดไปก็คงไม่อาจปิดบังได้มิดชิด”
นางก้าวออกจากตำหนักด้วยสีหน้าเ็า ดวงตากลับกวาดมองหาบุรุษผู้หนึ่งโดยไม่รู้ตัว แต่ตรงหน้าตำหนักกลับมีเพียงองครักษ์ใหม่สองคนที่ยืนก้มหน้าอยู่
“ถวายพระพรองค์หญิงเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มบางบนริมฝีปากของลี่ถิงแข็งค้างเพียงชั่วครู่ ก่อนยกยิ้มใหม่อย่างไม่ใส่ใจนัก “จัดรถม้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
รถม้าขององค์หญิงแล่นออกจากวังรองท่ามกลางถนนที่คึกคักไปด้วยผู้คน โคมไฟถูกแขวนเรียงรายตลอดสองฝั่งทาง เด็กน้อยวิ่งถือโคมกระต่ายหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน กลิ่นขนมและเกาลัดคั่วลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
แต่ทันทีที่มาถึงจุดตั้งโรงทาน สีหน้าของลี่ถิงก็เย็นลงทันที เพราะยังไม่มีผู้ใดเริ่มตั้งหม้อ
“นี่มันเื่อันใด!” องค์หญิงเจ็ดลงจากรถม้าก่อนที่ผู้ใดจะก้าวมาประคองได้ทันท่วงที “กลิ่นข้าวต้มมิใช่ว่าควรจะอบอวลแล้วหรือ”
“ข้าวสารถูกคนขโมยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจึงให้วางมือแล้วตรวจสอบเสียก่อน”
“ข้าวสารหายไปเท่าใด”
ขุนนางปลายแถวที่ได้มารับหน้าที่คุมโรงทานเหงื่อแตกพลั่ก รีบคุกเข่าลงกับพื้น
“ทะ…ถวายองค์หญิง หายไปราวสามส่วนจากสิบส่วนพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงเจ็ดหัวเราะเบาๆ อย่างปลงตก “กลัวจนพูดจาผิดๆ ถูกๆ เช่นนี้อีกสิบปีก็ยังตำแหน่งเดิม ยืนขึ้น แล้วตั้งสติให้ดีก่อนรายงานเปิ่นกง”
นางกำนัลเข้าไปประคองแล้วซักซ้อมกับขุนนางผู้นั้น ครู่หนึ่งเขาก็กล่าวออกมา “กราบทูลองค์หญิงเจ็ด ข้าวสารหายไปสามส่วนพ่ะย่ะค่ะ”
ิลี่ถิงยกยิ้มเพียงเท่านี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ องค์หญิงที่ไร้พระมารดาหนุนหลังเช่นนาง ออกมาทำสิ่งที่จะได้หน้านอกวังเช่นนี้จะไม่ถูกเล่นงานได้อย่างไร
“คิดวิธีการแก้ปัญหาไว้อย่างไรบ้าง” องค์หญิงเจ็ดถามต่อ
“วิธีแก้ปัญหาหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางขั้นแปดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า ไม่เคยมีผู้ใดถามเขาเช่นนี้มาก่อน ทำงานมาหลายปีก็เพียงแค่รับคำสั่งจากผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า
“งานผิดพลาดก็ต้องแก้ไข คิดออกมาเร็วเข้า”
“กระหม่อมพอจะซื้อร้านมาทดแทนได้ส่วนหนึ่งด้วยงบประมาณที่เหลืออยู่ อีกสองส่วนเสนอให้ใช้เป็มันและเผือกมาทดแทนพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็พอจะคิดเป็อยู่บ้าง จากสิบปีคงจะเหลือห้า”
“เช่นนั้นกระหม่อมไปซื้อเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง” นางกล่าวเสียงเรียบ “ให้คนของเปิ่นกงไปนำข้าวสารจากคลังส่วนตัวมาสมทบแทนแล้วกัน”
“องค์หญิง…”
“มันหายไม่ใช่เพราะเ้าดูแลไม่ดี ศัตรูข้ามีมาก” ขุนนางขั้นแปดรีบก้มหน้ารับคำด้วยความละอายใจ อย่างไรเขาก็มีหน้าที่ง่ายแสนง่ายแต่กลับทำผิดพลาดเสียได้
เมื่อจบเื่คนก็นำข้าวมาทำข้าวต้มในทันที แม้จะช้าไปบ้างแต่ก็ยังพอมีเวลา รอไม่นานนักก็ถึง่พิธีเปิดงาน
ศาลาใหญ่กลางลานชมจันทร์เต็มไปด้วยผู้คน ชาวบ้านจำนวนมากยืนแน่นสองฝั่งเพื่อรอฟังคำกล่าวของผู้แทนพระองค์
ิลี่ถิงในชุดสีเงินปักลายจันทรายืนอยู่บนเวทีสูง แสงโคมนับพันดวงสาดลงบนใบหน้างดงามจนดูราวกับเซียนบริสุทธิ์
“คืนนี้เป็คืนมงคลแห่งการชมจันทร์ เปิ่นกงหวังว่าทุกคนจะได้กินอิ่ม นอนอุ่น และใช้เวลากับคนสำคัญอย่างมีความสุข…”
เสียงปรบมือดังขึ้นเป็ระลอกตามจังหวะการเว้นช่องไฟขององค์หญิงเจ็ด ทว่าในระหว่างที่ลี่ถิงกำลังกล่าวเปิดงาน สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างสองร่างที่เดินเข้ามาในงานพร้อมกัน เสิ่นเฟยโจว และเมิ่งฟางซิน
บุรุษในชุดสีน้ำเงินสูงสง่ากำลังเดินเคียงข้างคุณหนูเมิ่งที่สวมชุดสีชมพูอ่อน ทั้งสองดูเหมาะสมกันจนผู้คนรอบข้างอดหันมองไม่ได้
ปลายนิ้วขององค์หญิงเจ็ดเย็นเฉียบเงียบไปนานจนคนจากกรมพิธีการต้องเรียกสติ
“องค์หญิงเจ็ด…องค์หญิง”
“จริงสิ” ลี่ถิงเอ่ยขึ้นกลางเวที “คืนนี้เปิ่นกงอยากเพิ่มกิจกรรมพิเศษอีกอย่าง”
คนจากกรมพิธีการชะงักไปเล็กน้อย เพราะในกำหนดการเดิมไม่มีกิจกรรมพิเศษจากองค์หญิงเลย
“เปิ่นกงจะให้ทุกคนร่วมต่อกลอนชมจันทร์ ผู้ใดแต่งได้ถูกใจ เปิ่นกงจะมอบรางวัลให้ด้วยตนเองตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทอง”
ผู้คนเริ่มฮือฮาทันที องค์หญิงเจ็ดยิ้มหวานพลางทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง
“แน่นอนว่าการเข้าร่วมย่อมแล้วแต่ความสมัครใจ แต่คนที่เปิ่นกงอยากเห็นที่สุด…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “คือคุณหนูเมิ่งฟางซิน เปิ่นกงอยากจะรู้นักว่ามีฝีพู่กันเช่นไรจึงได้ครองใจขององครักษ์เสิ่นเอาไว้ได้”
ทั้งลานงานพลันอื้ออึง นี่ไม่ใช่ว่าองค์หญิงประกาศความสัมพันธ์ให้คนทั้งสองหรือ
“คุณหนูเมิ่ง?”
“องครักษ์เสิ่นคงจะชมชอบนางมาก ถึงขั้นให้เ้านายตนประกาศออกมากลางงาน!”
เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมไปทั่ว ฟางซินหน้าแดงทันที รีบค้อมกายลง “องค์หญิงทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันกับท่านองครักษ์เสิ่นยังมิได้มีการพูดคุยอย่างเป็ทางการ…”
“แม่นางน้อยเช่นคุณหนูเมิ่งคงเขินอายก็เป็ธรรมดา แต่สมัยนี้แล้วไม่ต้องเก็บงำเท่าคนรุ่นบิดามารดาเสียหน่อย” ิลี่ถิงยิ้มอ่อนโยน “อีกอย่าง…ผู้ใดได้องครักษ์เสิ่นไปครองก็นับว่าโชคดี”
ผู้คนรอบข้างเริ่มส่งเสียงแซวกันครึกครื้นยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นเฟยโจวกลับยืนนิ่ง สีหน้าอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดอยู่ ไม่ตอบรับ แต่ก็มิได้ปฏิเสธ
“เอาล่ะ” องค์หญิงเจ็ดตัดบท “ภายในหนึ่งก้านธูป เปิ่นกงจะตัดสินผู้ชนะด้วยตนเอง และผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์พาบุรุษที่เหมาะสมมาเสนอดูตัวกับเปิ่นกงได้อีกรางวัล เสด็จพี่รองและเสด็จพ่อเร่งเร้ามาไม่เว้นวัน คุณหนูคุณชายทั้งหลายคงเข้าใจเปิ่นกงได้ดีทีเดียว”
สิ้นคำนี้…บรรยากาศยิ่งคึกคักกว่าเดิมหลายเท่า หลายคนพากันหัวเราะว่าคนเป็องค์หญิงก็ยังหนีไม่พ้นถูกครอบครัวกดดันเื่คู่ครอง
ิลี่ถิงยกพู่กันขึ้น เขียนกลอนเปิดลงบนกระดาษแผ่นใหญ่กลางเวที
‘จันทร์เต็มดวงยังมีวันให้แหว่งวิ่น ใจใช่หินจะสมบูรณ์ได้เช่นไร’
เมื่อเขียนจบก็วางพู่กันลง แล้วหลีกทางให้นักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงตามกำหนดการเดิม เสียงพิณและขลุ่ยดังคลอไปทั่วลานงาน องค์หญิงเจ็ดเดินลงจากเวทีอย่างสง่างาม แต่ทันทีที่ก้าวลงมาถึงด้านล่าง เสิ่นเฟยโจวก็เดินเข้ามาขวางทางไว้
“องค์หญิงคิดจะทำอันใดพ่ะย่ะค่ะ”
ิลี่ถิงไม่ตอบ เช้านี้ทำนางร้องไห้แต่ไม่คิดไยดี ตกเย็นมายังกล้าควงผู้อื่นมาอย่างหวานชื่น นางไม่สั่งโบยก็ไว้หน้าเท่าใดแล้ว
องค์หญิงเจ็ดเพียงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ราวกับคนทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็เพียงอากาศธาตุ
เมิ่งฟางซินรีบก้าวตามเข้ามา สีหน้าลำบากใจ “องค์หญิงเจ็ดเพคะ…คืนนี้มีการลอยโคมตรงริมสระ หากพระองค์สนพระทัย ไปกับพวกเราด้วยกันดีหรือไม่เพคะ”
ิลี่ถิงหันไปมองแม่นางน้อยตรงหน้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานั้นสงบนิ่งไม่แสดงออกไปว่ามองด้วยความดูแคลนหรือชื่นชม แต่คนโดนย่อมรู้สึกตัวว่าลี่ถิงมิได้มองด้วยเจตนาดีเป็แน่ นั่นทำให้ฟางซินเริ่มกำชายแขนเสื้อแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อรอคอยโทสะของคนสูงศักดิ์ ทว่าสุดท้ายองค์หญิงเจ็ดก็เพียงแค่ยกยิ้มบาง แต่ไม่ตอบรับแม้แต่คำเดียว
นางเดินเลี่ยงผ่านคนทั้งสองไปยังโรงทานด้านหน้า หยิบทัพพีขึ้นมาตักข้าวต้มร้อนๆ ที่พร้อมแล้ว แจกให้ชาวบ้านที่เริ่มมาจับจองที่นั่งฟังดนตรีใต้แสงจันทร์ ราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ปล่อยให้ผู้คนเติมช่องว่างของเหตุการณ์ด้วยความคิดอ่านของตนเอง
นางกำนัลแปลเจตนาขององค์หญิงว่ากำลังดูแคลนคุณหนูเมิ่งที่หาญกล้ามาชักชวนราวกับว่าเป็สหาย ส่วนเสิ่นเฟยโจวก็คิดว่าลี่ถิงโกรธตนแต่ไปพาลผู้อื่น จะมีผู้ใดรู้บ้างว่าองค์หญิงเจ็ดกำลังมองให้ชัดเพื่อหาข้อเปรียบเทียบว่านางผิดพลาดอันใดจึงได้พ่ายแพ้แก่แม่นางน้อยที่อีกสามเดือนจึงจะได้ปักปิ่นผู้นี้