วันที่ 39 ของเกมส์แห่งสงคราม
กองทัพพันธมิตรทั้งสี่เผ่าต่างกำลังขยับกองทัพเข้าประชิดเมืองหลวงของเผ่าอาร์โธร์โพดาเข้าไปอีกทีละนิด
หากเดินเท้าอย่างไม่เร่งรีบคงใช้เวลาราวหกถึงเจ็ดวัน แต่หากรีบเร่งเดินทัพคงถึงได้ภายในสี่วัน
ฝ่ายมนุษย์กับชาวปักษานั้น เดินทัพด้วยความเร็วคงตัวที่ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก
นั่นเป็นเพราะฝ่ายมนุษย์ต้องเสียเวลาวางรางรถไฟกับระบบพื้นฐาน ส่วนฝ่ายปักษาก็ไม่ได้รีบร้อนจริงจังอะไรกับสงครามครั้งนี้อยู่แล้ว พวกเขาจึงเคลื่อนไหวตามความเร็วของกองทัพมนุษย์ที่เดินตามมาข้าง ๆ
ส่วนฝ่ายภูติที่เป็นต้นตอเรื่องราวทั้งหมดนั้น พวกเขาเดินทัพด้วยความเร็วที่ว่องไวอย่างยิ่งยวด
มันเป็นความผิดของเปอร์ไซด์ ที่ทำให้พวกภูติเข้าใจผิดคิดว่าถูกจับตาดูพฤติกรรมอยู่
จากเผ่าที่คิดจะหลอกใช้เผ่าอื่น จึงกลายเป็นเผ่าที่จริงจังกับสงครามไปเสียอย่างงั้น
หากนับเวลาดู กองทัพสี่แสนของมนุษย์ กับกองทัพสี่แสนของปักษา คงจะสามารถเข้าประชิดเมืองข้าศึกได้ในอีกหกวัน ส่วนกองทัพสี่แสนของพวกภูติคงเป็นในอีกสี่วัน
ส่วนเผ่ายักษา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเป็นเผ่าที่จริงจังกับสงครามครั้งนี้มากที่สุด
ด้วยความเร็วที่วิ่งไม่หลับไม่นอน อีกสองวันคงจะบุกไปประชิดเมืองหลวงได้แล้ว
ถึงจะมีเรื่องประหลาดอย่างการที่พวกมังกรพ่นไฟเผาอากาศที่ว่างเปล่าเป็นระยะ แต่กองทัพแปดแสนของพวกยักษาก็สามารถเดินทัพมาได้อย่างราบรื่นดี
จนกระทั้งพวกเขาเจอเข้ากับกองทัพมดทหารที่ราชินีแฟตส่งมาถ่วงเวลาพวกเขา
มดทหารเลวจำนวนสี่แสนกับมดทาสจำนวนสี่แสนได้ถูกหั่นย่อยออกเป็นสามเหล่าทัพ
ทิศตะวันตกสองแสน ทิศเหนือสี่แสน และทิศตะวันออกสองแสน
“กองทัพศัตรู? ไม่คณามือข้าหรอก”
“บานา ตรงนี้ให้พวกเราจัดการเองเถอะ”
ยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา] กับยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่] ได้เสนอตัวรับมือ
กองทัพหนึ่งแสนของอเมริคานานั้น คือกองทัพนาวิกโยธินที่ถนัดทั้งการรบทางน้ำและทางบก ส่วนกองทัพของเชอรี่ คือกองทัพทหารช่างที่ถนัดเรื่องงานสนับสนุนเป็นหลัก
เนื่องจากดูแล้วศัตรูไม่ใช่กองทัพหลัก แต่คงเป็นกองทัพที่ออกมาเข้าขัดขวางการเดินทัพ พวกเขาจึงเสนอให้ใช้กองทัพสำรองของตนเอง เข้าจัดการแทนกำลังหลักของกองทัพ
“ได้สิ เจ้าถอยมาก่อนบานา”
ผู้บัญชาการสูงสุดแมงโกตอบรับคำขอของพวกเขา
ถึงจะไม่มีเวทีอันเหมาะสมให้แสดงฝีมือกองทัพของยักษาแห่งวารีสมุทร แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้สึกว่าจะพ่ายแพ้เลยแม้แต่น้อย
กองทัพจำนวนหนึ่งแสนที่สวมชุดเกราะหนังสัตว์ได้เคลื่อนทัพออกมาแถวหน้า
ชุดเกราะสีเทาอมน้ำตาลที่ซีดจางนั้น ทำให้รู้สึกราวว่าพวกเขากำลังจะกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
“จัดแนวยิง เตรียมขึ้นหน้าไม้ยักษ์! ”
เสียงของยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่] ได้ดังขึ้นในแนวหลัง
กองทัพทหารช่างของเผ่ายักษาส่วนใหญ่จะเป็นสตรีเพศ หรือไม่ก็พวกผู้ชายที่ตัวเล็กซึ่งสูงไม่ถึงสามเมตร
หน่วยนี้ไม่ค่อยชำนาญการต่อสู้ แต่ถ้าเรื่องงานฝีมือกับการใช้เครื่องมือแล้วละก็ เชื่อถือพวกเขาได้เลย
ชุดเกราะหนังสัตว์ซึ่งเน้นไปที่จำนวนกระเป๋าสำหรับพกพาอุปกรณ์นั้น ได้ต้องแสงจนสะท้อนแวววาวไปทั่วแนวรบ
บัลลิสตาของเผ่ายักษาได้ถูกขึงจนตึงเพื่อเตรียมยิงลูกกระสุนระเบิดออกไป
คบเพลิงจำนวนมากถูกเตรียมที่จะจุดใส่กระสุนเหล่านั้นให้ลุกไหม้
“ระวังแนวยิง… โจมตี! ”
แท่งโลหะสีดำยาวสามเมตรได้ถูกยิงออกไปด้วยบัลลิสตา
เปลวไฟที่ลุกไหม้ผิวนอกได้กระตุ้นให้สารภายในเริ่มร้อนระอุ
และเมื่อกระทบเป้าหมายจนผิวหุ้มปริแตกออก ปฏิกิริยาอันรุนแรงจากความร้อนจะทำให้สารไวไฟภายในระเบิดลุกโชนเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ได้
และนั่นจึงทำให้พื้นที่ของกองทัพฝั่งอาร์โธร์โพดากลายทะเลอัคคี
แต่ทว่า--
“ยังเหลืออีกเยอะเลยหรือ? งั้นยิงชุดที่สอง! ”
แต่ทว่ากระสุนที่ควรคร่าชีวิตกว่าหมื่นคนนั้น กลับฆ่าล้างบางไปได้แค่ประมาณหนึ่งพันนายเท่านั้น
พวกอาร์โธร์โพดาเริ่มโต้กลับด้วยสติงเกอร์
ก้อนหินขนาดเล็กจำนวนมากถูกปาเข้าใส่พวกยักษา
แต่เนื่องจากระยะโจมตีสู้ไม่ได้ เลยทำให้ส่วนใหญ่ไม่อาจโจมตีถึงตัวพวกเขาได้
พวกที่เข้ามาประชิดเองก็ไม่บุกเข้าไปปะทะตรง ๆ
พวกมดทาสกับมดทหารเลวทำเพียงแค่ปาหินโจมตีใส่เท่านั้น
พวกยักษาได้ยิงกระสุนชุดที่สอง รวมไปถึงชุดที่สามออกไป แต่กระนั้นก็ไม่อาจฆ่าพวกศัตรูได้มากเท่าไหรนัก
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกองทัพผสมมดทาสกับมดทหารเลวนั้น ได้เคลื่อนทัพกระจายตัวออกไปนั่นเอง
พวกมันจัดแถวเรียงเดียวอย่างเป็นระเบียบกลุ่มละยี่สิบนาย แล้วกระจายระยะห่างอย่างชาญฉลาด
หากมองจากระดับสายตา มันจะเห็นเป็นกองทัพสองแสนที่น่าเกรงขามซึ่งถมเต็มเส้นขอบฟ้า
แต่หากมองจากมุมสูง จะพบว่าเป็นการทิ้งระยะห่างซึ่งกระจายตัวออกอย่างหลวม ๆ เท่านั้นเอง
“นี่มัน…”
พอการโจมตีถึงชุดที่ห้า ปราชญ์ยักษา [แอปเปิ้ล] ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
“บอกขุนนางมาเรียมพลัมให้ส่งคนไปสำรวจบนท้องฟ้าหน่อยสิ? ”
แอปเปิ้ลรีบส่งลูกน้องตนเองให้วิ่งไปแจ้งภารกิจให้มาเรียมพลัมในทันที
หลังจากนั้นไม่กี่นาที รายงานก็ได้ถูกส่งกลับมาหาเขา
“ท่านครับ! ศัตรูวางกำลังกระจายตัวไปทั่วเลยครับ กระสุนระเบิดเพลิงที่ยิงเข้าไปเลยไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างที่เห็นครับท่าน! ”
“ว่าแล้วเชียว”
แอปเปิ้ลหันไปมองผู้บัญชาการทัพสูงสุดแมงโกพร้อมกับถอนหายใจออกมา
ถึงจะเป็นนักรบที่เก่งกาจที่สุดของเผ่า แต่กลับซื่อตรงจนน่าใจหาย
เขาไม่แม้แต่คิดจะส่งคนตรวจสอบสภาพกองทัพศัตรู แถมยังจะไปเดินตามเกมส์พวกมันอีก
แอปเปิลรู้ได้ทันทีว่าศัตรูจัดทัพรูปแบบนี้เพื่ออะไร
หากพิจารณาดูให้ดี ก็จะรู้สึกได้บ้างว่าศัตรูนั้นไม่ได้พกพาอาวุธหรือสวมเกราะรบมา
พวกมันพกมาเพียงแค่ก้อนหินกับเขี้ยวสัตว์ร้ายเท่านั้น
ราวกับหมากที่ถูกส่งมาเพื่อใช้แล้วทิ้ง
คำถามคือจะส่งหมากแบบนั้นมาเพื่ออะไร? กองทัพที่ไม่น่าจะเอาชนะศัตรูได้แบบนั้นจะบุกมาเพื่ออะไร?
ไม่บุกแบบเต็มกำลัง กระจายตัวไปทั่วสนามรบ และโจมตีโดยเน้นรักษาระยะห่างเช่นนั้น
ไม่ใช่ว่าพวกมันต้องการถ่วงเวลา แล้วล่อให้ฝ่ายเราเสียทรัพยากรการรบโดยใช่เหตุหรอกหรือ?
“ทุกคนหยุด! บานา เจ้าจงนำทัพทหารราบไปกวาดล้างเดียวนี้! ”
“เอ๊ะ? เออ… ครับท่าน! ”
หากแมงโกคือยอดนักรบ แอปเปิ้ลก็คือยอดกุนซือของเผ่ายักษา
ถึงชาวยักษาจะเชิดชูผู้แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ดูถูกนักปราชญ์เช่นกัน
ดังนั้นบานาจึงเชื่อฟังแอปเปิ้ล แล้วนำทัพของตัวเองออกไปในทันที
“ท่านขุนนางแอปเปิ้ลครับ ทำไม---”
แมงโกรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกฉีกหน้าที่แอปเปิ้ลลงมาแย่งการบัญชาการ
“เจ้านะเงียบแล้วศึกษากลยุทธ์จากบานาเสียเถอะ”
ว่าแล้วเขาก็ชี้ให้แมงโกดูบานาที่กำลังนำทัพบุกโจมตีอยู่
แอปเปิ้ลคิดว่าบานาเป็นนักรบที่รู้จักมองกลยุทธ์ของศัตรู ไม่ได้ซื่อตรงเหมือนกับแมงโก
คลื่นกองทัพยักษาแห่งปฐพีจำนวนหนึ่งแสนได้เข้าบดขยี้กองทัพอาร์โธร์โพดาตรงหน้า
ต่อหน้าสุดยอดกองทัพทหารราบของบานา มีหรือที่พวกเขาจะต่อต้านได้
พวกมดทาสกับมดทหารต่างรีบถอยทัพกลับไปในทันทีโดยไม่อยู่รอปะทะกับบานา
“ทุกคนหยุด! ”
เมื่อบานาเห็นว่าศัตรูถอยทัพในทันที เขาจึงคิดได้ว่าคงมีบางอย่างรออยู่
เขารู้ดีว่าพวกฮาร์โธร์โพดามีความสามารถในการดำดิน ไม่แน่ว่าพื้นที่ทุ่งโล่งตรงหน้า อาจจะมีกับดักอะไรบางอย่างรออยู่ก็เป็นได้
“แบ่งทัพออกเป็นสองส่วน ทัพที่หนึ่งบุก! กองทัพที่เหลือให้เฝ้าระวังรอบนอก! ”
เพราะรับรู้ได้ว่ามีกับดัก บานาจึงตัดสินใจแบ่งทัพออกเป็นสองส่วนเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจสำหรับแอปเปิ้ลเท่าไหรนัก
“ให้ตายสิ นึกว่าเจ้าบานาจะดูดีกว่าแมงโก แต่กลับพอกันทั้งคู่เลยเรอะ!? แครอท เธอไปลากเจ้าบานากลับมาตรงนี้ เดียวนี้! ”
“ได้ค่ะ ว่าแต่ศัตรู---”
“จุดประสงค์ของพวกมันคือการถ่วงเวลา ดูอุปกรณ์กับอาวุธที่พวกมันเตรียมาสิ? พวกมันเป็นแค่หมากใช้แล้วทิ้งเท่านั้นเอง! พวกเจ้ามีตาเอาไว้เพื่ออะไร? มีสมองเอาไว้เพื่อประดับเช่นนั้นหรือ!? บานาก็เหมือนกัน หากคิดระวังตัวได้ว่ามีกับดักรออยู่ แล้วจะโง่เดินทัพเข้าไปหาอีกทำไมกันฟะ!? จุดประสงค์ของพวกเราคือการเคลื่อนทัพยึดเมืองหลวง ไม่ใช่เพื่อกวาดล้างศัตรูที่มาขวางทางให้เสียเวลา หากศัตรูมันวิ่งหนี ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม หากรู้ว่ามีกับดัก ก็อย่าพุ่งตรงเข้าหากับดักสิ! เรียกรวมตัวขุนนางงี่เง่าทุกตัวมาที่เต้นท์บัญชาการเดียวนี้ ข้าจะเป็นผู้กำหนดทิศทางกลยุทธหลังจากนี้ให้เอง! ”
ในเวลาเดียวกันกับทางด้านทิศตะวันตก
“โอ้ววว! ”
“บุกถล่มพวกมัน! ”
“มีอะไรยิงใส่ไปให้หมด! ”
กองทัพอาร์โธร์โพดาจำนวนสองแสนกำลังถูกกองทัพของเผ่าปักษาจู่โจมอย่างหนัก
พวกอาร์โธร์โพดาไม่สามารถต่อกรกับศัตรูที่บินบนท้องฟ้าได้เลย
ด้วยห่าฝนธนูที่ถูกโปรยปรายลงมา เลยยิ่งทำให้พวกเขาต้องสิ้นหวัง
อย่าว่าแต่วิ่งเข้าโจมตีใส่กองทัพมนุษย์ที่อยู่หลังม่านฝนธนูเลย เอาแค่จะวิ่งหนีออกจาพื้นที่สังหารตรงนี้ก็ยังทำไม่ได้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า กระจอกยิ่งนัก! ”
นกสีขาวบริสุทธิ์ไฮเจนหัวเราะชอบใจต่อหน้าเหยื่อที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้
[พวกมันช่างกระจอกยิ่งนัก] เขาคิดเช่นนั้น
“ท่านโซเดียมครับ กองทัพของพวกเราเองก็ไปเข้าร่วมล่าเหยื่อกับพวกเขาด้วยกันเถอะ! ”
กองทัพโจมตีประชิดของโซเดียมที่เห็นฉากไล่ล่านั้น ต่างเริ่มรู้สึกกังวลใจ
ชาวปักษาคือพวกที่ไม่ค่อยยอมแพ้ใคร ยิ่งเห็นเพื่อนร่วมรบสร้างผลงานตรงหน้า ก็ยิ่งรู้สึกคันเนื้อคันตัวอยากสร้างผลงานด้วย
“นั่นสินะ… ไฮเจน! เจ้าประหยัดลูกธนูเอาไว้ดีกว่า ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของหน่วยรบระยะประชิดของเราเถอะ! ”
แต่เหตุผลของโซเดียมกลับเป็นอีกอย่างหนึ่งแทน
“เรื่องสิ! นี่มันเหยื่อของชั้น ไอขยะกับกองทัพขยะของแกไปบินดูอยู่กับพวกสวะสองแขนตรงนั้นไป! ”
บางทีเขาอาจจะกลัวว่าโซเดียมจะมาแย่งความนิยม ไฮเจนจึงไม่ยอมหยุดกองทัพของเขา
ธนูที่ถูกรั้งยิงด้วยกรงเล็บจากฟากฟ้ายังคงโปรยปรายต่อไป จนกระทั้งอริศัตรูไม่หลงเหลืออยู่ในสนามรบ
“ฮะ ฮะ ฮะ! ว่ายังไงละ!? การล่าเหยื่อมันต้องแบบนี้เซ่! การต่อสู้ระยะใกล้มันเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กเท่านั้น! ”
ไฮเจนพูดจาดูถูกกองทัพของโซเดียม ก่อนที่จะบินนำฝูงเพื่อเดินทัพต่ออย่างไม่สนสายตาของเขา
ในเวลาเดียวกัน พอเห็นว่าทุกอย่างเริ่มสงบลง กองทัพของพวกมนุษย์จึงเริ่มเคลื่อนทัพตามอย่างสบายอารมณ์
โซเดียมรู้สึกไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยสักนิด
จริงอยู่ว่าการรบระยะใกล้เป็นเรื่องหลอกเด็กของชาวปักษา และตำนานวีรบุรุษที่ใช้เพียงแค่กรงเล็บล้มทัพศัตรูนับหมื่นมันก็แค่เรื่องในตำนานเท่านั้น
แต่ใช่ว่าการรบระยะประชิดจะไม่จำเป็น
จากการต่อสู้เมื่อกี้นี้ น่าจะทำให้ลูกธนูของกองทัพไฮเจนหายไปเกือบหนึ่งในสาม
หากต้องเจอแบบนี้ต่อไปในระหว่างทางอีกสักสามถึงสี่ครั้ง มันจะไม่หมดไปก่อนหรอกหรือ?
“หรือมันไม่คิดถึงเรื่องนั้น เพราะตั้งใจจะไปตายอยู่แล้วกันนะ…”
โซเดียมเริ่มรู้สึกชอบพวกเผ่าสองแขนขึ้นมาแล้ว
จากการฝึกแลกเปลี่ยนภาษาเล็กน้อยเมื่อวานกับเอรีสและแอร์บาส์ร ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าสามารถเป็นเพื่อนกับพวกเขาได้
หากเป็นไปได้ เขาก็อยากร่วมรบให้ถึงท้ายที่สุด
เขาไม่อยากดำเนินแผนการทรยศตามคำสั่งของจ่าฝูงสูงสุดเลยแม้แต่น้อย จะว่าเขาโลกสวยก็คงจะได้ละนะ
“ให้ตายสิ… สงครามครั้งนี้จะจบลงแบบใดกันแน่นะ? ”
เขาพึมพำเช่นนั้น ก่อนที่จะเริ่มเดินทัพตามทุกคนไป
ส่วนทางด้านทิศตะวันออกนั้น…
“หน่วยภูติดิน ลุย! ดอง~”
“ลุย ลุย ลุย! โกเลมลุยเลย พรม~ ”
ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ภูติผู้นำทัพหน่วย [ภูติดิน] ได้เสกโกเลมออกมาต่อสู้กับกองทัพมดทาสกับมดทหารเลวตรงหน้า
ภูติที่มีผมสีน้ำตาลชี้โด่เด่ไม่เรียบร้อยและมีดวงตาสีแดงผู้นี้ กำลังหัวเราะร่าอย่างสนุกสนานต่อของเล่นที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
โกเลมคือชื่อเรียกหุ่นยนต์ของเผ่าภูติ
พวกภูติจะใช้อวัยวะปีกของตนปรับเปลี่ยนและหลอมโครงสร้างดินให้เป็นเปลือกของหุ่นยนต์
รูปร่างนั้นจะแตกต่างตามไปแต่รสนิยมของผู้สร้าง แต่ส่วนใหญ่มักสร้างให้สูงสี่เมตร และมีสองแขนขนาดใหญ่เพื่อการทุบตีต่อสู้ และมีสองขาสำหรับใช้เดิน
แน่นอนว่ามีสร้างปีกให้มีรูปร่างเหมือนกับภูติด้วย แต่พวกมันบินไม่ได้หรอกนะ
และเนื่องจากพวกมันไม่ใช่วิทยาการณ์ที่ใส่รายละเอียดลงไปมากนัก จึงทำให้โกเลมเหล่านี้เคลื่อนไหวได้ไม่ซับซ้อนเท่าไหร
[แกน] ที่มีโครงสร้างคล้ายชิปสมองกลแบบที่มนุษย์ทำนั้น จะถูกฝังลงไปในตรงศูนย์กลางของโกเลมเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ตามคำสั่งของนายผู้สร้างมัน
แน่นอนว่าต้องใช้ความรู้เฉพาะทางสูงมาก ดังนั้นจึงใช่ว่าภูติทุกคนจะสามารถสร้างมันได้
ภูติที่ทำสิ่งนี้ได้นั้น จะถูกจัดเป็นกองทัพ [ภูติดิน] โดยมี [ปฐพีคลั่ง เอพีเซียร์] เป็นแม่ทัพดูแล
เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก]
ประกายสายฟ้า [โรส]
มหาวารี [จัสเซียร์]
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน]
ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
นี่คือรายชื่อแม่ทัพสูงสุดของกองทัพภูติทั้งห้าเหล่าทัพที่พวกเขามี
“ทุบพวกมันเลย พรม~”
เอพีเซียร์ชี้นิ้วสั่งกองทัพโกเลมสูงสองเมตรจำนวนแปดหมื่นตัวที่กำลังต่อสู้โรมรันกับพวกมดทหาร
พวกมดทาสกับมดทหารพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อปาหินโจมตีใส่พวกภูติ แต่คงจะโจมตีถึงพวกเขาที่บินบนท้องฟ้าได้
แถมโกเลมนั้นมีความถึกสูง หากไม่ทำลายแกนทิ้งไป พวกภูติก็จะามารถซ่อมมันได้เรื่อย ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น
แต่พวกภูติก็ใช่ว่าจะสามารถเผด็จศึกพวกอาร์โธร์โพดาได้เช่นกัน
พวกมันใช้วิธีการต่อสู้ที่กวนประสาท บุกตี มุดดินหนี แล้ววกกลับมาโจมตีอีกครั้ง
หากไม่ไล่ตาม พวกมันก็จะวกกลับมาโจมตี หรือหากไล่ตาม พวกมันก็จะมุดดินหนี
เอสเทอรู้สึกปวดหัวกับสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งนัก
เธอหวาดระแวงว่าพวกมันจะมีวางกับดักอะไรเอาไว้ จะมีศัตรูมุดดินรอโจมตีฉับพลันอยู่แถวนี้หรือไม่? เลยทำให้เธอส่งแค่หน่วยโกเลมออกไปโจมตีเพื่อลองเชิง
แต่ถึงโกเลมจะแข็งแกร่ง แต่พวกมันเคลื่อนไหวช้ามาก เลยทำให้สงครามยืดเยื้อมาตั้งแต่เช้าแล้ว
“น่ารำคาญ ฉันไม่ทนอีกแล้ว ดอก~! ดีลอนนิก! แกนำทัพภูติอัคคีเผาทิ้งไปเลย ดอก~! ”
“เออ… แต่การแปลงพลังธาตุไฟต้องใช้แร่---”
“ใช้ ๆ ไปเลย! ฉันรำคาญพวกมันเต็มทนแล้วดอง! ”
ว่าแล้วกองทัพของดีลอนนิกก็บินออกไปที่แนวหน้า
ลูกแก้วคริสตัลใสในมือเริ่มส่องประกายพร้อมกับถ่านหินจำนวนมากที่พวกเขาโปรยลงมาจากมือซ้าย
ถึงพวกภูติจะสามารถเสกสรรสิ่งต่าง ๆ ด้วยการแปรธาตุจากปีก แต่ใช่ว่าจะสะดวกไปเสียทุกอย่าง
อย่างการสร้างสะเก็ตไฟ ถ้าหากไม่มีหัวเชื้อเพลิง กับอุปกรณ์ช่วยการแปรธาตุอย่างครัสตัลภูติ พวกเขาก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมากเพียงเพื่อจุดไฟขนาดเท่าก้านไม้ขีดออกมา
โกเลมเมื่อกี้ก็เช่นกัน ถ้าหากไม่ใช่ว่ามีแร่อันเหมาะสมเตรียมเอาไว้ ก็ใช่ว่าจะเสกออกมาเป็นกองทัพขนาดใหญ่ได้
แสงสว่างได้เจิดจ้าขึ้นพร้อมกับการปรากฏของลูกอัคคีที่ผุดขึ้นมาในอากาศทั่วท้องฟ้า
“นั่นมัน!? ”
“หนี! มุดดิน---”
พวกอาร์โธร์โพดาที่เห็นฉากราวกับเวทมนต์ปรากฏตรงหน้า ต่างแตกตื่นแล้วรีบมุดดินหนีไปในทันที
แต่พวกเขาช้าไปแล้ว
เปลวไฟได้เข้าแผดเผาจนกองทัพสองแสนมอดไหม้ไม่มีเหลือซากในเสี้ยวนาที
“ฮะ ฮะ ฮะ ว่าไงละดอง~! ... ให้ตายสิ กว่าจะชนะได้ เล่นเอาเสียมืดเลยนะ”
เอสเทอเงยหน้ามองท้องฟ้า
ที่เส้นขอบฟ้าซึ่งไม่มีพระอาทิตย์นั้น กำลังทอแสงสีส้มวิ่งตัดออกมา
แล้วเพียงไม่นานหลังจากนั้น ราตรีของวันก็ได้มาเยือน
ด้วยกองทัพจำนวนแปดแสนที่ถูกส่งมาของแฟตนั้น ทำให้กองทัพพัธมิตรต้องเสียเวลาไปถึงหนึ่งวันเต็ม
ถึงจะเป็นกองทัพที่ไม่ได้ติดอาวุธน่ากลัวอะไร แต่ถ้าใช้งานให้ดี มันก็สามารถใช้ก่อกวนถ่วงเวลาศัตรูได้
ยิ่งมีประวัติการวางกับดักบ่อยครั้ง ก็ยิ่งใช้ข่มขู่ศัตรูให้หวาดระแวงได้
ความจริงแล้ว นอกจากคำสั่งการยกทัพเข้าตีแบบทิ้งระยะ ราชินีแฟตก็ไม่ได้มีวางกับดักอะไรอื่นเอาไว้อีกเลยแม้แต่นิดเดียว
เธอไม่มีเวลามากพอที่จะสร้างกับดักได้ แต่เธอคำนวณเอาไว้แล้วว่าศัตรูอาจจะระแวงเผ่าของเธอจนไม่กล้ารีบร้อนเคลื่อนทัพ
จะบอกว่าในสงครามทิศเหนือกับทิศตะวันออกนั้น ตัวขุนนางแอปเปิ้ลกับภูติเอสเทอระแวงเกินไปเองก็ว่าได้
มีเพียงแค่ทิศตะวันตกซึ่งถูกไฮเจนใช้กำลังเต็มอัตราศึกปราบลงอย่างรวดเร็ว ที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของเธอ
แต่นั่นไม่ใช่แผนการทั้งหมดของราชินีแฟต และเธอรู้ตัวดีว่าทุกอย่างย่อมไม่มีทางเป็นไปตามแผนการที่ต้องการอยู่แล้ว
เอาละ แล้วแผนการต่อไปของเธอจะเป็นสิ่งใดกันนะ?