ในตอนกลางคืนเย่เฉินนำหุ่นเชิดสาวงามกลับไปที่สวนแห่งวิญญาณ
เอ๊ะ?
หู่หวาที่กำลังฝึกกลพลองเทียนกังอยู่ก็หยุดลงในทันทีและมองไปยังหุ่นเชิดสาวงามที่อยู่ด้านหลังของเย่เฉินอย่างสงสัย “พี่ใหญ่พี่สาวแสนสวยผู้นี้คือใคร”
“นางคือ…”
“หุ่นเชิด”จางเฟิงเหนียนที่เพิ่งเดินออกมาก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างแปลกใจเขาเคยเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งสำนักเหิงเยว่ และยังมีความรู้อย่างกว้างขวางแวบเดียวก็มองออกได้ว่าด้านหลังของเย่เฉินคือ หุ่นเชิด
“หุ่นเชิด?” หู่หวาเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เย่เฉินและจางเฟิงเหนียนอย่างสงสัย
“หุ่นเชิดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าสำนักยุคหนึ่งของสำนักเหิงเยว่มันเป็นอาวุธสังหารชนิดหนึ่งที่ได้ขัดเกลาด้วยวิชาลึกลับพิเศษพวกเขาไม่มีความรู้สึกนึกคิด ดังนั้นพวกเขาจึงเลือดเย็นเมื่อเจอเป้าหมายก็จะไม่ละเว้น นอกเสียจากผู้ใช้วิชาจะทำการหยุดยั้งจึงจะหยุดโจมตี”
จางเฟิงเหนียนอธิบายกับหู่หวาอย่างนุ่มนวลแต่ก็ไม่สามารถปกปิดความประหลาดในน้ำเสียงของเขาได้และไม่เคยคิดเลยว่าเย่เฉินจะสามารถได้หุ่นเชิดมา
มื้ออาหารเย็นต่อมาการรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างอึดอัด
แต่เย่เฉินยังคงกินอย่างตะกละตะกลามและหุ่นเชิดสาวงามนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเขาราวกับหอกไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
นางยืนอยู่เช่นนี้ทำให้หู่หวาและจางเฟิงเหนียนที่กำลังทานอาหารอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองเป็นระยะๆแม้แต่สัตว์วิญญาณอย่างเสี่ยวอิงที่มีขนปุกปุยก็ยกหัวขึ้นมามองหุ่นเชิดสาวงามด้วยความสงสัย
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จจางเฟิงเหนียนและหู่หวาก็รีบเข้านอน
ในสวนเย่เฉินลูบคาง และเดินวนไปรอบๆ หุ่นเชิดสาวงามหลายรอบ
“จะตั้งชื่อให้เจ้าว่าอะไรดีนะ”เย่เฉินมองไปที่หุ่นเชิดสาวงาม แต่ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ
เขายังคงวนเวียนกลับมาอยู่รอบๆหุ่นเชิดสาวงาม เย่เฉินลูบคางพลางครุ่นคิดอยู่นานก่อนที่จะวนมาตรงหน้าของหุ่นเชิดและยิ้มเบาๆ “เรียกเจ้าว่าจื่อซวนเป็นอย่างไรชื่อนี้เพราะดี ต่อไปข้าเรียกเจ้าว่าจื่อซวนแล้วกันนะ”
ต่อมาเย่เฉินได้เรียกพลังจิตวิญญาณออกมา จากนั้นก็ถ่ายเทเข้าไปในร่างของจื่อซวน
เขาพบว่าภายในร่างของจื่อซวนไม่ใช่เลือดและเนื้อแต่เป็นการหลอมรวมกันของวัสดุมากมายที่ไม่รู้ว่าคืออะไร และมีเพียงการปกคลุมไปด้วยผิวหนังของมนุษย์เอาไว้เท่านั้น
อีกทั้งเขายังคงอยู่ตรงกึ่งกลางคิ้วของจื่อซวนเขาก็พบว่ายังคงมีข้อจำกัดในการควบคุมนางอีกมากมายจากประสบการณ์ของเขาที่ได้ศึกษามาอย่างยาวนานก็ยังไม่มีวิธีการใดๆ
ขณะที่คิดอยู่ในใจเขาก็หยิบมีดสั้นออกมาและปักเอาไว้บนแขนของจื่อซวน ไม่มีเลือดไหลออกมาแม้ว่าบาดแผลจะสมานกันอย่างช้าๆ แต่กลับทำให้เย่เฉินมองดูด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
จากนั้นเขาก็เรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา และถ่ายเทไปในร่างกายของจื่อซวน
เขาทำแบบนี้เพื่อช่วยหลอมร่างกายให้กับหุ่นเชิดจื่อซวนและพยายามที่จะกำจัดสิ่งเจือปนที่อยู่ในร่างกายของนางเพื่อให้วัสดุแต่ละชนิดภายในร่างกายมีการหลอมรวมกันให้ดียิ่งขึ้นและทำให้ความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของร่างกายอยู่ในระดับที่สูงขึ้น
เนื่องจากนางเป็นหุ่นเชิดจึงไม่รู้จักความเจ็บปวด ดังนั้นเขาจึงไม่มีความลังเลและเพิ่มระดับความรุนแรงของอัคคีเที่ยงแท้ขึ้นไปในระดับสูงสุด
เพียงแต่เขาค้นพบว่าการเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้ที่มีความรุนแรงสูงเช่นนี้ทำให้หุ่นเชิดจื่อซวนตัวนั้น มีอาการของความเจ็บปวดปรากฏวาบขึ้น แต่ความผันผวนทางอารมณ์มีอยู่ในมนุษย์เท่านั้นบนแก้มของนางอาจจะเป็นเพียงแสงวูบวาบเท่านั้น
หลังจากผ่านไปสามชั่วยามเย่เฉินก็เรียกคืนอัคคีเที่ยงแท้จากนั้นจึงมองดูหุ่นเชิดจื่อซวนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินใจ
ในตอนนี้มีสายลมอ่อนๆ พัดเข้ามา ทำให้ผมของจื่อซวนปลิวไสวขึ้น
และนั่นทำให้เย่เฉินมองด้วยความงุนงงราวกับว่าสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่หุ่นเชิดแต่เป็นคนผู้หนึ่ง
“ข้าคิดมากไปใช่ไหม”เย่เฉินลูบปลายจมูกอย่างไม่รู้ตัวพร้อมกับไอแห้งๆ
คืนนี้ดึกขึ้นเรื่อยๆ
เย่เฉินไม่ได้กลับไปพักผ่อนที่ห้องแต่นั่งอยู่ในสวนเพื่อฝึกตนอย่างหนักหน่วง
หุ่นเชิดจื่อซวนยืนอยู่ข้างๆเขา ยืนนิ่งราวกับหอกที่ปักเอาไว้อยู่ตรงนั้น สีหน้าไร้ความรู้สึกดวงตาเลื่อนลอยไร้ชีวิตชีวา
ไม่รู้ว่าเมื่อไรแสงจันทราที่ส่องสว่างลงมากระทบกับไหล่ของนางนึกไม่ถึงเลยว่าจะกลืนเข้ากับร่างกายของนางได้อย่างลึกลับยิ่งมีแสงจันทราสาดส่องเข้ามามากเท่าไร นางก็ไม่ปฏิเสธที่จะดูดซับมันเข้าในร่างของตนเอง
เย่เฉินไม่ได้สังเกตเห็นฉากที่แปลกประหลาดนี้มีเพียงเสี่ยวอิงสัตว์วิญญาณที่อยู่ไม่ไกลออกไปและเพิ่งตื่นจากฝันเท่านั้นที่ได้เห็นมัน
มันมองมาจากระยะไกลก็ตกตะลึงแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบชั่วพริบตาก็เป็นเวลารุ่งสาง
เช้าตรู่หลังจากทานอาหารเช้า เย่เฉินก็เรียกหู่หวามาข้างๆ
“เจ้ากลัวเจ็บไหม”เย่เฉินลูบศีรษะน้อยๆ ของหู่หวา
“ข้าไม่กลัว”
“อย่างนั้นก็ดีมาให้ข้าลองดูผลจากการฝึกตนหน่อย” เย่เฉินก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ แต่หุ่นเชิดจื่อซวนที่อยู่ด้านหลังของเขากลับก้าวไปด้านหน้า
“เจ้าไปลองต่อสู้กับนาง”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย
อือ!
หู่หวาพยักหน้าและยังคงมีความเบิกบานอยู่บนใบหน้า จากนั้นพลิกมือหยิบพลองเหล็กดำของตนเองออกมา
เวิง!
ทันใดนั้นหู่หวาก็มาพร้อมกับการหมุนพลองเหล็กดำ จากนั้นกระโดดพรวดและเหวี่ยงไม้พลองลงมา
แต่หุ่นเชิดจื่อซวนนั้นกลับยกแขนเรียวขึ้นเบาๆพลิกฝ่ามือและตบออกไป
ปัง!
หู่หวาตกตะลึงจนถอยห่างออกไปและไม่ทันหยุดร่างเอาไว้ จื่อซวนก็โจมตีเข้ามาแล้ว ถึงแม้จะมีเพียงแขนเดียวแต่ก็เป็นการโจมตีที่รุนแรงมาก หู่หวาถูกโจมตีจนถอยห่างออกไป
หุ่นเชิดระดับมนุษย์นั้นเทียบได้เท่ากับขั้นพลังธาตุของผู้ฝึกตนแต่หู่หวาที่เพิ่งฝึกตนได้ไม่นานขั้นการฝึกตนอยู่เพียงระดับขั้นรวมพลังชั้นที่สามเท่านั้นและยิ่งไปกว่านั้นไม่เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับใครมาก่อนดังนั้นเมื่อเขาเริ่มต้นก็ถูกจู่โจมจนไม่มีแรงพลิกตัว
เย่เฉินที่อยู่ด้านข้างเฝ้ามองอย่างเงียบๆด้วยสีหน้าแววตาที่ประหลาดใจ
“ทำไมข้ารู้สึกว่าหุ่นเชิดแขนเดียวตัวนี้ถึงได้แข็งแกร่งกว่าตอนที่เคยเห็นในสวนผลไม้วิญญาณเมื่อวานนั่นล่ะ?”
“แถมท่าร่างนี้…”
“ยังมีการเคลื่อนไหวที่จู่โจมลงมือนั่นอีก…”
เย่เฉินพึมพำและพบว่าบนร่างของหุ่นเชิดจื่อซวนตัวนี้แตกต่างจากตัวที่เขาเห็นเมื่อวาน
และเขาก็พบว่าแม้แขนของหุ่นเชิดจื่อซวนตัวนั้นจะหายไปหนึ่งข้างแต่นางกลับคล่องแคล่วมากกว่าที่เขาคิด มีทักษะในการโจมตีอย่างมีชั้นเชิงแค่ไม่สามารถใช้วิชาลึกลับได้ แต่นางก็สามารถเคลื่อนไหวในท่าต่างๆที่ผู้ฝึกตนใช้ได้ทั้งสิ้น
“เป็นเพราะสาเหตุจากการหลอมอัคคีเที่ยงแท้อย่างนั้นหรือ?” เย่เฉินพึมพำอีกครั้งและคาดเดาอยู่ในใจ
ปัง!
หู่หวาที่อยู่ไกลออกไปก็ถูกจื่อซวนโจมตีอีกครั้งจนกระเด็นลอยออกไป
ฮึ!
หู่หวากลับดื้อรั้นและลุกขึ้นทันทีจากนั้นโจมตีด้วยการหมุนพลองเหล็กดำแม้ว่ากลพลองเทียนกังที่อยู่ในมือของเขาจะถูกประจันหน้าเข้ามาแต่ก็มีพลังโจมตีที่แน่นอน
หุ่นเชิดจื่อซวนที่ดูไร้ชีวิตชีวาหลบหลีกพลองเหล็กดำได้อย่างง่ายดาย ตบด้วยมืออันงามดั่งหยก และใช้ขากวาดจนหู่หวากระเด็นลอยออกไปอีกครั้ง
เย่เฉินที่ดูอยู่นั้นกลับไม่ได้หยุดยั้งเอาไว้
“เจ้าหนุ่มนี่…” จางเฟิงเหนียนที่อยู่ข้างๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว
เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย“ท่านปู่ การเลื่อนระดับการฝึกตนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอหู่หวาจำเป็นจะต้องลงสนามการต่อสู้ที่แท้จริงมีเพียงการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสนามการต่อสู้ที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกอารมณ์และประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาได้บนเส้นทางนี้จำเป็นจะต้องพบกับความล้มเหลว มีความกดดันจึงจะมีแรงกระตุ้น”
แม้ว่าเย่เฉินจะพูดออกไปเช่นนี้แต่จางเฟิงเหนียนก็อดไม่ได้ที่จะมองตรงไปยังฉากที่หู่หวาถูกทุบตี
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเย่เฉินถึงหยุดยั้งจื่อซวนเอาไว้
นางไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่หู่หวากลับตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น ร่างก็โซเซไปมา ใบหน้าเล็กๆก็ถูกตีเข้าจนจมูกบวมช้ำ
แม้จะเป็นเช่นนี้แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่ย่อท้อ กลับเบิกบานใจและตื่นเต้น
“พละกำลังของนางอยู่ในขั้นพลังธาตุหากต่อสู้แพ้ก็ไม่น่าขายหน้า”เย่เฉินยิ้มพลางหยิบน้ำยาวิญญาณออกมาเพื่อรักษาบาดแผลให้หู่หวา
“พี่ใหญ่ข้าไม่กลัวเจ็บหรอก ข้าพักสักประเดี๋ยว ข้าจะต้องต่อสู้กับนางให้ได้”หู่หวายิ้มเผยฟันขาวดุจหิมะออกมา “ข้ารู้สึกว่าการต่อสู้กับนางจะสามารถช่วยให้ข้าเรียนรู้ได้มากขึ้น”
หลังจากพักผ่อนสั้นๆไปครึ่งชั่วยาม หู่หวาก็กระโดดขึ้นอย่างแรงและมีชีวิตชีวา
คราวนี้เขาถูกตีจนไม่สามารถจะเงยหน้าขึ้นได้แต่ยิ่งต่อสู้เขาก็ยิ่งกล้าหาญมากขึ้นกว่าเดิม เขาลุกขึ้นและสำลักออกมาเป็นเลือดอยู่หลายครั้ง
เฮ้!
จางเฟิงเหนียนออกมาหลายครั้งแต่เมื่อเห็นหู่หวาที่น่าสังเวชถูกทุบตี ก็ไม่สามารถที่จะทนดูได้อีกต่อไป