เช้าวันรุ่งขึ้นอี้ซินที่กระวีกระวาดลุกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเพราะเมื่อคืนนี้นางร่างแบบที่จะต่อเติมบ้านเอาไว้แล้ว มือบางที่ค่อยๆ หยิบกระดาษที่มีรูปวาดและตัวอักษรยุกยิกที่ถูกขีดเขียนด้วยถ่านออกมาตรวจดูอีกทีว่ามีส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องไปบ้างและยังวางแผนการทำงานเอาไว้อีกด้วย เมื่อลงมือปฏิบัติงานจริงจะได้ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เมื่อวานนี้นางต้องกัดฟันจ่ายเงินถึงหนึ่งตำลึงเพื่อจะซื้อกระดาษหนึ่งพับ พู่กัน จานฝนหมึกและแท่งหมึก แต่ก็เพราะว่าอยากให้อี้ฟงได้หัดคัดอักษรด้วยจึงได้ตัดใจซื้อ แต่ราคานั้นแพงแสนแพงจนนางอยากจะผลิตกระดาษขายเองเสียเหลือเกินแต่ความรู้ที่มีกลับมีเพียงน้อยนิด ไม่เช่นนั้นนางจะผลิตกระดาษขายเองให้สมกับที่แพงนักนางรู้เพียงว่าสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ขุนนางผู้หนึ่งนามว่า ไช่หลุน เป็นผู้ค้นพบวิธีผลิตกระดาษ โดยนำเปลือกไม้ เศษผ้า และตาข่ายดักปลามาต้มแล้วนำไปตำ แล้วจึงใช้ตะแกรงช้อนขึ้นมา จากนั้นก็นำมาตากแห้งจนกลายเป็นแผ่นกระดาษใยธรรมชาติ เรียกกระดาษชนิดนี้ว่า “กระดาษไช่หลุน” แต่ที่นางซื้อมานั้นดูมีคุณภาพกว่าดูล้ำหน้ากว่ากระดาษไช่หลุนมามากแล้ว เมื่อก่อนนางน่าจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้
"พี่ใหญ่มากินข้าวกันเถอะขอรับ"
เสียงของอี้ฟงทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษในมือ ก่อนจะเดินไปหาเจ้าตัวเล็กที่ยกสำรับขึ้นโต๊ะตัวใหม่เอี่ยมอย่างแข็งขัน กลิ่นปลาส้มทอดตลบอบอวลเข้ามาในโพรงจมูก ทำให้หวนคิดไปถึงครอบครัวจากภพก่อนให้รู้สึกเจ็บหน่วงในอก ปลาส้มอาหารจานโปรดของแม่ที่ชอบนำเนื้อปลามาซาวกับข้าวสวยร้อนๆ หากมีปลาส้มขึ้นโต๊ะมื้อนั้นจะต้องหุงข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิมตลอด
"พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ เป็นอะไรไปขอรับ"
"อ้อ เปล่าจ๊ะ"
เสียงเจ้าตัวเล็กที่ส่งเสียงเรียกมองมายังนางด้วยสายตาห่วงใย จึงรีบสลัดความอาดูรทิ้ง แม้จะคะนึงถึงเพียงไรก็มิอาจกลับไปได้อีกแล้วคงจะเหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่จะตราตรึงอยู่ในใจตลอดไป
"กินข้าวเถอะเดี๋ยวเย็นชืดจะไม่อร่อย"
มือบางที่คีบเนื้อปลาส้มวางบนจานให้น้องชายส่งยิ้มไปให้อย่างอ่อนโยนเพราะเด็กน้อยตรงหน้าคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตของนางตอนนี้ ที่นางรู้สึกทั้งรักทั้งหวงกับความน่าเอ็นดูของเจ้าตัวน้อยนี้ขึ้นทุกวัน อี้ฟงช่างเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อไม่ซนแต่ก็มีความสดใสน่ารัก ร่างเล็กที่ในตอนแรกผอมบางแทบจะปลิวลมตอนนี้แก้มแดงๆ ทั้งสองข้างเริ่มจะป่องขึ้นจนดูน่ามันเขี้ยวยิ่งนัก อี้ซินนั่งมองปากเล็กที่นั่งเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยทำให้นางเจริญอาหารตามไปด้วย
เสียงล้อบดถนนของวัวเทียมเกวียนที่มาหยุดลงตรงลานหน้าบ้านทำให้อี้ซินและอี้ฟงที่ช่วยกันทำไข่เค็มจากไข่ไก่ที่ซื้อมาเมื่อวาน นางอยากจะซื้อไก่มาสักคู่ด้วยแต่ใกล้จะหน้าหนาวแล้วจึงไม่ได้ซื้อมาเพราะกลัวว่าจะทำคอกให้มันไม่ทัน มือบางรีบปิดฝาไหใบสุดท้ายก่อนทั้งสองจะออกมาต้อนรับคนงานทั้งสามคนที่ท่านป้าหวังเป็นธุระติดต่อมาให้ ท่านป้าหวังบอกว่าทั้งสามเป็นครอบครัวชาวนาและรับทำงานจ้างทั่วไปด้วยทำงานดีและขยันมากเลยทีเดียว เมื่อออกมายังลานบ้านเห็นบุรุษวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีและอีกสองคนน่าจะเป็นบุตรชายเพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันอายุประมาณยี่สิบต้นๆ
"สวัสดีเจ้าค่ะท่านลุง พี่ชายทั้งสอง"
อี้ซินที่เอ่ยทักทายทั้งสามด้วยรอยยิ้ม อี้ฟงก็ทำตามพี่สาวอย่างน่าเอ็นดู
"เจ้าคงจะเป็นอี้ซิน ลุงแซ่ลู่ นาม เหวินโหรว ส่วนสองคนนี้เป็นบุตรชายของลุงเอง ตนโตชื่อ เหวินฟู่ คนรองชื่อ เหวินฉิง"
ท่านลุงลู่ที่แนะนำตัวเองพร้อมกับแนะนำบุตรชายทั้งสองที่กำลังส่งยิ้มมาให้นางกับน้องชายทั้งสามคนดูเป็นคนซื่อๆ และดูเป็นมิตร น่าคบหาอย่างที่ท่านป้าหวังบอก เมื่อทั้งหมดพูดคุยทำความรู้จักกันพอหอมปากหอมคอก็ถึงเวลาทำงานโดยอี้ซินได้แจกแจงรายละเอียดให้ทุกคนทราบถึงการทำงานว่านางต้องการแบบไหนอย่างไรและค่าจ้างที่นางจะจ่ายให้ซึ่งทุกคนก็ดูพอใจจึงแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ตัวเอง