มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 165 กระท่อมร้างไม่ว่างเปล่า

    บทที่165กระท่อมร้างไม่ว่างเปล่า


            ไป๋เหิ่นซินเห็นการก้าวเดินตามดวงตาค่ายกลของแพทย์ไร้นามไม่ผิดพลาดสมัยก่อนนางกับฮุ่ยจวินก็เคยมองค่ายกลนี้ออกและเดินฝ่าจนไปถึงกระท่อมที่เทพดาเร้นกายอาศัยอยู่ได้ทว่าค่ายกลเดิมในอดีตพอมาประสบพานพบอีกครั้งกลับไม่เหมือนเดิม นอกจากมันจะไม่นำพาตนเข้าสู่ใจกลางแห่งค่ายกลแล้วมันยังแผ่พุ่งพลังโจมตีทั้งหมดมาที่พวกตนด้วย

             

            ด้วยไป๋เหิ่นซินเองก็ศึกษาแลฝึกปรือในมหาวิถีวจนะปัญญามามิน้อยเห็นกฎเกณฑ์แลพลังโจมตีนี้ก็ทราบได้ทันที ดวงตาของค่ายกลแห่งวจนะปัญญามิใช่จะเปลี่ยนแปลงโดยง่ายเพราะนั่นคือรูปแบบของเคล็ดวิชาที่สร้างขึ้นโดยสมบูรณ์ การที่สามารถดัดแปลงดวงตาค่ายกลนั้นมีความเป็นไปได้หนึ่งเดียวก็คือดวงตาค่ายกลได้ถูกทิ้งร้างเอาไว้ ค่ายกลที่ถูกทิ้งจะแฝงกฎเกณฑ์ทำลายตัวเอง หากมีสิ่งใดเข้ามากระตุ้นมิว่าจะมาแบบถูกวิธีหรือผิดวิธีก็ตาม ค่ายกลนี้จะแสดงพลังโจมตีออกในทันที ซึ่งการโจมตีของค่ายกลนี้จึงไม่ธรรมดาเพราะนี่คือการสลายกฎเกณฑ์ ก่อรวมวิถี และพุ่งทำลายเป็นหนึ่งเดียว!

             

            “คนไม่อยู่แล้ว!”

             

            คำกล่าวที่แหบพร่าของนางมีความหมายแฝงถึงคำเตือนคนไม่อยู่แต่ค่ายกลอยู่นั่นย่อมหมายถึงค่ายกลนี้ได้ถูกทิ้งร้างเอาไว้ และพร้อมจะทำลายตัวเองทุกเมื่อซึ่งตามความเข้าใจของฮุ่ยจวิน ที่มันเคยอ่านหรือศึกษาในตาราต่างๆ พลังแห่งค่ายกลเมื่อทำลายตนเองจะแสดงพลังการโจมตีแบบรวมศูนย์นั่นคือหนึ่งการโจมตีเดียวจักมีพลังเหนือกว่าเดิมเกือบเท่าตัว!

             

            ด้วยขั้นพลังระดับดุษฎีบัณฑิตแห่งวจนะปัญญาแน่นอนว่าดาราดวงที่สี่ของฮุ่ยจวินมิอาจต้าน แต่แทนที่มันจะเป็นกังวลต่อพลังที่โจมตีทว่ามันกลับเป็นกังวลต่อคำพูดของไป๋เหิ่นซินมากกว่า ‘คนไม่อยู่แล้ว’ คำนี้ยิ่งกว่าขุนเขาเถาหมิงซานที่ถล่มทลายจู่โจมเข้าหามรรคจิตของมันหากเทพดาเร้นกายไม่อยู่แล้ว มันจะรักษาสตรีที่อยู่บนแผ่นหลังอย่างไร อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลฝ่าฟันอันตรายที่จวนเจียนจบสิ้นหลายหน สุดท้ายกลับประสบกับความว่างเปล่า

             

            จิตใจของชายหนุ่มไม่สงบแต่ร่างกายที่ตอบสนองต่ออันตรายนับว่ารวดเร็ว มันรู้ตนว่าสู้ไม่ได้ ระดับพลังของมันกับเทพดาเร้นกายยังต่างอยู่มันจึงต้องมองหาทางออก สรรพสิ่งใดในใต้หล้า ยากหาความสมบูรณ์แบบแลไร้จุดอ่อน เช่นนั้นค่ายกลที่ทำลายตัวเองผนึกเป็นพลังโจมตีสุดท้ายนั้นก็ต้องมีจุดอ่อนชายหนุ่มจึงยังนิ่งสงบแม้ลมอันฉีกกระชากปั่นป่วนได้กวาดม้วนเข้ามาแล้ว

             

            ฮุ่ยจวินวิเคราะห์ไป๋เหิ่นซินเองก็ไม่นิ่งรอความตาย ดวงตาที่ดูเหม่อลอยเหนื่อยล้าของนางคล้ายกำลังมองเข้าไปถึงวิถีทำลายตนเองของค่ายกลนี้ครานั้นเทพดาเร้นกายใช้กอหญ้าที่ไม่ลู่ลมเป็นดวงตาค่ายกล พอทำลายค่ายกลมันจึงต้องทำลายที่ดวงตาค่ายกลก่อนพอคิดเช่นนี้นางจึงเอ่ยขึ้น

             

            “มองไปที่องค์ประกอบแรกสุดของค่ายกล"

             

            เป็นอีกครั้งที่ไป๋เหิ่นซินเปิดปากฮุ่ยจวินก็พลันได้คิดทันที คนทั้งสองล้วนเป็นผู้ที่มากไปด้วยสติปัญญา เอ่ยกันเพียงไม่กี่ประโยคก็เข้าใจโดยมิต้องต่อความยาวเพียงไป๋เหิ่นซินบอกคำว่าองค์ประกอบแรก ฮุ่ยจวินก็กวาดสายตามองหาพลังธรรมชาติของสรรพสิ่งเหล่านั้นทันที

             

            ปกติองค์ประกอบแรกของค่ายกลพลังปาฏิหาริย์จะเป็นกฎเกณฑ์แรกที่ระเบิดพลังโจมตีแต่หากทำลายค่ายกล องค์ประกอบสุดท้ายอย่างดวงตาค่ายกลที่ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลทั้งหมดจะกลับกลายเป็นจุดศูนย์รวมแห่งพลังในการทลายกฎเกณฑ์ก่อนใครทันทีซึ่งนั่นก็จะหมายความว่ากฎเกณฑ์แรกของค่ายกลจะถูกทำลายเป็นที่สุดท้าย เมื่อทำลายเป็นที่สุดท้ายเช่นนั้นจุดดังกล่าวจะเป็นจุดอ่อนของค่ายกลที่ทำลายตัวเองนี้

             

            จากจุดแข็งแปรเปลี่ยนเป็นจุดอ่อนสิ่งนี้ผู้ใดก็คงไม่คาดคิด ทว่ามันกลับมิอาจหนีพ้นความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของไป๋เหิ่นซิน

             

            ไป๋เหิ่นซินแสดงปัญญาฮุ่ยจวินเก็บงำพลังธรรมชาติ โดยมิต้องปลดปล่อยพลังญาณ ด้วยสัมผัสที่มันเข้าถึงในกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติทำให้มันเพียงมองปราดเดียวก็เห็นว่า สิ่งสุดท้ายที่กฎเกณฑ์แห่งพลังในค่ายกลจะเชื่อมโยงไปถึงก็คือกระดูกสัตว์ที่ขาวโพลนกองหนึ่ง

             

            เมื่อคาดเดาในวิถีแห่งค่ายกลที่กำลังทำลายตัวเองออกฮุ่ยจวินก็กำชับร่างของไป๋เหิ่นซินแน่น ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาใช้ออกพร้อมกับการเบิกดาราดวงที่สี่ร่างของคนจึงวูบไหวราวภูติพราย แรงระเบิดของพลังค่ายกลที่กวาดม้วนมาจึงกลืนกินไม่ถึงร่างทว่าภายใต้อาณาเขตของค่ายกล ต่อให้เร็วเพียงไหนก็มิอาจหลุดพ้น ซึ่งฮุ่ยจวินไม่คิดหนีไป๋เหิ่นซินเองก็มิต้องการเช่นนั้น พวกมันเพียงต้องลองเสี่ยงชีวิตกับกองกระดูกสัตว์กองนั้นดู

             

            ก่อนที่กองกระดูกเหล่านั้นจะถูกกระตุ้นวิถีให้ประสานรวมเป็นหนึ่งในค่ายกลฮุ่ยจวินต้องทำลายมันให้ได้ก่อน!

             

            แรงระเบิดของค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ไล่หลังมาถึงความเจ็บปวดแผ่ลามไปทั่วสรรพางค์กายของคนทั้งสอง ความเป็นตายย่างกรายเพียงชั่วพริบตาขณะที่พวกมันกำลังจะถูกกลืนกินภายใต้ค่ายกลที่ทำลายตัวเองนี้ ขณะที่ความเร็วของชายหนุ่มกำลังตกลงเนื่องจากอาการบาดเจ็บสะสมพลังแฝงบนดาราดวงที่สามของมันที่รวมรั้งไว้จึงพลันปลดปล่อย

             

            “ดาราเบ่งบาน"

             

            ทุกบาดแผลรวมถึงรอยฟกช้ำทั่วร่างกายของฮุ่ยจวินบังเกิดแสงที่ราวกับดวงดาราระยิบระยับขึ้น ก่อนที่แสงดังกล่าวจะผนึกตัวกลับกลายเป็นบุปผาที่เบ่งบานบุปผาเหล่านั้นใสกระจ่างดั่งดวงดารา แต่พอมันสูบกลืนบนบาดแผล จากบุปผาเบ่งบานกระจ่างใสก็กลับกลายเป็นดำคล้ำเหี่ยวย่นทว่ายิ่งเหี่ยวย่น อาการบาดเจ็บของฮุ่ยจวินก็ได้รับการฟื้นฟู ราวกับว่ามีแพทย์เทวดารักษาให้ก็ปานเพียงเสี้ยววินาที อาการบาดเจ็บของมันก็ดีขึ้นอย่างทันตา พละกำลังที่ตกลง พลังลมปราณที่ชะงักขาดห้วงบัดนี้ได้ฟื้นฟูกลับมาแลไหลเวียนอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาของฮุ่ยจวินจึงยิ่งรวดเร็วขึ้นแม้ไม่เร็วไปกว่าพลังจากการทำลายตนเองของค่ายกล แต่ก็เร็วเพียงพอให้มันไปถึงกองกระดูกก่อนพลังเชื่อมต่อแห่งกฎเกณฑ์ในค่ายกลจะไปถึง!

             

            “ดาราสลายจันทร์!”

             

            พลังแฝงจากดาราดวงที่สามคือมีคุณสมบัติในการรักษาชั่วขณะแต่พลังแฝงแห่งดาราดวงที่สองคือการทำลายและสลายไปถึงกฎเกณฑ์ เช่นนั้นเมื่อดาราสลายจันทร์กระทบถูกกองกระดูกกฎเกณฑ์ที่เชื่อมโยงกันของค่ายกลก็สลายในทันที แต่ถึงอย่างนั้นแรงระเบิดก็ยังกวาดม้วนเอาคนทั้งสองต้องกระเด็นลอยกลิ้งไปไกลพร้อมกับโลหิตคำใหญ่ที่กระอักออกมา

             

            ฮุ่ยจวินยังพอทานทนแต่ไป๋เหิ่นซินที่ถูกพิษแลบาดเจ็บสาหัสมาก่อนหน้ามีสภาพแย่ลงทันตาเห็น ยังดีที่ฮุ่ยจวินสลายกฎเกณฑ์ที่เชื่อมโยงในค่ายกลได้ทันเวลาดีที่ปลดปล่อยพลังได้ก่อนวจนะปัญญาของเทพดาเร้นกายจะไปถึง เพราะไม่เช่นนั้นพลังของมันอย่างไรก็มิอาจเอาชัยเหนือผู้มีปัญญาระดับสูงหรือที่เรียกว่าดุษฎีบัณฑิตได้และเพราะเป็นเช่นนี้พวกมันจึงรอดตายอย่างฉิวเฉียด

             

            “เป็นอย่างไรบ้าง”

             

            ไป๋เหิ่นซินมิอาจตอบคำถามเนื่องเพราะความเจ็บปวดในกายได้ปะทุฮุ่ยจวินจึงได้โคจรพลัง แม้มันเองจะบาดเจ็บสาหัส แต่ยังฝืนใช้พลังแฝงแห่งดาราดวงที่สามดาราเบ่งบานผุดขึ้นอีกครั้ง บุปผาอันใสกระจ่างดั่งดวงดาราเบ่งบานขึ้นตามบาดแผลทั่วร่างของไป๋เหิ่นซินด้วยเพราะนางถูกพิษ อีกทั้งอาการยังสาหัสมาก ภาพของบุปผาจึงดูเบียดเสียดอัดแน่นทั้งร่างสูบกลืนพลังของฮุ่ยจวินออกไปอย่างมหาศาล พร้อมกันนั้นอาการบาดเจ็บมิน้อยก็ได้ถูกดึงดูดออกจากร่างของไป๋เหิ่นซิน

             

            ฮุ่ยจวินยินยอมแลกความเจ็บปวดจากนางโดยใช้ลมปราณเจ็ดดาราและร่างของตนแบกรับ

             

            ไป๋เหิ่นซินจึงคว้าแขนมันพร้อมส่ายศีรษะเป็นเชิงห้ามปรามฮุ่ยจวินกลับตัดบทว่า

            “ข้าเคยบอกต่อท่านมิใช่หรือหากแม้นไร้ซึ่งเทพดาเร้นกายจริง ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรข้าก็จะรักษาท่านให้ได้”

             

            ไป๋เหิ่นซินมิอาจขัดขืนความดื้อรั้นของชายหนุ่มได้มันยังฝืนทุ่มพลังแห่งดาราดวงที่สามอย่างนั้น ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดให้แก่ไป๋เหิ่นซินในทางกลับกันกลับเป็นมันที่เริ่มจะย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ

             

            บุปผาแห่งดาราดวงแล้วดวงเล่าที่ดำคล้ำแลแห้งเหี่ยวร่วงโรยลงแต่กระนั้นอาการของไป๋เหิ่นซินก็ไม่ได้ดูดีกว่าเมื่อตอนอยู่เขาเถาหมิงซานเท่าใดนักพิสูจน์ให้เห็นว่าพิษของสตรีกลางคนนางนั้นร้ายกาจจนวิชาอันลึกล้ำของชายหนุ่มก็มิอาจรักษาวิชาแพทย์ชั้นสูงกับประสบการณ์ของมันยังสู้ไม่ได้ ลมปราณเจ็ดดาราก็เพียงได้แค่ประคองอาการหรือโลกนี้จะมีเพียงเทพดาเร้นกายผู้เดียวที่สามารถเอาชนะพิษนี้จริงๆ หรือหากเหนือความคาดหมายกว่านั้นพิษนี้อาจไม่มีผู้ใดเอาชนะได้

             

            “สตรีนางนั้นเหตุใดวิชาพิษจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้"

             

            เสียงพึมพรำของฮุ่ยจวินมาพร้อมกับโลหิตที่ไหลซึมมุมปากอาการของไป๋เหิ่นซินดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้าแล้ว มันจึงถอนฝ่ามือที่ทาบอยู่บนหัวไหล่ของนางออกมาไป๋เหิ่นซินฝืนลุกนั่ง ฮุ่ยจวินก็พยุงนาง จึงเกิดเป็นภาพที่ทั้งสองคล้ายกำลังพยุงกันอยู่นัยน์ตาของไป๋เหิ่นซินจากที่เคยจ้องมองสรรพสิ่งอย่างเย็นชาได้คล้ายเปลี่ยนไปเมื่อนางใช้มองชายหนุ่มนางพยายามหักห้ามความคิดที่ซับซ้อน ทว่าต่อหน้าของคนผู้นี้ ทำให้นางลืมตัวตนที่เย็นชาไร้จิตใจโดยปริยายความรู้สึกนี้สมควรจะเกิดขึ้นกับเพียงคนผู้นั้นที่ล่วงลับไป มิน่าจะเกิดกับใครได้อีกและเพราะเป็นเช่นนี้นางจึงมีความรู้สึกที่ว่า ตนไม่น่ารู้จักกับมัน

             

            ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่ในใจลึกๆของนางก็เป็นห่วงมัน แต่ว่านางก็ไม่รู้จะกล่าวคำใดออกไปดี

             

            พยุงไป๋เหิ่นซินให้นั่งได้ฮุ่ยจวินก็พลันทิ้งตัวนอนแผ่หลาหอบหายใจหนัก อีกชั่วครู่ใหญ่มันจึงฝืนลุกนั่งอีกคราแล้วโคจรลมปราณในร่างรักษาอาการบาดเจ็บแลฟื้นฟูพลังภายใน เมื่อเลือดลมไหลเวียนไม่ปั่นป่วนร่างกายจึงทุเลาขึ้นมามิน้อย มันค่อยกล่าววาจาออกมา

             

            “หากมิได้ท่านชี้แนะเรื่องค่ายกลคงย่ำแย่แน่"

             

            ไป๋เหิ่นซินเบือนหน้าไปที่อื่นพร้อมกับเสียงที่ราบเรียบแหบพร่า

            “หากเจ้าตายข้าก็ตายยังมิได้แก้แค้น ข้าจะตายได้อย่างไร เช่นนั้นจึงมิต้องนับเป็นน้ำใจอันใด”

             

            ฮุ่ยจวินยิ้มให้แก่ความเย็นชาของนางเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมกวาดสายตามองบริเวณโดยรอบ เห็นกระท่อมหลังหนึ่งที่เก่าโทรมที่อยู่กึ่งกลางเนินดินล้อมรอบมันจึงนึกถึงอดีตที่ตนเคยพาฮุ่ยไป๋เข้าไปที่นั่นเพื่อความหวังที่จะช่วยนางให้รอด มาบัดนี้มันก็กำลังนำสตรีนามไป๋เหิ่นซินมาที่นี่เพื่อความหวังเช่นเดียวกัน

             

            ทว่ากระท่อมหลังนั้นพอมองด้วยตาเปล่าย่อมรู้แล้วว่าไร้ผู้คนความหวังของมันจึงยังไม่ประสบผล

             

            ฮุ่ยจวินยืนหยัดขึ้นมาได้อีกคราพร้อมกับแบกไป๋เหิ่นซินอีกหน ไป๋เหิ่นซินก็ไม่ขัดขืน อาจเป็นเพราะตลอดเวลามานี้นางอาศัยแผ่นหลังของมันมานานแล้วจึงเกิดเป็นความเคยชิน

             

            เมื่อแบกไป๋เหิ่นซินฮุ่ยจวินก็มุ่งไปที่กระท่อมหลังนั้น ถึงเทพดาเร้นกายจะไม่อยู่ อย่างน้อยก็หวังให้มีคัมภีร์แพทย์ชั้นสูงที่เกี่ยวกับชีพจรลมปราณพิเศษหลงเหลือก็ยังดีทว่าความหวังของมันก็พังลง ภายในกระท่อมนอกจากความเก่าโทรมแลหยากใย่มากมายแล้ว ที่แห่งนี้ก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่อีกแม้แต่ร่องรอยของเทพดาเร้นกายก็ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าจะไปที่ใด ท่านเป็นเทพดาเร้นกาย ไปมายากหาร่องรอย ความหวังของมันในการจะขอคำชี้แนะจากท่านนับว่าริบหรี่เต็มทีแล้ว

             

            เมื่อไม่พบสิ่งใดฮุ่ยจวินก็พาไป๋เหิ่นซินออกมา ระหว่างนี้มันยังต้องหาทางรักษาพิษในกายของนาง แม้มิอาจรักษาได้อย่างน้อยก็ต้องประคองอาการให้นางจนกว่าจะตามหาเทพดาเร้นกายพบ

             

            ฮุ่ยจวินไม่ชักช้าแต่ขณะจะจากกระท่อมหลังนี้ไป ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งก็เดินผ่านพวกมันมาพอดี ดูไปแล้วคล้ายขอทานผู้หนึ่งมันไม่สนใจคนแปลกหน้าอย่างฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซิน เพียงเดินเข้าไปในกระท่อมอย่างเงียบๆและทิ้งตัวนอนลงยังมุมห้องเท่านั้น