โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 119 งานศพ

    ตอนเช้าขจรนอนไม่หลับทั้งคืน ตอนเช้ามึนหัวไม่น้อย จึงทำท่าฤาษีดัดตนไปสามท่า ร่างกายก็ค่อยๆ กลับคืนมาเป็นปกติดั่งเดิม ตอนเช้าจะแวะไปที่วัดอีกครั้งแล้วจะไปสอบถาม ความคือหน้าที่โรงพัก แล้วค่อยไปมหาลัย

    “ ปะป๊า กลับมาแล้ว”  ถิงถิงเดินเตาะแตะ  เข้ามาหาขจรพร้อมกับยกมือให้ขจรอุ้ม  ขจรอุ้มถิงถิงเข้ามาในอ้อมอก แล้วหอมแก้มซ้ายขวาด้วยความคิดถึงเช่นกัน

    “ ตอนนี้ถิงถิงมีไปโรงรียนแล้วนะป๊ะป๋า มีเพื่อนสี่คนแล้วนะคะ”

    “ ไปโรงเรียนแล้วเหรอ?”

    ขจรหันไปมองท่านชายภาสกรที่กำลังดื่มกาแฟ แล้วก็เอ่ยว่า

    “ พอดีโรงเรียนสร้างเสร็จแล้ว  ครูก็มีแล้ว ใบอนุญาตก็มีแล้ว เลยให้ถิงถิงไปเรียนเลย พอดีหาคนมาเรียนไม่ค่อยได้ เลยให้ผู้จัดการชินไปคัดเด็กหญิงที่เป็นลูกพนักงานมาเรียนเป็นเพื่อน ถิงถิง”

    ขจรสังเกตชุดที่ถิงถิงใส่ มันเหมือนชุดพวกเจ้าหญิงในนิยายมากกว่า

    “ แล้วทำไมใส่ชุดนี้ ไม่ใส่ชุดนักเรียนล่ะครับ”

    “ อ้อ..ฉันไม่อยากให้ถิงถิงรู้สึกว่าไปเรียน อยากให้รู้สึกว่า ไปเที่ยวมากกว่า เลยให้ทุกคนแต่งกายเหมือนในเทพนิยายเหมือนๆ กัน”

    ขจรคิด อย่างนี้คุณครูคงต้องแต่งชุดเจ้าชายกับ เจ้าหญิงด้วยละมั๊งเนี่ย ขจรกินข้าวเช้าเสร็จ ก็รีบบึ่งรถมาที่วัด พอดีพบกับ แม่และน้องๆ และพวกพี่ๆในค่ายมวยมากันเกือบหมด พี่ธงกับ พี่จ็อดก็มาด้วยเช่นกัน

    “ อย่าเสียใจไปเลยวะ  หลวงตาคงไม่อยากให้มึงเสียใจ จนเสียงานเสียการ” พี่ธงเอ่ย

    “ ใช่ ตอนนี้กูให้พรรคพวกที่ติดคุกมาด้วยกัน สืบข่าวแล้ว พวกมันไม่ใช่คนแถวนี้แน่ๆ น่าจะเป็นชนกลุ่มน้อย ที่รับจ้างทำเช่นนี้” พี่จ๊อดเอ่ย

    “ อย่าเสียใจไปเลยนะลูก หลวงตาท่านไปสบายแล้ว” แม่ขจรลูกหลังขจรเพราะว่ารู้ว่าขจรนั้นผูกพันกับหลวงตาที่สุด

    แล้วทันใดนั้น ผู้กองนพพรก็ขับรถเข้ามาในวัด พอเห็นขจรก็เข้ามาทักทายทันที

    “ เสียใจด้วยนะ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ ไม่น่าเจอเรื่องแบบนี้เลย”

    “ ตรวจสอบเรื่องคนร้ายไปถึงไหนแล้วครับ”

    “ พวกมัน หลบหนีออกไปทางหลังวัด ผ่านโรงเรียน พวกมันนั่งเฮลิคอปเตอร์มา เลยไม่สามารถติดตามพวกมันได้ ตอนนี้กำลังขอเส้นทางการบินไปที่หอการบิน ไม่รู้ว่าจะยังไงเลย พวกมันอาจบินหนีออกนอกประเทศไปแล้วก็ได้”

    ขจรกำหมัดแน่น เพราะรู้อยู่แล้วว่าพวกมัน คงนำพระแก้วเพชรออกนอกประเทศไปแล้ว ของมีคุณค่ามีราคาแบบนั้น คนไทยไม่น่าที่จะกล้าถือครองเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแน่

    “ หากมีข่าวอะไรเพิ่มเติมก็ช่วยบอกผมด้วยนะครับ”

    “ ได้ แต่ว่าผมไม่รู้ว่า มีอะไรในพระประธานนั่น คนร้ายถึงได้กล้าทำร้ายแม้กระทั่งพระเช่นนี้”

    “ ข้างในมีพระแก้วเพชร สีน้ำเงิน เป็นพระที่กำเนิดขึ้นมา พร้อมกับ พระแก้วมรกต พระแก้วขาว”

    “ มีด้วยเหรอครับ ผมได้ยินว่ามีแต่พระแก้วมรกตกับ พระแก้วขาวเท่านั้น”

    “ มีครับ แต่หลวงตาไม่เคยบอกกับใคร กลัวว่าคนจะแตกตื่นกัน”

    “ แล้วมีใครรู้เรื่องนี้อีกไหมครับ”

    ขจรส่ายหัว เพราะเขาก็ไม่มีหลักฐานอะไร ที่จะไปกล่าวหาศิษย์น้องของหลวงตา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร และอยู่ที่ไหนอีกด้วย

    “ งั้นผมไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ ต้องขอตัวก่อน”

    ขจรหันมาคุยกับพี่น้อง และ พี่ที่ค่ายมวยโดยมีมาดามเกรซก็มาด้วย

    “ ผมอยากสร้างโรงทานขึ้นมา เพื่อทำบุญบริจาคทาน สร้างบุญกุศลมอบให้กับ หลวงตา อยากบริจาคเงินสด ข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม ในเวลา 100 วันนับจากวันนี้” 

    “ ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ฉันจะหาคนมาร่วมทำบุญด้วย”

    มาดามเกรซพร้อมจะรับเป็นแม่งานทั้งหมด

    “ นี่คือการ์ดเงินสด หนึ่งหมื่นล้าน แจกให้หมดภายใน 100 วันนี้ ต้องรบกวนมาดามด้วยนะครับ”

    “ หนึ่งหมื่นล้าน?” ทุกคนต่างตกตะลึงไม่คิดว่า ขจรจะบริจาคมายมายขนาดนี้

    ขจรไม่สนใจปฏิกิริยาของแต่ละคน และบอกกลับไปว่า

    “ หากไม่พอ ก็บอกผมได้นะครับ ผมยังพอมีเหลืออยู่อีก”

    ขจรมอบการ์เงินสด ใบละพันล้านให้กับมาดามเกรซเอาไว้ แล้วก็กลับขึ้นรถไปที่มหาลัยทันที

    “ แม่ ไอ้จรมันมีเงินมากมายขนาดนี้เลยเหรอ แล้วมันให้แม่บ้างหรือเปล่า”

    “ ก็ให้บ้าง” แม่จงเอ่ยแบบขอไปที

    “ แม่ก็บอกพี่จ๊อดไปซิ ว่าครั้งก่อนพี่จรโอนมาให้แม่ 1 ร้อยล้านแล้ว” จอยเอ่ยแซวแม่ของตนทันที

    “ อะไรนะ แม่มีเงินตั้งร้อยล้าน?”

    “ เอ็งจะพูดไปทำไม จรมันก็ฝากเงินเข้าบัญชีให้ทุกคนเท่ากันหมดแหละ ของเอ็งก็มีอยู่แม่เก็บเอาไว้แล้ว แม่ไม่อยากบอกเอ็ง เดี๋ยวเอ็งเอาไปใช้หมด”

    พี่จ๊อดได้ฟัง ก็ตกใจ

    “แม่ ทำไมไม่บอกผม ไปเลยกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”

    “ กลับทำไม?”

    “ ก็ไปเอาสมุดบัญชีของผม ยังไงเล่า”

    “ ไม่ได้ แม่เอาไปฝากตู้เซฟธนาคารหมดแล้ว”

    “ ฝากเซฟธนาคาร นี่แม่รู้จักฝากเซฟธนาคารด้วยเหรอ?”

    “ แม่ยังรู้จักเล่นหุ้นด้วยนะพี่” เจนก็เอ่ยแซวแม่ของตน ทำให้จ๊อดถึงกับบ่นแม่ที่ไม่ยอมบอกเรื่องนี้

    ขจรขับรถสปอร์ตแลมโบกินีสีแดงคันใหม่เอี่ยมของเขา เข้ามหาลัยตามปกติ ขณะที่กำลังขับช้าๆ เพื่อไปที่จอดรถ อยู่ๆ ก็มีรถสปอร์ตโลตัสสีเขียว ขับชนรถของขจรเสียงดังลั่น

    โครม !!

    ขจรต้องลงไปดู แต่พอเห็นคนขับชน ก็จำได้ว่า เธอคือ อาจารย์คนใหม่ มีชื่อว่าพิมพ์ลดา ที่จบมาจากลอนดอน สอนเภสัชวิทยา

    “ ขอโทษด้วยนะคะ พอดีมือถือดัง เลยหยิบขึ้นมาดู เลยเบรคไม่ทัน ฉันจะเรียกประกันมาซ่อมให้นะคะ”

    “ ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมไม่อยากเสียเวลา  รถยังพอขับได้ แค่นิดหน่อยเท่านั้น”

    “ คุณคือ คุณขจร นาคบดินทร์ใช่ไหม?”

    “ ใช่ครับ”

    “ ดีใจที่ได้พบตัวจริง ฉันพิมพ์ลดา อัครเมธา เป็นอาจารย์ที่นี่ค่ะ” อาจารย์พิมพ์ยกมือเพื่อมาเช็คแฮนด์ ขจรได้แต่จับมือด้วยแบบงง ไม่รู้ว่า เธอรู้จักเขาได้อย่างไร

    “ รู้จักผมด้วยเหรอครับ”

    “ ฉันทำงานให้กับกรมตำรวจอยู่หน่วยนิติเวช เป็นญาติผู้น้องของ ผู้กองนพพร เขาเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังหลายเรื่องเลย แต่เรื่องที่ฉันชอบฟังมากที่สุดรู้ไหมว่าเรื่องอะไร”

    ขจรได้แต่ส่ายหัว

    “ ก็คดีที่ซอมบี้บุกปล้นโรงพัก เพื่อช่วยตัวประกัน ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าสมัยนี้มีหมอผีที่เป็นนักศึกษาแพทย์ อายุน้อยขนาดนี้ อีกทั้งยังมีความรู้เรื่องยาพิษที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นซอมบี้ แล้วรู้จักวิธีจัดการกับพวกมันได้ ทั้งๆ ที่ทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถหาคำตอบได้เลย”

    ขจรได้แต่ส่ายหัว ไหนผู้กำกับบอกจะเก็บเป็นความลับ ตอนนี้ผู้กองกลับเล่าเรื่องซะละเอียดยิบให้คนอื่นได้รับรู้  และยังมาเป็นอาจารย์ที่มหาลัยเขาอีกด้วย

    “ ผู้กองก็พูดเกินไปบ้าง อย่าไปเชื่อให้มากนัก”

    “ ยังไม่หมด เรื่องยาพิษที่ทำให้อเล็กซ์กลายร่างเป็นปีศาจ คุณรู้จักพิษแบบนี้ได้ไง แล้วยังสามารถหายามารักษาให้หายได้อีก คุณช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ฉันทดสอบในห้องทดลองมาตั้งนานยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่ามันคือพิษอะไร”

    “ นี่อาจารย์หมอธารินทร์บอกกับคุณด้วยหรือนี่?”

    “ ใช่ซิ ฉันคือมือหนึ่งทางด้านยาพิษหรือยารักษาโรค พวกเขาต้องปรึกษาฉันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

    ขจรไม่อยากตอบคำถามมากมาย เพราะตอบไปอาจารย์พิมพ์คงต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน เผลอพูดมากไป คงต้องขอให้พาไปที่โลกเซียนแน่ๆ เลย

    “ ผมมีธุระยังไงก็ขอตัวก่อนนะครับ”

    “ เดี๋ยวก่อน เอาเบอร์มือถือมา ฉันมีคำถามมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ในคดีที่ผู้กองปิดไปแล้ว ฉันอยากให้คุณช่วยฉัน”

    ขจรต้องบอกเบอร์ไป แล้วก็ขับรถเข้าไปที่จอดทันที ไม่อยากตอบคำถามอะไรของอาจารย์พิมพ์อีก

    เพื่อนๆ พอเห็นขจรเดินเข้ามาก็แสดงความเสียใจเรื่องหลวงตา แล้วตกลงกันว่าเย็นนี้จะไปงานศพหลวงตาด้วย

    “ ไม่เป็นไรนะ จร” กิ๊ฟ เข้ามาจับมือขจร เพื่อให้กำลังใจ

    “ อืม เราไม่เป็นไร แค่คิดถึงหลวงตาเท่านั้น”

    “ ให้กิ๊ฟช่วยอะไรก็บอกนะ”

    “ ขอบใจนะกิ๊ฟ”

    “ แล้วช่วงที่จรหยุดเรียนไป เราเลคเชอร์ ให้เอาไว้หมดแล้ว แต่เรื่องลงตรวจคนไข้ กับอาจารย์หมอธารินทร์ จรต้องไปขอกับท่านเองนะ ส่วนห้องแลป จรก็ต้องไปหาอาจารย์พิมพ์ อาจารย์ใจดีมากคิดว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร”

    ขจรได้แต่พยักหน้า แต่แล้วอาจารย์พิมพ์ก็โผล่เข้ามาแล้วมานั่งร่วมโต๊ะกับกลุ่มของขจร เอกพล กับ กรกันต์ ถึงกับนั่งตัวเกร็ง ไปในทันที

    “ ฉันเพิ่งคุยกับ พี่ผู้กองเขาบอกเรื่องหลวงตาแจ่มให้ฉันฟังแล้ว เย็นนี้ฉันจะไปงานศพด้วย เสียใจด้วยนะ” อาจารย์พิมพ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงใสๆ และจริงใจยิ่ง

    “ ครับ ขอบคุณครับ”

    พออาจารย์พิมพ์เดินจากไป ทุกคนก็ถามขจรทันที

    “ นายไปรู้จัก กับอาจารย์พิมพ์ตั้งแต่เมื่อไร?” หัวหน้าเอกสงสัย

    “ ไม่รู้จักมาก่อนเลย พอดีเขาเป็นแพทย์ของหน่วยนิติเวช เป็นญาติผู้น้องของผู้กองนพพร พวกเขาทำงานร่วมกัน เขาเลยรู้จักฉัน”

    ทุกคนก็เลยหายข้องใจในเรื่องนี้

    พอเลิกเรียน ทุกคนก็ไปที่วัด กลับพบว่ามีคนมากันแน่นไปหมด เหมือนกับว่ากำลังจัดงานอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นคนเข้าแถว รอรับข้าวสาวอาหารแห้งกัน ก็เข้าใจ

    “ ใครใจบุญ เปิดโรงทานขนาดนี้นะ” ซีเอ่ยด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นชาวบ้านคุยกันว่านอกจากได้ข้าวสารอาหารแห้งแล้ว ยังได้รับเงินสดใส่ซองกลับไปบ้านคนละ1หมื่นบาทด้วยยิ่งตกใจ

    “ อะไรนะป้า มีการแจกเงินให้อีกคนละหมื่นเชียวเหรอ?”  เอกพลถามด้วยความตื่นเต้น

    “ ใช่ เขาแจกวันละหมื่นคน เป็นเวลา 100 วันเลยนะ”

    “ อะไรนะ หมื่นคนๆละหมื่นบาท 100 วันนี่มันหมื่นล้านบาทเลยนะ?”

    หัวหน้าเอกด้วยความอยากรู้จัด เลยขอตัวลาเพื่อนๆ ไปสืบเรื่องนี้ก่อน โดยที่ขจรไม่ทันได้อธิบายอะไร

    “ หัวหน้าเอกนี่ แทนที่จะไปไหว้หลวงตาก่อน ดันไปยุ่งอะไรกับเรื่องคนอื่นแบบนี้นะ” ซีต่อว่าหัวหน้าเอก

    “ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง” ขจรพาทุกคนเข้าไปในศาลาสี่ ที่ตอนนี้เริ่มมีแขกคนสำคัญเข้ามาหลายคนแล้ว

    ขจรเห็นท่านชายภาสกรวันนี้มาอีกวัน เพราะว่า เสด็จอาหญิงรัตนาวดีมาเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ด้วย ทำให้ ท่านหญิงสาม และ ท่านหญิงสี่ เลยต้องมางานนี้ด้วย โดยพาครอบครัวมากันหมดบ้านพร้อมท่านชายอนาวิน ท่านชายชลทิศ

    และยังมีเพื่อนๆ ของท่านหญิงอีก 6 ท่าน รวมทั้งท่านหญิงสิริปทุมวดี กับท่านชายกลาง ก็มากันครบ พอเห็นขจรมาถึง ท่านหญิงรัตนาวดีก็เรียกขจรให้ไปหาทันที

    “ ทำไมเธอไม่บอกกับฉัน ว่าจะทำบุญใหญ่ขนาดนี้ หรือเธอคิดว่า เธอรวยแล้ว เลยไม่อยากให้ใครมาช่วย”

    “ มิได้ครับ ผมแค่อยากทำบุญให้หลวงตาเท่านั้นเอง”

    “ แต่ว่า เธอเอาเงินหนึ่งหมื่นล้านมาแจกชาวบ้านอย่างนี้ พอเพื่อนๆรู้ข่าว พวกเขาก็โทรมาหาฉันกันยกใหญ่ อยากจะร่วมทำบุญด้วย”

    “ เป็นพระคุณอย่างสูงครับ”

    “ แล้วเรื่องยาสมุนไพรนั่น เธอได้มาหรือเปล่า เพื่อนฉันเขาฝากถามมาน่ะ”

    “ เรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะจัดการให้เลยก็ได้ครับ”

    “ ได้เลยเหรอ?”

    “ ได้ครับ” 

    ทันใดนั้นเอง ท่านหญิงก็เห็นเหรียญทองคำรูปพญานาค9 เศียร ที่บนคอของขจร ก็เรียกเข้ามาหาใกล้ๆ เพื่อขอดู

    “ ชายใหญ่ ไหนบอกว่า เหรียญอนันตนาคราช ชายรองมอบให้กับ แม่สุรางคนางค์ไปแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่คอของ พ่อขจรได้ล่ะนี่”

    ท่านชายภาสกร รีบเข้ามาดูด้วยความตกใจ

    “ นี่เธอไปเอาเหรียญอนันตนาคราชนี้มาได้อย่างไร ฉันไม่เคยเห็นเธอใส่มาก่อน”

    “ หลวงตาบอกว่า มันเป็นของที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิด หลังจากที่ท่านมรณภาพไป ท่านก็ได้มอบคืนมาให้ผมครับ”

    ท่านหญิงรัตนาวดี กับ ท่านชายใหญ่ถึงกับมองหน้ากันด้วยความตกใจ

    “ หรือว่า เธอจะเป็นลูกของชายรอง จริงๆ” ท่านหญิงรัตนาวดีเอ่ยออกมาอย่างดีใจ

    “ ฉันจะให้เจ้าหน้าที่มาตรวจดีเอ็นเอเดี๋ยวนี้เลย นะครับ” ท่านชายภาสกรเอ่ยอย่างตื่นเต้น รีบโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอ เข้ามาหาอย่างรีบด่วน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลเข้ามาใช้ก้านสำลี กวาดเข้าไปที่กระพุ้งแก้มขจร และของท่านชายภาสกร ไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

    “ พรุ่งนี้เช้าทางเราจะส่งผลตรวจมาให้นะครับ”

    ขจรทำตามไปแบบงงๆ แล้วทันใดนั้นก็มี เฮลิคอปเตอร์ บินลงมาจอดที่วัด

    มีชายหนุ่มรุ่นเดียวกับขจร ร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์แต่งชุดดำ ใส่แว่นตาดำ เดินนำหน้ามีฝรั่งสี่คนเป็นบอดี้การ์ดตามหลังมา

    “ โยชิ”

    “  เฮ้ย จร”

    “ มาไงวะนี่”

    “ เพิ่งได้ข่าวหลวงตาเมื่อวาน กูก็อยู่ที่ฮ่องกง ก็เลยบินมาเลย แม่งชั่วจริงๆ ทำได้แม้กระทั่งพระชราที่มีแต่ความเมตตามาตลอด”

    ขจร พาโยชิไปไหว้หลวงตา แล้วค่อยมาไหว้ท่านหญิงรัตนาวดี กับ ท่านชาย แล้วพากันมานั่งคุยกันที่ส่วนตัว

    “ แล้วมึงจะแก้แค้นพวกมันไหม?”

    “ ตำรวจบอกว่า พวกมันมาเฮลิคอปเตอร์กัน  ตอนนี้กำลังประสานไปที่ หอการบิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางบินของพวกมัน”

    “ กูรู้พวกมันไปไหน มึงดูนี่ก็แล้วกัน”

    โยชิให้ลูกน้องนำแท็ปเล็ต ออกมา แล้วก็เปิดภาพ เห็นภาพของวัดในวันที่เกิดเหตุชัดเจน พอขยายเข้าไป พบว่า มีคนร้าย อยู่ 5 คน ออกจากโบสถ์ถือ ถุงผ้า แล้วพากันขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วบินออกไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่ชายแดนเมียนมาร์   แล้วเข้าไปอยู่ที่ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง

    “ นี่คือ กล้องดราก้อนอาย ที่สามารถถ่ายภาพจากดาวเทียม นอกโลกได้  กูแฮ๊กช์ออกมาจาก ซีไอเอ เมื่อคืน พวกมันหนีเข้าไปในเขตชนกลุ่มน้อย ทีแรกกูจะใช้คำสั่งจากเพนตากอน  ออกคำสั่งยิงจรวดจากดาวเทียม  ยิงถล่มหมู่บ้านนี้เลย แต่เห็นมีเด็กเล็ก สตรีอยู่กูเลยไม่กล้าทำว่ะ”

    “ ขอพิกัดให้กูหน่อยได้ไหม”

    “ ได้ซิ แต่ว่ามึงจะให้ใครไปถล่มพวกมัน กูว่าจะจ้างพวก ทหารอารากันให้แม่งมาถล่มให้ราบคาบ แต่กลัวว่าพวกมันจะฆ่าผู้หญิงและเด็กที่ไม่เกี่ยวข้อง ไปด้วย”

    “ กูจะจัดการพวกแม่งเอง”  ขจรพูดคำรามออกมาเบาๆ.....