ตอนที่ 21 แบ่งเงิน
หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เขาจะเอาหลักฐานจากไหนมาพิสูจน์ เขาแค่รู้สึกแปลกและสงสัยในบทสนทนาตอนนั้นและเดาออกมาก็เท่านั้น จะให้เขาเอาหลักฐานออกมาตอนนี้ แล้วเขาจะไปเอามาจากไหน
แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่หลักฐาน แต่อยู่ที่ว่าอวี๋ซิ่งเหวินจะไปตรวจสอบตามคำพูดของเขาหรือไม่
ครั้นนึกถึงเื่นี้ก็คิดแผนการขึ้นมาได้ “คุณชายรอง ท่านลองคิดดูให้ดีสิว่าเหตุใดต้องนำภาพวาดนั้นออกมาในตอนท้าย? หากตระกูลฉา้าใช้ภาพวาดนั้นเพื่อชำระหนี้ เหตุใดพวกเขาถึงไม่นำภาพวาดนั้นออกมาั้แ่แรกล่ะ? เหตุใดต้องเอาออกมาในตอนท้ายด้วย?”
อวี๋ซิ่งเหวินชอบบทกวีภาพวาด เขาชื่นชมอาจารย์สวีและชื่นชอบภาพวาดของอาจารย์มาก เพราะฉาจื่ออันมีความสัมพันธ์กับอาจารย์สวี ตอนที่เขาเห็นภาพวาดนั้น เขาก็เชื่อและไม่สงสัยอะไรเลยไม่ว่าพวกเขาจะเอ่ยสิ่งใดมา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวี๋ซิ่งเหวินก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “เ้าหมายความว่าพวกเขาจงใจใช้ประโยชน์จากความชื่นชมของข้าที่มีต่ออาจารย์สวีงั้นรึ?” เมื่อคำพูดนี้ดังออกมา รังสีอำมหิตทั่วตัวเขาพลันเพิ่มขึ้น
หัวหน้าหมู่บ้านอยู่ภายใต้ความกดดัน เขากลืนคำพูดเอาไว้ พลางคิดว่าจะเพิ่มความน่าสงสัยให้กับคำพูดของฉาจื่ออันอย่างไรดี เมื่อคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ลองหยั่งเชิงท่าทางของคุณชายรอง
“คุณชายรอง ท่านคงเดาได้ั้แ่ตอนนั้นแล้วว่าภาพวาดนั้นเป็ของปลอม ถึงได้ไม่รับกลับมา และหากภาพวาดนั้นมาจากอาจารย์สวีจริง เหตุใดถึงไม่มีใครเคยเห็นเลยล่ะ?”
ตอนนั้นอวี๋ซิ่งเหวินแค่กลัวว่าจะเกิดเื่ยุ่งยาก เขาถึงไม่รับภาพนั้นกลับมา มิฉะนั้น เขาที่หมกหมุ่นกับงานของอาจารย์สวี หากได้รับงานต้นฉบับของอาจารย์สวีคงรู้สึกเป็เกียรติอย่างมาก
อวี๋ซิ่งเหวินคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเขาเห็นภาพวาดของอาจารย์สวีในตอนนั้น เขาคิดเพียงแค่ว่าเคารพต่ออาจารย์สวีเท่านั้น แม้จะไม่สงสัย แต่เพียงเพราะภาพวาดนั้นยอดเยี่ยมมาก และเขาไม่เคยเห็นภาพวาดเช่นนี้จากอาจารย์สวีมาก่อน ดังนั้นเขากังวลแค่ว่ามันจะเกิดเื่วุ่นวายเท่านั้น จึงไม่ได้คิดว่าภาพนั้นจะจริงหรือปลอม
แต่หากภาพนั้นเป็ของปลอม !
อวี๋ซิ่งเหวินเอ่ยด้วยสีหน้าเ็า “ข้าจะต้องไปตรวจสอบเื่นี้ เ้ากลับไปก่อน และคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของตระกูลฉา หากเห็นสิ่งใดผิดปกติให้มารายงานข้าทันที” น้ำเสียงเยือกเย็นไม่มีความรู้สึกแม้แต่น้อย
หัวหน้าหมู่บ้านผงะไปครู่หนึ่ง นี่จะไม่ลงโทษเขาแล้วรึ? เมื่อเห็นท่าทางของอวี๋ซิ่งเหวิน เขาจะกล้าคิดมากได้อย่างไร ดังนั้นจึงรีบตอบรับทันที
เื่ที่หลิงซานฉิงขายสูตรไปนั้น ไม่ถึงครึ่งวันข่าวก็แพร่กระจายไปทั่ว ทุกคนต่างรู้ว่านางขายสูตรให้กับภัตตาคารซือเจิ้ง
ทันทีที่นางเข้าห้องมา ฉาจื่ออันก็บอกข่าวนี้แก่นาง
หลิงซานฉิงตะลึงไปครู่หนึ่ง “เ้าแน่ใจนะว่าข่าวนี้ถูกต้อง? ภัตตาคารซือเจิ้งจะกล้าปล่อยข่าวออกมาจริงรึ?” นางมิอาจปิดบังน้ำเสียงแปลกใจเอาไว้ได้
แม้จะรู้ว่าตระกูลซือไม่กลัวตระกูลอวี๋ แต่ก็ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะไม่กลัวกันถึงขั้นนี้ แถมตระกูลอวี๋ยังเคยป่าวประกาศออกมาว่าไม่ว่าภัตตาคารใดก็ห้ามรับสูตรของนาง แต่ภัตตาคารซือเจิ้งไม่เพียงแต่รับสูตรนางไปเท่านั้น ยังกล้าป่าวประกาศอย่างโจ่งแจ้งด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าเขาเป็ศัตรูกับตระกูลอวี๋อย่างชัดเจนรึ?
ฉาจื่ออันสอนเจี่ยนเจี่ยนอ่านหนังสือไปด้วยพลางเหลือบมองนางไปด้วย “จะไม่จริงได้อย่างไร? ข้าต้องถามเ้ามากกว่า เหตุใดถึงได้ขายสูตรให้ภัตตาคารซือเจิ้ง? นั่นไม่ใช่สถานที่ที่เ้าจะไปซื้อขายอะไรก็ได้นะ”
สำหรับคนธรรมดาเช่นพวกเขา ตระกูลซือคือตระกูลสูงส่งและมีฐานะโดดเด่นแห่งอำเภอหรงอิน หาใช่คนธรรมดาที่จะสามารถพูดถึงได้
ครั้นหลิงซานฉิงเห็นท่าทางไม่เชื่อของอีกฝ่ายก็รู้สึกไม่สบายใจ นางเดินเข้าไปเตะขาเก้าอี้ “เ้าหมู ซื้อขายอะไร? สูตรนั้นข้าคิดค้นขึ้นมาอย่างยากลำบาก เหตุใดพอมันออกมาจากเ้าถึงได้กลายเป็สิ่งของไร้ค่าไปซะแล้วล่ะ?”
แรงที่ใช้เตะนั้นไม่น้อยเลย ร่างกายผอมบางของฉาจื่ออันสั่นไหวไปตามม้านั่ง ใบหน้ารูปไข่ที่ขาวซีดแปรเปลี่ยนเป็สีแดง “หลิงซานฉิง เหตุใดภรรยาอย่างเ้าถึงได้ใจร้อนนัก สิ่งที่ท่านขงจื๊อกล่าวเป็ความจริงสินะ มีแค่สตรีและคนถ่อยที่เข้าหาด้วยยาก[1]”
ตอนนี้เขาชำนาญแล้วและกล้าที่จะต่อต้านนาง หลิงซานฉิงจึงเตะเข้าไปอีกครั้ง “อย่าเอาข้าไปเทียบกับคนถ่อย” นางดึงม้านั่งแล้วนั่งลงอีกครั้ง “ข้าเพิ่งรู้ว่าในอำเภอหรงอินนี้ไม่ใช่มีแค่ตระกูลอวี๋ตระกูลเดียวที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังมีใหญ่กว่าตระกูลอวี๋อีก!”
หากไม่ใช่เพราะขายสูตรและรู้เื่ตระกูลซือในครั้งนี้ เกรงว่าต่อไปหากนางเคลื่อนไหว ตระกูลอวี๋ก็จะเข้าไปแทรกแซงได้ ตอนนี้มีสิ่งที่คิดในหัวแล้ว ก่อนที่อวี๋ซิ่งเหวินจะทำอะไรคงต้องคำนึงถึงตระกูลซือให้ดี
ฉาจื่ออันแอบบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ เขาไม่นั่งบนม้านั่งแล้วจึงลุกขึ้น และเอ่ยอย่างไม่สนใจ “ั้แ่อดีตนานมา ชาวบ้านไม่ต่อสู้กับขุนนาง แม้ตระกูลซือจะใหญ่แค่ไหนก็ยังเป็แค่ชาวบ้าน แต่ตระกูลอวี๋เป็ขุนนาง หากสู้กันจริง ๆ ตระกูลซือจะได้ประโยชน์อะไร?"
ทั้งสองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นหลิงซานฉิงจึงโบกมือ ไม่อยากจะโต้เถียงกับเขาอีก
“หลิงซานฉิงนังหญิงไม่เอาไหน กล้าดีอย่างไรถึงขายสูตร ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว หรือหมั่นโถวของเ้าไร้ค่าแล้ว ข้าว่าเ้าคงไม่มีปัญญาเลี้ยงครอบครัวแล้ว มาเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
ตัวคนยังไม่ทันมาถึงแต่เสียงกลับมาถึงก่อนแล้ว หลิงซานฉิงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ในขณะที่ใบหน้าของฉาจื่ออันก็บิดเบี้ยวอย่างมาก ก่อนที่ทั้งสองจะเคลื่อนไหว ประตูก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง ฉาซื่อพุ่งเข้ามาอย่างเดือดดาล ด้านหลังยังมีสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเดินตามมา
หยางซื่อสะใภ้ใหญ่ก้าวขึ้นมาข้างหน้า และจับแขนของหลิงซานฉิงเอาไว้ “สะใภ้สาม ได้ยินว่าเ้าขายสูตรหมั่นโถวนั้นไปแล้ว? เ้าขายได้เท่าไหร่?” ท่าทางนี้เหมือนมารดาปกป้องลูก แต่ช่างน่าเสียดายเพราะสิ่งที่นางปกป้องไม่ใช่เงินของตัวเอง
หลิงซานฉิงมีสีหน้าเ็า นางสะบัดมือของสะใภ้ใหญ่ออกไปอย่างไม่ชอบใจ พลางกวาดสายตามองทั้งสามคน “ขายได้เท่าไหร่มันก็เป็ของข้า เกี่ยวอะไรกับพวกเ้า?”
“เป็ของเ้า?” เมื่อฉาซื่อได้ฟังก็เดือดจัด นางกล่าวด้วยน้ำเสียงทั้งสูงทั้งแหลม “เอาอะไรมาเป็ของแก แกมันก็แค่นังผู้หญิงต่ำช้า กล้าแบ่งแยกข้ากับแกด้วยรึ หากข้าแยกอย่างชัดเจน แกจะเหลืออะไร? ห้องนี้ลานบ้านนี้ก็เป็ของข้า ยังจะกล้าแบ่งแยกอีก ช่างกล้านะ!”
หญิงชรามองไปรอบ ๆ ราวกับหาของบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พบของอะไรที่สามารถใช้ทุบตีหลิงซานฉิงได้เลย นางจึงเอื้อมแขนออกไปได้หน้า
ฉาจื่ออันรีบเข้าไปขวาง “ท่านแม่ ท่านจะทำอะไร เงินนั่นเป็ของซานฉิงอยู่แล้ว นางจะเอาไปทำอะไรมันก็เป็สิทธิ์ของนาง” ไม่ว่าเขาจะอารมณ์ดีแค่ไหน ตอนนี้เขาก็อดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้
เมื่อฉาซื่อได้ยินลูกชายตัวเองช่วยพูดแทนภรรยาก็เบิกตากว้างขึ้นทันที “แม่รึ? เ้ายังรู้ว่าข้าคือแม่เ้าอยู่รึ? ข้าเป็แม่เ้า แต่เ้าก็ยังช่วยคนนอก? พวกเ้ามาดูซิว่ายังมีความยุติธรรมอยู่ไหม ลูกชายช่วยลูกสะใภ้ทำร้ายแม่ ใครก็ได้มาเร็ว มาตัดสินกัน!”
เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วบ้านใกล้เรือนเคียง ทั่วหมู่บ้านนำเื่นี้ไปเป็เื่ขบขัน แต่ละคนรีบเข้าไปฟังที่หน้าประตูตระกูลฉา ท่านผู้นำตระกูลเอามือไพล่หลังเดินเข้ามา
เมื่อฉาซื่อเห็นผู้สนับสนุนเดินเข้ามาก็หยุดตีหลิงซานฉิงทันที นางรูดแขนเสื้อขึ้นและนั่งลงบนพื้นพลางตบพื้นเสียงดัง “ลูกสะใภ้หาเงินมาได้ควรนำมามอบให้ผู้เป็แม่เพื่อแสดงความกตัญญูหรือไม่? เงินที่นังผู้หญิงต่ำช้าคนนี้หามาได้ หญิงชราอย่างข้าจะมีสิทธิ์อะไรไปแย่ง...ไปเอามาได้ล่ะ? ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่! ใครก็ได้มาตัดสินที!”
เมื่อหยางซื่อได้ยิน และเห็นท่านผู้นำตระกูลเดินเข้ามาแล้วก็รีบเข้าไปช่วยทันที “กล่าวคือ เดิมทีก็เป็ครอบครัวเดียวกัน เงินก็เป็ของทุกคน เหตุใดตอนนี้หาเงินมาได้ก็ไม่รู้จักกันแล้ว เ้าคิดว่ารวยจริงรึ?”
นางเพิ่มเสียงชิงชังให้ดังขึ้น หวังให้บ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินเสียงของนาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ไม่เห็นว่าหลิงซานฉิงจะตอบโต้ใด ๆ ฉาซื่อกับหลิวซื่อสะใภ้รองเหลือบมองหน้ากัน แล้วลุกขึ้นจากพื้น เช็ดน้ำตาทันที “สะใภ้สาม ทุกอย่างต้องมีเหตุผล เ้าในตอนนี้ยังเป็ลูกสะใภ้ของตระกูลฉา เ้าจะอกตัญญูก็ไม่เป็ไร แต่เ้าจะพาลูกชายของข้าอกตัญญูไปพร้อมกับเ้าด้วยรึ?”
นางเดินไปที่ประตูโดยไม่สนว่าท่านผู้นำตระกูลเฝ้ามองดูอยู่ พลางเอ่ยด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ท่านผู้นำตระกูล ท่านช่วยตัดสินที เมื่อลูกชายกับลูกสะใภ้อกตัญญูต่อมารดา นี่คือหายนะไม่ใช่หรือ? หญิงต่ำช้าผู้นี้คิดอยากจะทำสิ่งใดก็ทำ เมื่อรวยแล้วไม่รู้จักแม้กระทั่งแม่สามีตัวเองแล้ว?”
ท่านผู้นำตระกูลมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาเดินเข้ามาพร้อมกับปิดประตู พลางเหลือบมองหลิงซานฉิงด้วยความไม่พอใจ “สะใภ้สาม คราวก่อนแม่สามีเ้าบอกข้าว่าเ้าอกตัญญู ข้าเห็นแก่บิดาเ้าที่เป็ขุนนางจึงไม่เชื่อ แต่ในเมื่อเห็นเป็เช่นนี้จริง พูดตามตรงแล้วเ้าเป็ผู้น้อย แม่สามีเ้าอายุมากแล้ว เหตุใดเ้าถึงไม่เคารพนับถือผู้สูงอายุและรักเด็กล่ะ?”
เคารพนับถือผู้สูงอายุและรักเด็ก?
หลิงซานฉิงแคะหูตัวเองอย่างไร้มารยาทพลางพิงผนังด้านข้าง สายตากวาดมองฉาซื่อขึ้นลง และเอ่ยเสียงเบาออกมาว่า “เคารพนับถือผู้สูงอายุและรักเด็ก? หากมีคนแก่ไม่น่าเคารพ อาศัยว่าตัวเองเป็ผู้ใหญ่รังแกผู้อื่น ข้ายังควรเคารพอยู่หรือไม่?”
หากฉาซื่อเป็คนดี เห็นแก่ฉาจื่ออันที่ดีต่อนาง นางก็ไม่ถึงกับรังเกียจคนแก่คนหนึ่งหรอก แต่ฉาซื่อผู้นี้คืออะไร? นิสัยปากคอเราะรายเช่นนี้ ช่างไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนเลย
ท่านผู้นำตระกูลฉุนกับคำพูดของนางจนพูดไม่ออก จึงจำต้องมองไปทางฉาซื่อ เพื่อหาทางออกจากสถานการณ์ที่น่าอับอายนี้ “ที่จริงมันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ บอกข้ามาอย่างละเอียด”
นี่เป็การเปิดโอกาสให้ฉาซื่อระบายสิ่งแย่ ๆ ของหลิงซานฉิงอย่างไร้ความน่าเชื่อถืออีกครั้ง ฉาซื่อหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง ความเจ็บทำให้น้ำตาไหลออกมาทันที “ท่านผู้นำตระกูล โชคดีที่ท่านอยู่ที่นี่วันนี้ หากท่านไม่อยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่านังผู้หญิงไม่เอาไหนคนนี้จะยั่วโมโหข้าอย่างไรอีก นังผู้หญิงต่ำช้านี่ขายสูตรหมั่นโถวให้คนนอกจะต้องได้เงินมาเยอะแน่ ไม่นึกเลยว่าตอนนี้นางจะเป็คนที่ตระหนี่ถี่เหนียว เงินสักเหรียญเดียวก็ไม่ให้ข้า ข้าอบรมเลี้ยงดูอาสามมาอย่างยากลำบาก แต่นางที่เป็ลูกสะใภ้กลับปฏิบัติกับข้าอย่างนี้ ข้าทำบาปกรรมอะไรไว้กันนะ...”
ยิ่งนางร้องไห้มากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายนางก็ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นแล้วตบที่ต้นขาตัวเอง หางตาที่มีรอยย่นเต็มไปด้วยน้ำตา
ท่านผู้นำตระกูลฟังพร้อมกับส่ายหน้า สายตาที่มองหลิงซานฉิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “แม่สามีของเ้าไม่เคยโกหกมาแต่ไหนแต่ไร นางพูดเช่นนี้แสดงว่าเ้าต้องทำเช่นนั้นจริง ๆ แม่สามีของเ้าใช้ชีวิตลำบากมาครึ่งชีวิต ตอนนี้จะเอาเงินของพวกเ้าไม่กี่ตำลึง เ้าที่เป็ผู้น้อยไม่ควรกตัญญูต่อผู้ใหญ่รึ?”
แววตาของหลิงซานฉิงทวีความเ็า นางมองคนในครอบครัวนี้ออกหมดแล้ว นอกจากฉาจื่ออันที่เป็คนดี คนที่เหลือก็เหมือนกันหมด นางจึงไม่มีอะไรจะต้องโต้แย้ง
นางกลอกตาไปมา แล้วละสายตากลับมา “จะพูดไร้สาระอะไรให้มากความ ก็แค่้าเงินมิใช่รึ จะแบ่งเงินก็ได้ เช่นนั้นเราก็มาแยกบ้านด้วยเลยแล้วกัน”
น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
แยกบ้าน?
[1] เป็คำสอนของขงจื๊อ หมายถึง เวลาเข้าใกล้เกินไปก็จะลามปาม ไม่มีมารยาท พอตีตัวออกหากก็จะแค้นเคืองไม่พอใจ