โชคยังดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีเพียงผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น พวกมันไม่มีลักษณะเด่นใดให้สังเกต กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนี้ทุกคนล้วนสวมชุดดำปิดหน้าตาทั้งหมด กลิ่นอายวิญญาณทุกอณูต่างก็ถูกเก็บซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าลงมือโดยใช้พลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากจะมีใครสักคนที่สามารถกำราบผู้วิเศษชั้นสูงลงได้อย่างรวดเร็ว เพียงเพราะใช้แรงกายอย่างเดียวนั้น ก็เห็นคงจะมีเพียงเหนือมนุษย์ระดับสูงหรือไม่ก็ครึ่งเทพขึ้นไปเท่านั้น
การกำราบสยบทหารยามจำนวนมากให้หมดสติล้วนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ส่วนที่ทำให้มิเนอร์วารู้สึกแปลกใจนั่นก็คือ พวกมันลงมือได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีผู้ใดสังเกตรับรู้ เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี ปิดบังซ่อนเร้น และอำพรางทุกการกระทำจากสายตาโดยรอบ มิเนอร์วายืนครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่อาจโยงเรื่องนี้ไปหาผู้ใดได้ จึงจำเป็นต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปสืบหาทีหลังอีกที จะอย่างไรกุสตาฟ วาดิม และแมคไกว ทั้งสามก็อยู่ในอาการล่อแล่ ถึงร่างกายจะไม่มีบาดแผลร้ายแรง แต่จิตใจรวมทั้งพลังวิญญาณล้วนอ่อนแอเปราะบางจนใกล้จะแตกสลาย ยากที่จะเยียวยาภายในไม่กี่วัน
"ผู้อาวุโส… เรื่องนี้คงต้องรบกวนฝากท่านจัดการแล้ว สถานการณ์โดยรวมในตอนนี้ของอาณาจักรเป็นดั่งผลไม้ที่ใกล้สุกงอมเต็มที ข้าเดาว่าอีกไม่นานพวกมันต้องเผยตัวอย่างแน่นอน ข้าจะไปเตรียมตัวเพื่อรับมือพวกมัน อลิซเจ้าก็อยู่นี่ช่วยท่านเวอร์โนตามหาคนร้ายก็แล้วกัน…"
"แต่ข้า…"
มิเนอร์วาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงร้องขอกับเวอร์โนและอลิซ แต่อลิซยังไม่ทันได้ตอบคำใดก็ถูกชายหนุ่มขัดคำขึ้นเสียก่อน
"เจ้ารู้หรือไม่… นอกจากโดนผีหลอกแล้ว เด็กดื้อไม่เชื่อฟังมักจะโดนทำโทษอยู่เป็นประจำนะ เจ้าจะอยู่ที่นี่หรือจะเป็นเด็กดื้อ?"
"ก็ได้! แต่ท่านต้องรับปากข้าเสียก่อนหนึ่งเรื่อง ข้าถึงจะยอมทำตามที่ท่านบอก"
แม้ในใจจะปวดหัวจนปัญญา แต่ปากก็เอ่ยรับเพื่อจบปัญหาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ศีรษะก็พยักหน้าลงเล็กน้อยเพื่อตอบตกลง
"ตกลง… เจ้าต้องการอะไรว่ามา ขอแค่ไม่ขัดกับหลักการของข้า ถือว่าข้าเป็นหนี้เจ้า 1 ครั้ง ข้าย่อมยินดีทำตามที่เจ้าบอก"
"ดี! แต่ข้ายังคิดไม่ออกในตอนนี้ เอาไว้เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าจะมาทวงคำสัญญาจากท่าน"
"ซัลวาโตเรจ่ายหนี้ของตัวเองเสมอ…"
มิเนอร์วาแขนกวาดซ้ายออกไปด้านข้างอย่างยียวน กล่าวจบคำก็เรียกอินทรีเกล็ดศิลาให้มารับตัว แล้วจากไปบนท้องฟ้าสูง ปล่อยให้อลิซที่เผยแววตาเจ้าเล่ห์มองตามแผ่นหลังอย่างเงียบงันอยู่ด้านล่าง เวอร์โนเหล่ตามองดูศิษย์ของตัวเองแล้วก็ส่ายหัว หันหลังได้ก็จากไปทิ้งอลิซให้ยืนอยู่ใกล้เปลของจูดาสที่น่าสะอิดสะเอียนเพียงลำตัว หญิงสาวราวกับพึ่งนึกได้หันศีรษะซ้ายขวาไม่เจอใครก็ขนลุกเกรียว กระโดดหนึ่งทีก็พุ่งตามหลังผู้เป็นอาจารย์ไปแล้ว
มิเนอร์วามุ่งหน้าไปยังอดีตของเขตตัวเมืองชั้นนอก ที่บัดนี้ได้ถูกทุบทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกลง ไม่มีชั้นนอกในใจกลางใด มีเพียงชั้นเดียวกันเท่านั้น เมืองหลวงซัลวาโตเรไม่แบ่งแยกผู้ใด ขอเพียงแค่เป็นมิตรต่อซัลวาโตเรและปฏิบัติตัวตามกฏของวังมรณะสาบสูญ ผู้คนย่อมมีอิสระที่จะอยู่อาศัย และเพลิดเพลินไปกับความสบายใจที่หาดูได้ยากในรอบหลายสิบปี ชายหนุ่มลงจอดที่ย่านการค้าของตระกูลซัลวาโตเรใกล้กับร้านขายยาแห่งหนึ่ง เหล่าชาวบ้านที่มองเห็นนายน้อยรูปงามกระโดดลงจากหลังอินทรีต่างก็พากันตะโกนทักทายอย่างเป็นมิตร
เป็นที่แน่นอนว่าอาศัยเพียงเรื่องเล่าขานที่ฟังต่อๆ กันมาก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนบูชาแล้ว เมื่อควบรวมผสมกับใบหน้างามที่แม้แต่เทพีอโฟร์ไดท์ยังต้องชายตามอง เป็นที่แน่นอนว่าจึงไม่แปลกเลยที่ผู้คนจะพากันคลั่งไคล้ มิเนอร์วาแจกรอยยิ้มทักทายทุกคนไปตลอดทางจนกระทั่งหายเข้าไปในร้านขายยา ภายในใจก็กำลังคุยกับผู้เป็นอาจารย์
“ท่านอาจารย์ขอรับ ลูมินอลที่ท่านบอกจะสามารถตามหาตัวคนร้ายได้ยังไงกันขอรับ?”
“เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือยังไงกัน… อาณาจักรแห่งหนึ่งมีเมืองหลวงแค่เมืองเดียวเป็นเมืองหลัก จุดสำคัญของเมืองหลวงย่อมต้องเป็นราชวังอันเป็นที่รวมตัวของเหล่าบุคคล ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหัวใจและมันสมองของอาณาจักร สถานที่แห่งนั้นย่อมต้องมีความเข้มงวดถึงที่สุด แต่พวกมันทุกคนกลับโผล่ขึ้นมาแล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย มิหนำซ้ำยังเลือกลงมือแม้จะอยู่ภายใต้จมูกของครึ่งเทพหลายสิบคน”
“จุดสำคัญไม่ใช่หนีไปไหน… แต่พวกมันอยู่ตรงไหนใช่รึไม่ขอรับ?”
“ใช่แล้ว… ภายในวังมรณะสาบสูญอาจจะยังมีหนอนเหลืออยู่อีก และพวกมันต้องกำลังวางแผนอะไรไว้สักอย่างสองอย่างแน่นอน ข้าเดาว่าอีกไม่นานหรอกเดี๋ยวพวกมันก็หางโผล่…”
แอสคลีเพียสเดาสิ่งที่มิเนอร์วากำลังคิดอยู่ได้อย่างแม่นยำ ชายหนุ่มพยักหน้าคิดตามอย่างเห็นด้วย ร่างกายก็เดินไปหยิบขวดยาจำนวนมากตามกลิ่มที่ได้ดม ห้วงความคิดก็จำลองภาพเหตุการณ์ต่างๆ นานาออกมา และคิดข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง
“อีกไม่นานย่อมไม่รู้ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ดังนั้นแล้วพวกเราก็ต้องใช้เวลาทั้งหมดที่มี รีบหาพวกมันให้เจอโดยเร็วที่สุด นับเป็นวิกฤตแต่ก็เรียกได้ว่าโอกาสเช่นกันใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ถูกต้อง… แม้จะยังไม่รู้แน่นอนว่าศัตรูจะลงมือเวลาไหน แต่ที่รู้คือพวกมันเอาแน่ๆ พวกเราจะใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีเพื่อตามหาพวกมันซึ่งยังไม่รู้ตัว เราจะเป็นดังปักษาเฝ้ามองตามหาเหยื่อ เมื่อไหร่ที่พวกมันกำลังเผลอตัวอ้าปากกัดกินอย่างอร่อย เวลานั้นเราจะโฉบลงไปจับที่คอมันเพื่อสังหาร”
มิเนอร์วาพยักหน้าให้พ่อค้าผู้เป็นเจ้าของร้านหนึ่งทีแล้วจากไป สินค้าทุกชิ้นในย่านการค้าแห่งนี้ชายหนุ่มล้วนสามารถเข้ามาหยิบจับได้ตามใจ เพราะแต่ละร้านล้วนมีบัญชีส่วนตัวของมิเนอร์วาบันทึกไว้ ดังนั้นค่าสินค้าทั้งหลายจึงจะถูกรวบรวม และส่งรายงานให้ทางซัลวาโตเรแค่เพียงเดือนละ 1 ครั้ง เรียกได้ว่ามิเนอร์วาได้สร้างอาณาจักรขนาดย่อมๆ ไว้ถึง 3 แห่ง ยิ่งต่อมาในภายหลังได้มีนโยบายเลิกแบ่งแยกเขตแดน กำแพงภายในใจผู้คนที่เคยสูงก็เริ่มพังทลาย ดังนั้นย่านการค้าทั้ง 3 แห่งของตระกูลซัลวาโตเรจึงขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความหลากหลายของสินค้า และการบริการที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น กิจการโดยรวมทั้งหมดก็กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี
ส่วนสาเหตุที่ชายหนุ่มถ่อมาไกลถึงที่นี่แทนที่จะเป็นร้านขายยาในย่านการค้าบริเวณวังหลวง นั่นเป็นเพราะที่นี่อยู่ไกลจากสายตาของศัตรู หากพวกมันเป็นคนในอย่างที่สันนิษฐานกัน พวกมันย่อมไม่มีทางรู้ และยิ่งไม่มีทางออกมานอกวังหลวงโดยใช่เหตุเพื่อให้เป็นที่สะดุดสายตา เวลานี้พวกมันต้องนิ่งเงียบอย่างที่สุดทำราวกับไม่เกิดสิ่งใดขึ้น เพื่อรอเวลาอันสมควรแก่การลงมือ หลังจากออกมาจากร้านขายยา ชายหนุ่มก็มุ่งหน้ากลับไปยังฐานหลักของซัลวาโตเร และเลือกที่จะเก็บตัวเงียบใช้ความรู้ที่ได้รับจากแอสคลีเพียสเล่นแร่แปรธาตุ จนกระทั่งกลั่นสกัดได้ผงละเอียดจำนวนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าลูมินอล
มิเนอร์วาผสมผงลูมินอลนี้เข้ากับของเหลวอีกหลายชนิด และนำไปทดสอบประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เองก็ค่อนข้างน่าพึงพอใจ ปรากฏเป็นแสงเรืองรองขึ้นมาดั่งเจอมารสะกด แสงเรืองรองนี้ช่างสวยงาม ละอองลูมินอลที่ถูกทำให้ฟุ้งกระจายตัวได้เข้าไปเกาะตัวกับเหล็กบนลอยเลือด บนจานที่เคยมีหยดโลหิตทดลองหมายเลข 1 2 3 และ 4 ล้วนได้ผลลัพธ์เดียวกัน แม้หยดเลือดจะถูกเช็ดหายไปแต่แสงเรืองรองนี้ก็ยังปรากฏอยู่จางๆ
หยดโลหิตหนึ่งหยดย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ แต่ทว่าโลหิตหนึ่งหยดนี้กลับกลายเป็นเชือกยาวเส้นหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดรออยู่ที่อีกปลายด้านหนึ่ง ไม่รู้ว่าบุคคลผู้นั้นจะรู้ตัวหรือไม่ แต่ในขณะนี้มิเนอร์วานั้นรู้ตัวแล้วการคลำเชือกหาทางจึงเกิดขึ้น มีต้นมีปลาย มีสาเหตุมีเหตุผล มิเนอร์วาหันตัวออกไปมองที่หน้าต่างด้านข้าง มองเห็นร่างจันทราเทพลอยอยู่ที่ฟ้าไกล แอสคลีเพียสเคยเล่าให้เด็กหนุ่มฟังเมื่อนานมาแล้ว ว่าทวยเทพที่ทุกสรรพสิ่งสามารถพบเจอได้บ่อยที่สุดคือ ร่างวิญญาณของสุริยะเทพ และร่างวิญญาณของจันทราเทพ นานๆ ครั้งพวกเขาจึงจะแลตากวาดผ่านสักทีสองที เวลาส่วนใหญ่ล้วนไม่ทราบว่าพวกเขาเผ่าเทพนั้นกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่รู้แน่ๆ คือพวกเขาทำเช่นนี้มาช้านานแล้ว
มิเนอร์วาที่จมจ่อมอยู่กับห้วงความคิด แสยะยิ้มน่ากลัวออกไปนอกหน้าต่าง รอยยิ้มกับใบหน้าช่างขัดกันแลดูวิปลาส ธาตุอากาศโดยรอบเย็นลงอย่างกระทันหัน สิ่งมีชีวิตที่สัมผัสได้ต่างพากันเสียวสันหลังวาบร่างสั่นไปชั่วครู่หนึ่ง แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น แอสคลีเพียงเองก็สังเกตเห็นแต่เลือกที่จะเงียบไม่พูดสิ่งใด ภายในใจมีเพียงแค่ความเป็นห่วงที่มอบให้ได้ในเวลานี้ ชายหนุ่มเองก็รู้สึกตัวได้อยู่บ้างว่าพักหลังๆ มานี้จิตใจจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ราวกับว่าสามารถมองเห็นสังเกตได้ แต่ไม่อาจควบคุมรับรู้ถึงร่างกายตัวเองได้
มิเนอร์วาขมวดคิ้วมุ่นเป็นกังวลอยู่เล็กน้อย แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไม่เก็บมาคิด ด้วยสรรพวิชาทางการแพทย์ของแอสคลีเพียส ตลอดทุกที่ของร่างกายล้วนสามารถต้านทานได้หมื่นพิษล้านอาการ ไม่ว่าจะภายในภายนอกหรือพลังวิญญาณ ทั้งหมดล้วนสามารถรักษาได้ ทำได้แม้กระทั่งงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่เสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าทนทานตายยากเสียยิ่งกว่าแมลงสาบ อีกทั้งยังมีสรรพวิชาวิญญาณของอารยธรรมแห่งพุทธคอยส่งเสริมกระจายพลังวิญญาณผ่านอักขระบนผิวหนัง ปกคลุมเคลือบไว้ให้เหนียวทนทานยากฉีกขาดหรือเจาะทะลุ
แต่ทุกสิ่งที่เอ่ยมานั้นกลับไม่อาจช่วยให้สามารถรักษาจิตปรุงแต่งอันเป็นสัมผัสที่หก ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของห้าสัมผัสอันเป็นพื้นฐาน คงมีเพียงระดับจักรพรรดิเทพหรือจักรพรรดิปีศาจเท่านั้น ที่สามารถช่วยเบาเทาชี้ทางสว่างได้ โลกใบนี้ไม่เคยหมุนเพื่อตัวเราอยู่แล้ว มันหมุนเพื่อตัวมันเอง เพราะฉนั้นอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด จะดีจะร้ายยังไงแอสคลีเพียสก็รักเอ็นดูมิเนอร์วาดั่งบุตรหลานผู้หนึ่ง ดังนั้นแล้วหากฟ้าจะถล่มแผ่นดินจมบาดาล หรือทวยเทพมวลมารจะก่อสงครามก็ช่างเถิด ผู้ชราคนนี้ก็คิดเอาไว้ในใจอยู่นานแล้วว่าจะทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยเหลือศิษย์ อีฟริทสังเกตเงียบๆ อยู่นานแล้ว เขาไม่กล่าวอะไรและเลือกที่จะเงียบหายไป
เหนือมนุษย์ย่อมสามารถอดนอนได้หลายวันมากกว่าผู้วิเศษ ดังนั้นในยามราตรีอันเงียบสงัดนี้ชายหนุ่มจึงไปปรากฏกายอยู่ที่จุดเกิดเหตุ ละอองของเหลงถูกพร่างพรมไปทั่วบริเวณ ม่านตาของชายหนุ่มถูกสับเปลี่ยนให้มืดดำสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เป็นดวงตาที่อนธการอันมืดมิดที่กำลังสะท้อนแสงกับละอองของลูมินอล ที่รอบเปลของจูดาสทั้ง 3 นั่นก็แล้วไปเถิด แต่ที่แปลกไปคือรอยเลือดสามสายที่ดูๆ ไปแล้วจะมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ศัตรูอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าดำลังะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น แต่ในตอนนี้ปลายเชือกทางด้านนี้มิเนอร์วาเริ่มออกคลำทางมาได้สักระยะแล้ว เมื่อรวมเข้ากับยังอยู่ในวัยคึกที่คะนองกระหายอยากปะทะอยู่ตลอดเวลา หากชายหนุ่มพบเจอพวกมันก่อน เช่นนั้นก็คงต้องเกิดสงครามอีกสักรอบแล้ว
มิเนอร์วาเองก็สาวเท้าก้าวเดินไปยังทิศทางนั้น เมื่อเบาะแสเริ่มหายไปละอองลูมินอลก็จะถูกโปรยพรมกระจายไปทั่วบริเวณ เพื่อให้เชือกเส้นนี้ยังคงมีอยู่ ชายหนุ่มเดินตามมาเรื่อยๆ ก็พบเข้ากับกำแพงวังของอีกฟากหนึ่งไกลจากจุดเกิดเหตุ มิเนอร์วาหรี่ตาขบคิดใช้สายตามองรอยเลือดที่หายเข้าไปภายในกำแพงวัง ก่อนที่จะเหล่ตาถามทหารยามที่ยืนยกยิ้มอย่างไม่รู้เรื่องราว
“ในคืนที่เกิดเหตุชิงตัวคนร้ายเป็นผู้ใดที่ยืนเฝ้าเวรยาม? ข้ายากเชิญเขามาถามสักคำสองคำ… ไปตามมาให้ข้าที”
“เป็นพวกข้าสองคนเองขอรับนายน้อย คืนนั้นทุกอย่างปกติดีไม่มีผู้ใดเข้าออกประตูวังทางด้านนี้ พวกข้าสองคนยืนเฝ้าอยู่ที่นี่ทั้งคืนไม่ได้ไปไหน และยิ่งไม่ได้แอบหลับอย่างแน่นอนขอรับ ทุกสิ่งปกติดีจนถึงเช้า”
มิเนอร์วาจ้องมองอย่างถี่ถ้วนแต่ก็ไม่พบอาการผิดปกติใดจากท่าทาง และน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทั้งคู่น่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่จากหลักฐานที่ได้นั้นรอยเลือดได้มาสิ้นสุดที่ตรงนี้ อีกทั้งยังหายเข้าไปภายในกำแพงวังอย่างแน่นอน ชายหนุ่มเลื่อนสายตาขึ้นมาท้องฟ้าเหนือราชวัง ได้ยินเพียงเสียงดนตรีหัวเราะกันสนุกสนานลอยมาตามลม ครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งชายหนุ่มก็เอ่ยถามขึ้นอีก แต่แววตากลับเปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยน ไม่เย็นชาน่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้
“ที่นี่ใครดูแล… พยัคฆ์ทักษิณ อาวุโสชูเวียสใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ เป็นอาวุโสลำดับแปด ท่านชูเวียส”
“ดี! เปิดประตูเมืองให้ข้า พรุ่งนี้เช้าหลังออกจากเวรยาม จงไปแจ้งให้ท่านผู้นำทราบว่าพักนี้ข้าจะมาท่องเที่ยวอยู่ทางใต้นี้นานสักหน่อย หากเบื่อหน่ายแล้วจะกลับไปเอง พวกเจ้าก็รู้ว่าการเป็นนายน้อยของวังมรณะสาบสูญนั้นไม่ง่าย ข้าแค่อยากจะมาผ่อนคลายร่างกายสักช่วงหนึ่ง หากมีผู้ใดถามก็จงตอบไปว่าข้ามาถามถึงเรื่องคนร้าย มันค่อนข้างน่าละอายสำหรับข้าที่ยังไม่เคยรู้จักเรือนร่างของสตรี ดังนั้นการมาในครั้งนี้ของข้าคือมาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง พวกเจ้าห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด ให้ความลับนี้รู้กันแค่พวกเราสามคน ตกลงหรือไม่?”
“อ้อ! ข้าเกือบลืม… ที่เขตทักษิณนี้สถานที่ใดได้ชื่อว่าดีที่สุด และมีที่ไหนบ้างที่ข้าสมควรไปเยือนให้ได้ บางทีคงถึงเวลาที่ข้าต้องคิดเรื่องการขยายกิจการแล้ว ที่นี่น่าจะมีสถานที่ชั้นยอดเหมาะกับกิจการของข้าอย่างแน่นอน”
ทหารยามทั้งสองที่ได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้ม เอ่ยตอบตามความเป็นจริง พวกมันที่อยู่อาศัยและเติบโตในย่านนี้ล้วนรู้จักสถานที่ลือชื่อ ของดินแดนทางใต้นี้เป็นอย่างดี
“เลื่องชื่อ เรื่องสาวงาม หมู่อาราม หมื่นบุปผา
ผกา สวรรค์ฟ้าคือที่อยู่ ของอัปสร
ตื่นเต้น มิรู้จางต้องนวลนาง ที่จากจร
ร้อยรัก เป็นอักษรแม่บังอร ตึกต่างเผ่า”
“นี่คือคำเรียกขานสถานที่ขึ้นชื่อทั้งสามแห่งของที่นี่ขอรับ อารามหมื่นบุปผาได้ชื่อว่ามีสามงามมากมายให้เลือกสรร อีกทั้งยังครบครันไปด้วยสิ่งบันเทิงสบายใจ ส่วนหมู่ตึกผกาสวรรค์ขึ้นชื่อว่าเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยนางฟ้านางสวรรค์ ที่คอยดูแลปลอบประโลมจิตให้ผ่อนคลาย และสุดท้ายตึกต่างเผ่า ซึ่งเป็นศูนย์รวมของสตรีจากหลากหลายเผ่าจำนวนมาก ที่ได้อพยพลี้ภัยหนีมาทางนี้ เรื่องตื่นเต้นที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอยู่ตลอด ต้องที่นี่เลยขอรับ เกิดมาสิ่งไหนไม่เคยเจอที่นี่ก็มีให้เจอหมด ข้าแนะนำให้ลองไปเที่ยวชมเริ่มจากอารามหมื่นบุปผาก่อนขอรับ แล้วค่อยไปจบที่ตึกต่างเผ่า”
ทั้งสองต่างก็กุลีกุจอขานรับเล่าเรื่องราว จากนั้นจึงรีบเปิดประตูเมืองให้อย่างลนลาน ภายในใจก็ส่ายหัวให้กับธรรมชาติของบุรุษเพศผู้หนึ่ง แม้แต่นายน้อยของวังมรณะสาบสูญผู้มักจะถูกผู้คนเรียกว่าคนบ้า ก็ไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงของธรรมชาติได้ เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์ ทหารยามทั้งสองจึงต้องการให้ชายหนุ่มได้ลิ้มลองผลไม้รสหวานก่อนที่จะข้ามไปชิมอาหารรสจัด มิเนอร์วากล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเหรียญทองให้คนละ 10 เหรียญ
“ปิดประตูตรงนี้สักหนึ่งชั่วโมงก็แล้วกัน อย่าพึ่งให้ใครผ่านมาเจอข้า นั่นคือค่าจ้างของหนึ่งชั่วโมงนี้ ขอบคุณ…”
กล่าวสั่งอีกหนึ่งประโยคมิเนอร์วาก็เดินหายลับตาไปพร้อมกับประตูวังที่ปิดตัวลง