ความเปลี่ยนแปลงหลังหายนะ
แม้ว่าจะไม่เต็มใจแค่ไหน แต่สุดท้ายตระกูลเขี้ยวทองคำก็จำต้องจ่ายเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินกว่าที่พวกมันจะปล่อยเอาไว้ได้
แต่เมื่อพวกมันจ่ายออกไปด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นปานถูกทิ่มแทงที่หัวใจ พวกมันก็ยิ่งโกรธแค้นหนักขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าวิธีกำจัดเห็ดปีศาจนั้นคือการใช้เวทมนตร์ชำระล้างซึ่งเป็นเวทมนตร์ที่ตระกูลอันดูวเดธชำนาญที่สุด
เหตุผลที่พวกมันแค้นนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะต่อให้เวทมนตร์ชำระล้างจะแพร่หลายออกไปในโลกภายนอกนานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม
แต่เพราะเงื่อนไขในการฝึกฝนที่ยากลำบาก จึงทำให้มีน้อยคนนักที่ฝึกฝนจนใช้งานได้อย่างชำนาญ
เมื่อรวมกับความจริงที่ว่าเมืองแห่งดันเจี้ยนทุกแห่งล้วนมีวิหารเทพจริงแท้และมีนักบวชสาวจำนวนมากประจำอยู่ในวิหาร จึงมีผู้ใช้เวทมนตร์ชำระล้างเพียงพอต่อการใช้งานเสมอ จึงยิ่งทำให้คนที่พยายามฝึกฝนเวทมนตร์ชำระล้างมีน้อยลงไปอีก
ด้วยเหตุนี้ตระกูลเขี้ยวทองคำจึงโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิมเพราะวิธีกำจัดเห็ดปีศาจที่พวกมันได้รับนั้น บีบให้พวกมันต้องสูญเสียหนักขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าตระกูลอันดูวเดธย่อมไม่มีทางยอมให้นักบวชสาวในตระกูลเข้าไปทำการชำระล้างดินแดนของตระกูลเขี้ยวทองคำและตระกูลเขี้ยวทองคำเองก็ไม่มีทางปล่อยให้นักบวชสาวเข้าไปในดินแดนของพวกมันด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้วิธีเดียวที่จะหยิบยืมพลังของเวทมนตร์ชำระล้างมากำจัดเห็ดปีศาจได้จึงเหลือเพียงการใช้ ‘วารีพิสุทธิ์’ ในการชำระล้างดินแดนเท่านั้นและวารีพิสุทธิ์นั้นก็มีขายเฉพาะในวิหารเทพจริงแท้เพียงเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้หากพวกมันคิดจะใช้วิธีนี้ในการกำจัดเห็ดปีศาจ พวกมันก็ย่อมต้องจ่ายเงินอย่างมหาศาลเพื่อซื้อวารีพิสุทธิ์จากวิหารเทพจริงแท้แล้วเช่นนี้พวกมันจะอดทนไหวได้ยังไง
แต่สุดท้ายพวกมันก็จำต้องอดทนกล้ำกลืนความโกรธแค้นลงท้องไปพร้อมกับเลือดที่พวกมันกระอักออกมาด้วยความโกรธแค้น
ยังดีที่ผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ยื่นข้อเสนอลดราคาวารีพิสุทธิ์ให้กับตระกูลเขี้ยวทองคำเป็นพิเศษ พวกมันจึงพอจะกล้ำกลืนฝืนทนได้บ้าง หากไม่แล้วพวกมันคงโกรธแค้นจนคลั่งใจตายหรือไม่ก็ตัดสินใจเปิดศึกขั้นแตกหักเพื่อเป็นการล้างแค้นไปแล้ว
แต่ต่อให้สามารถหยุดการปะทะขั้นแตกหักเอาไว้ได้ กัสก็ยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของพวกมัน สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เช่นเดียวกับผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ที่สังเกตเห็นได้ มันจึงส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความรู้สึกอ่อนใจ พลางมองดูกัสราวกับต้องการตำหนิ ซึ่งเขาเองก็ทราบว่าเรื่องราวในครั้งนี้มันรุนแรงเกินไปจริงๆ เขาจึงก้มหน้านิ่งโดยไม่พูดอะไร
สุดท้ายเมื่อข้อตกลงบรรลุผลตระกูลเขี้ยวทองคำก็จากไปด้วยความโกรธแค้น ท่านหญิงโอลีฟที่ทราบว่าทั้งสองมีเรื่องที่จะคุยกันต่อ เธอจึงไม่คิดที่จะอยู่ต่อและบอกลาเงียบๆ แล้วจากไปในทันทีจึงเหลือเพียงกัสกับผู้อาวุโสเพียงสองคน
“เด็กน้อยครั้งนี้เจ้าเล่นแรงเกินไปแล้วรู้หรือไม่”
“ข้าทราบ..”
“ในเมื่อทราบแล้วทำไมยังทำเช่นนี้ หรือเจ้าไม่กลัวว่าหากกระตุ้นพวกมันจนเกินไป พวกมันจะทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อฆ่าเจ้า!!”
ต่อหน้าคำตำหนิของผู้อาวุโสกัสก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มโดยไม่พูดอะไร แม้ว่าใจจริงเขาอยากจะบอกเหลือเกินกว่าเขาเองก็ไม่ได้หวังให้มันเป็นเช่นนี้
แต่กัสมีหรือจะกล้าพูดแบบนั้นเพราะถ้าขืนเขาพูดออกไปแบบนั้น เขาก็กลัวว่าจะโดนดุมากกว่าเดิมแทน
ด้วยเหตุนี้กัสจึงนิ่งเงียบน้อมรับคำสั่งสอนและการตำหนิทั้งหมดด้วยท่าทีที่นอบน้อมเป็นที่สุด ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะหลังจากผู้อาวุโสไวท์คลาวด์เห็นกัสยอมรับคำสั่งสอนอย่างนอบน้อม มันก็ใจอ่อนลงจนไม่กล้าตำหนิเขามากเกินไปอีก
“จำไว้เด็กน้อย ต่อจากนี้อย่าได้พยายามยั่วยุพวกมันอีก หากไม่แล้วพวกมันอาจจะตัดสินใจฆ่าเจ้าโดยไม่สนว่าต้องสูญเสียอะไร!!”
“ข้าทราบแล้วครับท่านผู้อาวุโส..แต่ข้าคงสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่ทำให้พวกมันโกรธแค้นอีก เพราะข้าไม่มีทางยอมให้พวกมันเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวแน่!!”
พูดแล้วกัสก็ยิ้มน้อยๆ ทำเอาผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ต้องส่ายหน้า ทว่ามันก็ไม่พูดอะไรเพราะเอาเข้าจริง เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้เพราะเดิมทีมันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย
ทว่าครั้งนี้ตระกูลเขี้ยวทองคำเสียหายหนักเกินไปจริงๆ ทั้งยังเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับพวกมันอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกเลยที่ความเสียหายในครั้งนี้จะกระตุ้นความโหดร้ายป่าเถื่อนของพวกมันขึ้นมา
ทว่าผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเขา มันเพียงแค่ทอดถอนใจและกลับไปยังวิหาร ก่อนจะติดต่อกลับไปยังตระกูลและขอกำลังมาสนับสนุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลเขี้ยวทองคำตัดสิใจทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อฆ่ากัส
อีกด้านหนึ่งกัสเองก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เย็นเยียบจากคนในตระกูลเขี้ยวทองคำได้ เขาจึงกลับมาเตรียมตัวป้องกันในทันทีเพราะเขารู้ดีว่านิสัยของตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นเป็นเช่นไร
ในขณะเดียวกันก็ลอบส่ายหน้าด้วยความรู้สึกขมขื่นที่เห็ดปีศาจดันทำงานได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ จนถึงกับกระตุ้นความคิดฆ่าฟันของตระกูลเขี้ยวทองคำขึ้นมาจริงๆ
จิตสังหารที่กัสสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ กับจิตสังหารที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น เป็นอะไรที่แตกต่างกันอย่างมากเพราะมันไม่มีความ ‘พยาบาท’ ซ่อนอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะนิสัยของตระกูลเขี้ยวทองคำ หรืออันที่จริงควรจะพูดว่านิสัยของเผ่าหมาป่าทองคำนั้นเป็นพวกนักรบ
พวกมันกล้าหาญและคุ้นเคยกับการต่อสู้ฆ่าฟัน การตายภายใต้การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตนั้น แม้จะทำให้พวกมันโกรธแค้นชิงชัง แต่พวกมันจะไม่พยาบาทศัตรูที่ฆ่าคนของพวกมันด้วยการต่อสู้
ด้วยเหตุนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้กัสจะปะทะกับตระกูลเขี้ยวทองคำบ่อยครั้ง ฆ่าคนของพวกมันไปมาก แต่ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ฆ่าพันก็ล้วนแต่เป็นการต่อสู้ที่เกิดจากการปะทะด้วยกำลัง ด้วยความสามารถในการต่อสู้พวกมันจึงไม่อาฆาตและผูกใจเจ็บจนกลายเป็นความพยาบาท
มันแตกต่างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่เกิดหายนะขึ้นเพราะแผนการร้ายของกัส ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจจะทำให้คนในเผ่าของพวกมันต้องอดตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมันเป็นความตายที่ร้ายแรงที่สุดในสายตาของเผ่าหมาป่าทองคำ
แต่ก็ยังดีที่แม้จะเกิดหายนะขึ้นอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายก็ยังสงบลงได้เพราะการไกล่เกลี่ยของผู้อาวุโสไวท์คลาวด์และข้อเสนอที่จะลดราคาวารีพิสุทธิ์ให้
แต่กัสก็ทราบดีว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้ทำได้เพียงลดความโกรธแค้นของพวกมันเท่านั้น แต่ไม่มีทางสลายความพยาบาทที่ก่อตัวขึ้นมาได้
ในขณะที่กัสเริ่มเก็บตัวเตรียมความพร้อม เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเกมชิงอำนาจกลับมาอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้กัสไม่ได้ปรากฏตัวหรือพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อปั่นหัวตระกูลเขี้ยวทองคำอีก ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่อยากกระตุ้นตระกูลเขี้ยวทองคำในตอนนี้และต้องการลดแรงต้านของพวกมันลง
ปีนั้นกัสจึงไม่ได้ปรากฏตัวหรือเคลื่อนไหวใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดำเนินไปในรูปแบบที่สงบสุข
การเคลื่อนไหวหลักๆ ที่เกิดขึ้นจะมีเพียงการปรับปรุงอุปกรณ์เวทมนตร์ใหม่และเพิ่มสิ่งที่เคยเป็นอุปกรณ์สอดไส้ให้รวมเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เวทมนตร์โดยสมบูรณ์
ด้วยวิธีนี้ผู้ที่คิดจะขโมยอุปกรณ์เวทมนตร์ก็จำต้องคิดซ้ำอีกครั้งหากคิดที่จะลองเพราะพวกมันไม่มีทางแยกอุปกรณ์สอดไส้ออกจากอุปกรณ์เวทมนตร์ได้อีกต่อไป
หากพวกมันคิดที่จะขโมย พวกมันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะพบเจอกับหายนะด้วยตัวของพวกมันเองซึ่งช่วยลดความวุ่นวายไปได้มาก
ทั้งนี้ก็เพราะทุกฝ่ายต่างได้รับบทเรียนจากการขโมยในครั้งก่อนจนพบเจอกับหายนะครั้งใหญ่ที่ทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำสูญเสียอย่างหนัก
นี่ยังรวมไปถึงกลุ่มขั้วอำนาจอีกหลายกลุ่มที่ประสบกับความสูญเสียอย่างสาหัส บางกลุ่มถึงกับต้องละทิ้งดินแดนของพวกมันไปเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยทีเดียว
มันจึงเรียกได้ว่าเป็นการสูญเสียที่สามารถทำลายรากฐานของพวกมันได้เลย
ในจุดนี้กัสที่ทราบข่าวก็ลอบประหลาดใจเช่นกันเพราะเขาไม่นึกว่าความสูญเสียที่กลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ได้รับจะรุนแรงขนาดนี้ ทั้งที่เขาเปิดเผยวิธีกำจัดเห็ดปีศาจไปแล้ว
แต่เมื่อได้ตรวจสอบอย่างละเอียดกัสก็ยิ่งประหลาดใจเมื่อพบว่าตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นได้ละทิ้งกลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ไปอย่างเลือดเย็นและไม่เปิดเผยวิธีแก้ไขหรือแบ่งปันวารีพิสุทธิ์ให้กับกลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้อย่างที่ควรจะเป็น
การกระทำที่ผิดแปลกนี้ทำให้กัสทั้งสับสนและสงสัยเพราะเขาไม่คิดว่าตระกูลเขี้ยวทองคำจะทำอะไรที่โง่เขลาแบบนี้
แต่เมื่อได้สืบสวนและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น กัสก็พอจะเข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงทำแบบนี้
จากข้อมูลที่ฟลาวเวอร์ได้รับมานั้น หลังจากหายนะที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ตระกูลเขี้ยวทองคำก็เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นอีกครั้ง เผ่าราตรีสีขาวและเผ่าทะเลสาบทองคำทั้งสองเผ่าสูญเสียอำนาจในตระกูลไปอย่างมาก จนทำให้อิทธิพลของพวกมันในตระกูลลดต่ำลงจนสูญเสียปากเสียงไป
ด้วยเหตุนี้สองเผ่าที่มีความ ‘เยือกเย็น’ มากเป็นพิเศษจึงไม่สามารถเอ่ยปากพูดอะไรออกมาได้มากและถูกอีก 3 เผ่าที่มีความ ‘บ้าคลั่ง’ และ ‘เลือดร้อน’ มากชิงอำนาจในการตัดสินไปเกือบทั้งหมด
ผลลัพธ์ที่โง่เขลาเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนเหตุผลที่พวกมันตัดสินใจละทิ้งกลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ก็เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ทำลาย ‘ประโยชน์’ ที่กลุ่มขั้วอำนาจมีต่อตระกูลของพวกมันไป
ในความเป็นจริงการตัดสินใจของตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นมีเหตุผลในตัวของมันเองและไม่ถือเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาเสียทีเดียว
ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะผลประโยชน์ที่กลุ่มขั้วอำนาจมอบให้พวกมันนั้นลดลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวจากเกมชิงอำนาจเพราะการคุกคามของกัส หรือบทบาทหน้าที่ที่ลดลงเพราะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
เมื่อรวมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากหายนะในครั้งนี้ ผลประโยชน์ที่พวกมันจะได้จากกลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ก็แทบไม่มีเหลือ พวกมันจึงตัดสินใจละทิ้งเพราะการช่วยเหลือกลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้เป็นอะไรที่ได้ไม่คุ้มเสีย
ในความเป็นจริงมันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าการตัดสินใจของพวกมันเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด หรือเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาหรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความแตกต่างในด้านของมุมมองและ 3 เผ่าที่ถือครองอำนาจในการตัดสินใจในปัจจุบันก็มีความเป็นนักรบมากกว่านักวางแผน
แต่ไม่ว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้จะเกิดจากมุมมองแบบได้ ถูกหรือผิดประการใด โง่เขลามากแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็เป็นการตัดสินใจที่ตระกูลเขี้ยวทองคำเห็นว่าดี
ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างที่ว่า การตัดกลุ่มขั้วอำนาจที่นับวันยิ่งมีประโยชน์น้อยลงทิ้งไปก็มีส่วนช่วยให้ตระกูลเขี้ยวทองคำฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเช่นกันเพราะพวกมันไม่ต้องสูญเสียเงินทองจำนวนมากเพื่อซื้อวารีพิสุทธิ์ให้กับคนเหล่านี้
นอกจากนั้นก็เป็นการลดปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น เมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นปริมาณการส่งออกก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นเป็นธรรมดา ส่งผลให้พวกมันเก็บภาษีได้มากขึ้นตามไปด้วย
ในจุดนี้แม้จะสูญเสียภาษีจากกลุ่มขั้วอำนาจไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเดิมทีพวกมันก็มีข้อตกลงร่วมกันทำให้ภาษีที่ได้จากกลุ่มขั้วอำนาจน้อยกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว
การตัดความสัมพันธ์ของตระกูลเขี้ยวทองคำ ย่อมทำให้ข้อตกลงของพวกมันถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน ปริมาณภาษีที่พวกมันเก็บจากกลุ่มขั้วอำนาจได้จึงมีมากขึ้นหลายส่วนเพราะพวกมันสามารถใช้ความโหดเหี้ยมเก็บภาษีในอัตราที่พวกมันเก็บจากคนธรรมดาได้
ผลลัพธ์โดยรวมจึงพูดได้ว่าตระกูลเขี้ยวทองคำได้รับประโยชน์อย่างมากจากการตัดสินใจในครั้งนี้ แม้ว่าในระยะยาวมันจะมีความสูญเสียเกิดขึ้นจากการสูญเสียพันธมิตรไปบ้าง
แต่พวกมันก็ไม่กลัวเพราะพวกมันมีความเชื่อมั่นว่ากลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ต่อให้ถูกพวกมันละทิ้งก็ไม่มีทางไปเข้าร่วมกับกัสอย่างแน่นอน
ในความเป็นจริงการที่พวกมันคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะกลุ่มขั้วอำนาจก็มีความแค้นต่อกัสค่อนข้างมาก นอกจากนั้นหายนะที่เกิดขึ้นก็ยังเกิดขึ้นจากฝีมือของเขา พวกมันย่อมมีความพยาบาทต่อเขาไม่มากก็น้อย
แต่พวกมันก็ยังคิดผิดไปอย่างหนึ่ง นั่นคือกลุ่มขั้วอำนาจในเมืองแห่งดันเจี้ยนนั้น ไม่ได้มาจากเผ่าหมาป่าทองคำทั้งหมด การใช้มุมมองของพวกมันตัดสินกลุ่มขั้วอำนาจทั้งหมดจึงไม่สามารถทำได้
ทว่าความจริงข้อนี้มีคุณค่าและความหมายยังไงนั้น เกรงว่าพวกมันคงไม่ได้สนใจเท่าใดนักเพราะในตอนนี้ตระกูลเขี้ยวทองคำให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูดินแดนของพวกมันเพียงเท่านั้น
ส่วนตัวกัสที่พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันจากรายงานของฟลาวเวอร์ก็ย่อมไม่คิดไปถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขาจึงมองข้าม ‘โอกาส’ ที่จะดึงกลุ่มขั้วอำนาจมาใช้งานไปอย่างเสียไม่ได้
แต่เรื่องนี้จะโทษกัสหรือฟลาวเวอร์ก็ไม่ได้เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับเผ่าหมาป่าทองคำมากเกินไปและในมุมมองของพวกเขา กำลังของกลุ่มขั้วอำนาจไม่ได้มีความหมายใดๆ ในการต่อสู้ระหว่างพวกเขากับตระกูลเขี้ยวทองคำ
ด้วยเหตุนี้กลุ่มขั้วอำนาจที่ต่อสู้แย่งชิงอยู่ในเมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวมานานนับร้อยปีจึงถูกโยนลงจากเวทีของเกมชิงอำนาจเพราะเหตุการณ์นี้
เมื่อกลุ่มขั้วอำนาจออกไปจากเวทีของเกมชิงอำนาจ การต่อสู้แย่งชิงระหว่างกัสกับตระกูลเขี้ยวทองคำก็แปรเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างแท้จริง
ความเปลี่ยนแปลงนี้กระตุ้นความคิดต่อสู้ของกัสขึ้นมา ประกอบกับพัฒนาการของกองทัพทั้งหมดบรรลุถึงระดับที่เขาต้องการพอดี เขาจึงมีคำสั่งให้พวกมันเตรียมความพร้อม
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เสบียงอาหาร ไปจนถึงการเคลื่อนกำลังพลข้ามจากดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องมายังดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว
ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสไม่มีทางปล่อยให้แผนการของเขาต้องผิดพลาด เขาย่อมเสียเวลาและพลังงานจำนวนมาก เคลื่อนย้ายกองทัพทั้ง 9 พัน คนที่คัดมาอย่างดีจากดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องมายังดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวอย่างลับๆ
พร้อมกันนั้นก็คัดเลือกสาวกที่มีพรสวรรค์ซึ่งประสบความสำเร็จในการฝึกฝนวิชากระบี่วิญญาณมาถึง 300 คนเพื่อเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้โดยเฉพาะ
ส่วนช่องว่างอีก 7 ร้อยคนนั้น กัสตัดสินใจยืมนักรบแกร่งจากตระกูลมาเพื่อเป็นกองกำลังคุ้มกันสำหรับภรรยาของเขาที่ตั้งใจจะเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ด้วย
การเตรียมการของกัสดำเนินไปอย่างลับๆ เขาเผาผลาญพลังเวทไปอย่างมหาศาลเพื่อเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากจากระยะทางที่ห่างไกลมาอย่างเงียบงัน
กัสไม่ยอมปล่อยให้กำลังคนเคลื่อนย้ายผ่านเส้นทางปกติเลย แม้จะรู้ว่าวิธีนี้ประหยัดมากกว่า เนื่องจากเขากลัวว่าจะถูกหูตาของตระกูลอื่นพบเจอได้
ด้วยเหตุนี้กองทัพ 1 หมื่นคนของเขาจึงถูกเตรียมจนพร้อมอยู่ในดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวเพื่อเฝ้ารอสงครามที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น
ในช่วงเวลานี้กัสไม่ได้แสดงตัวหรือออกมาเคลื่อนไหว เขาทำตัวเหมือนกับปีก่อนเพื่อทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำคลายใจลง จนกระทั่ง 1 เดือนสุดท้ายก่อนที่เกมชิงอำนาจจะเริ่ม เขาถึงได้ปรากฏตัวขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหว
ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับสิทธิ์ของผู้ท้าชิงไปอย่างง่ายดาย เนื่องจากปัจจุบันไม่มีกลุ่มขั้วอำนาจกลุ่มไหนคิดที่จะสนับสนุนตระกูลเขี้ยวทองคำอีก
ผู้สมัครในเกมชิงอำนาจจึงเหลือเพียงกลุ่มขั้วอำนาจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลเขี้ยวทองคำเพียงเท่านั้น
การเข้ามาร่วมวงของกัสจึงทำให้กลุ่มขั้วอำนาจทั้งสองตกตะลึงเป็นอย่างมากและถูกเขาเขี่ยทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เขาได้รับสิทธิ์ของผู้ท้าชิงมาอย่างง่ายดายเพราะไม่มีใครคิดว่าเขาจะปรากฏตัว
และเมื่อกัสได้สิทธิ์ท้าชิงและเลือกรูปแบบการต่อสู้ของเกมชิงอำนาจ ทุกคนภายในเมืองแห่งดันเจี้ยนก็ต้องตกตะลึงซ้ำสอง เมื่อรู้ว่าเขาเลือกรูปแบบของ ‘สงครามสองทัพ’ แทนที่จะเป็น ‘สังเวียนเทพเทวะ’ อย่างที่เคย
การตัดสินใจของกัสนั้นทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำตื่นตัวขึ้นมาในทันทีและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อม โดยไม่สนใจสักนิดว่าเขามีกองทัพหรือไม่
พวกมันไม่สนว่าสิ่งที่กัสทำลงไปนั้นเป็นเรื่องจริงหรือกลลวงเพราะในสายตาของพวกมัน การเตรียมพร้อมสำหรับสงครามเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เนื่องจากกองทัพของพวกมันไม่เคยหยุดการฝึกซ้อมอยู่แล้ว
หากเทียบกับกลลวงในครั้งก่อนๆ พวกมันยังชอบกลลวงประเภทนี้มากกว่าเพราะพวกมันไม่ต้องสูญเสียสิ่งใดเลยในการเตรียมพร้อม
นอกจากนั้นหากกัสมีกองทัพอยู่จริงและตั้งใจที่จะส่งกองทัพเข้ามาต่อสู้จริงๆ พวกมันก็ยิ่งยินดีเพราะพวกมันรอคอยโอกาสที่จะได้ล้างแค้นมานานแล้ว
การบดขยี้กองทัพของกัสจึงเป็นเป้าหมายของตระกูลเขี้ยวทองคำและเป็นยากระตุ้นชั้นเลิศสำหรับกองทัพของพวกมัน ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงไม่สนใจสักนิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องจริงหรือกลลวงเพราะในสายตาของพวกมันเรื่องนี้ไม่ได้มีความแตกต่างอันใดสำหรับพวกมัน