ใครที่อดใจไม่ไหว ไม่อยากที่จะรออ่านรายตอนให้ขัดอารมณ์ ตอนนี้มี E-book ยังคงลดราคาอยู่นะคะ ได้ฟินก่อนใครแถมยังได้อ่านตอนพิเศษสุดหวาน ที่มีเพียงเฉพาะใน E-book เท่านั้น
ราคาน่าตำแบบสุด ๆ ไปเลย จากราคาเต็ม 299 บาท เหลือแค่เพียง 149 บาท เท่านั้น!!!
ไปกดกันตามพิกัดด้านล่างได้เลย
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6ODoiMTAyNzI2MzIiO3M6NzoiYm9va19pZCI7aTozMDI2MTA7fQ
บทที่สามสิบสี่
คืนส่งตัวเข้าหอ
“นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นชีวิตคู่ จากนี้ไปอาจจะต้องพบเจอกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น หากแต่พ่อเชื่อว่าทั้งคู่จะจับมือกันข้ามผ่านมันไปได้ ส่วนพ่อเองก็จะคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ” จักรกฤชเอ่ยพูดขึ้นมาเป็นคนแรก เพราะในยามนี้เป็นเวลาส่งตัวเข้าหอของคู่บ่าวสาวเข้าแล้ว
ดวงตาที่แดงก่ำของผู้เป็นพ่อจดจ้องไปที่ลูกสาวของตัวเองนิ่ง เพราะยังคงรู้สึกผิดมาจนถึงวันนี้ ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้ลูกสาว ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักอย่างกะทันหัน
แม้ว่าจะรู้สึกเบาใจลงไปบ้าง เมื่อได้เห็นว่าตัวของลูกเขยอย่างสิงหราชนั้น ไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจเอากับนิรณา หากแต่ยังคอยดูแลเป็นอย่างดี และความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันก็ยังคงติดค้างอยู่ในหัวใจของคนเป็นพ่อ เพราะความจริงในเรื่องที่เขาติดการพนัน จนพาครอบครัวของตัวเองดำดิ่งลงจุดตกต่ำของชีวิต หมดสิ้นหนทางจนต้องยอมยกแก้วตาดวงใจมาชดใช้หนี้ ก็ยังไม่ได้หายไปไหน
และเรื่องนี้ก็คงจะเป็นตราบาปติดตัวพ่อที่ไม่เอาไหนอย่างจักรกฤชไปจนวันตาย แม้จะได้รับการให้อภัยจากคนในครอบครัวแล้ว หากแต่คนที่ลงมือพังทลายความสุขของทุกคน ก็ไม่เคยคิดที่จะให้อภัยตัวเองเลยสักครั้ง
“หลังจากนี้ไปมีเรื่องราวอะไรก็ขอให้พูดคุยกันด้วยเหตุผลนะลูก มองถึงความสุขของครอบครัวและคู่ชีวิตเป็นหลัก หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน แม่ขอให้พวกเราทั้งคู่เติบโตไปพร้อมกันอย่างมีความสุขนะลูก” อารีย์ยกมือจับแขนของสามีคู่ทุกข์คู่ยากของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยพูดขึ้นกับลูกสาวและลูกเขยบ้าง
ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวทอดมองไปที่ลูกสาว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความรู้สึกผิด ก่อนจะปรายตามองไปทางลูกเขย คนเป็นแม่ยายยกยิ้มส่งไปให้สิงหราช ราวกับจะบอกว่าขอฝากดวงใจดวงนี้ของเธอเอาไว้ด้วย
“พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงน้องเอิงนะคะ อยู่ที่นี่น้องเอิงมีความสุขดี พี่สิงห์และคุณแม่เพลินจิตดีกับน้องเอิงมาก ๆ” นิรณาที่เห็นความรู้สึกผิดอยู่ในสายตาของพ่อแม่ของตัวเองเอ่ยปลอบใจทั้งคู่
คนตัวเล็กพยายามอย่างหนักที่จะไม่ร้องไห้ออกมา เพราะไม่อยากที่จะทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้ แม้คนทั้งคู่จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่ารู้สึกเจ็บช้ำกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงใด หากแต่นิรณาก็พอที่จะรู้และเข้าใจได้ด้วยตัวเอง จากสายตาที่คนทั้งคู่มองมาที่ตัวเอง
นิรณายอมรับว่าในตอนแรกรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก กับการที่ตัวกลายเป็นสิ่งของอย่างหนึ่งให้ผู้เป็นพ่อตีราคา และนำมาแลกกับหนี้ก้อนโต หากแต่พอลองมองย้อนกลับไป นิรณาก็เริ่มเข้าใจกับความจำเป็นของอีกฝ่ายมากขึ้น
ความหวาดกลัวที่เคยจินตนาการเอาไว้ ในเรื่องของการต้องอยู่ในสถานะของภรรยาที่ชดใช้หนี้ ก็เริ่มเบาบางลงไปจนแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว หลังจากที่ได้พบเจอและได้ลองใช้ชีวิตร่วมกันกับกับสิงหราช
ดังนั้นเมื่อเธอเองกำลังจะเริ่มต้นชีวิตของตัวเองเสียใหม่ จึงไม่อยากที่จะต้องให้มีความรู้สึกอื่นใดติดค้างอยู่กับครอบครัวอีกแล้ว ในวันนี้นิรณามองข้ามทุกความเจ็บปวดและทุกความหวาดกลัวได้อย่างหมดสิ้น
“ผมเองก็รับปากครับ ว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุด ถึงมันจะอาจเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่น้องเคยได้รับมาจากครอบครัว หากแต่ผมก็สัญญาว่าจะทำหน้าที่ของสามีอย่างดีที่สุด เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถทำได้” สิงหราชเอ่ยพูดขึ้นบ้าง ร่างหนายกยิ้มบาง ๆ ให้กับพ่อตาแม่ยายของตัวเอง
สิงหราชยอมรับว่ายังคงมีความรู้สึกไม่สะดวกใจให้กับครอบครัวของภรรยา เพราะตัวเขาไม่เห็นด้วยกับการที่อีกฝ่าย เบียดเบียนความสุขทั้งชีวิตของลูกสาวตัวเอง เพื่อแลกกับหนี้สินมากมายที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนก่อ
หากแต่ก็พยายามที่จะเปิดใจ เพราะอย่างไรแล้ว ในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แม้จะมีกำแพงบาง ๆ ที่ยังคงกั้นกลางความรู้สึกกันเอาไว้อยู่ แต่สิงหราชก็เชื่อว่าสักวัน กำแพงเหล่านั้นมันจะหายไปได้ในที่สุด
“ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมากจริง ๆ” อารีย์เอ่ยพูดออกมาด้วยความตื้นตัน คนเป็นแม่ยายยกยิ้มกว้างให้กับสามีของลูกสาวอีกครั้ง
สิงหราชทำเพียงพยักหน้ารับ ดวงตาคมปรายตากลับมามองคนข้างกาย มือหนายื่นออกไปจับมือเล็กมากอบกุมเอาไว้ ก่อนจะยกยิ้มให้กับคนน้องที่เงยหน้าขึ้นมามองกัน และฉีกยิ้มหวานส่งมาให้
“เศร้าอะไรกันคะเนี่ยทุกคน” เพลินจิตที่เห็นว่าบรรยากาศภายในห้องหอถูกความเศร้ากัดกิน เอ่ยพูดขึ้นมาอย่างต้องการที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
ครอบครัวเกียรติคุณไพศาลที่รู้ตัว ว่ากำลังทำบรรยากาศให้หม่นหมองไปได้แต่ยกยิ้มออกมา จักรกฤชและอารีย์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้เพลินจิตได้เข้ามาอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวบ้าง
“ยินดีต้อนรับสู่มยมราชพลีอย่างเป็นทางการนะคะน้องเอิง” เพลินจิตหันไปพูดกับลูกสะใภ้ของตัวเองเสียงหวาน
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” นิรณาเอ่ยตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม
“ในตอนนี้จุดเริ่มต้นและความเป็นมา มันไม่ได้สำคัญหรอกลูก หลังจากนี้น้องเอิงจะอยู่ที่นี่ในฐานะลูกสาวของแม่อีกคน ขาดเหลืออะไรก็ไม่ต้องเกรงใจ แค่เอ่ยปากบอกแม่คนนี้สักครั้ง แล้วแม่จะจัดการทุกอย่างให้หนูเอง” เพลินจิตวางมือลงบนไหล่เล็ก ก่อนจะเอ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ
เพราะอดหวนคิดถึงตัวเองในวันแต่งงานเสียไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะเธอและภูวเรษสามีที่พึ่งตายจากกันไปเมื่อสองปีก่อน ก็เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความรักเช่นกัน หากแต่เป็นเพราะความคิดเห็นของทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเพียงเท่านั้น
แต่เธอเองก็ช่างโชคดีเสียเหลือเกิน ที่อยู่กินกันไปก็สามารถที่จะปลูกต้นรักขึ้นมากลางใจของกันและกันได้ ครองคู่กันมาด้วยความสุขตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งอีกฝ่ายมาจากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
“ค่ะคุณแม่” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่สามี ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“พี่สิงห์เขาเป็นพูดน้อย ไอ้ปากหรือก็หนักเป็นหิน นิสัยก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ต่างจากน้ำทะเล แม้จะดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรดีเอาเสียเลย หากแต่แม่เชื่อว่าพี่เขาจะสามารถดูแลน้องเอิงและหลานของแม่ที่กำลังจะเกิดมาได้เป็นอย่างดี แม่ยอมเอาชื่อเสียงของตัวเองเป็นประกันในเรื่องนี้” เพลินจิตที่แอบพูดทับถมลูกชายของตัวเองในตอนแรก เอ่ยพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ
“แม่” สิงหราชเอ่ยเรียกผู้เป็นแม่ขึ้นมา เมื่อได้ยินอย่างนั้น ร่างหนาส่งสายตาฟาดฟันไปให้กับอีกฝ่าย
“แกจะทำไม” เพลินจิตปรายตาไปมองลูกชายของตัวเอง
“พูดมาก” สิงหราชเอ่ยตอบกลับไป ก่อนจะหลบสายตามองไปทางอื่น เมื่อเห็นว่าในดวงตาของอีกฝ่ายกำลังมีน้ำตาคลออยู่
“แม่เชื่อนะสิงห์ ว่าลูกจะเป็นสามีที่ดีและพ่อที่ดีได้อย่างเช่นพ่อของลูก หลังจากนี้คงมีอีกหลายเรื่องราวให้ได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจกันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ จากนี้จะมัวคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองไม่ได้แล้ว”
“รู้แล้วครับ” สิงหราชเอ่ยตอบรับแบบกวน ๆ หากแต่ก็ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้เป็นแม่พูดด้วยความตั้งใจ
หากจะถามหาคนที่หวังดีต่อสิงหราช แน่นอนว่าผู้เป็นแม่ของเจ้าตัว ย่อมต้องมีรายชื่อมาเป็นอันดับหนึ่ง และสิ่งนี้สิงหราชก็รับรู้มันได้มาตลอด แม้จะไม่ได้พูดออกไปว่าซาบซึ้งเสียเพียงใด หากแต่ก็พยายามแสดงออกไปให้รู้เท่าที่ผู้ชายทื่อ ๆ คนหนึ่งจะทำได้แล้ว
“เอาเถอะ บทแม่ที่เตรียมเอามาหมดแล้ว ยังไงก็มีหลานให้ตายายและย่าอุ้มกันไว ๆ นะ อายุก็ปูนนี้กันแล้วทั้งนั้น ถึงเวลาที่จะได้อยู่บ้านเลี้ยงหลานแล้ว ไป ๆ เข้าหอไปผลิตลูกกันได้แล้ว” เพลินจิตเอ่ยพูดขึ้นอย่างตัดบท พยายามที่จะฉีกอารมณ์ออกไปในทางขบขันเสียมากกว่า
“คุณเพลินจิต!” สิงหราชเอ่ยเรียกแม่ของตัวเองด้วยความอ่อนใจ ที่อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนอารมณ์ไวเสียจนไม่มีใครตามทัน
ร่างหนาพยุงคนตัวเล็กให้ลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะประคองเอาไว้ในอ้อมแขน เจ้าบ่าวเจ้าสาวยืนส่งญาติผู้ใหญ่ของตัวเองอยู่หน้าประตูห้องหอ รอจนกว่าทุกคนจะเดินออกไปจากบ้าน ถึงได้ปิดประตูห้องหอลง
สถานที่ที่ใช้เป็นเรือนหอในค่ำคืนนี้ คือบ้านของสิงหราชที่อยู่ถัดมาจากบ้านของผู้เป็นแม่ ซึ่งภายในห้องนอนกว้างก็ถูกประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามและดูแปลกตาไปจนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมเอาไว้
เรียกได้ว่าแม่สามีอย่างเพลินจิตเอาใจลูกสะใภ้ของตัวเองแบบเต็มสูบ เพราะเนรมิตจากห้องที่มืดทึบของลูกชาย กลายมาเป็นสีหวานแหววตามความชอบของนิรณาไปโดยปริยาย
………………………………………………….
อยากมอบโล่ห์แม่สามีดีเด่นให้คุณหญิงเพลินจิตเขาจริง ๆ หลังจากนี้ก็หวานฉ่ำไหม ยังไงงงงงงงงงงงง?
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่ามันเป็นแรงผลักดันในการอัปเดตนิยายมาก ๆ เลย
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ