ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 35 เงินตรา..ตราเงิน ตอน สาม

            ขาดสติเพียงชั่วครู่

            ตอนนี้ของมีคมก็จี้อยู่ที่คอผมแล้ว..

            แถมยังเป็นดาบจริง คมจริง และคนที่จ่อดาบมาที่คอผมดูเหมือนโกรธผมเอามาก ๆ ราวกับผมไปกดกริ่งหน้าบ้านของเธอแล้ววิ่งหนียังไงอย่างงั้น

            หรือไม่..

            เธอก็อาจเป็นคนที่ตงป๋ายซานส่งมาก็เป็นไปได้

             

            แต่ก็นะ..

            หากยี่ฟู่ของผมรู้เรื่องนี้เข้า..

            เข้าคงตามมากระทืบผมซ้ำให้จมดินแน่

            ถ้ารู้ว่าผมมาตกม้าตายเพราะหญิงสาวแบบนี้

            และเพราะคิดได้แบบนั้น...

            ผมเลยเผลอขำในลำคอออกมา

            แต่แค่เบา ๆ เท่านั้น

             

            แต่ดูเหมือนเสียง หึๆ นั้นของผม จะเป็นเหมือนประกายไฟที่ตกใส่ถังน้ำมัน

            “นี่เจ้าขำอะไร!! หรืออยากให้ข้าปาดคอเจ้าจริง ๆ!!”

            น้ำเสียงของสตรีตรงหน้าแสบเข้าไปถึงโพรงประสาท

            แล้วดาบนั่นก็ถูกกดลึกลงมานิดหนึ่ง

            ตอนนี้...

            คอผมมีเลือดไหลซิบออกมา

             

            ผมรีบยกมือขึ้นช้า ๆ แบบไม่ให้เข้าใจผิด

            ปากก็พลั้งไปอย่างเร็วกว่าเหตุผล

            “โว ๆ ๆ คัมดาว คัมดาว (calm down) แม่นาง..

            ดาบมีคมแต่ไร้ตา เดี๋ยวมันเจือนคอข้าขาดขึ้นมา จะยุ่งนะขอรับ

            เอาเป็นว่า..

            เรามานั่งคุยกันดี ๆ ดีกว่าหรือไม่? แค่บอกข้ามาเถอะว่า-!”

             

            “หุบปากเจ้าปีศาจหื่นกาม!!”

            เสียงแสบหูตวาดแทรกคำพูดผมกลางคัน

            แล้วดาบก็ถูกกดลงอีกนิดหนึ่งจนผมสัมผัสได้ถึงความแสบบริเวณต้นคอ

             

            ผมกัดฟันแน่น

            แต่ไม่ใช่เพราะเจ็บหรอกนะ

            คือผมเนี่ยนะ? ปีศาจหื่นกาม?

            นี่เธอเห็นผมเป็นพวกเดียวกับซุนโหวหวังไปแล้วหรือไงเนี่ย!

            ในหัวผมตอนนั้นมีแต่ภาพซุนโหวหวังหัวเราะแหะ ๆ พร้อมชูนิ้วโป้งให้

            ซึ่งผมก็อยากจะยกนิ้วอื่นสวนภาพในหัวนั้นแต่ทำไม่ได้

            ผมยังไม่อยากตาย..

            โดยเฉพาะสถานการณ์แบบนี้..

            ผมยิ่งไม่อาจตายได้

             

            ผมเลยเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน

            สายตาค่อย ๆ ไล่มองจากดาบ มองไปที่หน้าคนถือดาบ..

             

            เธอคนที่จ่อดาบจี้คอของผมเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นผู้ชาย ใบหน้าที่จ้องผมนั้นเรียกได้ว่าเป็นหญิงงามหมดจดคนหนึ่ง โดยเฉพาะดวงตาที่ทั้งกลมโตดำขลับ

            ทว่าตาสวย ๆ นั่นกลับมองมาที่ผมด้วยความรังเกียจ

             

            ส่วนด้านซ้ายนั้นก็มีคนอีกคนหนึ่ง ผมดูผ่าน ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่

            แม้ว่าคนนั้นมันจะใส่ชุดแบบผู้ชาย แต่ในเมื่อคนที่ถือดาบยังเป็นหญิงแต่งตัวเป็นชาย

            ผมจึงไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่

            แต่น่าจะเป็นผู้ชายมั้ง แม้ใบหน้าของมันจะเรียกได้ว่าสวยไม่แพ้คนเป็นผู้หญิงเลย แต่ผมก็เห็นลูกกระเดือกของมัน

            แล้วที่บอกว่ามันหน้าตาสวยไม่แพ้ผู้หญิงเลย จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนัก

            เพราะมันดันหน้าตาเหมือนกับคนที่ถือดาบจ่อคอผมเปะ ๆ

            ดูแล้วน่าจะเป็นฝาแฝด

             

            ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ผม มันใช้มือแตะไปที่ใบดาบของฝาแฝดหญิงของมันพร้อมพูดออกมาประมาณว่า

            “เบามือหน่อยเซียเอ๋อร์.. อย่าได้ก่อเรื่อง”

            โอเค.. มาถึงตรงนี้มันก็น่าจะเป็นผู้ชายจริง ๆ

            แถมคำที่มันใช้เรียกผู้หญิงยังเติม 'เอ๋อร์' ลงท้าย จึงน่าจะเป็นพี่ชายด้วย

             

            ด้านคนที่ถูกเรียกว่า 'เซียเอ๋อร์' แม้จะขัดใจ

            เธอก็ยอมถอนดาบออกจากคอของผม แต่ไม่ใช่ว่าถอนออกแล้วเก็บดาบลงไปนะ

            เธอแค่ขยับใบดาบออกห่างเล็กน้อย แต่ก็ยังถือในท่าที่พร้อมจะกดดาบใส่คอของผมอีกครั้งหากผมทำให้เธอไม่พอใจ

             

            ฝ่ายคนเป็นพี่ผงกหัวเล็กน้อยก่อนก้มโน้มตัวลงมา

            มันค่อย ๆ พยุงร่างไร้สติของฮว่าผิงขึ้นเบา ๆ

            ไม่ใช่แค่เขาอุ้มร่างของฮว่าผิงออกจากตัวผมอย่างสุภาพนะ

            แต่เขายังหาผ้าห่มมาคลุมร่างของนางไว้ด้วย

            ท่าทีของเขา ทุกอย่างตั้งแต่ยืนยันยันยกมือ ดูแล้วไม่ใช่พวกไร้การอบรม

            แถมตอนที่เขาหยิบผ้าห่มมาคลุมให้หญิงสาวคนเมื่อครู่

            ผมก็เห็น...

            สิ่งที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา

            เป็นพู่หยก

             

            ไม่ใช่แค่หยกธรรมดานะ แต่เป็นหยกเนื้อเนียนสีเหลืองอมส้ม

            มีลวดลายแกะสลักที่ดูประณีตและเก่าแก่อย่างบอกไม่ถูก

            สิ่งเดียวกันกับที่ผมมีอยู่ในถุงผ้าผูกไว้กับสายรัดเอวด้านใน

            สิ่งเดียวกันกับของ..

            ที่แม่ของผมทิ้งไว้เป็นของดูต่างหน้า

            สิ่งเดียวกันกับที่ยี่ฟู่เคยบอกไว้ว่า...

            'นี่คือเครื่องหมายของคนราชวงศ์หนาน'

             

            ผมพยายามไม่ทำตัวลุกลี้ลุกลน

            พยายามสบตากับเขาแบบนิ่งที่สุดเท่าที่คนที่เพิ่งจะโดนจี้คอแล้วโดนเหวี่ยงลงเตียงจะทำได้

            แต่ในหัวกลับเดือดพล่าน

            'เป็นไปได้เหรอ... เป็นไปได้ไหมว่ามันคือคนราชวงศ์หนาน?'

             

            ผมไม่ได้เก่งเรื่องหยกอะไรหรอก..

            ไม่ได้อินกับหินสีเขียวพวกนี้ด้วยซ้ำ

            แต่ผมจำลักษณะของพู่หยกที่ตัวเองมีได้แม่น

            และหยกที่ห้อยอยู่ตรงหน้า มันเหมือนกันเสียจนใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

             

            ผมไม่รู้ว่าเขาเห็นผมจ้องหยกของเขานานแค่ไหน

            แต่สายที่เขามองมาที่ผมนั้นเรียกได้ว่าทั้งสุภาพ และมีความเกรงใจปนอยู่ในนั้น

            ก่อนนี้แฝดคนพี่จะพูดกับผม

            “เจ้าน่ะ... ไขว้แขนไว้ข้างหลัง”

            มันสั่งผมมาแบบนั้น ผมไม่เถียง ไม่ถาม ไม่บ่นอะไรทั้งนั้น

            ก็แน่นอนสิครับ.. ดาบยังจ่อคอผมอยู่แบบนี้ ถ้ายังเถียงอีกผมก็บ้าเต็มทีแล้ว

            แล้วพอสั่งผมเสร็จ มันก็ได้หันไปหาน้องสาวของมัน

            “เซียเอ๋อร์..

            จี้ดาบค้างเอาไว้ คอยดูอย่าให้มันผู้นี้ตุกติก”

            ด้านแฝดหญิงจับดาบเปลี่ยนมุมในท่าที่พร้อมจะสับหัวผมได้ทุกเมื่อ

            ผมค่อย ๆ ไขว้แขนตามคำสั่งให้ชายคนนั้นมัด

            มือของเขาสัมผัสที่ข้อมือผม

            แล้วทันใดนั้น...

             

            ปึ๊ก

             

            แวบนั้นแหละที่ผมรู้เลยว่าเขาเองก็เป็นจอมยุทธ์..

            และไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับต่ำ ๆ ด้วย เป็นสัมผัสปราณขั้นต้น

            ระดับเดียวกับผมเป๊ะ ๆ

             

            “เซียเอ๋อร์อย่าลดดาบลงเป็นอันขาด

            มันมีวรยุทธ์..

            ถ้ามันตุกติกลงมือได้เลย”

             

            สายลมเย็นวาบผ่านข้อมือของผม

            ของที่เขาใช้มัดไม่ใช่เชือกธรรมดาแน่นอน เย็นแบบนี้ น่าจะเป็นเหล็กเย็นผสมวัตถุพิเศษอะไรบางอย่าง

            แถมยังรัดแน่นจนเลือดแทบไม่ไหลเวียน

             

            “สะ...สะ...ท่านพี่...”

            เสียงของสาวถือดาบดังขึ้นจากข้างหลัง

            “เหตุใดไม่ลงมือเลยจะได้แล้ว ๆ กันไป?”

            ผมฟังแล้วถึงกับต้องเบ้ปาก (ในใจนะ ไม่ใช่ตอนนี้!)

            นางนี่มันสายบู๊สุดโต่งจริง ๆ

             

            “ไม่ได้...

            พวกเราจะไม่ฆ่าใครหากไม่จำเป็น

            หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงไม่ดีต่อตำแหน่งของข้าในอนาคต...”

            คำตอบของชายชุดขาวยิ่งทำให้ผมเริ่มสงสัยหนักว่า พวกเขาคือใครกันแน่

             

            แล้วมันคนนั้นก็ดีดนิ้วเบา ๆ

            เสียง 'คลิก' แว่วดังจากแหวนมิติของเขา แล้วสิ่งที่ปรากฏออกมาก็เล่นเอาผมต้องเลิกคิ้ว

            อันหนึ่งคือดาบ ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร แต่ของอีกชิ้นนี่มัน..

            เป็นของรูปร่างประหลาดตา ไอ้ของกลม ๆ ที่มีสายเหมือนหูฟังหมอ แต่ใส่หูได้แค่ข้างเดียวมันคืออะไร?

            เขาหยิบไอ้ของแปลก ๆ นั่นขึ้นแนบกับหู ส่วนปลายอีกด้านแนบไปที่ผนังห้อง

            ขณะที่อีกมือหนึ่งถือดาบไว้แน่น

             

            “เงียบให้หมด”

            มันไม่ได้พูดเสียงดังอะไร

            แต่พลังในน้ำเสียงมันทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิทเหมือนสำนักฝึกวรยุทธ์หลังเคารพธงชาติ

            ผมถึงกับกลืนน้ำลายแบบเงียบ ๆ ไม่ให้ใครได้ยิน

            นี่มันอะไรกันแน่?

            แล้วไอ้หูฟังเวทมนตร์? นั่นมันอะไร

            ผมเริ่มคิดหนักขึ้นเรื่อย ๆ ว่าผมไม่ได้ถูกล่อลวงมาเข้าฉากวาบหวามธรรมดาแน่

             

            ทุกคนในห้องต่างเงียบกริบ

            เงียบจนน่ากลัว

            คนหนึ่งถือดาบเหมือนยืนเฝ้าโลงศพ อีกคนฟังเสียงกำแพงเหมือนจับผี

            ส่วนผม..

            นั่งอยู่ตรงกลางแบบตัวประกอบที่หายใจผิดจังหวะก็อาจหลุดบทไปได้ง่าย ๆ

             

            แต่คิดไปคิดมา จากท่าทางของคนเป็นพี่ชาย

            ดูท่าแล้วผมน่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของมัน

            ผมคงแค่ 'อยู่ผิดที่ผิดเวลา' ก็เท่านั้น

             

            แล้วเมื่อคิดได้แบบนั้น ผมก็เลยลองยื่นขอไมตรีจากพวกมันดู

            “นี่แม่นาง... ช่วยลดดาบลงสักนิดได้ไหม?

            อย่าได้เข้าใจผิด ข้าแค่จะขอเช็ดเลือดหน่อยน่ะ

            ข้าไม่ได้ฉีดยากัน 'บาดทะยัก' มานานแล้ว

            ไม่รู้ว่ายังมีภูมิเหลืออีกหรือไม่..

            ข้าอาจกลายเป็นจอมยุทธ์คอเน่าแห่งยุทธภพได้นะ..”

             

            เสียงผมยังไม่ทันจะจาง

            เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ลอยมา

            “หุบปาก!!”

            สาวในชุดชายนั่นหันขวับ ดวงตาแข็งกร้าวกว่าดาบในมือเสียอีก

            ผมนี่รีบเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน

            “ถ้าเจ้ายังพูดอีกคำเดียว ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า...

            แต่ข้าจะจับเจ้าตอนให้เหมือนโคเนื้อเลยคอยดู!”

             

            โอเค..

            ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกก่อนจะยิ้มกวนกลับไปเหมือนคนไม่กลัวตาย

            “งั้นเจ้าก็ต้องจับข้าถอดกางเกงก่อนสิแม่นาง..

            ฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับมันเลย..

            ปล่อยมันอยู่ที่เดิมนั่นแหละดีแล้ว”

             

            “เจ้า!!”

            เสียงตวาดหลงของสาวคนนั้นดังขึ้นมาเสียงดังจนผมต้องหลุดหัวเราะในใจ

            แถมหน้าขอเธอในตอนนี้แดงยิ่งกว่ากุ้งต้มเสียอีก

            “หากเจ้าพูดมาอีกคำ!

            ข้าสาบานเลยว่าต่อให้ข้าไม่เคยเห็นของคนใดมาก่อน..

            ข้าก็จะเห็นของเจ้าเป็นคนแรก!! ไอ้ปีศาจหื่นกาม!!”

             

            เฮ้..!!

            คำก็บ้ากาม สองคำก็หื่นกาม

            ถ้าไอ้อย่างผมเรียกบ้ากามแล้วโหวหวังมันจะเรียกว่าอะไร

             

            “เงียบทั้งสองคนนั่นแหละ!”

            คนเป็นพี่ที่ดูสุขุมในตอนแรก พลันเอ่ยเตือนแบบไม่หันมา

            มันยังคงจดจ่ออยู่กับเครื่องมือแปลกประหลาดของมันที่แนบหูอยู่กับกำแพง

            ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง..

            ที่ต่างออกไปคือสายตาของหญิงสาวที่จ้องผมเมื่อครู่นั้น

            จากแววตาขยะแขยงเปลี่ยนมาเป็น..

            อยากจะฆ่าผมแทนแล้ว

             

            เอาน่า..

            ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่มีคนอยากจะทำแบบนั้นกับผมน่ะ..

            มันก็เคย ๆ มีหลายคนคิดจะทำแบบนั้น

            ผมชินไปแล้วล่ะ

             

            หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง

            ไอ้คนที่หูแนบกำแพงก็ได้เก็บอุปกรณ์ของมันลงไปในแหวนมิติ แล้วจึงเดินมาหาน้องสาวก่อนจะกระซิบเบา ๆ

            “พวกนั้นไปแล้ว..

            เรารอสักพักก่อนค่อยออกไปตามจะดีกว่า

            อย่าให้ใครจับพิรุธได้”

             

            “ท่านพี่... แล้วท่านได้อะไรจากห้องนั้นมาบ้าง?”

            เสียงเซียเอ๋อร์ฟังดูเปลี่ยนไป

            ดูเบาและจริงจังขึ้น ราวกับเข้าสู่โหมดสายลับเต็มตัว

             

            “พอสมควร...”

            คนเป็นพี่ตอบสั้น ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามาทางผมแวบหนึ่ง ราวกับบอกว่าผมเป็นส่วนเกิน

            ก่อนจะหันไปพูดกับน้องเบา ๆ อีกครั้ง

            “กลับถึงที่พักก่อน... ข้าจะเล่าให้ฟัง”

            จากนั้นมันก็หมุนตัวกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับสายตากับผม

            “สหาย...

            ข้าต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบากใจ ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับเจ้า หรือกับสตรีผู้นั้นเลย

            ไม่นานพวกข้าก็ไปแล้ว..

            ข้าเพียงขอความร่วมมือเจ้า อดทนอีกประเดี๋ยว..”

             

            พอมันพูดแบบนั้น

            ผมจึงได้ขอไมตรีกับมันอีกสักครั้ง

            “เช่นนั้นเจ้าช่วยบอกน้องสาวของเจ้าให้ลดดาบลงก่อนได้หรือไม่..

            คือข้าก็ไม่ได้เรื่องมากนะ..

            แต่ตอนข้ากลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกมันชอบไปดุลกับดาบของนาง

            ทำเอาข้าปวดคอไปหมด”

            ผมลองขอเรื่องนั้นกับมันดู

            อย่างน้อยท่าทีของพวกมันก็ดูไม่ได้มาดร้ายกับผม

            และอย่างน้อย ๆ มันก็เหมือนจะทำงานของมันสำเร็จแล้ว..

             

            คนเป็นพี่พลันผงกหัวไปทางน้องสาว

            ยัยคนนั้นดูจะขัดใจเล็กน้อย แต่เธอก็ยอมลดดาบลงพร้อมกับทำเสียง 'จิ๊' เบา ๆ

            ก่อนที่คนเป็นพี่จะหันมาทางผมอีกครั้ง

            “เดี๋ยวข้าจะแก้มัดให้เจ้า..

            ส่วนนาง”

            คนผู้นั้นหันไปทางฮว่าผิงที่ยังสลบอยู่

            “คงต้องปล่อยให้นางหลับต่ออีกหน่อย..

            ข้ากลัวนางจะตื่นตระหนกเกินไป..”

             

            พอพูดถึงการแก้มัดเชือก..

            ผมก็ได้ยกมือที่เคยถูกมัดไว้ข้างหลังขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วก็พูดไปอย่างหน้าตาเฉย

            “อ้อ..เรื่องเชือกน่ะเหรอ?

            ข้าเผลอทำมันขาดไปแล้วล่ะ..”

             

            สิ้นคำพูดของผม คนที่ย่อตัวคุยกับผมอยู่เมื่อครู่ก็ผงะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

            สีหน้ามันตอนนั้นนี่ไม่ต่างจากคนเพิ่งรู้ว่าข้าวสารในโอ่งคือขี้เถ้าฟืน! ดวงตาที่เคยดูใจเย็นฉ่ำราวกับน้ำคลองยังกับโดนไฟลวกกะพริบตาปริบ ๆ แล้วลุกขึ้นแทบจะทันที

            แถมยังเหยียดขาตรงราวกับกำลังยืดเส้นเตรียมเปิดศึกกันจริง ๆ

            สายตาที่มองมานั้นผวาราวกับคนเห็นผี

            “ปราณกระบี่... สำนักสี่ขุนเขา…”

             

            การที่มันคนนี้จะตกใจแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะสิ่งที่มันพูดออกมา 'ปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขา' น่ะ

            ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปของสำนักสี่ขุนเขาจะฝึกได้

            หนึ่งเลย.. คนที่จะฝึกได้นั้นต้องมีสถานะ 'เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลัก'

            ซึ่งการที่ยี่ฟู่ของผมเป็นศิษย์ของอดีตเจ้าสำนักคนก่อน จึงทำให้ท่านได้เรียนปราณกระบี่นี้มา

            ก่อนจะสอนให้ผมในช่วงสองปีก่อน

             

            และสงสัยละสิว่าปราณกระบี่นี้สำคัญขนาดไหน ถึงได้จำกัดคนที่จะฝึก

            แน่นอนว่ามันร้ายกาจเป็นอย่างมาก แล้วยังเป็นสิ่งที่ทำให้สำนักสี่ขุนเขาคือสำนักอันดับหนึ่งเคียงคู่กับวิชากระบี่โบยสวรรค์

            โดยปราณกระบี่นั้นถูกแบ่งออกเป็นสามขั้น

            ขั้นแรกเรียกว่า 'เจนกระบี่' ฝึกให้พลังปราณในร่างคมเหมือนคมกระบี่ ขนาดถือไม้จิ้มฟันยังแทงคนตายได้เหมือนถือของมีคม

            ขั้นที่สอง 'กระบี่ไร้คม' คือทำให้ร่างเราทนต่อของมีคมได้

            สามารถทำให้อาวุธของคู่ต่อสู้ไม่อาจเฉือนเนื้อหนังได้ หากระดับวรยุทธ์พอ ๆ กัน

            ขั้นสุดท้าย 'กระบี่ไร้ลักษณ์'

            อันนี้คือที่สุดของที่สุด พวกนายลองนึกภาพดูว่าคนคนหนึ่งสามารถเสกกระบี่ขึ้นจากลมดู หรืออะไรก็ได้ที่เคลื่อนไหวรอบตัว...

            นั่นแหละกระบี่ไร้ลักษณ์

             

            ส่วนผมน่ะเหรอ?

            ตอนนี้ฝึกสำเร็จแค่ขั้นแรกเท่านั้น

            ให้ทำไงได้.. มีเวลาแค่สองปีเอง..

            แต่เอาจริง ๆ ยี่ฟู่ของผมก็ไม่ถึงขั้นสุดท้ายหรอก เพราะเขาถนัดหมัดกับฝ่ามือมากกว่า ไม่ใช่สายกระบี่โดยกำเนิด

            ดังนั้นที่ผมได้เรียนมาก็ถือว่าโชคดีสุด ๆ แล้ว

             

            แล้วพอมาดูไอ้คนหน้าตื่น ๆ ตรงหน้า

            พวกนายต้องเห็นแววตาของมัน

            คือมันตกใจเหมือนเห็นเจ้าสำนักตัวจริงโผล่มาตรงหน้า

            ก่อนจะพูดว่า

            “เจ้าคือผู้ใดกันแน่?”

             

            ผมมองหน้ามันอยู่นาน..

            ก่อนจะค่อย ๆ เหลือบสายตาลงไปมองพู่หยกที่มันห้อยไว้ตรงเอว

            ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องเฉลยชื่อใครทั้งนั้น

            แค่พูดกลับไปว่า

            “ข้าไม่ถามว่าเจ้าเป็นใคร..

            เจ้าเองก็ไม่ควรถามว่าข้าเป็นใคร..

            จริงหรือไม่?”

            แค่นั้นแหละ พวกนายควรเห็นสีหน้ามันตอนนั้น...

            อารมณ์ประมาณคนโดนจับได้ว่าใส่กางเกงในกลับด้านกลางงานเลี้ยงเลย

             

            ไอ้มือที่เคยคุมสถานการณ์ตอนนี้รีบคว้าเอวตัวเองเหมือนกลัวผมจะดึงพู่หยกออกมาตีแสกหน้า

            แล้วในสายตามันตอนนั้นมีแต่ความตื่นตระหนกแบบของจริง

            เพราะมันคงรู้ว่าผมนั้นพอจะเดาสถานะของมันได้แล้ว

            จากพู่หยกที่ผูกอยู่ข้างเอวของมัน

             

            เสียงน้องสาวของมันก็ดังขึ้นมาแบบไม่สนบรรยากาศ

            “เสด็จพี่! จัดการมันเลยดีหรือไม่?”

            เธอง้างดาบขึ้นในท่าเตรียมต่อสู้

            “ต่อให้ระดับฝีมือของท่านกับเขาจะเท่ากัน

            แต่เรามีกันสองคน..”

             

            คนเป็นพี่พลันผลักดาบของน้องสาวให้ลดต่ำลง

            แต่ดวงตายังคงจับมองมาทางผมแบบเกร็ง ๆ

            “อย่าได้วู่วาม!

            หากว่าเขาผู้นี้เป็นศิษย์หรือเป็นลูกหลานของหกกระบี่แห่งซื่อซานจริง ๆ ละก็..

            อย่าว่าแต่เจ้ากับข้าร่วมมือกันเลย..

            แม้จะมีข้าเพิ่มอีกสองคนก็ไม่แน่ว่าจะสู้เขาได้”

            เจ้าชายตรงหน้ากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ

            “เจ้าก็เห็น..

            เขาสามารถใช้ปราณกระบี่ตัดตรวนเหล็กได้อย่างง่ายดายโดยที่พวกเราไม่รู้..

            อย่าได้ตอแยกับเขา..

            อีกอย่าง..

            หากเขามีสหายเราก็อาจโดนเปิดเผย...”

             

            คือพูดตรง ๆ มันประเมินผมสูงจนน่ากลัว ทั้งที่ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น (แต่ก็ใช่ว่าจะกระจอกนะเออ อย่าลืมว่าผมฝึกกับยี่ฟู่มา)

             

            แล้วไม่ทันไร..

            มันคนนั้นก็ได้ยกมือขึ้นทำท่าคารวะผม

            ส่วนน้องสาวของมันนั้น..

             

            “เสด็จพี่!! อย่า!!”

            คนเป็นน้องสาวดูท่าทางจะตกใจไม่น้อย พอเห็นพี่ชายของเธอโค้งให้ผมแบบนั้น

             

            แต่ดูเหมือนเจ้าพี่ชายจะไม่แคร์อะไรเลยสักนิด ยังคงโน้มตัวต่ำลงต่อไปเหมือนธูปงอ ๆ แท่งหนึ่ง

            “เมื่อครู่ที่ข้าล่วงเกินท่านไป..

            เป็นเพราะไม่รู้ว่าท่านเกี่ยวข้องกับหกกระบี่แห่งซื่อซาน ขอเพียงท่านไม่เอาความ ข้าจะจดจำความใจกว้างของท่านไปชั่วชีวิต

            หากมีโอกาสได้ไถ่โทษ..

            ข้าจะทำแน่!”

            แล้วเขาก็เงยหน้าตั้งหลังตรง ผินตัวหันหลังกลับ ทำจะเดินจากไป

            แบบไม่มีแม้แต่ชื่อทิ้งไว้ให้สืบประวัติบนเฟสบุ๊ค

             

            ผมนี่เลิกคิ้วเลยนะพวกนาย.. แค่โชว์ปราณกระบี่ครั้งเดียวถึงกับทำให้เชื้อพระวงศ์คนหนึ่งก้มหลังได้

            สงสัยผมคงต้องใช้บ่อย ๆ แล้วมั้ง

             

            แต่ก็นะ..

            ต่อให้มันจะทำตัวนอบน้อมกับผม

            แต่เลือดที่ไหลตรงคอของผมเมื่อชั่วโมงที่แล้วยังทิ้งรอยแสบอยู่เลย

            ผมจะปล่อยมันไปแบบนี้ก็กระไรอยู่

            “บอกว่าจะทำคุณไถ่โทษ แต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย

            วันหน้าหากข้าคิดจะร้องขอ...

            ข้าจะไปตามเจ้าจากที่ใดเล่า?”

            ก็คนเราน่ะนะ.. ไม่ได้อยากข่มใครหรอก

            แต่ถ้ามีช่องให้ตอกกลับแบบนี้ ไม่ใช้ก็บ้าแล้ว ยิ่งเป็นคนระดับเจ้าขุนมูลนายของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ด้วยแล้ว

            ก็สมควรมีไมตรีต่อกันไม่ใช่หรือไง?

             

            แล้วแน่นอน..

            พอผมพูดออกไปแบบนั้น

            ยัยน้องสาวที่ไม่รู้ไปต่อยรังแตนที่ไหนมาก็ได้ตวาดออกมา

            “มันจะมากเกินไปแล้ว!!

            แค่เสด็จพี่ของข้าโค้งหลังให้เจ้าก็ถือว่าเขาให้เจ้ามากพอแล้ว!

            อย่าได้กำเริบจนเกินไป!”

             

            ผมหันไปมองด้วยหางตา

            เอาจริงนะ..

            เสียงของเธอในตอนนั้นแหลมพอจะทำให้คิ้วผมแทบหลุดติดอากาศ

            โชคดีที่เจ้าพี่ชายรีบดุทันควัน

             

            “อย่าเสียมารยาทเซียเอ๋อร์…”

            จากนั้นเจ้าพี่ชายก็หันกลับมาบอกชื่อเสียงเรียงนามแบบเต็มยศ

            “ข้า หนาน หงชุน พระราชนัดดาในองค์กษัตริย์ หนาน เฟิงฉี

            ส่วนนี่คือน้องสาวของข้า หนาน หงเซีย”

            แล้วเขาก็ลากน้องสาวออกจากห้องไป

            ไม่ได้หันกลับมามองผมอีกเลยแม้แต่นิดเดียว

             

            ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น

            มองไปที่ประตูที่ในตอนนี้คนที่เคยอยู่ได้เดินหนีไปแล้ว

            “อ่า... มันเป็นญาติของเราจริง ๆ แฮะ…”

            ผมลูบบาดแผลที่คอ..

            ตอนนี้แห้งและตกสะเก็ดแล้ว แต่ก็แสบไม่เบา

            “ว่าแต่... เชื้อพระวงศ์จากแคว้นหงสาฯ มาทำอะไรอยู่ที่นี่?”

            ก็เอาเถอะ...

            บนผืนแผ่นดินยุทธทวีป

            ไม่มีเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรอก

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136