ขาดสติเพียงชั่วครู่
ตอนนี้ของมีคมก็จี้อยู่ที่คอผมแล้ว..
แถมยังเป็นดาบจริง คมจริง และคนที่จ่อดาบมาที่คอผมดูเหมือนโกรธผมเอามาก ๆ ราวกับผมไปกดกริ่งหน้าบ้านของเธอแล้ววิ่งหนียังไงอย่างงั้น
หรือไม่..
เธอก็อาจเป็นคนที่ตงป๋ายซานส่งมาก็เป็นไปได้
แต่ก็นะ..
หากยี่ฟู่ของผมรู้เรื่องนี้เข้า..
เข้าคงตามมากระทืบผมซ้ำให้จมดินแน่
ถ้ารู้ว่าผมมาตกม้าตายเพราะหญิงสาวแบบนี้
และเพราะคิดได้แบบนั้น...
ผมเลยเผลอขำในลำคอออกมา
แต่แค่เบา ๆ เท่านั้น
แต่ดูเหมือนเสียง หึๆ นั้นของผม จะเป็นเหมือนประกายไฟที่ตกใส่ถังน้ำมัน
“นี่เจ้าขำอะไร!! หรืออยากให้ข้าปาดคอเจ้าจริง ๆ!!”
น้ำเสียงของสตรีตรงหน้าแสบเข้าไปถึงโพรงประสาท
แล้วดาบนั่นก็ถูกกดลึกลงมานิดหนึ่ง
ตอนนี้...
คอผมมีเลือดไหลซิบออกมา
ผมรีบยกมือขึ้นช้า ๆ แบบไม่ให้เข้าใจผิด
ปากก็พลั้งไปอย่างเร็วกว่าเหตุผล
“โว ๆ ๆ คัมดาว คัมดาว (calm down) แม่นาง..
ดาบมีคมแต่ไร้ตา เดี๋ยวมันเจือนคอข้าขาดขึ้นมา จะยุ่งนะขอรับ
เอาเป็นว่า..
เรามานั่งคุยกันดี ๆ ดีกว่าหรือไม่? แค่บอกข้ามาเถอะว่า-!”
“หุบปากเจ้าปีศาจหื่นกาม!!”
เสียงแสบหูตวาดแทรกคำพูดผมกลางคัน
แล้วดาบก็ถูกกดลงอีกนิดหนึ่งจนผมสัมผัสได้ถึงความแสบบริเวณต้นคอ
ผมกัดฟันแน่น
แต่ไม่ใช่เพราะเจ็บหรอกนะ
คือผมเนี่ยนะ? ปีศาจหื่นกาม?
นี่เธอเห็นผมเป็นพวกเดียวกับซุนโหวหวังไปแล้วหรือไงเนี่ย!
ในหัวผมตอนนั้นมีแต่ภาพซุนโหวหวังหัวเราะแหะ ๆ พร้อมชูนิ้วโป้งให้
ซึ่งผมก็อยากจะยกนิ้วอื่นสวนภาพในหัวนั้นแต่ทำไม่ได้
ผมยังไม่อยากตาย..
โดยเฉพาะสถานการณ์แบบนี้..
ผมยิ่งไม่อาจตายได้
ผมเลยเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน
สายตาค่อย ๆ ไล่มองจากดาบ มองไปที่หน้าคนถือดาบ..
เธอคนที่จ่อดาบจี้คอของผมเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นผู้ชาย ใบหน้าที่จ้องผมนั้นเรียกได้ว่าเป็นหญิงงามหมดจดคนหนึ่ง โดยเฉพาะดวงตาที่ทั้งกลมโตดำขลับ
ทว่าตาสวย ๆ นั่นกลับมองมาที่ผมด้วยความรังเกียจ
ส่วนด้านซ้ายนั้นก็มีคนอีกคนหนึ่ง ผมดูผ่าน ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่
แม้ว่าคนนั้นมันจะใส่ชุดแบบผู้ชาย แต่ในเมื่อคนที่ถือดาบยังเป็นหญิงแต่งตัวเป็นชาย
ผมจึงไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
แต่น่าจะเป็นผู้ชายมั้ง แม้ใบหน้าของมันจะเรียกได้ว่าสวยไม่แพ้คนเป็นผู้หญิงเลย แต่ผมก็เห็นลูกกระเดือกของมัน
แล้วที่บอกว่ามันหน้าตาสวยไม่แพ้ผู้หญิงเลย จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนัก
เพราะมันดันหน้าตาเหมือนกับคนที่ถือดาบจ่อคอผมเปะ ๆ
ดูแล้วน่าจะเป็นฝาแฝด
ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ผม มันใช้มือแตะไปที่ใบดาบของฝาแฝดหญิงของมันพร้อมพูดออกมาประมาณว่า
“เบามือหน่อยเซียเอ๋อร์.. อย่าได้ก่อเรื่อง”
โอเค.. มาถึงตรงนี้มันก็น่าจะเป็นผู้ชายจริง ๆ
แถมคำที่มันใช้เรียกผู้หญิงยังเติม 'เอ๋อร์' ลงท้าย จึงน่าจะเป็นพี่ชายด้วย
ด้านคนที่ถูกเรียกว่า 'เซียเอ๋อร์' แม้จะขัดใจ
เธอก็ยอมถอนดาบออกจากคอของผม แต่ไม่ใช่ว่าถอนออกแล้วเก็บดาบลงไปนะ
เธอแค่ขยับใบดาบออกห่างเล็กน้อย แต่ก็ยังถือในท่าที่พร้อมจะกดดาบใส่คอของผมอีกครั้งหากผมทำให้เธอไม่พอใจ
ฝ่ายคนเป็นพี่ผงกหัวเล็กน้อยก่อนก้มโน้มตัวลงมา
มันค่อย ๆ พยุงร่างไร้สติของฮว่าผิงขึ้นเบา ๆ
ไม่ใช่แค่เขาอุ้มร่างของฮว่าผิงออกจากตัวผมอย่างสุภาพนะ
แต่เขายังหาผ้าห่มมาคลุมร่างของนางไว้ด้วย
ท่าทีของเขา ทุกอย่างตั้งแต่ยืนยันยันยกมือ ดูแล้วไม่ใช่พวกไร้การอบรม
แถมตอนที่เขาหยิบผ้าห่มมาคลุมให้หญิงสาวคนเมื่อครู่
ผมก็เห็น...
สิ่งที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา
เป็นพู่หยก
ไม่ใช่แค่หยกธรรมดานะ แต่เป็นหยกเนื้อเนียนสีเหลืองอมส้ม
มีลวดลายแกะสลักที่ดูประณีตและเก่าแก่อย่างบอกไม่ถูก
สิ่งเดียวกันกับที่ผมมีอยู่ในถุงผ้าผูกไว้กับสายรัดเอวด้านใน
สิ่งเดียวกันกับของ..
ที่แม่ของผมทิ้งไว้เป็นของดูต่างหน้า
สิ่งเดียวกันกับที่ยี่ฟู่เคยบอกไว้ว่า...
'นี่คือเครื่องหมายของคนราชวงศ์หนาน'
ผมพยายามไม่ทำตัวลุกลี้ลุกลน
พยายามสบตากับเขาแบบนิ่งที่สุดเท่าที่คนที่เพิ่งจะโดนจี้คอแล้วโดนเหวี่ยงลงเตียงจะทำได้
แต่ในหัวกลับเดือดพล่าน
'เป็นไปได้เหรอ... เป็นไปได้ไหมว่ามันคือคนราชวงศ์หนาน?'
ผมไม่ได้เก่งเรื่องหยกอะไรหรอก..
ไม่ได้อินกับหินสีเขียวพวกนี้ด้วยซ้ำ
แต่ผมจำลักษณะของพู่หยกที่ตัวเองมีได้แม่น
และหยกที่ห้อยอยู่ตรงหน้า มันเหมือนกันเสียจนใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ผมไม่รู้ว่าเขาเห็นผมจ้องหยกของเขานานแค่ไหน
แต่สายที่เขามองมาที่ผมนั้นเรียกได้ว่าทั้งสุภาพ และมีความเกรงใจปนอยู่ในนั้น
ก่อนนี้แฝดคนพี่จะพูดกับผม
“เจ้าน่ะ... ไขว้แขนไว้ข้างหลัง”
มันสั่งผมมาแบบนั้น ผมไม่เถียง ไม่ถาม ไม่บ่นอะไรทั้งนั้น
ก็แน่นอนสิครับ.. ดาบยังจ่อคอผมอยู่แบบนี้ ถ้ายังเถียงอีกผมก็บ้าเต็มทีแล้ว
แล้วพอสั่งผมเสร็จ มันก็ได้หันไปหาน้องสาวของมัน
“เซียเอ๋อร์..
จี้ดาบค้างเอาไว้ คอยดูอย่าให้มันผู้นี้ตุกติก”
ด้านแฝดหญิงจับดาบเปลี่ยนมุมในท่าที่พร้อมจะสับหัวผมได้ทุกเมื่อ
ผมค่อย ๆ ไขว้แขนตามคำสั่งให้ชายคนนั้นมัด
มือของเขาสัมผัสที่ข้อมือผม
แล้วทันใดนั้น...
ปึ๊ก
แวบนั้นแหละที่ผมรู้เลยว่าเขาเองก็เป็นจอมยุทธ์..
และไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับต่ำ ๆ ด้วย เป็นสัมผัสปราณขั้นต้น
ระดับเดียวกับผมเป๊ะ ๆ
“เซียเอ๋อร์อย่าลดดาบลงเป็นอันขาด
มันมีวรยุทธ์..
ถ้ามันตุกติกลงมือได้เลย”
สายลมเย็นวาบผ่านข้อมือของผม
ของที่เขาใช้มัดไม่ใช่เชือกธรรมดาแน่นอน เย็นแบบนี้ น่าจะเป็นเหล็กเย็นผสมวัตถุพิเศษอะไรบางอย่าง
แถมยังรัดแน่นจนเลือดแทบไม่ไหลเวียน
“สะ...สะ...ท่านพี่...”
เสียงของสาวถือดาบดังขึ้นจากข้างหลัง
“เหตุใดไม่ลงมือเลยจะได้แล้ว ๆ กันไป?”
ผมฟังแล้วถึงกับต้องเบ้ปาก (ในใจนะ ไม่ใช่ตอนนี้!)
นางนี่มันสายบู๊สุดโต่งจริง ๆ
“ไม่ได้...
พวกเราจะไม่ฆ่าใครหากไม่จำเป็น
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงไม่ดีต่อตำแหน่งของข้าในอนาคต...”
คำตอบของชายชุดขาวยิ่งทำให้ผมเริ่มสงสัยหนักว่า พวกเขาคือใครกันแน่
แล้วมันคนนั้นก็ดีดนิ้วเบา ๆ
เสียง 'คลิก' แว่วดังจากแหวนมิติของเขา แล้วสิ่งที่ปรากฏออกมาก็เล่นเอาผมต้องเลิกคิ้ว
อันหนึ่งคือดาบ ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร แต่ของอีกชิ้นนี่มัน..
เป็นของรูปร่างประหลาดตา ไอ้ของกลม ๆ ที่มีสายเหมือนหูฟังหมอ แต่ใส่หูได้แค่ข้างเดียวมันคืออะไร?
เขาหยิบไอ้ของแปลก ๆ นั่นขึ้นแนบกับหู ส่วนปลายอีกด้านแนบไปที่ผนังห้อง
ขณะที่อีกมือหนึ่งถือดาบไว้แน่น
“เงียบให้หมด”
มันไม่ได้พูดเสียงดังอะไร
แต่พลังในน้ำเสียงมันทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิทเหมือนสำนักฝึกวรยุทธ์หลังเคารพธงชาติ
ผมถึงกับกลืนน้ำลายแบบเงียบ ๆ ไม่ให้ใครได้ยิน
นี่มันอะไรกันแน่?
แล้วไอ้หูฟังเวทมนตร์? นั่นมันอะไร
ผมเริ่มคิดหนักขึ้นเรื่อย ๆ ว่าผมไม่ได้ถูกล่อลวงมาเข้าฉากวาบหวามธรรมดาแน่
ทุกคนในห้องต่างเงียบกริบ
เงียบจนน่ากลัว
คนหนึ่งถือดาบเหมือนยืนเฝ้าโลงศพ อีกคนฟังเสียงกำแพงเหมือนจับผี
ส่วนผม..
นั่งอยู่ตรงกลางแบบตัวประกอบที่หายใจผิดจังหวะก็อาจหลุดบทไปได้ง่าย ๆ
แต่คิดไปคิดมา จากท่าทางของคนเป็นพี่ชาย
ดูท่าแล้วผมน่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของมัน
ผมคงแค่ 'อยู่ผิดที่ผิดเวลา' ก็เท่านั้น
แล้วเมื่อคิดได้แบบนั้น ผมก็เลยลองยื่นขอไมตรีจากพวกมันดู
“นี่แม่นาง... ช่วยลดดาบลงสักนิดได้ไหม?
อย่าได้เข้าใจผิด ข้าแค่จะขอเช็ดเลือดหน่อยน่ะ
ข้าไม่ได้ฉีดยากัน 'บาดทะยัก' มานานแล้ว
ไม่รู้ว่ายังมีภูมิเหลืออีกหรือไม่..
ข้าอาจกลายเป็นจอมยุทธ์คอเน่าแห่งยุทธภพได้นะ..”
เสียงผมยังไม่ทันจะจาง
เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ลอยมา
“หุบปาก!!”
สาวในชุดชายนั่นหันขวับ ดวงตาแข็งกร้าวกว่าดาบในมือเสียอีก
ผมนี่รีบเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน
“ถ้าเจ้ายังพูดอีกคำเดียว ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า...
แต่ข้าจะจับเจ้าตอนให้เหมือนโคเนื้อเลยคอยดู!”
โอเค..
ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกก่อนจะยิ้มกวนกลับไปเหมือนคนไม่กลัวตาย
“งั้นเจ้าก็ต้องจับข้าถอดกางเกงก่อนสิแม่นาง..
ฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับมันเลย..
ปล่อยมันอยู่ที่เดิมนั่นแหละดีแล้ว”
“เจ้า!!”
เสียงตวาดหลงของสาวคนนั้นดังขึ้นมาเสียงดังจนผมต้องหลุดหัวเราะในใจ
แถมหน้าขอเธอในตอนนี้แดงยิ่งกว่ากุ้งต้มเสียอีก
“หากเจ้าพูดมาอีกคำ!
ข้าสาบานเลยว่าต่อให้ข้าไม่เคยเห็นของคนใดมาก่อน..
ข้าก็จะเห็นของเจ้าเป็นคนแรก!! ไอ้ปีศาจหื่นกาม!!”
เฮ้..!!
คำก็บ้ากาม สองคำก็หื่นกาม
ถ้าไอ้อย่างผมเรียกบ้ากามแล้วโหวหวังมันจะเรียกว่าอะไร
“เงียบทั้งสองคนนั่นแหละ!”
คนเป็นพี่ที่ดูสุขุมในตอนแรก พลันเอ่ยเตือนแบบไม่หันมา
มันยังคงจดจ่ออยู่กับเครื่องมือแปลกประหลาดของมันที่แนบหูอยู่กับกำแพง
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง..
ที่ต่างออกไปคือสายตาของหญิงสาวที่จ้องผมเมื่อครู่นั้น
จากแววตาขยะแขยงเปลี่ยนมาเป็น..
อยากจะฆ่าผมแทนแล้ว
เอาน่า..
ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่มีคนอยากจะทำแบบนั้นกับผมน่ะ..
มันก็เคย ๆ มีหลายคนคิดจะทำแบบนั้น
ผมชินไปแล้วล่ะ
หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง
ไอ้คนที่หูแนบกำแพงก็ได้เก็บอุปกรณ์ของมันลงไปในแหวนมิติ แล้วจึงเดินมาหาน้องสาวก่อนจะกระซิบเบา ๆ
“พวกนั้นไปแล้ว..
เรารอสักพักก่อนค่อยออกไปตามจะดีกว่า
อย่าให้ใครจับพิรุธได้”
“ท่านพี่... แล้วท่านได้อะไรจากห้องนั้นมาบ้าง?”
เสียงเซียเอ๋อร์ฟังดูเปลี่ยนไป
ดูเบาและจริงจังขึ้น ราวกับเข้าสู่โหมดสายลับเต็มตัว
“พอสมควร...”
คนเป็นพี่ตอบสั้น ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามาทางผมแวบหนึ่ง ราวกับบอกว่าผมเป็นส่วนเกิน
ก่อนจะหันไปพูดกับน้องเบา ๆ อีกครั้ง
“กลับถึงที่พักก่อน... ข้าจะเล่าให้ฟัง”
จากนั้นมันก็หมุนตัวกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับสายตากับผม
“สหาย...
ข้าต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบากใจ ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับเจ้า หรือกับสตรีผู้นั้นเลย
ไม่นานพวกข้าก็ไปแล้ว..
ข้าเพียงขอความร่วมมือเจ้า อดทนอีกประเดี๋ยว..”
พอมันพูดแบบนั้น
ผมจึงได้ขอไมตรีกับมันอีกสักครั้ง
“เช่นนั้นเจ้าช่วยบอกน้องสาวของเจ้าให้ลดดาบลงก่อนได้หรือไม่..
คือข้าก็ไม่ได้เรื่องมากนะ..
แต่ตอนข้ากลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกมันชอบไปดุลกับดาบของนาง
ทำเอาข้าปวดคอไปหมด”
ผมลองขอเรื่องนั้นกับมันดู
อย่างน้อยท่าทีของพวกมันก็ดูไม่ได้มาดร้ายกับผม
และอย่างน้อย ๆ มันก็เหมือนจะทำงานของมันสำเร็จแล้ว..
คนเป็นพี่พลันผงกหัวไปทางน้องสาว
ยัยคนนั้นดูจะขัดใจเล็กน้อย แต่เธอก็ยอมลดดาบลงพร้อมกับทำเสียง 'จิ๊' เบา ๆ
ก่อนที่คนเป็นพี่จะหันมาทางผมอีกครั้ง
“เดี๋ยวข้าจะแก้มัดให้เจ้า..
ส่วนนาง”
คนผู้นั้นหันไปทางฮว่าผิงที่ยังสลบอยู่
“คงต้องปล่อยให้นางหลับต่ออีกหน่อย..
ข้ากลัวนางจะตื่นตระหนกเกินไป..”
พอพูดถึงการแก้มัดเชือก..
ผมก็ได้ยกมือที่เคยถูกมัดไว้ข้างหลังขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วก็พูดไปอย่างหน้าตาเฉย
“อ้อ..เรื่องเชือกน่ะเหรอ?
ข้าเผลอทำมันขาดไปแล้วล่ะ..”
สิ้นคำพูดของผม คนที่ย่อตัวคุยกับผมอยู่เมื่อครู่ก็ผงะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
สีหน้ามันตอนนั้นนี่ไม่ต่างจากคนเพิ่งรู้ว่าข้าวสารในโอ่งคือขี้เถ้าฟืน! ดวงตาที่เคยดูใจเย็นฉ่ำราวกับน้ำคลองยังกับโดนไฟลวกกะพริบตาปริบ ๆ แล้วลุกขึ้นแทบจะทันที
แถมยังเหยียดขาตรงราวกับกำลังยืดเส้นเตรียมเปิดศึกกันจริง ๆ
สายตาที่มองมานั้นผวาราวกับคนเห็นผี
“ปราณกระบี่... สำนักสี่ขุนเขา…”
การที่มันคนนี้จะตกใจแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะสิ่งที่มันพูดออกมา 'ปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขา' น่ะ
ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปของสำนักสี่ขุนเขาจะฝึกได้
หนึ่งเลย.. คนที่จะฝึกได้นั้นต้องมีสถานะ 'เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลัก'
ซึ่งการที่ยี่ฟู่ของผมเป็นศิษย์ของอดีตเจ้าสำนักคนก่อน จึงทำให้ท่านได้เรียนปราณกระบี่นี้มา
ก่อนจะสอนให้ผมในช่วงสองปีก่อน
และสงสัยละสิว่าปราณกระบี่นี้สำคัญขนาดไหน ถึงได้จำกัดคนที่จะฝึก
แน่นอนว่ามันร้ายกาจเป็นอย่างมาก แล้วยังเป็นสิ่งที่ทำให้สำนักสี่ขุนเขาคือสำนักอันดับหนึ่งเคียงคู่กับวิชากระบี่โบยสวรรค์
โดยปราณกระบี่นั้นถูกแบ่งออกเป็นสามขั้น
ขั้นแรกเรียกว่า 'เจนกระบี่' ฝึกให้พลังปราณในร่างคมเหมือนคมกระบี่ ขนาดถือไม้จิ้มฟันยังแทงคนตายได้เหมือนถือของมีคม
ขั้นที่สอง 'กระบี่ไร้คม' คือทำให้ร่างเราทนต่อของมีคมได้
สามารถทำให้อาวุธของคู่ต่อสู้ไม่อาจเฉือนเนื้อหนังได้ หากระดับวรยุทธ์พอ ๆ กัน
ขั้นสุดท้าย 'กระบี่ไร้ลักษณ์'
อันนี้คือที่สุดของที่สุด พวกนายลองนึกภาพดูว่าคนคนหนึ่งสามารถเสกกระบี่ขึ้นจากลมดู หรืออะไรก็ได้ที่เคลื่อนไหวรอบตัว...
นั่นแหละกระบี่ไร้ลักษณ์
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ตอนนี้ฝึกสำเร็จแค่ขั้นแรกเท่านั้น
ให้ทำไงได้.. มีเวลาแค่สองปีเอง..
แต่เอาจริง ๆ ยี่ฟู่ของผมก็ไม่ถึงขั้นสุดท้ายหรอก เพราะเขาถนัดหมัดกับฝ่ามือมากกว่า ไม่ใช่สายกระบี่โดยกำเนิด
ดังนั้นที่ผมได้เรียนมาก็ถือว่าโชคดีสุด ๆ แล้ว
แล้วพอมาดูไอ้คนหน้าตื่น ๆ ตรงหน้า
พวกนายต้องเห็นแววตาของมัน
คือมันตกใจเหมือนเห็นเจ้าสำนักตัวจริงโผล่มาตรงหน้า
ก่อนจะพูดว่า
“เจ้าคือผู้ใดกันแน่?”
ผมมองหน้ามันอยู่นาน..
ก่อนจะค่อย ๆ เหลือบสายตาลงไปมองพู่หยกที่มันห้อยไว้ตรงเอว
ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องเฉลยชื่อใครทั้งนั้น
แค่พูดกลับไปว่า
“ข้าไม่ถามว่าเจ้าเป็นใคร..
เจ้าเองก็ไม่ควรถามว่าข้าเป็นใคร..
จริงหรือไม่?”
แค่นั้นแหละ พวกนายควรเห็นสีหน้ามันตอนนั้น...
อารมณ์ประมาณคนโดนจับได้ว่าใส่กางเกงในกลับด้านกลางงานเลี้ยงเลย
ไอ้มือที่เคยคุมสถานการณ์ตอนนี้รีบคว้าเอวตัวเองเหมือนกลัวผมจะดึงพู่หยกออกมาตีแสกหน้า
แล้วในสายตามันตอนนั้นมีแต่ความตื่นตระหนกแบบของจริง
เพราะมันคงรู้ว่าผมนั้นพอจะเดาสถานะของมันได้แล้ว
จากพู่หยกที่ผูกอยู่ข้างเอวของมัน
เสียงน้องสาวของมันก็ดังขึ้นมาแบบไม่สนบรรยากาศ
“เสด็จพี่! จัดการมันเลยดีหรือไม่?”
เธอง้างดาบขึ้นในท่าเตรียมต่อสู้
“ต่อให้ระดับฝีมือของท่านกับเขาจะเท่ากัน
แต่เรามีกันสองคน..”
คนเป็นพี่พลันผลักดาบของน้องสาวให้ลดต่ำลง
แต่ดวงตายังคงจับมองมาทางผมแบบเกร็ง ๆ
“อย่าได้วู่วาม!
หากว่าเขาผู้นี้เป็นศิษย์หรือเป็นลูกหลานของหกกระบี่แห่งซื่อซานจริง ๆ ละก็..
อย่าว่าแต่เจ้ากับข้าร่วมมือกันเลย..
แม้จะมีข้าเพิ่มอีกสองคนก็ไม่แน่ว่าจะสู้เขาได้”
เจ้าชายตรงหน้ากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“เจ้าก็เห็น..
เขาสามารถใช้ปราณกระบี่ตัดตรวนเหล็กได้อย่างง่ายดายโดยที่พวกเราไม่รู้..
อย่าได้ตอแยกับเขา..
อีกอย่าง..
หากเขามีสหายเราก็อาจโดนเปิดเผย...”
คือพูดตรง ๆ มันประเมินผมสูงจนน่ากลัว ทั้งที่ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น (แต่ก็ใช่ว่าจะกระจอกนะเออ อย่าลืมว่าผมฝึกกับยี่ฟู่มา)
แล้วไม่ทันไร..
มันคนนั้นก็ได้ยกมือขึ้นทำท่าคารวะผม
ส่วนน้องสาวของมันนั้น..
“เสด็จพี่!! อย่า!!”
คนเป็นน้องสาวดูท่าทางจะตกใจไม่น้อย พอเห็นพี่ชายของเธอโค้งให้ผมแบบนั้น
แต่ดูเหมือนเจ้าพี่ชายจะไม่แคร์อะไรเลยสักนิด ยังคงโน้มตัวต่ำลงต่อไปเหมือนธูปงอ ๆ แท่งหนึ่ง
“เมื่อครู่ที่ข้าล่วงเกินท่านไป..
เป็นเพราะไม่รู้ว่าท่านเกี่ยวข้องกับหกกระบี่แห่งซื่อซาน ขอเพียงท่านไม่เอาความ ข้าจะจดจำความใจกว้างของท่านไปชั่วชีวิต
หากมีโอกาสได้ไถ่โทษ..
ข้าจะทำแน่!”
แล้วเขาก็เงยหน้าตั้งหลังตรง ผินตัวหันหลังกลับ ทำจะเดินจากไป
แบบไม่มีแม้แต่ชื่อทิ้งไว้ให้สืบประวัติบนเฟสบุ๊ค
ผมนี่เลิกคิ้วเลยนะพวกนาย.. แค่โชว์ปราณกระบี่ครั้งเดียวถึงกับทำให้เชื้อพระวงศ์คนหนึ่งก้มหลังได้
สงสัยผมคงต้องใช้บ่อย ๆ แล้วมั้ง
แต่ก็นะ..
ต่อให้มันจะทำตัวนอบน้อมกับผม
แต่เลือดที่ไหลตรงคอของผมเมื่อชั่วโมงที่แล้วยังทิ้งรอยแสบอยู่เลย
ผมจะปล่อยมันไปแบบนี้ก็กระไรอยู่
“บอกว่าจะทำคุณไถ่โทษ แต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย
วันหน้าหากข้าคิดจะร้องขอ...
ข้าจะไปตามเจ้าจากที่ใดเล่า?”
ก็คนเราน่ะนะ.. ไม่ได้อยากข่มใครหรอก
แต่ถ้ามีช่องให้ตอกกลับแบบนี้ ไม่ใช้ก็บ้าแล้ว ยิ่งเป็นคนระดับเจ้าขุนมูลนายของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ด้วยแล้ว
ก็สมควรมีไมตรีต่อกันไม่ใช่หรือไง?
แล้วแน่นอน..
พอผมพูดออกไปแบบนั้น
ยัยน้องสาวที่ไม่รู้ไปต่อยรังแตนที่ไหนมาก็ได้ตวาดออกมา
“มันจะมากเกินไปแล้ว!!
แค่เสด็จพี่ของข้าโค้งหลังให้เจ้าก็ถือว่าเขาให้เจ้ามากพอแล้ว!
อย่าได้กำเริบจนเกินไป!”
ผมหันไปมองด้วยหางตา
เอาจริงนะ..
เสียงของเธอในตอนนั้นแหลมพอจะทำให้คิ้วผมแทบหลุดติดอากาศ
โชคดีที่เจ้าพี่ชายรีบดุทันควัน
“อย่าเสียมารยาทเซียเอ๋อร์…”
จากนั้นเจ้าพี่ชายก็หันกลับมาบอกชื่อเสียงเรียงนามแบบเต็มยศ
“ข้า หนาน หงชุน พระราชนัดดาในองค์กษัตริย์ หนาน เฟิงฉี
ส่วนนี่คือน้องสาวของข้า หนาน หงเซีย”
แล้วเขาก็ลากน้องสาวออกจากห้องไป
ไม่ได้หันกลับมามองผมอีกเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น
มองไปที่ประตูที่ในตอนนี้คนที่เคยอยู่ได้เดินหนีไปแล้ว
“อ่า... มันเป็นญาติของเราจริง ๆ แฮะ…”
ผมลูบบาดแผลที่คอ..
ตอนนี้แห้งและตกสะเก็ดแล้ว แต่ก็แสบไม่เบา
“ว่าแต่... เชื้อพระวงศ์จากแคว้นหงสาฯ มาทำอะไรอยู่ที่นี่?”
ก็เอาเถอะ...
บนผืนแผ่นดินยุทธทวีป
ไม่มีเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรอก