มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 86 วิชาแห่งสายเลือด

    บทที่86 วิชาแห่งสายเลือด

     

            ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ มหาวิถีเจ็ดดาราก็ถูกถ่ายทอดสู่ปู้ชิงเถาจนหมดสิ้นปู้ชิงเถาเองก็นับว่ามีหัวที่ไว มันจึงเข้าใจในกฎเกณฑ์จนสามารถสร้างดวงดาราทั้งเจ็ดในเส้นชีพจรลมปราณได้แต่จนถึงตอนนี้ฮุ่นจวินค่อยพบว่าผู้มีเส้นพลังลมปราณสามัญที่เป็นปกติทั่วไปสามารถฝึกวิชานี้ได้ง่ายดายกว่าผู้ที่มีเส้นลมปราณหนาใหญ่เช่นมันทว่าระดับความเข้มข้นแลความแข็งแกร่งของพลังลมปราณเมื่อเทียบเคียงในระดับดวงดาราเดียวกันแล้วกลับมิอาจมีใครทัดเทียมของมันได้

             

            แม้พลังลมปราณในมหาวิถีเจ็ดดาราของปู้ชิงเถาจะมิอาจทัดเทียมฮุ่ยจวินแต่มหาวิถีใหม่นี้ก็เปลี่ยนแปลงพลังลมปราณของปู้ชิงเถาจนมันรู้สึกได้ ลมปราณที่ไหลเวียนในกายนับตั้งแต่สร้างดวงดาราทั้งเจ็ดขึ้นมามันก็รู้สึกได้ว่าอาจลึกล้ำกว่าลมปราณในตำนานที่ผู้คนเล่าขานถึงไปแล้ว หากมันสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้จนเปิดดาราดวงที่หนึ่งแบบฮุ่ยจวินได้พลังลมปราณจะเพิ่มพูนเพียงไหน และหากวันใด มันมีวาสนาเข้าถึงและสามารถเปิดดวงดาราทั้งเจ็ดพลังลมปราณของมันก็อาจจะเหนือประมาณแลสุดไพศาลก็เป็นได้!

             

            “น้องรองนี่เจ้าบัญญัติมหาวิถีเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร"

            ปู้ชิงเถากล่าวขึ้นด้วยความเหลือเชื่อ พร้อมกับจ้องมองไปที่ฮุ่ยจวินที่กำลังนั่งสมาธิรวบรวมลมปราณอยู่

             

            หลังจากวาดมือไปมาแลผ่อนลมหายใจออกอย่างแผ่วเบาขับไล่พลังลมปราณที่ครุคลั่งให้คืนสู่สมดุลฮุ่ยจวินค่อยลืมตาขึ้นแล้วกล่าว

            “ความดีความชอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากเหล่ายอดคนในอดีตที่ได้บัญญัติสุดยอดวิชาต่างๆขึ้น ข้าได้นำกฎเกณฑ์และเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยในแต่ละเคล็ดวิชาที่ได้เห็นมาปรับปรุงเสริมเพิ่มและมองหากฎเกณฑ์ที่แตกต่างแต่สามารถสอดคล้องรวมถึงกลบลบในจุดอ่อนซึ่งกันได้ ผสานกับกฎเกณฑ์บางอย่างแห่งธรรมชาติที่มิใช่การแย่งชิงพลังธรรมชาติจนเริ่มเห็นเส้นทางแห่งดวงดาวทั้งเจ็ดมา"

             

            ปู้ชิงเถาจุ๊ปากจั๊กๆ ด้วยความเลื่อมใสในตัวของน้องร่วมสาบานผู้นี้

            “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน วันนี้เจ้าทำให้ข้าได้เห็นแล้วแม้ไม่ตกเขาเจอคัมภีร์วิเศษ ไม่พานพบวิญญาณยอดปรมาจารย์ในวัตถุโบราณ แต่เจ้าก็ยังสู้กับสวรรค์สู้กับลิขิตฟ้าอันบัดซบได้"

            แล้วปู้ชิงเถาก็หันไปมองแผ่นฟ้าแลตะคอกเสียงดัง

            “สวรรค์เอ๋ยท่านเห็นหรือไม่ ด้วยสองมือของพวกข้าจะสยบชะตาอันบัดซบที่ท่านยัดเยียดให้เอง!”

             

            ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะน้อยๆ มองพี่ร่วมสาบานที่กำลังทำตัวราวกับเด็กก่อนมันจะกล่าวเสริม

            “แม้เคล็ดวิชาดี แต่นานเข้าย่อมพบจุดอ่อนที่พวกเรายังไม่เคยประสบเช่นนั้นทุกวิถีจึงไม่มีสิ่งใดจีรังแลตายตัว หวังว่าท่านจะไม่หลงยินดีจนเกิดความประมาทและหวังว่าท่านจะหมั่นฝึกปรือเพิ่มพูนพลังลมปราณ ขัดเกลาแลหาจุดอ่อนของเคล็ดวิชาเพื่อปรับปรุงอยู่ตลอดพื้นฐานแห่งมหาวิถีนี้ก็จะต่อยอดไปถึงพลังฝีมือของท่านในอนาคต”

             

            ปู้ชิงเถาผงกศีรษะอย่างมุ่งมั่น

            “ข้าเข้าใจแล้ว จากนี้ข้าจะต้องฝึกฝนเพิ่มพูนพลังลมปราณแลพลังทางกายภาพให้เพิ่มขึ้นรวมถึงทำความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์ให้ลึกซึ้งเพื่อเปิดดาราดวงแรกให้ได้"

             

            “ดาราดวงแรกกว่าข้าจะเปิดออกแลเข้าถึงแก่นของมันยังใช้เวลานานอยู่แต่หากเป็นท่านแล้ว ข้าคิดว่าคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง แลอาจมีกฎเกณฑ์ที่จะเปิดใช้มันได้ดีกว่าข้า”

             

            ปู้ชิงเถาเดินมาตบลงบนบ่าของฮุ่ยจวิน

            “น้องรอง ตอนนี้พี่ใหญ่ได้รับวาสนาจากเจ้าและรบกวนเจ้ามามากพอแล้วเห็นว่าเจ้าจะต้องมีภาระหน้าที่อันสำคัญที่ใกล้มาถึง เจ้ารีบไปเตรียมตัวเถิด”

             

            ฮุ่ยจวินเมื่อถ่ายทอดกฎเกณฑ์แลเคล็ดวิธีอันสำคัญที่จะทำให้ปู้ชิงเถาสามารถไปถึงระดับขั้นพลังที่เหนือกว่าเดิมแล้วมันก็ปล่อยให้ปู้ชิงเถาได้ฝึกวิชาแลทบทวนเพียงลำพัง ส่วนมันก็ได้กลับไปหาชิงหวงและสองพี่น้องที่กำลังฝึกวิชายุทธ์อย่างขมักเขม้นฮุ่ยจวินมาถึงยังเห็นชิงหวงง่วนอยู่กับการชี้แนะแลถ่ายทอดวิชาอยู่ ชายหนุ่มจึงหยิบม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาที่วางกองอยู่บนพื้นขึ้นมาอ่าน

             

            คัมภีร์เหล่านั้นมีทั้งคัมภีร์ลมปราณสามัญมีทั้งคัมภีร์ฝึกพลังญาณ และคัมภีร์วิชาสืบทอดประจำตระกูล ฮุ่ยจวินเลือกที่จะหยิบคัมภีร์ลมปราณสามัญมาอ่านก่อนเพราะเป็นระดับพื้นฐานที่มันสามารถฝึกได้ยิ่งมันได้อ่านยิ่งเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงวิถีแลกฎเกณฑ์ที่ไม่เคยพบเห็น ได้อ่านก็ได้ลองโคจรแลกำหนดลมหายใจไปตามแต่ละวิชาที่ชี้แนะอีกทั้งด้วยความฉลาดหลักแหลมมันก็มักหาเคล็ดวิถีที่จะนำมาหักล้างกับวิชาต่างๆ เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

             

            หลายวันเข้าที่ฮุ่ยจวินยังคงตกอยู่ในห้วงแห่งคัมภีร์ลมปราณมากมายอยู่ในห้วงการฝึกพลังลมปราณแลเข้าถึงกฎเกณฑ์ที่มากมายซับซ้อน จนมันไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าพลังลมปราณของมันในตอนนี้เพิ่มพูนความลึกล้ำมากเพียงไหนเข้าใจในกระบวนการเคลื่อนไหวของคนมากเพียงใด เพียงมองวิถีการหายใจของผู้อื่น เห็นเพียงหน้าอกที่ยุบลงปากพ่นลม จมูกขยาย กล้ามเนื้อขยับ ก็แทบรับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไร

             

            เพราะอ่านคัมภีร์มาเยอะ เพราะรู้จักจับผิดแยกแยะ รู้หาหลักเกณฑ์รวมถึงเหตุและผลมาหักลบกลบล้าง บ้างก็นำมาผสานส่งเสริม ทำให้การอ่านของมันมิใช่การอ่านเพียงเพื่อบรรลุในสิ่งที่คัมภีร์กำหนดเฉกเช่นคนทั่วไปแต่มันอ่านเพื่อให้เข้าใจในแก่นของคัมภีร์และสามารถที่จะก้าวข้ามในคัมภีร์นั้น!

             

            แม้ไร้วาสนา ไร้พลังแห่งจุดชีพจรปาฏิหาริย์ส่งเสริมแต่สิ่งเดียวที่ฮุ่ยจวินมีและมากกว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือความเลิศล้ำทางสติปัญญาของมัน!

             

            ผ่านมาแล้วครึ่งเดือน ชิงหวงก็ยิ่งเคี่ยวกรำจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนอย่างหนักหน่วงแต่บุรุษชรากลับเพียงปล่อยให้ฮุ่ยจวินได้นั่งศึกษาคัมภีร์ที่มันรวบรวมมาทั้งหมดเท่าที่จะหามาได้เท่านั้นดูจากภายนอกเหมือนบุรุษชราจะไม่ใส่ใจแลคาดหวังในตัวของฮุ่ยจวิน ทว่าแท้จริงบุรุษชรากลับคล้ายรู้จักในตัวตนของฮุ่ยจวินเป็นอย่างดีต่างหากมันรู้สึกว่านับตั้งแต่ที่ฮุ่ยจวินตกอยู่ในห้วงแห่งสมาธิอ่านตำรา สรรพสิ่งรอบกายของชายหนุ่มก็คล้ายหยุดนิ่งเสมือนมีม่านบางๆ ปกคลุมรอบกายของมัน เป็นพลังลมปราณสามัญที่ลึกล้ำจนอาจเหนือชั้นกว่าพลังธรรมชาติไปแล้วและที่สำคัญพลังธรรมชาติเองก็คล้ายตอบสนองต่อพลังลมปราณของชายหนุ่มอย่างน่าเหลือเชื่อ

             

            ชิงหวงได้แต่มองบุรุษหนุ่มผู้นี้อย่างชื่นชมในใจห้วงสมองก็นึกขอบคุณท่านประมุขผู้ล่วงลับที่ได้มอบความหวังดวงใหม่มายังบึงลี้ลับที่อึมครึมไปด้วยเมฆหมอกแห่งการแย่งชิงนี้

             

            ยิ่งมองดูฮุ่ยจวินก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกราวกับว่าได้มองอดีตท่านประมุขและนายน้อยผู้ล่วงลับทั้งสองของตนในใจจึงมีความรู้สึกว่าหากคนทั้งสามได้มาอยู่พร้อมหน้ากันอาจเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดก็เป็นได้

             

            น้ำรื้อชื้นอยู่ๆ ก็ไหลออกมาจากนัยน์ตาของบุรุษชราอย่างไม่รู้ตัวก่อนมันจะยกยิ้มขมขื่นแล้วหันไปชี้แนะจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนต่อ

             

            ส่วนฮุ่ยจวินได้อ่านในคัมภีร์ลมปราณสามัญจนหมดสิ้นนานแล้วฝึกทบทวนหลายครั้ง เอาชนะกฎเกณฑ์เหล่านั้นหลายหน จนมันไร้ความสนใจที่จะศึกษาต่อ เมื่อว่างลงมันจึงหันมาสนใจในการฝึกของสองพี่น้องแทนและพอดีได้เห็นคนทั้งสองกำลังจุดเพลิงขึ้นจากโลหิตจึงกลับกลายเป็นว่าไปกระตุ้นความสนใจของชายหนุ่มเข้าทันที

             

            จุดเพลิงจากโลหิต สิ่งนี้ฮุ่ยจวินเคยเห็นบิดาบุญธรรมของมันกระทำเป็นสุดยอดพลังญาณที่ครานั้นสามารถสยบผู้ฝึกมหาวิถีวจนะคาถาแห่งนิกายเทวะวจนะได้ และเป็นเพลิงที่มันเองก็เคยถูกทำให้จุดติดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจทั้งยังเป็นเพลิงที่มันไม่รู้วิธีควบคุมจนถึงทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งมันเคยคิดจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาจางเยี่ยนจือแต่พอได้เห็นชิงหวงกำลังถ่ายทอดหลักเกณฑ์ มันก็ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องนี้ไปรบกวนย่าบุญธรรมของมันอีกแล้ว

             

            เพลิงที่สองพี่น้องกำลังฝึกปรืออยู่มีกฎเกณฑ์แห่งพลังเฉกเช่นเดียวกันกับเพลิงของบิดาบุญธรรมมันไม่ผิดแน่ทว่ากลับมีความแตกต่างที่สีของเปลวเพลิง เพลิงที่จุดอยู่บนโลหิตของบิดาบุญธรรมนั้นเป็นสีทองแต่ของสองพี่น้องกลับเป็นเปลวเพลิงสีแดงก่ำและดูมิได้ทรงพลังเท่าใดนักหากเทียบกับเปลวเพลิงสีทองบริสุทธิ์นั่น

             

            ชิงหวงยังคงถ่ายทอดกฎเกณฑ์แลวิธีการควบคุมพลังแห่งเปลวเพลิงดังกล่าวเท่าที่บุรุษชราจดจำแลรู้ได้ฮุ่ยจวินเองก็นิ่งฟังอย่างใจจดใจจ่อมิให้ขาดตกแม้เพียงประโยค แต่เป็นเพราะมันมิใช่ผู้ฝึกพลังญาณการถ่ายทอดบางประโยคและบางกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับผู้ฝึกญาณมันจึงมิได้เข้าใจนัก เสมอมามันก็ไม่มีความคิดที่จะฝึกพลังญาณอยู่แล้วแต่เพราะมีบางสิ่งที่กำลังแผดเผาในโลหิตมัน บางสิ่งที่ถูกกระตุ้นโดยบิดาบุญธรรมของมันอย่างน้อยหากรู้หรือสามารถควบคุมมิให้มันปะทุออกโดยไม่ตั้งใจได้ นั่นอาจจะเป็นผลดีต่อตัวมันมากกว่า

             

            นั่งฝึกฝนแลคิดตามอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ชิงหวงที่ปล่อยให้สองพี่น้องได้ลองฝึกฝนด้วยตนเองก็เดินมาหาชายหนุ่มบุรุษชรามันเห็นฮุ่ยจวินคล้ายกำลังลองฝึกเช่นเดียวกับสองพี่น้องมันจึงเปิดปากกล่าวอธิบายว่า

             

            “แม้เจ้าจะฉลาดหรือมีภูมิปฎิภาณเหนือฟ้าประทานก็มิอาจจะฝึกวิชานี้ได้”

             

            ฮุ่ยจวินคิดว่าคำกล่าวของชิงหวงหมายถึงว่าเพราะมันมิได้เดินในเส้นทางของผู้ฝึกญาณจึงมิอาจที่จะเข้าถึงหรือฝึกในวิชานี้ได้ มันจึงได้แต่ผงกศีรษะอย่างเข้าใจดี

            “เพราะข้าไม่ใช่ผู้ฝึกญาณสินะซึ่งข้าก็พอรู้ตัว เพราะกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพลังญาณที่ท่านถ่ายทอดแก่พวกมันข้าล้วนไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”

             

            บุรุษชราชิงหวงกลับส่ายศีรษะ

            “ผิดแล้ว”

             

            ฮุ่ยจวินได้ฟังก็ต้องขมวดคิ้ว

            “มีสิ่งใดที่ผิดไปหรือ”

             

            ชิงหวงจึงกล่าวอธิบาย

            “วิชานี้แม้แต่สุดยอดผู้ฝึกญาณที่บรรลุไปเป็นเซียนก็มิอาจจะฝึกฝน”

             

            คิ้วที่ขมวดเป็นปมเลิกขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่หันไปจ้องมองบุรุษชราราวกับต้องการความกระจ่าง

            “ทำไมหรือ”

             

            ชิงหวงจึงทอดสายตาไปยังเปลวเพลิงที่สองพี่น้องกำลังฝืนจุดขึ้น

            “ก็เพราะวิชานี้มีความจำเพาะแตกต่างจากวิชาอื่นวิชาอื่นถ่ายทอดผ่านหลักการหรือกฎเกณฑ์ แต่วิชานี้มิอาจจะทำเช่นนั้นได้”

             

            ฮุ่ยจวินก็มองไปที่เปลวเพลิงสีแดงก่ำที่กำลังถูกเฟยเทียนจุดขึ้นมาตามสายตาของชิงหวงแล้วกล่าวถาม

            “หากวิชาไม่ถูกถ่ายทอดผ่านหลักการหรือกฎเกณฑ์แล้วมันจะถ่ายทอดผ่านสิ่งใด”

             

            ชิงหวงจึงตอบว่า

            “ถ่ายทอดทางสายเลือด”

             

            ได้ยินเช่นนั้นหัวใจของฮุ่ยจวินก็รู้สึกร้อนผะผ่าวขึ้นนัยน์ตาของมันชะงักค้าง สมองคล้ายหยุดนิ่งไม่ประมวลผลสิ่งใด จู่ๆภาพใบหน้าของบุรุษชราจางจวิ้นบิดาบุญธรรมของมันก็ลอยเข้ามา อยู่ๆภาพเปลวเพลิงสีทองรูปมังกรที่แผดเผาขึ้นจากโลหิตของมันก็พลันผุดขึ้น สองมือจึงกุมจับที่หน้าอกของตนด้วยความคิดอันสับสนแลมีความรู้สึกคล้ายมีความอึมครึมบางอย่างมาปกคลุม

             

            ฮุ่ยจวินทวนคำพร้อมกับหางเสียงที่สั่นพร่า

            “ถ่ายทอด ทางสายเลือด!”

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน