เฉินหนาน จึงทำได้แค่ปล่อยมือ จากเหยาหนิง ถอนลมหายใจออกมายาว เฮ้อ!
“เอาเป็นว่าเจ้าตกลงเป็นคนคุ้มกันส่วนตัวข้าซินะ” เมื่อเหยาหนิงยิ้ม อย่างชื่นบาน มองตาเฉินหนาน
ชายหนุ่ม คอตกเล็กๆ “ข้ามีทางเลือกที่ไหน” แต่หากมีโอกาสเฉินหนาน คิดหาทางหนีไปจากนางอย่างแน่นอน
ชายแก่เสวี่ย อาจารย์ขององค์หญิงกล่าวถาม เมื่อมองเฉินหนานด้วยสายตาลึกล้ำ คล้ายร่างเฉินหนานไม่อาจปกปิดความลับจากชายชราได้ “เจ้าหนุ่ม เจ้าฝึกฝนมาได้อย่างไร เจ้าไม่มีเส้นชีพจรปราณพลังไม่ใช่หรือ?”
แม้แต่คำถามนี้เหยาหนิง ยังรู้สึกนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อไม่มีเส้นชีพจรปราณพลัง การรวบรวมปราณพลัง ภายในจุดตันเถียนก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
เฉินหนานประสานฝ่ามือ กล่าวตอบอย่างไม่ปิดบังชายชรา “เส้นชีพจรปราณพลังข้า ถูกคนอื่นช่วงชิงไป จึงอาศัยพลังงาน จากภายนอกแทน”
ชายแก่ทำสีหน้าครุ่นคิด กล่าวเสียงเรียบต่อ “แม้เคยได้ยินมีคนช่วงชิง เส้นชีพจรปราณพลัง ต้นกำเนิดการสร้างปราณพลังไหลเวียน ภายในกายมาก่อน”
“ทว่าคนที่กระทำเช่นนี้ ก็ถือดี มีความกล้าบ้าบิ่นไม่เลว ถึงกับยอมทำลายเส้นชีพจรปราณพลังต้นกำเนิดของตนเอง เพื่อช่วงชิง โชค วาสนาของผู้อื่นเช่นนี้”
เฉินหนานได้แต่พยักหน้า ครั้นคิดถึงช่วงเวลาที่ตี้เทียน จัดการกับเขา มันก็ทำให้เฉินหนาน บีบฝ่ามือไว้จนแน่น ชนิดเผยสายตาบ้าเลือด ออกมาด้วยความโกรธแค้น
เหยาหนิง นางยังรู้สึกว่า คล้ายนางเข้าใจเฉินหนานขึ้นมาอีกนิด สายตาพลันเปลี่ยนเป็นความสงสาร อีกฝ่าย เล็กๆ
ชายแก่ที่เหมือนเห็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต เขากล่าวคำพูดทิ้งท้ายไว้ให้เฉินหนาน “เกรงว่าเส้นทางที่เจ้าเดินเพียงลำพัง ภายภาคหน้า จะยากลำบากไม่น้อยเชียว”
เฉินหนานได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
เมื่อชายแก่เสวี่ยจากไป…
เหยาหนิงจะกล่าวบอกเฉินหนาน ด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันใด “การให้เจ้ามาเป็นองครักษ์คุ้มครอง เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าสามารถมอบโอกาส บางประการที่เป็นเหมือนผลพลอยได้ ให้เจ้าเก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน”
“ตอนนี้เจ้าไปพักรักษาบาดแผลก่อน ดูท่าจะถูกท่านพี่ข้าเล่นงานมาหนักไม่น้อย เมื่อเจ้าหายดี ข้าจะพาเจ้าไปยังหอตำราของสำนักกองทหาร”
เฉินหนานรีบตอบขานรับอย่างเร็ว “เหตุใดต้องรอ…ไปเดี๋ยวนี้เลยซิ” ครั้นเผยความกระตือรือร้น สายตาเปล่งประกาย แค่ชื่อหอตำรา มันก็น่าสนใจไม่น้อยแล้วสำหรับเฉินหนาน
เหยาหนิงยิ้ม แยกเขี้ยวมุมปาก เมื่อเดินเข้ามาใกล้เฉินหนาน กดมือไปที่แผล มีเลือดไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผล
โอ๊ย!
“เจ้าช่างไม่ดูสารรูปตนเอง รอบาดแผลเจ้าหายดีก่อน ข้าจะพาเจ้าไปยังหอตำราอย่างแน่นอนเฉินหนาน”
“อีกอย่างมีหลายเรื่อง เดี๋ยวทยอยเล่าให้เจ้าฟังทีหลัง” เหยาหนิงกล่าวเสร็จ…นางก็ตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ เมื่อออร่าริ้วคลื่นเต๋าก่อรูปจากปราณพลัง ปรากฏภาพสลัวเลือนราง เนืองๆ อยู่ไม่ขาด
เฉินหนานออกมานั่งริมระเบียงสระธารน้ำ มองวิวงดงามเบื้องหน้า เขารับรู้ได้ทันที มันไม่ใช่สระธารน้ำ วิวงดงามปกติทั่วไป เมื่อจ้องสระน้ำที่ดูสงบนิ่ง จู่ๆ ก็เหมือนกระแสน้ำบ้าคลั่ง ดั่งคลื่นมหาสมุทรยักษ์ โถมเข้ากลืนกิน ทำให้จิตใจเฉินหนานไหวสะท้านขึ้นมา
“หืม! ที่นี่มันอย่างไรกันแน่?” เฉินหนานรับรู้มันคือเคล็ดวิชาอะไรบางอย่าง ทว่ามันอยู่คงรูปมายาวนานเช่นนี้ได้อย่างไร ข้อนี้เขาเองก็ไม่รู้
เหยาหนิง นางเปิดปากไขความกระจ่าง ให้เฉินหนานรับฟัง เมื่อรับรู้ความตกตะลึงของอีกฝ่าย “มันคือเขตแดนวิถี ของท่านอาจารย์ เจ้าลองหยั่งรู้มันดู แต่ข้าไม่มั่นใจ…ผู้อยู่ขอบเขตแรกอย่างเจ้า กับข้า จะหยั่งรู้เขตแดนวิถี ของผู้ฝึกจิตเข้าสู่ขอบเขตผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ได้มากน้อยถึงเพียงใด”
พร้อมนางกล่าวต่อระหว่าง สร้างปรากฏการณ์ดอกบัวเต๋า “ว่ากันว่าผู้อยู่ภายในเขตแดนวิถีของตน สามารถเพิ่มพละกำลัง ได้เป็นร้อยเท่าเชียว”
เฉินหนานเฝ้ามอง ได้ยินคำพูดเหยาหนิง เขาถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดัง อึก! ไม่อยากคิดภาพ กำลังกายเพิ่มเป็น100เท่า
แม้แต่เหยาหนิง เห็นท่าทีของเฉินหนาน นางยังเผลอคลี่ยิ้ม อย่างชอบใจ…จากนั้นก็ไม่มีเสียงใดกล่าวพูดคุยกันอีกต่อไป
…พริบตาเดียวที่เฉินหนานเข้าสู่สภาวะจิตนิ่ง จมดิ่งไปกับการมองสระธารน้ำ ที่เหมือนจะบดขยี้ร่างเฉินหนาน ให้จมหาย สู่ก้นใต้น้ำลึก เวลาสองวันก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
แม้แต่เหยาหนิงแอบเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเฉินหนานสวมใส่เสื้อผ้าคนคุ้มกันในชุดเรียบๆ ไม่มีความอาย นางยังไม่คิดว่า บาดแผลสองวันของเฉินหนานจะปิดสนิท จวนแทบหายเป็นปกติเช่นนี้
นางลุกขึ้นจากการปิดขั้นพลัง ช้าๆ ก่อนกระแอมไอเบาๆ เมื่อสบสายตาเฉินหนาน ดูเปลี่ยนไปไม่น้อยจนนางต้องกล่าวชม “เจ้าใส่ชุดแบบนี้แล้ว ดูเป็นคุณชายหล่อเหลาขึ้นมาไม่น้อยเชียว”
ทว่าใบหน้าเฉินหนานก็ยังคงเรียบนิ่ง ไม่ได้แสดงอารมณ์ มองไปทิศทางต้นเสียง ด้วยสายตาเฉยชา
“ชิ! ข้าล่ะเกลียดสายตาปลาตาย ของเจ้าเสียจริง ตามข้ามาวันนี้ เราจะไปยังหอตำรากัน”
เหยาหนิงกล่าว เดินสะบัดชายกางเกงเหมือนบุรุษ เสื้อนักบู๊สีขาว ออกไปด้านนอกที่พัก…ไปพร้อมเฉินหนานทันใด