[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 172 เป็นดั่งสวรรค์ประทานพร เผ่าพันธุ์เซียนโบราณช่างน่าเวทนา

    ตอนที่ 172 เป็นดั่งสวรรค์ประทานพร เผ่าพันธุ์เซียนโบราณช่างน่าเวทนา

            ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เงาร่างของผู้อาวุโสใหญ่ในอาภรณ์ขาวสะอาดสะบัดพลิ้ว ลึกลงไปในดวงเนตรดุจประกายกระจกแก้ว ภาพนับอนันต์ผุดวาบราวกับฟ้าสวรรค์บรรจงวาด ก่อให้เกิดบรรยากาศอันลี้ลับประหนึ่งเซียนผู้ครอบครองมรรคาแห่งสวรรค์

            ณ ยอดผาสูง เขายืนอยู่ดั่งประภาคารเหนือเมฆหมอกสีเทาทึบ สายตาเจาะลึกทะลุม่านหมอกมองเห็นภาพเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นภายในดินแดนเซียนโบราณ ราวกับทุกสิ่งอยู่ในกุมมือแห่งอำนาจที่ลี้ลับเกินหยั่งถึง

            เขารู้ซึ้งถึงที่เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นทั้งมวล

            ภาพแห่งอดีตและผลลัพธ์แห่งปัจจุบันแจ่มกระจ่างในห้วงคำนึง จนแม้แต่เขาเองก็ยังมิอาจห้ามความหนาวเย็นที่คืบคลานขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตวิญญาณ

            “กู้ฉางเกอใช้วิธีการเช่นนี้ ราวกับผลักดันเผ่าพันธุ์โบราณให้มุ่งหน้าสู่ทางตัน ช่างเป็นวิธีการที่เหี้ยมโหดนัก ดูท่าว่าข้าคงจะประเมินเขาต่ำเกินไปจริงๆ”

            น้ำเสียงของผู้อาวุโสใหญ่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน บ่งบอกถึงความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะเข้าใจ

            เบื้องข้างเขาปรากฏชายชรารูปร่างสมส่วนผู้หนึ่ง

            เสื้อผ้าของเขามอมแมมเต็มไปด้วยคราบเปื้อน รูปลักษณ์แสนธรรมดาดุจชาวไร่ชาวนาแห่งโลกมนุษย์ ผิวคล้ำหยาบกร้าน และฟันสีเหลืองหม่นที่แลดูมิน่าจดจำ

            แม้กระทั่งมีดครัวที่เหน็บไว้ที่เอวยังมีสนิมจับจนพรุน

            บุคคลผู้ธรรมดาสามัญที่ดูไร้ซึ่งจุดเด่นเช่นนี้

            ในเวลานี้กลับยืนเคียงข้างผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ด้วยท่าทีสนิทสนมราวกับเป็นสหายอันเก่าแก่

            เมื่อได้ยินถ้อยคำของผู้อาวุโสใหญ่ ชายชราผู้นั้นก็แสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันสีเหลืองที่แสนจะขัดตา เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า “ถึงอย่างไรก็เป็นลูกหลานแห่งตระกูลกู้ของข้า วิธีการเช่นนี้มีอันใดให้น่าแปลกใจเล่า”

            “เจ้าเด็กกู้ฉางเกอนั้น ข้ามิเคยพบเห็นเขามาก่อน ทว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้าก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเขาในตระกูลมามิน้อย…” 

            “เรื่องเช่นนี้ก็มิได้นับว่าอยู่นอกเหนือความคาดหมายอันใด”

            วาจานั้นเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย ทว่าในดวงหน้ากลับแฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้งที่ยากจะตีความ

            “ศิษย์พี่คิดตัดสินใจแล้วหรือ” ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายชรา ก่อนเอ่ยถามขึ้นอย่างจริงจัง

            “ล้วนมิมีสิ่งใดให้ต้องตัดสินใจทั้งนั้น ในตอนนี้ นายน้อยแห่งตระกูลของข้ากำลังถูกข่มเหงในดินแดนเซียนโบราณ แถมยังเกือบจะสิ้นชีพลง หากข้าต้องการจะเข้าไปเยือนยังที่แห่งนั้น นี่ก็มินับว่าเป็นเรื่องที่สมควรหรอกหรือ  หรือว่าเจ้าก็คิดจะขัดขวางข้าด้วย”

            ชายชรากล่าวพลางแย้มรอยยิ้มเหยียดกว้าง เผยฟันเหลืองซี่ใหญ่ ทว่าทุกถ้อยคำล้วนแล้วแต่เผยแรงกดดันดั่งฟ้าคำรามที่แฝงไว้ในท่าทีสบายๆ ออกมา

            อำนาจแห่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้น ย่อมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแดนสวรรค์

            เมื่อผู้อาวุโสใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็เพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “ศิษย์พี่ ท่านยังมองดูเรื่องนี้มิกระจ่างแจ้งอีกหรือ หรือแท้จริงแล้วท่านแกล้งทำเป็นมิรู้กัน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นแผนการณ์ของกู้ฉางเกอ ที่จ้องจะจัดการสรรพชีวิตของเผ่าพันธุ์แห่งดินแดนเซียนโบราณทั้งปวง”

            “ข้ามิสน! นายน้อยแห่งตระกูลกู้ของข้าได้ออกไปฝึกปรือยังดินแดนเซียนโบราณ ทว่ากลับถูกเผ่าพันธุ์ภายในนั้นนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาลอบโจมตีได้ เรื่องนี้ได้จุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของตระกูลข้าแล้ว ที่ยังมิพลิกแผ่นดินเซียนโบราณให้พินาศก็ถือว่าเมตตานัก”

            เขาหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยต่อ “ในเมื่อสำนักมรรคาและขุมกำลังอำนาจต่างๆ ต่างก็ได้ส่งตัวมหายุทธ์ไปยังที่แห่งนั้นแล้ว ไฉนเล่าเจ้าจึงจะต้องเอ่ยห้ามข้าด้วย หรือว่าเจ้ามิพอใจตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงของข้ากัน”

            เมื่อผู้อาวุโสใหญ่ได้ฟังคำก็เงียบงันไป ก่อนจะมิกล้าโต้ตอบคำถามนี้โดยง่าย

            ความมิพอใจต่อตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงอย่างนั้นหรือ

            ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่า ในที่สุดแล้วตระกูลนี้จะสำแดงสิ่งใดออกมาอีก สัตว์เทพหรืออสูรปีศาจที่มิอาจคาดเดานั้นอาจจะปรากฏตัวขึ้น

            “เจ้ายังจะขัดขวางข้าอีกหรือไม่” ชายชราผู้นั้นเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน ทว่าก็ยังคงแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันลึกล้ำ

            ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วแน่น

            หากเขาตอบว่าจะขัดขวางชายชราผู้นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วคือผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ เขาผู้นี้ก็ย่อมจะลงมือโดยมิลังเลในทันทีเลยแม้แต่น้อย

            และเขาก็มิได้สงสัยในเรื่องนั้น

            แม้เขาจะมิได้หวาดกลัว ทว่าในยามนี้ ดินแดนเซียนโบราณต่างก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ขุมอำนาจและสำนักต่างๆ นั้นก็ต่างส่งคนของตนเข้าไปยังที่แห่งนั้นด้วย

            หากเขาต้องเผชิญหน้ากับชายชราผู้นี้ ผลลัพธ์ก็ย่อมจะเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าศัตรูฉวยโอกาสเอาได้โดยง่าย

            ในอดีตเมื่อครั้งก่อน เขาเคยให้คำมั่นไว้ว่าจะคุ้มครองเผ่าพันธุ์ในดินแดนเซียนโบราณ หากพวกเขาหลบเร้นตัวมิปรากฏตัวต่อโลกภายนอก

            คำมั่นนี้เขาได้ยึดมั่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

            ทว่าการกระทำของกู้ฉางเกอกลับเปิดประตูให้เหล่าสำนักจากโลกภายนอกเข้ามาแทรกแซง ส่งผลให้เขาเองก็ยังมิทันได้ตั้งตัว

            การปล่อยให้กู้ฉางเกอเข้าไปในดินแดนเซียนโบราณ ก็มิต่างอันใดกับการนำพาหายนะไปสู่ที่แห่งนั้น

            “ศิษย์พี่ ด้วยพลังฝีมือที่ท่านครอบครองอยู่ การเข้าไปในที่แห่งนั้น มิใช่ว่าท่านตั้งใจจะทำลายเผ่าพันธุ์แห่งเซียนโบราณทั้งหมดกระนั้นหรือ”

            หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสใหญ่ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยความหนักแน่น

            “ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าจำมิผิด ท่านมิใช่ผู้อาวุโสแห่งสายตระกูลของกู้ฉางเกอ ทว่ากลับเป็นของสายตระกูลของกู้เซียนเอ๋อร์เอง…”

            เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ แววตาของผู้อาวุโสใหญ่ก็ฉายประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา

            เรื่องที่กู้ฉางเกอเคยชำแหละกระดูกของผู้อื่น เขานั้นย่อมรู้ดี และมั่นใจว่า ผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้เบื้องหน้าก็ย่อมรับรู้ด้วยเช่นกัน

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้อาวุโสท่านนี้ได้หลับใหลอยู่ในความเงียบงัน

            ทว่าในช่วงมินานมานี้ เขากลับก้าวออกจากเขตตระกูล สายโลหิตของเขาในตระกูลกู้ก็มิได้รุ่งโรจน์ดังเช่นในอดีตอีกต่อ

            เรื่องนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

            เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในตระกูลกู้เมื่อครั้งก่อน หากเขาเพียงเอ่ยถาม ก็ย่อมมิมีผู้ใดหาญกล้าปิดบังแม้แต่คำเดียว

            ดังนั้น จุดมุ่งหมายที่เขาจะไปยังดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ ก็ย่อมมิใช่เพื่อช่วยเหลือกู้ฉางเกอ หรือทวงคืนความยุติธรรม

            ในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่ เหตุผลนั้นน่าจะเป็นเพราะเพื่อปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์เสียมากกว่า ด้วยเพราะหวาดเกรงว่ากู้ฉางเกออาจหมายมาดลงมือกับนางได้

            แต่กระนั้น…

            ในยามนี้ กู้ฉางเกอคือศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ อย่างน้อยที่สุด ในการฝึกปรือครั้งนี้ เขาย่อมเป็นตัวแทนแห่งศักดิ์ศรีของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อย่างแท้จริง

            หากแม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่จะปราศจากความรู้สึกพึงใจใดๆ ต่อกู้ฉางเกอ ทว่าในเวลานี้ เขาก็จำต้องหาวิธีถ่วงเวลาให้ได้

            “กู้ฉางเกอย่อมเป็นนายน้อยของตระกูลกู้ ข้ามิอาจลงมือกระทำอันใดกับเขาได้ เรื่องการเข่นฆ่ากันเองในสายโลหิตนั้น เป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ในตระกูลกู้ของข้า”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหัวเราะเช่นเคย คล้ายกับมิให้ความสำคัญใดๆ ต่อเรื่องนี้

            ทว่าประกายในดวงตากลับวาบขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะหายลับไป

            ผู้อาวุโสใหญ่ยังคงสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับเข้าใจความหมายเบื้องลึกของคำพูดนั้น

            เรื่องที่สายโลหิตเดียวกันลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันเอง นั่นย่อมหมายถึงเหตุการณ์ที่กู้ฉางเกอเคยลงมือกับกู้เซียนเอ๋อร์ในอดีต

            ชัดเจนเหลือเกินว่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ผู้นี้ แม้จะกล่าวว่ามิใส่ใจ ทว่าในส่วนลึกของหัวใจก็ยังคงเต็มไปด้วยความมิพอใจต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้น

            ถึงกระนั้น เมื่อเขาเอ่ยวาจารับประกันเช่นนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ก็คลายกังวลไปมิน้อย

            อย่างน้อยกู้ฉางเกอก็คงมิถึงขั้นเอาชีวิตมิรอด

            ทว่าการที่จะต้องสังเวยความเจ็บปวดก็คงจะหลีกเลี่ยงมิได้

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสใหญ่จึงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเลือกวิธีการประนีประนอมอย่างรอบคอบ

            “ครานี้ ข้าจะร่วมเดินทางไปกับศิษย์พี่ด้วย”

            ผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ผู้ดูคล้ายกับชาวนาผู้นั้นเพียงแค่หัวเราะขึ้นมาเบาๆ แววตาแฝงนัยลึกซึ้ง “ดูเหมือนว่าเจ้าจะห่วงใยกู้ฉางเกอผู้นั้นมากเสียยิ่งกว่าตระกูลกู้ของข้าเสียอีกนะ”

            ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็นก่อนเอ่ยขึ้นว่า “มิว่าคนผู้นั้นจะเป็นเช่นไร เขาก็คือศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับตำแหน่งเจ้าตำหนักในอนาคต”

            สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในหลักการดั่งผู้อาวุโสใหญ่แล้ว เรื่องของกฎและเกียรติยศย่อมมีความสำคัญเหนือยิ่งกว่าอารมณ์ส่วนตัว

            แม้เขาจะมิชอบกู้ฉางเกอ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว คนผู้นั้นก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ที่ชื่นชอบใช้เล่ห์กลยั่วยุผู้อื่น

            ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยังคงรู้สึกชื่นชมในความสามารถบางประการของกู้ฉางเกออยู่บ้าง

            “ฮึๆ...”

            ชายชราหัวเราะขึ้นเบาๆ มิเอ่ยวาจาใดต่อความ ทว่ากลับสะบัดชายแขนเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งออกเบื้องหน้า

            ดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่หรี่ลงเล็กน้อย

            ทันใดนั้น ในเบื้องหลังของชายชราผู้นั้น พลันปรากฏพลังอำนาจอันมหาศาลถาโถมลงมาจากความว่างเปล่า ก่อนทะลวงผ่านห้วงอากาศเบื้องสูง จนเกิดเป็นทางเดินลี้ลับประหนึ่งเชื่อมโยงมิติแห่งดวงดาราและจักรวาลเข้าด้วยกัน

            ตูม!

            แสงสว่างเจิดจ้าประหนึ่งประตูแห่งแสงเทพเจ้าเปิดออก เสียงแห่งเซียนบรรเลงแว่วก้อง กระแสปราณเซียนบริสุทธิ์พวยพุ่งราวกับอีกฟากหนึ่งของโลกกำลังเผยตน

            จากนั้น เหล่าร่างที่สวมเกราะศึกแห่งเซียน พลันปรากฏตัวขึ้นบนหลังอสูรร้ายซึ่งมีสายโลหิตโบราณบริสุทธิ์อันเกรียงไกร กลิ่นอายแห่งสงครามพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนฟ้าสะท้านปฐพีสะเทือน

            แต่ละคนต่างประดับไปด้วยเกราะอันเจิดจรัสดุจแสงดาราผ่านยุทธภูมิอันยาวนาน ดวงตาเย็นเยียบประหนึ่งคมกระบี่สวรรค์ ทะลุทะลวงห้วงอากาศให้สั่นสะท้าน

            ภาพเบื้องหน้าปราศจากสิ้นซึ่งข้อสงสัยใดๆ

            นี่คือกองกำลังอันไร้เทียมทานของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง

            เมื่อพวกเขาปรากฏตัว ก็ดูคล้ายกับหมื่นพันทัพใหญ่กำลังเคลื่อนพล สายลมโหมกระหน่ำก้องฟ้าดิน ประกายแห่งเสียงสะท้อนทั่วผืนพิภพจนสะท้านถึงจิตวิญญาณ

            การมาเยือนของพวกเขาส่งผลให้เหล่าขุมอำนาจจากสำนักและตระกูลต่างๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณ ต่างหยุดชะงักไปโดยสิ้นเชิง

            “ถึงกับส่งกองกำลังเช่นนี้มา ดูเหมือนว่าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก…” ผู้อาวุโสใหญ่เผลออุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเผยความสั่นสะท้าน

            กองกำลังชุดนี้ ทุกผู้คนในนั้นล้วนอยู่ในขอบเขตราชันเทวะ!

            ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละคนต่างเป็นนักรบผู้ผ่านศึกมานับมิถ้วน  ดุดันด้วยสายโลหิตเหล็กที่ยากจะทลาย กลิ่นอายการสังหารแผ่ขจรจนฟ้าสวรรค์ต้องสะท้านไหว

            “นี่มิใช่ผู้ที่ข้าส่งมา หากแต่เป็นนายน้อยกู้ฉางเกอที่สั่งการมาด้วยตนเอง”

            “ครั้งนี้ พวกเขาล้วนมิยอมอยู่ภายใต้อาณัติของข้า”

            คำพูดของผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ต้องหยุดคิด ดวงตาเผยความฉงนลึกซึ้ง

            กู้ฉางเกอสั่งการเองหรือ

            เขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่

            ในชั่วขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับนิ่งงัน ความคิดปะติดปะต่อมิอาจจะคาดเดาถึงจุดประสงค์ของกู้ฉางเกอได้

            “ไปกันเถิด ศิษย์น้อง” ชายชราเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้า หมอกหนาทึบที่ปกคลุมอยู่เหนือดินแดนเซียนโบราณพลันแยกตัวออกอย่างรวดเร็ว

            เขานำกองกำลังอันแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ติดตามไปด้วย

            ผู้อาวุโสใหญ่ได้แต่มองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก้าวตามไปเช่นกัน

            ครั้งนี้ เขาคงมิอาจปกป้องเผ่าพันธุ์ในดินแดนเซียนโบราณได้อีกแล้ว

            ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์คล้ายคลึงนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            ครืน!

            เรือศึกมากมายปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า ลอยลำขึ้นลงมาจากท้องนภาในตลอดช่วงเวลานี้

            เหล่าสำนักและขุมอำนาจจากดินแดนอนันต์สวรรค์ต่างเร่งรีบเดินทางมายังที่แห่งนี้

            ดินแดนเซียนโบราณซึ่งเป็นเสมือนชิ้นเนื้ออันแสนหอมหวาน ได้ถูกการวางแผนอันแยบยลของกู้ฉางเกอทำให้กลายเป็นจุดสนใจ จนดึงดูดผู้คนมากมายให้มารวมตัวกัน

            ด้วยข้ออ้างที่เหมาะสมและชอบธรรม

            หากแต่ก่อนยังมีการปิดบังหลบเลี่ยง ส่งเพียงคนรุ่นเยาว์เข้ามาเพื่อบังหน้า บัดนี้พวกเขาต่างเปิดเผยตัวตน และนำเหล่าผู้แข็งแกร่งเข้าสู่สนามโดยปราศจากฉากหน้าปิดบังใดๆ

            เปรียบเสมือนการฉีกหน้ากากที่เคยสวมใส่จนสิ้น

            …

            ณ เขตตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ในดินแดนเซียนโบราณ 

            หลังจากเก็บกวาดทุกสิ่งจนหมดสิ้น กู้ฉางเกอก็จากไปด้วยความพึงพอใจ

            เขามิได้ปล่อยให้ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลเผยแพร่ข่าวใดเกี่ยวกับตัวเขา

            ด้วยเพราะเรื่องนี้สำคัญยิ่ง อย่างน้อยจนกว่าการวางแผนของเขาจะเสร็จสิ้น กู้ฉางเกอก็ย่อมมิอนุญาตให้ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนี้มีความเกี่ยวพันกับเขาแม้เพียงน้อยนิด

            นี่เป็นเพียงการวางหมากเล็กๆ เท่านั้น ทว่ามินาน สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นอาวุธอันร้ายแรงในภายหลัง

            ท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลก็ถือเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนเซียนโบราณ

            การที่เขาสามารถควบคุมพวกมันได้โดยแทบมิต้องออกแรง ก็ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจมองข้ามไปได้

            เมื่อถึงเวลาสำคัญ หากเขาใช้พวกมันเป็นอาวุธลับโต้กลับในเงามืด ก็จะสร้างความเสียหายอันมหาศาลให้แก่เผ่าพันธุ์อื่นได้อย่างแน่นอน

            “เรื่องของเย่หลิงนั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ถึงเรื่องของข้าบ้างเสียที การปรากฏขึ้นของจิตวิญญาณแห่งเซียนก็คงใกล้เข้ามาถึงในทุกขณะ ข้าต้องหาให้พบว่าเยวี่ยหมิงคงซ่อนตัวอยู่ที่ใด”

            หลังกลับถึงตำหนัก กู้ฉางเกอจึงสั่งการให้ผู้ติดตามออกไปตามหาที่อยู่ของเยวี่ยหมิงคง

            เขามิอาจคาดเดาได้ว่าจิตวิญญาณแห่งเซียนนั้นจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อใดหรือว่าที่ไหน ทว่าเพียงแค่หาตัวเยวี่ยหมิงคงพบ ก็คงจะเพียงพอสำหรับเขาแล้ว

            เยวี่ยหมิงคงซึ่งเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ย่อมล่วงรู้ถึงเป้าหมายอันสูงสุดของเขา ด้วยนิสัยของนาง แน่นอนว่านางจะต้องหาวิธีเข้ามาขัดขวางเขาแน่

            ในช่วงนี้ เยวี่ยหมิงคงก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

            กู้ฉางเกอแสยะยิ้มบางที่มุมปาก มิต้องครุ่นคิดก็รู้แล้วว่านางคงกำลังออกตามหาแหล่งที่อยู่ของจิตวิญญาณแห่งเซียนอยู่

            การใช้คู่หมั้นของตนเป็นดั่งหนูค้นหาสมบัติในเวลานี้ กู้ฉางเกอหาได้มีความละอายใจแม้แต่น้อย

            แน่นอนว่า หากเยวี่ยหมิงคงล่วงรู้เข้า นางก็คงจะโกรธเกรี้ยวจนแทบอยากจะสังหารเขาให้ตาย

            แม้นางจะระมัดระวังหรือหลบหลีก มิต้องการดึงดูดความสนใจของกู้ฉางเกอเพียงใด ทว่ากู้ฉางเกอก็ย่อมอ่านพฤติกรรมของนางออกจนหมดสิ้น

            และมินาน ผู้ติดตามที่เขาส่งออกไปก็กลับมา พร้อมกับข่าวคราวของเยวี่ยหมิงคง

            เกรงว่าเยวี่ยหมิงคงเองนั้นก็อาจจะมิเคยคาดคิดว่า ใกล้ตัวนางนั้นยังมีสายลับที่กู้ฉางเกอแฝงเร้นไว้ตั้งแต่ต้น

            ด้วยความชาญฉลาดอันลึกล้ำของกู้ฉางเกอ การวางแผนของเขาแต่ละก้าวล้วนคำนวณเผื่อไว้ล่วงหน้ามากถึงสิบก้าว

            ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับรู้มาโดยตลอดว่า เยวี่ยหมิงคงนั้นเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ จะอย่างไรเขาก็ย่อมมิปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปได้เป็นแน่

            เมื่อรู้ว่าเยวี่ยหมิงคงนั้นมุ่งหน้ามายังดินแดนเซียนโบราณ เขาจึงเตรียมการทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            “เทือกเขาไป่เหิงอย่างนั้นหรือ”

            ภายในตำหนัก กู้ฉางเกอเดินทอดน่องพลางคิดไตร่ตรอง ข้อมูลเกี่ยวกับเทือกเขานี้ผุดขึ้นในห้วงความคิด

            ในเมื่อเยวี่ยหมิงคงอยู่ในที่แห่งนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าประตูเซียนจะปรากฏขึ้นในที่แห่งนั้นเช่นกัน

            ด้วยเหตุนี้ สถานที่ซึ่งจิตวิญญาณแห่งเซียนจะปรากฏตัวในที่สุดก็จะกระจ่างชัด

            “หากมิมีเยวี่ยหมิงคง การที่จะรู้ที่อยู่ของจิตวิญญาณแห่งเซียนได้นั้น ข้าก็คงแต่ต้องรอให้มันเผยตัวออกมาเอง การที่มีนางอยู่นั้น กลับกลายเป็นดั่งการประทานพรสวรรค์มาให้กับข้าจริงๆ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นางได้ช่วยแก้ปัญหาให้ข้าจนแทบจะมิต้องลงแรงใดๆ เลย...”

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบางเบาแฝงความสนุกสนานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้ฉางเกอ

            มิใช่ว่าเขานั้นต้องการจะวางแผนต่อกรกับเยวี่ยหมิงคงโดยเจตนา เพียงแต่ว่าบางเรื่องนั้น ได้กลายเป็นความเคยชินของเขาไปเสียแล้ว

            มินานนัก เขาพลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขบคิดถึงข้ออ้างเพื่อป้องกันมิให้นางสงสัยในตัวเขา

            หากจะให้สมจริง ก็คงต้องสร้างสถานการณ์ที่ดูเหมือนเขาบังเอิญพบเจอนางที่เทือกเขาไป่เหิง

            “มาเถิด!”

            เสียงเรียกของกู้ฉางเกอดังก้องกังวาน

            ครานี้ เขาตั้งใจจะใช้งานหุ่นเชิดที่ได้รับมาจากมหาเทพวัฏสงสาร นี่คือโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

            ในมิช้า รัศมีแสงหลากสีพลันพุ่งทะยานจากซากปรักหักพังแห่งหนึ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

            …

            “ท่านอา!”

            ในเวลาเดียวกัน ณ ผืนภูเขาอันกว้างใหญ่

            กลุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์นำโดยเย่หลางเทียนและเย่หลิวหลี ต่างก็ยืนรอคอยอย่างสงบสำรวม ดวงหน้าแสดงถึงความเคารพ

            ทันใดนั้น เสียงอันกึกก้องแห่งห้วงอากาศพลันดังสะท้อน

            ราชรถศึกและเรือศึกมากมายต่างทะยานฝ่าท้องนภาอันเวิ้งว้างมาเยือนที่แห่งนี้

            บนเรือศึกเหล่านั้น ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนเด่นอย่างองอาจ ดวงเนตรเปล่งประกายดุจดาวฤกษ์ พลังบำเพ็ญของเขาสูงส่งถึงขั้นว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์

            เบื้องหลังเขานั้น คือกลุ่มผู้แข็งแกร่งจากตระกูลเย่ พลังนั้นล้ำเลิศอย่างยิ่ง

            ชายวัยกลางคนผู้นั้นคือเย่โหมว ท่านอาของเย่หลางเทียน

            เขาคือผู้ที่รับรู้ข่าวคราวแล้วรีบรุดจากโลกภายนอกเพื่อมาช่วยเหลือเหล่าอัจฉริยะตระกูลเย่ เพื่อทวงคืนความยุติธรรม

            การปรากฏตัวของเขา เป็นตัวแทนในการแสดงถึงท่าทีของตระกูลเซียนโบราณ

            “เรื่องนี้ ตระกูลเราได้รับทราบแล้ว ในวันข้างหน้า ดินแดนเซียนโบราณจะกลายเป็นสมรภูมิแห่งการแย่งชิงอำนาจ มิมีผู้ใดจะหนีพ้นได้”

            เย่โหมวเอ่ยพลางพยักหน้า ดวงตากวาดมองเหล่าอัจฉริยะจากตระกูลเย่ด้วยรอยยิ้ม

            “เช่นนั้น การฝึกปรือของพวกเราก็ต้องสิ้นสุดลงแล้วใช่หรือไม่” เย่หลางเทียนเอ่ยถาม

            “ใช่แล้ว ความปลอดภัยของพวกเจ้าจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเรา ดินแดนเซียนโบราณนั้นเหยียดหยามกันเกินไปแล้ว มิเห็นพวกเราอยู่ในสายตา บัดนี้ถึงเวลาที่พวกมันจะต้องประจักษ์ถึงอำนาจแห่งตระกูลเซียนโบราณของพวกเราแล้ว” เย่โหมวกล่าวพร้อมเผยประกายในดวงตาอันเยือกเย็น

            คำพูดของเขาสะท้อนถึงจุดยืนของขุมอำนาจจากโลกภายนอก ที่พร้อมกันเข้าปกป้องเหล่าอัจฉริยะของพวกเขา

            ในอดีต การฝึกปรือในดินแดนเช่นนี้ย่อมหมายถึงการยอมรับความเป็นความตาย หากผู้ใดดับสูญในระหว่างฝึกฝน ก็มิอาจมีข้อท้วงติงใดๆ

            ทว่าในครานี้ การฆ่าฟันอย่างจงใจของเผ่าพันธุ์แห่งเซียนโบราณที่ล้ำเส้นจนเกินไป ได้เปลี่ยนแปลงความหมายของการฝึกฝนไปโดยสิ้นเชิง

            “ท่านอา ครานี้เป้าหมายของเผ่าพันธุ์เซียนโบราณที่แท้จริงนั้นคือประมุขน้อยแห่งตระกูลกู้ พวกเราเป็นเพียงเป้าหมายรองเท่านั้น พวกนั้นคงมิกล้าจะล่วงเกินพวกเรามากนัก…”

            เย่หลิวหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว ใบหน้างดงามประดุจหยกขาวฉายแววแห่งความโกรธเกรี้ยว

            การที่กู้ฉางเกอกล้าต่อกรกับผู้สืบทอดวิชามาร นับเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเหล่าสรรพชีวิตในใต้หล้า

            เล่ห์กลของเผ่ามนุษย์ปักษานั้นต่ำช้านัก จนก่อให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง

            ในสายตาของนาง การกระทำของกู้ฉางเกอนั้น ล้วนทำเพื่อปกป้องผู้คนในใต้หล้า

            นั่นทำให้แม้แต่นางที่เคยถูกเขารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังอดมิได้ที่จะมองเขาในแง่มุมใหม่

            ความรู้สึกของนางที่มีต่อเผ่ามนุษย์ปักษาจึงยิ่งเปี่ยมไปด้วยความชิงชังยิ่ง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่โหมวกลับเผยแววตาแปลกประหลาดก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ “เรื่องนี้ หากมิใช่เพราะการวางแผนการอันล้ำลึกของกู้ฉางเกอ พวกเราคงมิมีข้ออ้างเข้าไปแทรกแซงในเรื่องนี้ได้ พวกเจ้าประเมินความน่ากลัวของเขาต่ำเกินไปแล้ว”

            “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ามิจำเป็นจะต้องไปกังวลถึงเรื่องความปลอดภัยของกู้ฉางเกอ ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นได้ตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว พวกเขาแสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง และได้ส่งกองกำลังอันแข็งแกร่งมาเพื่อช่วยเหลือ ครานี้เผ่ามนุษย์ปักษาคงหนีมิพ้นภัยพิบัติเป็นแน่”

            คำพูดนี้ทำให้เย่หลางเทียนและเย่หลิวหลีถึงกับตกตะลึง

            ในสายตาของพวกเขา การกระทำของกู้ฉางเกอนั้นราวกับเป็นการถูกบีบให้เลือก มิมีผู้ใดคาดคิดว่าเบื้องหลังนั้นจะซ่อนเร้นซึ่งความลึกล้ำเอาไว้เช่นนี้

            “เล่ห์กลของกู้ฉางเกอนั้นช่างสูงส่งเกินกว่าจะหยั่งถึงจริงๆ…”

            เย่หลางเทียนที่เพิ่งตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างรุนแรง

            ในด้านพลังบำเพ็ญ เขานั้นก็อยู่ห่างไกลจากกู้ฉางเกออยู่แล้ว ทว่าแม้แต่ในด้านเล่ห์เหลี่ยมและการวางแผน เขาก็กลับถูกบดขยี้จนแทบไร้ซึ่งหนทางตอบโต้

            หากมิใช่เพราะคำเตือนของท่านอา เขาก็คงมิสามารถมองเห็นถึงความซับซ้อนเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้เลย

            “ด้วยบุญคุณของกู้ฉางเกอ ตระกูลเย่ของเราก็จะได้ส่วนแบ่งจากสถานการณ์ในครั้งนี้ไปด้วย...” เย่โหมวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            ขณะที่สายตาของเขาจ้องลึกไปยังส่วนลึกของดินแดนเซียนโบราณ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ที่เผ่าพันธุ์อันทรงพลังต่างๆ มารวมตัวกัน มหาสงครามที่น่าหวาดหวั่นที่สุดกำลังจะปะทุขึ้นในมิช้า

            บัดนี้ ผืนธารแห่งดินแดนเซียนโบราณได้กลายเป็นความขุ่นมัว

            ในพื้นที่อื่นๆ นั้น ฉากอันคล้ายคลึงกันเหล่านี้ก็ได้กำลังเกิดขึ้น ตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ เขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ ตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง รวมถึงสำนักอมตะนิรันดร์และสำนักมรรคาสูงสุด ต่างก็พากันประชุมปรึกษาหารือ

            ในขณะเดียวกัน นอกเขตดินแดนเซียนโบราณ เรือศึกโบราณสลักด้วยทองแดงสีม่วง และเรือบินเก่าแก่ กำลังทะยานลงมาจากภูเขาอันลี้ลับ

            ในกลุ่มนั้น มีเงาร่างที่ปกคลุมไปด้วยอำนาจมารอันเข้มข้นยืนเด่นเป็นสง่า พลังแห่งจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แผ่กระจายออกมาดุจดวงสุริยันอันเจิดจ้า ครอบคลุมพื้นที่ไปไกลนับพันลี้

            “สำนักมารกำเนิดฟ้า !”

            “พวกบ้าคลั่งนี่ก็ยังมาเอี่ยวด้วย...” เสียงอุทานจากผู้ฝึกบำเพ็ญหลายคนดังขึ้น ใบหน้าซีดขาวและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายคนรีบหลีกหนีจากรอบบริเวณนั้นในทันที

            สำนักมารกำเนิดฟ้า หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าสำนักเทพกำเนิดฟ้า เป็นที่เลื่องลือถึงความโหดเหี้ยมและดุดันอย่างถึงที่สุด

            พวกเขายึดมั่นในหลักการที่ว่า หากสังหารคนของเขาหนึ่งคน ก็จะตอบโต้คืนกลับด้วยการล้างผลาญตระกูลของมันทั้งตระกูล

            ด้วยเหตุนี้จึงมิมีผู้ใดกล้าล่วงเกินสำนักมารกำเนิดฟ้ามากนัก

            พวกเขาเป็นทั้งเผด็จการที่ดุร้าย และนักรบผู้แข็งแกร่งซึ่งเกินกว่าจะหยั่งถึง

            “ได้ข่าวว่า ประมุขน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นมีสายสัมพันธ์ทางมารดากับสำนักมารกำเนิดฟ้า...”

            ภายนอกตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน สุ้มเสียงนั้นเผยให้เห็นถึงการตระหนักถึงความเชื่อมโยงอันน่าหวาดหวั่น

            เรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนเซียนโบราณหาใช่ความลับสำหรับโลกภายนอกไม่ เพราะยังมีช่องทางเฉพาะที่สามารถส่งข่าวสารออกไปได้

            ในช่วงเวลานี้ การที่เผ่าพันธุ์เซียนโบราณกระทำการล้ำเส้นจนเกินไป จึงทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั่วทุกสารทิศ

            “คิดดูแล้ว เผ่าพันธุ์เซียนโบราณนี้ช่างน่าเวทนาเสียจริง”

            “คิดจะล่วงเกินใครไม่ว่า ทว่ากลับดันไปล่วงเกินประมุขน้อยแห่งตระกูลกู้ได้”

            ในชั่วพริบตา ผู้ฝึกบำเพ็ญจำนวนมิน้อยถึงกับสั่นสะท้าน ความรู้สึกเวทนาต่อเผ่าพันธุ์เซียนโบราณพลันผุดขึ้นในใจ

            เพราะตามรูปแบบการกระทำของสำนักมารกำเนิดฟ้าแล้ว ในครั้งนี้ ดินแดนเซียนโบราณคงจะต้องเผชิญกับหายนะที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเป็นอย่างแน่แท้

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน