ดินแดนจงหยวน ฤดูใบไม้ผลิ
ชานเมืองยามวิกาล ร้างผู้คน
เดือนเพ็ญลอยเด่นบนท้องฟ้า สายลมเฉื่อยฉิวพัดต้องใบไม้ไหวกระทบกันดังซู่ๆ ซ่าๆ ฟังคล้ายเสียงกระซิบกระซาบของเล่าภูตผี
บนทางสายน้อยปูด้วยศิลาสีขาว ห้อมล้อมด้วยทิวไม้รกครึ้ม มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่อง ปรากฏอาชาพ่วงพีสองตัว เหยาะย่างอย่างแช่มช้าอยู่บนถนน
อาชาตัวแรกเป็สีขาวปลอด ลักษณะงามสง่า ขนหางเป็เงาสวย เป็อาชาฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยพละกำลัง ผู้ควบขี่ก็เป็บุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ หน้าตาเคร่งขรึมคมคาย สวมเสื้อคลุมสีขาวบางเบา ทับเสื้อแพรสีเขียวเนื้อดี ตัดเย็บเข้ารูป รองเท้าครึ่งแข้งเป็สีขาวสะอาดตา ที่ข้างเอวห้อยไว้ด้วยกระบี่อ่อนเล่มหนึ่ง ฝักกระบี่ทำจากไม้หุ้มด้วยเงินดุนลาย ประดับอัญมณีแวววาว ด้ามกระบี่ก็หุ้มด้วยเงิน ดุนลายเป็อักษรสองตัว
ชิงเจี่ยน (กระบี่ขจี)
ที่ด้ามกระบี่ ห้อยไว้ด้วยพู่สีเหลืองอย่างดีเส้นหนึ่ง ยามอาชาเยื้องย่าง พู่ไหวสะบัด เสื้อผ้าของผู้ขี่ก็พลิ้วไหว ดูสง่างามสูงส่ง ราวหลุดออกมาจากภาพวาดก็มิปาน
ที่ตามหลังมาเป็อาชาสีดำสนิท ผู้ขี่ก็สวมเสื้อผ้าสีดำสนิท จากรูปร่าง สามารถคาดเดาได้ว่าเป็บุรุษผู้หนึ่ง ยามนี้เป็ยามวิกาล แสงสว่างหนึ่งเดียวย่อมมาจากจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ ทว่ามันกลับสวมหมวกกุยเล้ยคาดแพรดำใบหนึ่ง
บนเส้นทางเปลี่ยวร้างห่างจากตัวเมือง ยังมีอาชาพ่วงพีสองตัว ตัวหนึ่งสีขาว ผู้ขี่เป็กงจื่อ (คุณชาย) หนุ่มรูปงาม สวมเสื้อแพรสีเขียวเนื้อดี ที่เอวคาดกระบี่สีเขียวเช่นกัน ฝักกระบี่ประดับประดาอัญมณี ใบหน้างามของมันเชิดขึ้นเล็กน้อย แสดงออกถึงความเย่อหยิ่งจองหองพอตัว ขณะที่ด้านหลังของมันห่างไปราวสองจั้ง (ประมาณ5เมตร) มีอาชาพ่วงพีสีดำอีกหนึ่งตัว ผู้ขี่สวมเสื้อผ้าสีดำสนิท สวมหมวกกุยเล้ย (หมวกสานปีกกว้าง) คลุมแพรสีดำปิดบังใบหน้า ที่เอวสะพายดาบหัวตัดเล่มหนึ่ง ปลอกดาบสีดำสนิทเช่นเดียวกัน เสื้อผ้าอาภรณ์ของคนผู้นี้ไม่มีราคาค่างวด ปลอกดาบก็ธรรมดา ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างฟ้า สองคนบนเส้นทางช่างดูแตกต่างกันราวฟ้าเหว
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินแทบจะฟังเป็เสียงเดียว ยามเมื่อกงจื่อหนุ่มเร่งฝีเท้าม้า บุรุษชุดดำก็เร่งฝีเท้าม้า เมื่อฝ่ายแรกผ่อนฝีเท้า ฝ่ายหลังก็ผ่อนฝีเท้าเช่นกัน ไม่ทราบว่าพวกมันขี่ม้าเช่นนี้มาั้แ่ออกจากเมืองหรือไม่ แต่ในที่สุดกงจื่อหนุ่มชุดเขียวก็หยุดม้าลง บุรุษชุดดำก็หยุดม้าลงเช่นกัน บังเกิดความเงียบงันขึ้นอึดใจหนึ่ง จากนั้นกงจื่อชุดเขียวก็พลิ้วกายลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม หันมาประสานมือกล่าวกับบุรุษชุดดำ
“พวกเราหยุดสนทนากันที่นี่เป็ไร?”
บุรุษชุดดำมิกล่าวกระไร ทั้งมิเหลียวซ้ายแลขวา ะโลงมาหยุดยืนบนพื้นศิลาสีขาวเบื้องล่าง บุรุษผู้นี้มีรูปกายสูงใหญ่เป็พิเศษ ไหล่กว้าง ร่างเหยียดตรงราวคันทวน เสื้อผ้าสีดำของมัน ดำเฉกเช่นสีของรัตติกาล ใบหน้าของมันซ่อนอยู่ด้านหลังแพรปิดหมวก ในยามวิกาลเช่นนี้ ถึงกับยังสวมไว้อยู่ คล้ายมิ้าเปิดเผยโฉมหน้าต่อผู้ใดทั้งสิ้น
กงจื่อชุดเขียวมองมันอึดใจก็กล่าวสืบต่อ “ท่านคือเพชฌฆาตไร้หน้า (กุ้ยโฉ่วปู้เมี่ยน) ?”
“อืม”
“เดือนก่อน วันที่สิบห้า ท่านลงมือสังหารคนผู้หนึ่ง?”
“อืม”
กงจื่อชุดเขียวพลันยกกระบี่ขึ้นชูตรงหน้า “ท่านดู คนผู้นั้นที่ท่านสังหารไป ใช่ถือกระบี่เช่นเดียวกับของข้าพเ้าหรือไม่?”
บุรุษชุดดำคล้ายไม่้ากล่าววาจาใดโต้ตอบใด ส่งเสียง ‘อืม’ สั้นๆ สีหน้าของกงจื่อชุดเขียวเริ่มแปรเปลี่ยนบ้างแล้ว
“ท่านปรากฏตัวขึ้นในยุทธจักรเมื่อสองปีก่อน ก็ลงมือสังหารสี่มืดสี่สว่าง โอวหยางสี่พี่น้องอันชั่วร้าย สร้างชื่อให้ตัวเองในชั่วข้ามคืน สองเดือนถัดมา ท่านยืนขวางขบวนของมือดำเท้าขาว เถียหลูเฟิง สังหารมือคุ้มกันของมันตายในดาบเดียว บีบบังคับมันบริจาคทรัพย์ให้ชาวบ้านยากไร้เป็เวลาสามเดือน หยางต้าเฉีย (คำเรียกยกย่องผู้กล้าหาญแซ่หยาง) ยังเคยเปรยว่าอยากเชิญท่านมาสนทนาด้วยสักคราหนึ่ง แต่พฤติการณ์ของท่านหลังจากนั้นกลับกลายเป็เลวร้าย ท่านสังหารเหล็กในผึ้ง เถียนตู เพียงเพราะมันเตะขอทานผู้หนึ่ง ส่วนสองพี่น้องแซ่ซี เพียงเพราะมันชนเข้าใส่ท่าน ท่านก็กำนัลพวกมันด้วยดาบ ยังปล้นขบวนคุ้มภัยของสำนักยู่หลานฮวาไปสามครั้ง รวมแล้วสองปี สูงๆ ต่ำๆ ที่ท่านสังหารไป ล้วนมีไม่ต่ำกว่าสามสิบคน มิว่าชนฝั่งธัมมะหรืออธรรม คล้ายท่านพอใจสังหารท่านก็ลงมือทันที ที่เลวร้ายที่สุดท่านสังหารพวกประดานั้นแล้ว ยังชิงทรัพย์พวกมัน กระทั่งกางเกงรองเท้า ท่านก็ยังถอดไปด้วย นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานจริงๆ อสูรทะเลคลั่งในกาลก่อน แม้พฤติกรรมป่าเถื่อนดุร้าย แต่ก็สง่าผ่าเผยน่าเคารพ มิเช่นนั้นไหนเลยผู้คนขนานนามท่านเป็เทพอสูรได้ แต่เ้าที่สืบทอดฝีมือท่านมา กลับกลายเป็เลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานไป เทพอสูรผู้นั้นหากเสียชีวิตไป ก็ต้องนับว่าต้องตามิหลับ... แต่ถ้าหากยังอยู่ เฮอะ! ปล่อยผู้สืบทอดเช่นท่านประพฤติตัวอุบาทว์เยี่ยงนี้ ยังถือเป็ยอดคนได้?”
“อืม”
กงจื่อชุดเขียวผู้นั้นถึงกับทนมิได้ ต้องตวาดออกมา “หรือท่านไม่มีปัญญากล่าววาจาอื่นแล้วจริงๆ นอกจากไร้หน้า ก็ไร้เสียงด้วย?”
“ข้าพเ้ากำลังรอท่านเปิดโอกาสให้กล่าววาจาอยู่ทีเดียว” ครานี้ บุรุษชุดดำส่งเสียงออกมาบ้างแล้ว เสียงของมันไม่หนักไม่เบา เป็เสียงบุรุษวัยฉกรรจ์แน่แท้ ถึงกับไม่มีโทสะ ไม่มีวี่แววล้อเลียนใดๆ คล้ายมันตั้งอกตั้งใจรอโอกาสได้กล่าววาจาอยู่จริงๆ
“ข้าพเ้าเห็นกระบี่ของท่านแต่แรกก็ทราบแล้ว ที่เรียกให้ข้าพเ้าตามมา ย่อมเพราะ้าถามหาคนผู้นั้น”
“....”
“แต่ในเมื่อท่านสามารถลำเลิกพฤติกรรมทั้งหลายแหล่ของข้าพเ้าออกมาได้ถึงเพียงนี้ ยังเสียเวลาพ่นน้ำลายอยู่เป็ครึ่งค่อนวัน ข้าพเ้าไหนเลยหักใจปล่อยให้ท่านกล่าววาจาอยู่ถ่ายเดียวได้”
“....”
“ท่านก็มิได้เข้าใจผิดไป สูงๆ ต่ำๆ ที่ข้าพเ้าสังหารไป ล้วนเป็เพราะความพอใจของข้าพเ้าทั้งสิ้น กรณีโอวหยางสี่พี่น้อง ข้าพเ้ามิเคยรู้จักพวกมันมาก่อน ข้าพเ้านั่งดื่มกินอยู่ พวกมันก็ยกมา ดื่มกินส่งเสียงดังยังพอให้อภัยได้ แต่พวกมันถึงกับทุบตีทำร้ายเด็กรับใช้เพียงเพราะทำน้ำชาหก ข้าพเ้าเห็นแล้วไม่สบใจ จึงเชิญได้เชิญตัวพวกมันออกไป แต่บังเอิญพวกมันชื่อเหม็นอยู่แล้ว ดังนั้นพวกท่านจึงพานเข้าใจผิด สรรเสริญข้าพเ้าเป็ชนฝ่ายธัมมะไป เถียนตูเตะใส่ขอทานน้อยอ่อนแอ เพียงเพราะมันคลานมาขวางทางเพื่อเก็บห่ออาหารที่คนบังเอิญทำหล่น เหตุผลที่ข้าพเ้าลงมือต่อมันก็เป็เช่นเดียวกันกับพวกโอวหยางทั้งสี่ เพียงแต่เถียนตูผู้นี้ดูท่าพอมีชื่อในทำเนียบคนดีอยู่บ้าง ดังนั้นพวกท่านที่ชอบขีดเส้นแบ่งความดีงาม คงคล้ายถูกข้าพเ้าตบหน้าไปกระมัง”
กงจื่อชุดเขียวเขม่นมองมัน แล้วกล่าว “แล้วชือตี้ (ศิษย์น้องผู้ชาย) ของข้าพเ้า มิทราบไปกระทำเื่ใดขัดั์ตาท่าน จึงได้ถูกสังหารไปอย่างเืเย็น”
บุรุษชุดดำแค่นเสียงเ็าตอบ
“เมื่อสองเดือนก่อน ข้าพเ้าเดินทางยามวิกาล บังเอิญพบคนพลัดตกน้ำ เป็ยาโถว (คำเรียกเด็กสาว) น้อยนางหนึ่ง ข้าพเ้างมนางขึ้นมาจากแม่น้ำ เมื่อนางฟื้นมาเห็นสภาพข้าพเ้าเยี่ยงนี้ก็เข้าใจผิด คิดว่าข้าพเ้าเป็ยมทูตดำ (ยมทูตดำ-ขาว คนจีนเชื่อว่ายมทูตขาวมารับิญญาคนดี ส่วนยมทูตดำมารับิญญาคนชั่ว) ก็ตัดพ้อต่อว่าชะตากรรมอาภัพของตัวเอง ข้าพเ้าสอบถามต่อไปจึงได้ความว่านางที่แท้้าฆ่าตัวตายเพราะถูกบุรุษผู้หนึ่งหลอกลวง ่ชิงพรหมจรรย์ของนางแล้วสะบัดหน้าจากไป บุรุษผู้นั้นพอดีเป็ชือตี้ของท่าน”
กงจื่อชุดเขียวส่งเสียงอ้อในคอเป็เชิงรับรู้ กล่าวสืบต่อ “ดังนั้นท่านจึงเสาะหาตัวมันมาลงโทษ?”
“ถูกต้อง แต่ท่านต้องทราบไว้ บุรุษผู้หนึ่งหากเพียงแค่ทอดทิ้งสตรี มิใช่เป็โจรเด็ดดอกไม้ (โจรข่มขืน) ในสายตาข้าพเ้า มิใช่ต้องสังหารให้ตายตกไป ข้าพเ้าเสาะหาตัวมันพบ ก็ให้มันไปรับผิดชอบต่อยาโถวนางนั้น”
“แต่มันมิยินยอม ท่านจึงได้สังหารมันไป?”
บุรุษชุดดำสั่นศีรษะ “มันต้องยินยอม เนื่องเพราะมันเกรงกลัวดาบในมือข้าพเ้าจะฟันเข้าใส่ศีรษะมันเป็อย่างยิ่ง รับปากข้าพเ้าจะตบแต่งยาโถวน้อยนางนั้นเป็อนุ ดูแลบิดามารดาของนาง มันยังเชิญข้าพเ้าไปที่บ้านของมัน เพื่อยืนยันว่าได้กระทำตามที่ให้สัญญาไว้แล้ว”
“ในเมื่อมันได้กระทำตามที่ตกลงไว้ ไฉนท่านยังไม่ปล่อยปละละเว้นมัน”
“ข้าพเ้าตอนนั้นย่อมปล่อยปละละเว้นมัน อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าพเ้าจึงย้อนกลับไปอีก ครั้งนี้ไม่พบพวกนางทั้งสาม ข้าพเ้าสอบถามไปๆ มาๆ ก็พบว่ามันหลังจากข้าพเ้าไปแล้วเจ็ดวัน ก็ได้หารถจัดส่งครอบครัวยาโถวนางนั้นออกจากบ้านไปทันที”
“ดังนั้นท่านจึงฆ่ามัน?”
บุรุษชุดดำพลันแหงนหน้าหัวร่อเสียงดัง “ท่านเห็นข้าพเ้าเป็คนไร้เหตุผลปานนั้น มันเป็กงจื่อรุ่มรวยมีหน้ามีตา ไหนเลยจะตบแต่งอนุไร้หัวนอนปลายเท้าเข้าบ้านได้จริงๆ ข้าพเ้าเพียง้าให้มันปฏิบัติต่อนางอย่างเหมาะสม อย่างน้อยขอโทษนาง วิงวอนนางให้ให้อภัยต่อมัน คาดมิถึงมันถึงกับออกปากจะตบแต่งนางเป็อนุ ดังนั้นข้าพเ้าจึงไม่เคยมีความเชื่อถือมันเลย ต้องย้อนกลับไปอีกครั้ง คราวนี้นับว่ามันได้กระทำเกินไปจริงๆ”
“ในเมื่อท่านก็ทราบ มันต้องไม่ตบแต่งนางเข้าบ้านเป็อนุจริงๆ มันเพียงรับปากท่านด้วยความหวาดกลัว เมื่อมันส่งพวกนางออกไป ท่านยังถือเป็ความผิดต้องให้มันชดใช้ชีวิตอีก?”
“ถูกต้อง” บุรุษชุดดำตอบเสียงเ็า “มันส่งทั้งสามขึ้นรถ ยังให้เงินทองไปอีกหีบหนึ่ง มิพอ สั่งสารถีให้ขับไปในเส้นทางเปลี่ยวร้าง เต็มไปด้วยโจรป่า ข้าพเ้าเสาะหาจนพบสารถีผู้นี้ จึงทราบแผนการของมันทั้งหมด มันที่แท้้าส่งตัวพวกนางทั้งสามไปให้โจรเ่าั้จัดการ ยังดีที่สารถีผู้นี้มิได้โง่เขลา ทราบว่าแม้พวกโจรละเว้นชีวิตมัน แต่เซียวเอี๋ย (นายน้อย) ของมันย่อมไม่ปล่อยมันไว้เป็เภทภัยแน่ ดังนั้นมันจึงหนีไปหลบอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง”
“ท่านนับว่ามีความพากเพียรจริงๆ คล้ายดั่งยาโถวนางนั้นเป็เม่ยเม่ย (น้องสาว) ร่วมสายโลหิตของท่านก็มิปาน ถึงกับทุ่มเทเวลาไปเสาะหาสารถีผู้นั้นเพื่อสะสางเื่ราวแทนพวกนาง”
“นางที่จริงมิได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้าพเ้าเลย”
“ไม่เกี่ยวข้องเลย?”
“อืม”
“กับคนมิเกี่ยวข้อง ท่านก็ทุ่มเทความพยายามถึงปานนี้?”
“ถูกต้อง ขอเพียงข้าพเ้าพอใจ ข้าพเ้าสามารถทุ่มเทได้”
“ชือตี้ของข้าพเ้านับว่าตอแยเข้ากับตัวเภทภัยแล้วจริงๆ” กงจื่อชุดเขียวกล่าวเสียงหนัก “แม้มันกระทำผิดจริง ท่านไฉนยังต้องชิงทรัพย์มันไปด้วยเล่า ฟังจากที่ท่านโอ่ประโคมตัวเองมา ก็คล้ายเป็วีรบุรุษผู้หนึ่ง ไม่คล้ายโจรชิงทรัพย์แม้แต่นิดเดียว”
“ข้าพเ้ามิเคยโอ่ประโคมตัวเองเป็วีรบุรุษแม้แต่ครึ่งคำ ท่านคิดใส่ไคล้ผู้ใดก็มิควรใส่ไคล้ต่อหน้าเช่นนี้ ส่วนเื่ชิงทรัพย์ คนเป็หากมิใช่ยินยอมเอง ข้าพเ้าต้องไม่ใช้กำลังไปหักหาญฆ่ามันเพื่อชิงทรัพย์สินบนตัวมันเด็ดขาด แต่หากเป็คนตายแล้ว... คนตายแล้วย่อมพาสิ่งใดติดตัวไปมิได้ เมื่อพาไปมิได้ ก็สู้ให้ข้าพเ้านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จึงถูกต้อง”
กงจื่อชุดเขียวผู้นั้นถลึงตามองมันด้วยโทสะ ใบหน้าแทบกลายเป็สีม่วงคล้ำแล้ว “ท่านคล้ายมีความภาคภูมิใจว่าการชิงทรัพย์จากคนตายนี้เป็เื่ถูกต้องอย่างยิ่ง?”
“แน่นอน”
“กระทั่งฉกชิงเสื้อผ้าของมันไป ท่านก็ไม่คิดละอายแม้แต่นิดเดียว”
“ถูกต้อง ขอเพียงเครื่องแต่งกายของมันไม่ขาดวิ่น เปรอะเปื้อนโลหิตจนเนืองนอง เราต้องถอดออก นำไปกำนัลต่อคนยากไร้เพื่อให้มีประโยชน์สืบต่อไป สมบัติอื่นบนตัวมันก็เป็เช่นกันดอก”
กงจื่อชุดเขียวถลึงตามองมันปานจะถลนออกจากเบ้า ชี้มือสั่นระริกส่งเสียงร้องขึ้น “เื่ผิดมโนธรรมเช่นนี้ ท่านสามารถกล่าวออกมาได้ไม่ติดขัด หรือท่านที่แท้เกิดจากนางคณิกาในรังโจร ถึงกับไม่มีสำนึกความเป็ผู้เป็คนเหลือเลย”
บุรุษชุดดำพลันเงยหน้าขึ้นหัวร่อเสียงดังลั่น แล้วจึงกล่าววาจาสืบต่อ “ท่านทราบได้อย่างไร เด็กที่เกิดจากนางคณิกาในรังโจรสามารถกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ท่านเคยพบมา หรือท่านที่แท้ก็เกิดจากนางคณิกาในรังโจรเช่นกัน จึงสามารถแน่ใจได้?”
กงจื่อชุดเขียวพลันอับจนคำพูดไปทันที ใบหน้าของมันบัดเดียวคล้ำ บัดเดี๋ยวแดง นับว่ามีความอึดอัดคับข้องใจจนแทบคลั่งแล้ว
“ผู้คนส่วนใหญ่โดยปกติย่อมกล่าวหาผู้อื่น ไม่พอใจผู้อื่นตามมุมมองของตัวเองอยู่แล้ว มิใช่เื่ผิดปกติอันใด แต่ท่านสมควรทราบ หากท่านไม่รู้จักผู้ใดดีพอ ไม่ควรไปกล่าวหามันต่อหน้า ยิ่งไม่ควรพูดจากระทบกระเทียบต่อบุพการีหรือชือฟูเพื่อกระตุ้นโทสะมันเป็อันขาด เว้นแต่ท่านมั่นใจว่ามีฝีมือเหนือกว่ามันถึงหกเจ็ดส่วน”
“....”
“ข้าพเ้ายามนี้ยังไม่มีความพอใจจะสังหารท่าน เนื่องเพราะข้าพเ้าเข้าใจ ท่านเพียง้าล้างแค้นให้ชือตี้ ถึงกับ้ากระตุ้นโทสะข้าพเ้าด้วยการพาดพิงถึงท่านผู้เฒ่าออกมา แต่ในเมื่อเป็เื่ของชือฟู ข้าพเ้าก็ต้องพูดเพื่อรักษาหน้าท่านสักเล็กน้อย”
“....”
“ฉายาเทพอสูรทะเลคลั่ง ท่านผู้เฒ่ามิได้แต่งตั้งขึ้นมาเอง ท่านยังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง ว่าฉายานั้นออกจะหนักหนาสาหัสจนเกินไป ทั้งยังเป็เพียงฉายาที่คนกลุ่มเล็กๆ ตั้งให้ท่าน ท่านไม่เคยมีความเชื่อถือในฉายานั้นเลย ดังนั้นท่านจึงเสาะหาข้าพเ้า สั่งสอนวิชาให้ข้าพเ้า บอกข้าพเ้าหากสามารถอาละวาดจนคนบนแผ่นดินใหญ่หวาดกลัวต่อข้าพเ้าได้เมื่อไร ท่านจึงจะยอมรับฉายาเทพอสูรได้เต็มภาคภูมิ”
“กระทั่งเื่ท่านไม่ให้ความเคารพศพผู้ตาย ชือฟูของท่านก็ภาคภูมิใจได้ด้วย?”
“ที่ชือฟูฝากฝังไว้เป็เื่พลังฝีมือ ส่วนเื่ไม่เคารพศพ... ยังคงเป็พฤติการณ์ส่วนตัวของข้าพเ้า หากท่านสามารถพิสูจน์ได้ว่าพฤติการณ์นี้ชั่วช้าบัดซบจนถึงขนาดมีผู้ฆ่าตัวตายไปเพราะข้าพเ้าปอกลอกเสื้อผ้าออกจากศพจริงๆ ก็นำมายืนยันให้ข้าพเ้าดู ข้าพเ้ารับรองแก่ท่าน จะเลิกพฤติกรรมนี้โดยทันที แต่เท่าที่ทราบ ยังมิมีผู้ใดไปฆ่าตัวตายเพราะเห็นศพถูกถอดเสื้อผ้าทิ้งมาก่อน”
“เ้า!”
บุรุษชุดดำพลันกล่าวสืบต่อ “ดังนั้นท่านก็มิต้องพิรี้พิไรให้เสียเวลาอีกแล้ว หากท่านคิดลงมือสังหารข้าพเ้า ก็เร่งลงมือ หากคิดจะสะบัดหน้าจากไป ก็สามารถกระทำได้โดยทันที ข้าพเ้าบอกท่านไปแล้ว เวลานี้ข้าพเ้าไม่พอใจจะสังหารท่าน ดังนั้นท่านสามารถออกไปได้อย่างสะดวก มิต้องกลัวข้าพเ้ากระทบต่อทรัพย์สินใดๆ บนตัวท่าน แต่หากท่านตกลงใจ จะเสี่ยงกับข้าพเ้าให้จงได้ หากข้าพเ้าพลาดพลั้งสังหารท่านตายไป ทรัพย์บนตัวท่านกระทั่งกางเกงรองเท้า ก็มิอาจรักษาไว้ได้ดอก”
กงจื่อชุดเขียวขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล้ำ สะบัดกระบี่ออกจากฝัก ตวาดลั่น “โจรชั่ว บิดาจะฆ่าเ้าเอง”
กระบี่ของคนชุดเขียวเมื่อชักออก ร่างของมันก็พุ่งไปตรงหน้า ประกายกระบี่จากหนึ่ง กระจายเป็ประกายสีเงินนับสิบนับร้อยเส้น แทงฉวัดเฉวียนไปบนร่างของบุรุษชุดดำ
บุรุษชุดดำเพียงขยับตัว ก็หลบประกายกระบี่เ่าั้ของกงจื่อชุดเขียวได้โดยง่าย มือของมันยังคงกำอยู่บนด้ามดาบ เพียงเอี้ยวตัวไปมา คมกระบี่ของกงจื่อชุดเขียวถึงกับไม่อาจััแม้แต่ชายเสื้อของมันได้ด้วยซ้ำ
บนหน้าผากของกงจื่อชุดเขียวปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาแล้ว มันที่จริงได้เตรียมการมาอย่างรัดกุม บรรดาสูงๆ ต่ำๆ ที่เพชฌฆาตผู้นี้ลงมือสังหาร ไม่น้อยถือเป็มืออันดับต้นๆ ของยุทธภพ เพียงสังหารสี่มืดสี่สว่างหยางสี่พี่น้องก็นับว่าเพียงพอจะประกันฝีมือของมัน ผู้คนขนานนามมันเป็เพชฌฆาตไร้หน้า (กุ้ยโฉ่วปู้เมี่ยน) มิใช่เพราะมันใช้วิธีลอบสังหาร แต่เพราะมันผู้นี้ปกติมิใคร่เปิดเผยใบหน้าตัวเอง มักซ่อนอยู่หลังแพรดำตลอดเวลา ฟังว่าใบหน้าของมันอัปลักษณ์จนต้องสวมหน้ากากไม้ปิดไว้อีกชั้นหนึ่ง มันยามลงมือสังหารผู้ใด ส่วนใหญ่มิเคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน ดังนั้นมันจึงเป็ปู้เมี่ยน (ไร้หน้า – ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด/ไม่เปิดเผยตัว) มันทราบพลังฝีมือของมันยังห่างชั้นเพชฌฆาตไร้หน้าผู้นี้อยู่ เพียงแต่มิคาดจะห่างชั้นถึงเพียงนี้
จังหวะที่มันกำลังคิดใคร่ครวญ ว่าควรจะถอยหรือรุกไล่ต่อไปดี บุรุษชุดดำก็พลันกล่าววาจาขึ้น
“ท่านในเมื่อเตรียมการมาแล้ว ไฉนไม่ทดลองใช้ออกมาให้สุดเล่า?”
กงจื่อชุดเขียวสะดุ้งในใจ แต่มันทราบโดยสัญชาตญาณ ผู้ฝึกปรือวิชายุทธ์ ยามเมื่อเอ่ยปากระหว่างต่อสู้ อย่างไรต้องสูญเสียพลังไปส่วนหนึ่ง มันอย่างไรเป็ผู้ฝึกวิชายุทธ์เช่นกัน ย่อมไม่ยอมเสียโอกาสนี้ไปโดยง่าย ดังนั้นจึงพลิกข้อมือ ใช้ออกด้วยกระบวนท่าพันพฤกษ์ผลิใบ (เชียนเจิงไค่จื๋อ) ซึ่งเป็ไม้ตายอันร้ายกาจของสำนักชิงเจี่ยน
กระบี่นี้ตอนใช้ออกมิใช่การแทงแต่เป็การฟันเฉียง ฟันแล้วยังสามารถฟันต่อไปได้ไม่หยุดยั้ง คล้ายเป็พฤกษาในฤดูชุนเทียนที่งอกเงยต่อไปได้เรื่อยๆ บุรุษชุดดำยามนี้ไม่สามารถเอี้ยวตัวหลบๆ หลีกๆ ได้อีก พอมันก้าวหลบ ประกายสีเงินะเืสายหนึ่งก็พุ่งอย่างดุร้ายออกมาจากเงาไม้ข้างทาง ถึงกับพุ่งเข้าใส่จุดมิ่งเหมิน (ประตูชีวิต – จุดกลางหว่างเอวด้านหลัง)
การจู่โจมนี้ ถึงกับเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ท่ามกลางความมืดสลัวยามวิกาล ต่อให้มีั์ตางอกอยู่ด้านหลัง ก็อย่าหวังว่าจะหลบพ้นได้เลย
ชั่วเสี้ยวพริบตานี้ ร่างของบุรุษชุดดำถึงกับสามารถแฉลบออกหลบการโจมตีนั้นได้ ดาบของมันหลุดออกจากฝัก ประกายสีเงินสว่างวาบคล้ายแสงอัสนีบาตร
หรือมันสามารถมีั์ตาด้านหลังที่มองเห็นได้ในความมืด?
คำตอบคือไม่
บุรุษชุดดำย่อมไม่มีดวงตางอกอยู่ด้านหลัง ทั้งมิได้ได้ยินเสียง แต่มันสามารถััถึงจิตสังหารได้ ดังนั้นมันจึงสามารถหลบการจู่โจมนี้ได้อย่างฉิวเฉียด อย่าว่าแต่มันคำนวณเอาไว้แต่แรก ฝ่ายตรงข้ามยังซ่อนคนไว้อีก
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น กงจื่อชุดเขียวรั้งกระบี่กลับ ตวาดเสียงลั่น “หยุดไว้!”
บุรุษชุดดำพลันหยุดมือลงจริงๆ ดาบหัวตัดในมือของมันยามนี้มิเพียงสะท้อนแสงจันทร์เป็สีเขียวคราม ยังปรากฏโลหิตอาบอยู่เป็สาย
โลหิตนี้ย่อมมาจากคนชุดเขียวอีกผู้หนึ่ง ที่แขนขวาของมันถูกฟันขาดเสมอไหล่ ตอนนี้กลิ้งเกลือกครวญครางเป็สภาพทุเรศตาอยู่บนทางศิลาสายน้อย
มิเพียงบุรุษชุดเขียวผู้นี้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นนับว่ารอบตัวของมัน ถูกบุรุษชุดเขียวสูงๆ ต่ำๆ ล้อมไว้ทั้งหมด ต่างคนต่างถือกระบี่ทอประกายแวววับบาดตา ในแสงจันทร์สลัว แต่ละคนใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ แต่ดวงตากลับแดงฉานด้วยความคั่งแค้น
บุรุษผู้หนึ่งส่งเสียงออกมา “กู้ชือซง (ศิษย์พี่ผู้ชายแซ่กู้) ไฉนท่านสั่งพวกเราหยุดมือ หรือท่านไม่คิดแก้แค้นให้หลี่ชือตี้แล้ว?”
กู้ชือซงผู้นั้นเม้มปากเป็เส้นตรง มันที่จริงกะเกณฑ์ศิษย์ร่วมสำนักมาซุ่มซ่อนเพื่อหาทางจัดการปู้เมี่ยนผู้นี้อยู่แต่แรก วางแผนก่อกวนโทสะให้คนผู้นี้ลงมือเพื่อหาจังหวะลอบโจมตี ทว่าเมื่อประมือกันมันจึงทราบ พลังฝีมือของมันยังห่างชั้นปู้เมี่ยนผู้นี้นัก ในเมื่อคู่มือที่ตึงมือผู้นี้ ประกาศไม่คิดเอาชีวิตมัน มันย่อมหาทางลงไปเองโดยไม่เสียเืเนื้อ มิคาดบรรดาชือตี้ร่วมสำนักของมัน กลับโง่เขลาดุดดั่งลา กระทั่งพลังฝีมือฝ่ายตรงข้ามก็ประเมินมิออก ถึงกับลอบโจมตีโดยมิได้รับการสั่งการ การจู่โจมนี้เมื่อไม่ประสบผลสำเร็จ ไยมิใช่กลายเป็หันหลังกลับมิได้อีกแล้ว?
กู้ชือซงตอนนี้แม้แน่ใจว่าเพียงมันออกปาก ปู้เมี่ยนผู้นี้บางทีอาจยั้งมือไว้ไมตรีต่อไม แต่หากทำประการนี้มันยังสามารถแบกหน้าไปพบผู้คนได้อีก? ศักดิ์ศรีของมัน หน้าตาของมัน ตอนนี้ก็สำคัญกว่าชีวิตมันแล้ว
ดังนั้น แม้มันมองเห็นดาวเพชฌฆาตยืนอยู่ตรงหน้า ก็ยังต้องกัดฟันกล่าวออกไป “พวกเราล้อมไว้ อย่าให้โจรชั่วนี่หนีไปได้”
กุ้ยโฉ่วปู้เมี่ยนพลันหัวร่อออกมาคราหนึ่ง กล่าวขึ้น “เยี่ยงนี้จึงนับว่าเราติดตามท่านออกมาก็ไม่เสียเปล่า เชิญลงมือได้”
มือกระบี่ชุดเขียวนับรวมสิบสองคน ต่างกระจายกันออกรายล้อมบุรุษชุดดำไว้ สำนักชิงเจี่ยนแม้มิใช่สำนักโบราณเ้าตำรับอย่างหวูตัง (บู๊ตึ้ง) เส้าหลิน (เซี่ยวลิ้ม) เอ๋อเหมย (ง่อไบ๊) แต่ก็นับว่าเป็สำนักกระบี่อันดับต้นๆ ของยุทธภพในยุคนี้ เ้าสำนักคนปัจจุบันนับเป็รุ่นที่สาม เพลงกระบี่มีความโดดเด่นทั้งรุกรับ ยืดหยุ่นพัวพัน สามารถจัดอยู่ในอันดับสี่ของเพลงกระบี่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
บัดนี้ สูงๆ ต่ำๆ ของสำนักชิงเจี่ยน ต่างเริ่มแทงกระบี่เข้ามาแล้ว กระบี่ทั้งสิบสามเล่มนี้ ต่างไม่ได้แทงพร้อมกันเข้ามาในคราวเดียว เมื่อเล่มหนึ่งแทงพลาดเป้า เล่มสองก็แทงซ้ำ บางครั้งแทงใส่พร้อมกันเพื่อหลอกล่อให้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นจู่โจมต่อ นี่เป็ค่ายกลกระบี่ชิงเจี่ยนที่ผู้ใดตกอยู่ในวงล้อมแล้ว ก็อย่าหวังหลุดออกไปได้โดยง่าย
บุรุษชุดดำที่ถูกเรียกเป็เพชฌฆาตไร้หน้า (กุ้ยโฉ่วปู้เมี่ยน) ตอนนี้นับว่าไม่ปลอดโปร่งแล้วจริงๆ มันหวุดหวิดถูกแทงจุดตายอยู่หลายครั้ง ประกายกระบี่ยิ่งนานยิ่งไวยิ่งแม่นยำ ดาบของมันกลับคล้ายยิ่งนานยิ่งช้าลง
หรือมันจะมาพลาดพลั้งเสียท่าให้ค่ายกลกระบี่ในยามวิกาลเช่นนี้ได้
ในหมู่ผู้ที่ลงมือ ย่อมมีผู้ที่รู้สึกว่าพวกตัวเองกำลังได้เปรียบอักโข หากตนสามารถสังหารเพชฌฆาตไร้หน้าผู้นี้ได้ ไยมิใช่กลายเป็โด่งดังในชั่วข้ามคืนเช่นกัน ดังนั้นแทนที่พวกมันจะใช้ท่วงท่าตามลำดับขั้นตอน ก็คล้ายลัดขั้นตอนกันขึ้นมาแล้ว
มิว่าค่ายกลใด จะเปล่งอานุภาพะเืขวัญสยบศัตรูร้ายกาจได้ ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงร่วมใจของผู้ประสานงาน และต้องกระทำไปตามระเบียบแบบแผน ห้ามมิให้เปิดช่องว่างหรือผิดพลาดอย่างเด็ดขาด
ยามนี้เมื่อเกิดการลัดขั้นตอน สภาพของค่ายกลแปรเปลี่ยน ช่องว่างนี้ปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ในเสี้ยววินาทีนี้ก็ปรากฏประกายสีเงินดั่งแสงอัสนีบาตพุ่งวาบขึ้นมา
นับว่าเป็ดาบที่เร็วอย่างยิ่ง รุนแรงอย่างยิ่ง และต่อเนื่องอย่างยิ่ง
ดาบนี้เมื่อฟันออก ก็แปรสภาพคล้ายกลายเป็คลื่นใหญ่นับร้อยนับพัน กระจายออกโดยรอบ ประกายไฟแลบแปลบปลาบในเงาสลัว เสียงเปรื้องๆ ดังสนั่น แทรกด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน บนท้องฟ้าถึงกับมีหยาดฝนสาดขึ้นไป ฝนที่สาดขึ้นไปย่อมเป็ฝนหยาดโลหิต
บุรุษชุดดำตอนนี้ยังคงยืนอยู่อย่างทระนงบนทางศิลา หลังของมันยังคงเหยียดตรงดั่งเช่นคันทวน ดาบที่หลุดออกจากฝักของมันตอนนี้ก็ถูกอาบด้วยโลหิตจนแทบจะกลายเป็สีดำสนิทเช่นเดียวกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของมัน แต่หมวกกุยเล้ยคลุมแพรใบนั้นได้หลุดออกจากศีรษะของมันไปแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ จึงส่องให้เห็นเรือนผมสีดำสนิทที่มุ่นมวยสูงไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งสยายยุ่งเหยิง ใบหน้าของมันซีกหนึ่งขาวซีดราวคนตาย ส่วนอีกซีกหนึ่งกลับดำด่างดั่งมิใช่หนังหน้าของมนุษย์
เป็หน้ากาก หน้ากากไม้ที่กะดำกะด่างอันหนึ่ง
รอบตัวมันยามนี้กลับกลายเป็แอ่งโลหิตขนาดใหญ่ ซากศพที่กระจัดกระจายอยู่แทบหาที่ครบสมบูรณ์มิได้ ไม่ถูกฟันตัวขาดไปก็ถูกฟันศีรษะแบะไป มือกระบี่ทั้งสิบสามคน บัดนี้เหลือเพียงกงจื่อชุดเขียวผู้นั้นผู้เดียว
สภาพมันตอนนี้กลับมิคล้ายกงจื่อรุ่มรวยอีก มวยผมของมันยุ่งสยาย ในมือของมันยังมีกระบี่ แต่เป็กระบี่ครึ่งเล่มที่ถูกฟันหักไป ใบหน้าของมันก็ซีดราวซากศพ ดวงตาสีดำสนิทของมันเหม่อมองบุรุษชุดดำอย่างซึมเซา คล้ายคนตายที่ยืนรอยมทูตดำให้มารับตัวไป
บุรุษชุดดำมองหน้ามันแล้วกล่าว “ตอนนี้ท่านไปได้แล้ว”
กงจื่อชุดเขียวแซ่กู้ผู้นั้นงงงันวูบ ตะกุกตะกักกล่าวออกมา “ให้ข้าพเ้าไป?”
เพชฌฆาตไร้หน้าผู้นั้นผงกศีรษะ กล่าวสืบต่อ “เราบอกแต่แรกแล้วว่าไม่พอใจจะสังหารท่าน ดังนั้นท่านไปได้”
กู้กงจื่อกวาดตามองซากศพศิษย์ร่วมสำนักของมัน ส่งเสียงสั่นสะท้าน “สภาพเช่นนี้... หรือข้าพเ้ายังกลับไปได้?”
“ท่านไฉนกลับไปไม่ได้ หรือท่านรู้สึกผิดต่อพวกมัน? เช่นนั้นข้าพเ้าขอถาม หากเป็พวกมันเหลืออยู่แทนท่านตอนนี้ ในความเห็นท่าน สมควรให้ข้าพเ้าฆ่ามัน หรือสมควรให้ข้าพเ้าปล่อยมัน?”
“.....”
“แต่หากท่านคิดว่าไม่สามารถแบกหน้ากลับไปได้ อย่างนั้นก็พุ่งศีรษะตายไปเสีย ที่สำคัญต้องเลือกต้นไม้ใหญ่โตที่พื้นเบื้องล่างไม่เปรอะคราบโลหิต ข้าพเ้ารับรอง ผู้ใดเมื่อได้รับเสื้อผ้าชุดนี้ของท่านไป ต้องสรรเสริญความดีของท่านไม่ขาดปาก”
“เ้า!” กู้กงจื่อกล่าววาจาได้เพียงเท่านั้นก็มิทราบสมควรกล่าวกระไรอีก ในที่สุดก็ยอมสะบัดหน้าเดินกะโผลกกะเพลกจากไป
บุรุษชุดดำรอจนมันขี่ม้าหายลับไปแล้วก็ระบายลมหายใจออก ถึงกับเดินไปก้มๆ เงยๆ คุ้ยหาของมีค่าจากซากศพที่มันเพิ่งสังหารไปจริงๆ!?
............................................