ศิษย์พี่พชรผู้ช่วยตัวน้อยที่ต้องรับหน้าที่เป็นสนามอารมณ์เดินแบกมัดไม้เรียวอาคมชุดใหม่เข้ามาวางไว้ข้างตัวไอ้สามยักษ์บื้อ เขาสะบัดมือเบาๆ พลางถอนหายใจยาวเหยียด “เอาล่ะ ครบแล้วนะ... แบ่งกันคนละยี่สิบอันพอดีเป๊ะ”
พี่รองยักษ์ทำจมูกฟุดฟิดพลางส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ“ยี่สิบอันเองเหรอครับศิษย์พี่? วันหลังขอพวกเราสักสี่สิบอันนะรสสัมผัสมันกรุบกรอบถูกใจข้าจริงๆ!”
เปรี้ยง!
พี่ใหญ่ยักษ์หันไปตบกบาลน้องชายตัวเองฉาดใหญ่จนหน้าคะมำ“หุบปากไปเลยไอ้โง่! รีบกินซะ! พรุ่งนี้ไม่ต้องมาเรียนนะข้าว่าต้องมีของดีกว่านี้มาให้กินแน่ๆ!”
พี่รองและน้องเล็กยักษ์ตาเป็นประกายทันที“พี่ใหญ่ปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
พี่ใหญ่ยักษ์เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในความโง่ของตนเองอย่างถึงที่สุดเจ้าจ้อย,เด็กน้อยหัววัว และคนอื่นๆที่ยืนดูอยู่ถึงกับกุมขมับโดยพร้อมเพรียงกัน นี่มันแก๊งสามยักษ์ปัญญานิ่มชัดๆ!พวกเจ้าจะประกาศแผนการหนีเรียนออกมาดังๆ ต่อหน้าอาจารย์แบบนี้เลยรึไง?
แต่ทว่าในขณะที่พี่ใหญ่ยักษ์กำลังจะหยิบไม้เรียวอันแรกเข้าปากใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนสี จากสีแดงระเรื่อกลายเป็นสีเขียวคล้ำในฉับพลัน!
“แย่แล้วพี่ใหญ่... ข้า... ข้าปวดท้อง!”พี่รองยักษ์ร้องออกมาพลางกุมท้องตัวเอง ร่างกายกำยำสั่นเทิ้ม
“ข้าด้วย! มันเหมือนมีพายุหมุนอยู่ในไส้!” น้องเล็กยักษ์ร้องตาม
พี่ใหญ่ยักษ์เองก็ไม่ได้ต่างกันเขาพยายามกัดฟันกรอดพลางสั่งการ “พูดให้น้อย... ทำให้น้อย... ไปด้วยกัน!”
ในวินาทีนั้นเองศิษย์พี่พชรชูป้ายไม้เล็กๆ ขึ้นมาพลางชี้ไปทางหลังวิมาน “ห้องสุขาไปทางโน้นใครจะไปก็รีบไปนะ... บอกไว้ก่อนว่าหลุมมีน้อย ใครช้าต้องรอกันเอง!”
ฟิ้ววววว!
ร่างยักษ์สามร่างพุ่งทะยานออกไปเร็วยิ่งกว่าลูกธนูทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและกลิ่นอายแห่งความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในห้องสุขาทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างรู้เท่าทัน ขนาดเจ้าจ้อยยังแอบเสียวสันหลัง...ใครมันจะเชื่อว่ากระเพาะของยักษ์จะพังง่ายขนาดนั้น? นี่ต้องเป็นแผนของ พระมหาปราชญ์ดาราแน่ๆ ที่แอบใส่ยาถ่ายแรงฤทธิ์ระดับเทพเจ้าลงไปในไม้เรียว!
“ท่านอาจารย์นี่โหดจริง ๆ ...” มณีภัสสรพึมพำพลางเดินตัวลีบเข้าสู่วิมาน
....
ภายในวิมานอักษรชั้นแรกถูกจัดให้เป็นห้องเรียนที่โอ่โถงผนังหินอ่อนประดับด้วยอักษรทองคำส่องแสงนวลตา มีโต๊ะไม้แกะสลักสวยงามวางเรียงรายอยู่สี่สิบตัวบนพื้นวางปูด้วยอาสนะหวายอย่างเรียบง่ายดูเหมือนว่าที่นี่จะเน้นให้ศิษย์นั่งกับพื้นเพื่อซึมซับพลังจากปฐพี
“ศิษย์รุ่นนี้มีไม่มาก พวกเจ้าเลือกที่นั่งตามใจชอบเลย”พระมหาปราชญ์ดาราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่เปี่ยมไปด้วยบารมี
เจ้าจ้อยไม่รอช้าพุ่งตัวไปที่นั่งแถวหลังสุดทันที!นี่คือทำเลทองของเหล่านักเรียนสายโดดที่ต้องการความสงบจากการจับจ้องของอาจารย์ส่วน เด็กน้อยหัววัว เลือกนั่งแถวหน้าสุดคู่กับ ศิษย์พี่พชร มณีภัสสรนั่งแถวที่สองและ เจ้าเต่างอย ก็คลานต้วมเตี้ยมเข้ามานั่งข้างๆ เจ้าจ้อยที่แถวหลัง
แต่แล้ว...สิ่งที่ทำให้เจ้าจ้อยถึงกับลูกตาแทบจะหลุดออกจากเบ้าก็เกิดขึ้น!
เจ้าเต่างอยหันไปมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกต มันก็เอื้อมมือไปจับขอบกระดองของตัวเอง... แล้ว “ถอด”มันออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ ราวกับถอดเสื้อนอก! ร่างที่ซ่อนอยู่ใต้กระดองหนาหนักนั้นกลับกลายเป็นร่างของชายหนุ่มตัวเล็กจิ๋ว ผิวสีเขียวอ่อนสูงโปร่งแต่บอบบางประดุจก้านถั่วงอกเขาบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บพลางพ่นลมหายใจออกมา “เฮ้อ...สบายตัวชะมัด”
จ้อยอ้าปากค้าง“ไอ้เต่า... แก... แกถอดกระดองได้ด้วยเหรอวะ?”
เจ้าเต่างอย(ในร่างถั่วงอก) ชำเลืองมองจ้อยด้วยสายตาเฉยเมย “ไม่รู้สิ...แม่ข้าบอกว่าตอนเกิดข้าก็คลอดกระดองออกมาก่อนตัวอยู่แล้วมันก็แค่บ้านที่พกพาได้น่ะ มีปัญหาอะไรไหม?”
จ้อยชูนิ้วโป้งให้ทันที“ยอดมาก! แกมันแน่จริง ๆ!”
ในขณะนั้นเองมณีภัสสร ที่นั่งอยู่แถวหน้าจ้อย ก็หันกลับมาถลึงตาใส่พลางแค่นหัวเราะ“ไอ้กระรอกกะล่อน! ข้าจะจับตาดูเจ้าไว้ทุกฝีก้าวถ้าเจ้ากล้าแผลงฤทธิ์หรือหนีเรียนอีกล่ะก็ข้าจะฟ้องท่านอาจารย์ให้เจ้าโดนเคี่ยวจนเปื่อยเลย!”
จ้อยกลอกตาไปมา“โถ่... แม่นกทองเอ๋ย ใจแคบยิ่งกว่ารูเข็มอีกนะเราน่ะ กะอีแค่ข้าหลอกนิดเดียวทำเป็นจำแม่น!”
....
“เอาล่ะ เหล่าศิษย์ทั้งหลาย...” พระมหาปราชญ์ดาราเอ่ยขึ้นขัดบทสนทนา“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือเพื่อนร่วมสำนักกันข้าจะไม่พูดจาเยิ่นเย้อให้เสียเวลา แต่ข้าขอพูดตรงๆ เลยว่า...ตั้งแต่ข้าสอนสั่งผู้คนมาหลายหมื่นปี พวกเจ้านี่แหละคือศิษย์รุ่นที่ 'แย่ที่สุด' เท่าที่ข้าเคยเจอ!”
“...หนึ่งในนั้นครับ” เสียงเล็กๆ แทรกขึ้นมาทันควัน
พระมหาปราชญ์ดาราขมวดคิ้วมุ่นรัศมีดวงดาวรอบกายเริ่มสั่นไหว “ใครพูด?!”
มณีภัสสรเตรียมจะชี้ตัวคนทำผิดแต่เจ้าจ้อยก็ลุกพรวดขึ้นชูมือหรา “ผมเองครับท่านอาจารย์!”
“เจ้า! ออกไปยืนสำนึกผิดข้างนอกเดี๋ยวนี้!” พระมหาปราชญ์ดาราสั่งเสียงเข้ม
จ้อยไม่รอช้าสับเท้าสี่ข้างวิ่งจู๊ดออกไปทางประตูวิมานทันทีด้วยสีหน้าเริงร่าแต่พระมหาปราชญ์ดาราฉุกคิดได้ทัน “เดี๋ยว! ไอ้กระรอกเจ้าเล่ห์!เจ้ากะจะใช้มุกเดิมเพื่อหนีเรียนอีกล่ะสิ? กลับมานี่!ไปยืนสำนึกผิดตรงข้างๆ เด็กน้อยหัววัว แถวหน้าสุด!”
จ้อยหน้าเจื่อนทันทีเขาเดินคอตกกลับมายืนตัวลีบอยู่ข้างๆ เพื่อนตัวยักษ์
“เอาล่ะ เมื่อพวกเจ้าได้ที่นั่งประจำตัวกันแล้วจงจำไว้ว่าโต๊ะและคัมภีร์เหล่านี้คือจิตวิญญาณของนักปราชญ์ จงดูแลรักษาให้ดีเหมือนชีวิตของตนเอง”ท่านอาจารย์กล่าวจบ “ตอนนี้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นจงแนะนำตัวให้เพื่อนร่วมสำนักได้รู้จัก... เด็กน้อยหัววัว เริ่มจากเจ้าก่อน!”
เด็กน้อยหัววัวลุกขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจใบหน้าใหญ่โตนั้นแดงระเรื่อด้วยความประหม่า “ขะ... ขอนอบน้อมต่อท่านอาจารย์และเพื่อนร่วมทางทุกคนข้ามีนามว่า 'วัว' มาจากวิมานประจิม...ข้าคือศิษย์ที่ได้รับการส่งตัวมาจาก 'สำนักหอไตรใต้หล้า'ครับ!”
คำว่า“สำนักหอไตรใต้หล้า” ทำให้ทั่วทั้งห้องเรียนเกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที!
เจ้าจ้อยหูผึ่ง“หอไตรใต้หล้า?ชื่อเหมือนร้านขายหนังสือเก่าเลยแฮะแต่มันคงไม่ธรรมดาใช่ไหมแม่นกทอง?”
มณีภัสสรหันมาค้อนขวับ“เจ้ากระรอกหน้าโง่!สำนักหอไตรใต้หล้าน่ะเป็นศูนย์รวมปัญญาของทุกแคว้นในโลกเบื้องล่างในหนึ่งปีพวกเขาจะคัดเอา 'หัวกะทิ' เพียงหนึ่งเดียวจากผู้สมัครนับแสนล้านคนเพื่อส่งมาเรียนต่อที่วิมานอักษรแห่งนี้การที่เจ้าวัวนี่ได้มาที่นี่ หมายความว่าเขาสอบได้ 'ที่หนึ่งของโลก'เชียวนะ!”
จ้อยฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้างพลางมองเด็กน้อยหัววัวด้วยสายตาใหม่
‘สามแสนล้านคน... คัดเหลือคนเดียว...’ จ้อยคิดในใจ‘นี่มันยิ่งกว่าสอบเข้ามหาลัยดัง ๆ ในกรุงเทพฯ เสียอีก!ไอ้เพื่อนวัวของข้านี่มันไม่ใช่แค่ตัวใหญ่ธรรมดาแต่มันคือสัตว์ประหลาดสายวิชาการชัด ๆ!’
พระมหาปราชญ์ดาราต้องส่งเสียงกระแอมเบาๆ เพื่อเตือนสติ!