ตอนที่ 37 นางโง่ที่ไม่รู้จักปกป้องตนเอง
เขาไม่ทันได้แตะตัวเซี่ยต้ายาก็ถูกเซี่ยเสี่ยวหย่าปัดมือ “พี่ใหญ่ ท่านจะทำอันใด นางยังบาดเจ็บอยู่ ยังเดินไม่ได้ ตอนนี้ท่านแม่เพียงต้องอุ้มนางเข้าออก ทุ่มเทไม่น้อยกว่าลูกพี่ลูกน้องใหญ่จะอาการดีขึ้น หากท่านทำสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาได้สูญเปล่าพอดี…”
เซี่ยเหมียวเหมียวตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่บ้าง
นางรีบยืนบังเซี่ยต้ายาเอาไว้ ประหลาดใจที่ได้ยินเซี่ยเสี่ยวหย่าพูดเช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าในยามคับขัน ลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ชอบขี้หน้าพวกนางยังออกโรงปกป้องกัน!
ฮึ!
เซี่ยเสี่ยวหย่าพลันเห็นสายตาของเซี่ยเหมียวเหมียว ก็แค่นเสียงอย่างภาคภูมิใจระคนเฉยชา พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
นางไม่ได้ปกป้องทั้งสองคน
เพียงแต่เชื่อฟังคำมารดาเท่านั้น มารดาสู้อุตส่าห์รักษาลูกพี่ลูกน้องใหญ่ รอให้เจ้าตัวหายดีค่อยกลับมาทำงานชดใช้ให้ครอบครัวก็พอ
อีกฝ่ายโง่ที่ไม่รู้จักปกป้องตนเอง
คิดเพียงว่าหากเซี่ยเสี่ยวหย่าช่วยปกป้อง ลูกพี่ลูกน้องคนโตก็จะช่วยรับผิดชอบภาระงานทั้งหมดของนางให้
อีกทั้งตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหย่ายังโกรธพี่ชายอย่างเซี่ยหมิงหนาน คิดว่าเขาเป็นคนโง่ ถูกครอบครัวพี่สะใภ้ข่มเหงถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังปกป้องภรรยาและครอบครัวนางอีก ทำเอาเซี่ยเสี่ยวหย่าโมโหไม่น้อย
“นางเป็นอะไรไป?” เซี่ยหมิงหนานตกใจ
ที่บอกว่าเซี่ยต้ายาเดินไม่ได้หมายความอย่างไร
เกิดอะไรขึ้นกับนาง
เหตุใดจึงเดินไม่ได้?
เซี่ยเสี่ยวหย่ากอดอกพลางบอก “จะอะไรเสียอีก ก็ถูกเจ้าคนสกุลเฉียวทุบตีอย่างไรเล่า ผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังเดินไม่ได้เลย ท่านคิดว่าน่าเวทนาหรือไม่ หากวันนั้นท่านแม่ไปถึงไม่ทันกาล นางคงถูกเหล่าเฉียวตีจนตายไปแล้ว”
เซี่ยหมิงหนานมองเซี่ยต้ายาตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร เหล่าเฉียวดูไม่ใช่คนเช่นนั้นเลย
เขาย้อนนึกถึงคราวล่าสุดที่ได้พบเฉียวเล่อเซิง เวลานั้นเขาดูสุภาพมากทีเดียว
เมื่อได้ยินเช่นนี้เซี่ยเสี่ยวหย่าก็กลอกตาบอก “มันผ่านมานานเท่าไรแล้วเล่าพี่ใหญ่ ท่านคงลืมไปแล้วว่าลูกพี่ลูกน้องใหญ่แต่งเข้าตระกูลเฉียวมาตั้งกี่ปีแล้ว นางไม่ได้กลับบ้านเดิมสักครั้ง แม้แต่ในช่วงปีใหม่และเทศกาลต่าง ๆ …เป็นท่านที่แต่งพี่สะใภ้ไม่ได้เรื่องเข้ามา ทำไมท่านต้องตามนางกลับบ้านเดิมไปตลอด และละทิ้งงานที่บ้านตนเองด้วยเล่า”
นางเอ่ยประโยคท้ายด้วยท่าทีถากถาง
“เจ้าเด็กคนนี้ เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าเป็นลูกเขย สมควรไปช่วยงานบ้านแม่ยาย...”
เซี่ยหมิงหนานเป็นชายชาตรี ถูกเด็กสาวพูดใส่เช่นนี้จะสบายใจได้อย่างไร เห็นเซี่ยเสี่ยวหย่าต่อว่าจึงสวนกลับด้วยโทสะ
เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่กลัวเขา กลับชูคอบอก “อะไรเล่า มีสิ่งใดที่ผิดไปกัน ผู้หญิงอย่างข้ามันทำไมหรือ ข้ารู้ความกว่าท่านเสียอีก หากไม่พอใจท่านกล้าตีน้องสาวคนนี้หรือไม่เล่า หากกล้าทำข้าจะฟ้องท่านแม่ให้มาเล่นงาน... ”
เซี่ยหมิงหนานไม่กล้าลงไม้ลงมือคนในครอบครัว แถมรู้ดีว่ามารดาเขาเอาใจเซี่ยเสี่ยวหย่าที่สุด หากเขากล้าทำไป๋เพ่ยเพ่ยกลับมาคงได้ถลกหนังเขาเสีย
เขาจึงเดินหนีไป แต่ฝ่ายภรรยาอย่างเหอเหลียนได้แต่ยังเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
“เสี่ยวหย่า เจ้าพูดจากับพี่ชายเช่นนั้นได้อย่างไร เป็นสาวเป็นนาง ควรประพฤติตนให้สมกับเป็นกุลสตรี… ”
พูดไม่ทันจบเซี่ยเสี่ยวหย่าก็โพล่งขัด
“อย่างท่านน่ะหรือจะสมกับเป็นกุลสตรี กินน้อยแถมยังต้องออกแรงมาก ถูกโขกสับเป็นวัวเป็นม้า ถึงขั้นที่พ่อแม่ตนเองดูแคลนเพราะเป็นหญิง หวังใช้งานท่านจนตาย ต่อให้ท่านตายไปพวกเขาก็ไม่หลั่งน้ำตาแม้สักหยด มีแต่จะเสียดายที่ขาดแรงงานโดยเปล่าไป”
“พูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” พี่สะใภ้เหอเหลียนปล่อยโฮ
“ข้าอาภัพมากพอแล้ว ไร้ที่ยืนในบ้านเดิม ซ้ำกลับมาบ้านสามีทำไมเจ้าต้องรังแกพี่สะใภ้อย่างข้าอีก ฮือ ๆ … เหตุใดชีวิตข้าถึงน่าเวทนานัก”
เสียงนี้ทำให้เซี่ยหมิงหนานลนลานและไม่รู้จะปลอบภรรยาอย่างไร ได้แต่ตำหนิเซี่ยเสี่ยวหย่า
“เจ้าพูดกับพี่สะใภ้เช่นนี้ได้อย่างไร นางเพียงตักเตือนและชี้แนะเจ้า แต่เจ้ากลับพูดจาหยาบคายนัก ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน หากเป็นเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อไปจะแต่งงานออกเรือนได้อย่างไร”
“ใครอยากแต่งงานกัน”
ไป๋เพ่ยเพ่ยกลับมาเห็นเหตุการณ์พร้อมของที่สะพายอยู่บนหลัง
เมื่อเห็นคนไม่คุ้นหน้าทั้งสองก็คิดว่ามีคนมาหาเรื่องที่บ้านอีก
“ทำไมกัน มาระรานลูกข้าตอนข้าไม่อยู่หรือ ไม่รู้ชะตาของตระกูลซุนก่อนหน้านี้หรืออย่างไร”
แน่นอนว่านางไม่ได้ตะโกนต่อ เพราะเซี่ยเสี่ยวหย่ารีบรายงานเผยให้รู้ตัวตนของพวกเขา
“ท่านแม่ ในที่สุดก็กลับมาแล้ว หากท่านกลับมาไม่ทัน ข้าคงได้ถูกพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้รังแกเป็นแน่”
นางกล่าวฟ้องทั้งดวงตาแดงเรื่อว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ต่อว่าตนเอง ซ้ำยังบอกว่าตนเองรู้สึกสงสารพี่ใหญ่และคิดว่าหลังเขาไปอยู่บ้านตระกูลเหอกลับผอมซูบ ผิวพรรณหมองคล้ำลง คงถูกตระกูลเหอโขกสับมาเป็นแน่ ทว่าเขากลับท้วงว่าตนเองเป็นลูกเขย สมควรช่วยงานบ้านเดิมภรรยาถูกแล้ว
ว่าไปก็ไม่ลืมจะยกยอตนเอง “เขายังอยากให้เซี่ยต้ายาไปขอขมาตระกูลเฉียวให้ส่งนางกลับไป แต่ข้าห้ามปรามเอาไว้”
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองเซี่ยหมิงหนานและเหอเหลียนด้วยสีหน้่าประหลาดใจ ตะลึงที่ทั้งสองคือลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นมาก่อน
นางไม่เคยพบเซี่ยหมิงหนานมาก่อน ถึงกระนั้นเมื่อเห็นเขาก็เข้าใจได้ว่าเหตุใดเซี่ยเสี่ยวหย่าจึงเอ่ยเช่นนั้น
ชายหนุ่มไม่เพียงผอมในระดับทั่วไป แต่กลับผอมกะหร่องจนผิดรูป ทั้งยังผิวพรรณยังหมองคล้ำจนน่าตกใจ ต่อให้นางรู้ว่าเป็นลูกบังเกิดเกล้าของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ ถ้าให้เจ้าตัวมายืนตรงนี้ก็ยังดูไม่ออกว่าทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกัน
นางอดชำเลืองมองลูกชายฝาแฝดข้างตัวเพื่อเปรียบเทียบไม่ได้ แม้ลูกชายนางจะผอม ร่างกายไม่แข็งแรง แม้จะผ่ายผอมเพียงนิดแต่ก็ยังพอมีเนื้อหนัง
ช่วงนี้พวกเขามีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์จึงอ้วนท้วนขึ้นหน่อย สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาด แม้ยังอ่อนแรงแต่ก็ยังดูดี
ผิดจากเซี่ยหมิงหนานที่เห็นแล้วระคายตาไม่น้อย
สองสามีภรรยาที่เคยกล้ากับเซี่ยเสี่ยวหย่า เมื่อเผชิญหน้ากับไป๋เพ่ยเพ่ยกลับไม่กล้าปริปาก ได้แต่สงบเสงี่ยมขึ้นมาทันตา
โดยเฉพาะเหอเหลียนลูกสะใภ้ใหญ่ นางก้มหน้างุดคล้ายกลัวไป๋เพ่ยเพ่ยเห็น
เซี่ยหมิงหนานมีสภาพไม่ต่างกัน เขาห่อไหล่ราวกับหนูเห็นแมว
ไป๋เพ่ยเพ่ยพูดไม่ออก แล้วเมื่อครู่นี้พวกเขา ‘ต่อปากต่อคำ’ กับเซี่ยเสี่ยวหย่าฉอด ๆ ได้อย่างไรกัน
แม้เซี่ยเสี่ยวหย่าจะกล่าวฟ้องเกินจริง แต่นางก็ยังได้ยินคำว่า ‘อายุยังน้อย’ ‘ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน’ และ ‘ต่อไปจะแต่งงานได้อย่างไร’ กับหูตนเอง
หากไม่ได้ยินกับหู ไป๋เพ่ยเพ่ยคงไม่คิดว่าคำพรรค์นั้นจะหลุดมาจากปากชายหนุ่มหน้าซื่อตรงหน้าผู้นี้ได้
นางจ้องสองสามีภรรยาครู่หนึ่ง กระทั่งเห็นท่าทางอึดอัดใจของพวกเขา
เซี่ยเสี่ยวหย่าเดินไปหาไป๋เพ่ยเพ่ยราวกับไก่ชูคอ กอดแขนนาง ก่อนจงใจปั้นหน้ากระหยิ่ม
อีกฝ่ายไม่กล้าโวยวายสักคำ
ดูเหมือนเซี่ยเสี่ยวหย่าจะไม่ได้เป็นพวก ‘รังแกผู้อ่อนแอหวาดเกรงผู้แข็งแกร่ง’ เพียงคนเดียว แต่มันอาจเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาในตระกูลเซี่ย
ไป๋เพ่ยเพ่ยลูบมือลูกสาวก่อนวางตะกร้าลง พลางเรียกสองสามีภรรยามา แล้วให้คนที่เหลือทำงานต่อไป
เซี่ยเสี่ยวหย่ากลอกตา
นางอยากอู้งานจึงกระซิบบอก “นี่ อยากรู้ไหมว่าท่านแม่จะต่อว่าพวกเขาอย่างไร หากอยากรู้ข้าจะไปตามสืบมาให้”
นางหาได้ต้องการช่วยตามสืบ แต่อยากรู้เองต่างหาก คนทั้งสี่ที่อยู่ ณ ที่นี้ต่างรู้แก่ใจดี
เซี่ยเหมียวเหมียวห้ามไม่ให้ไป หากมารดาเห็นเข้าจะไม่พอใจเอาได้